มัทธิวบทที่ 9 ทรงรักษาคนง่อย เด็กหญิงคนหนึ่งฟื้นชีวิต ผู้หญิงคนหนึ่งหายโรค และชายตาบอดสองคนมองเห็นได้ ">

Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 9 Healing of the Paralytic, A Girl Restored to Life, a Woman Healed, and Two Blind Men Healed

มัทธิวบทที่ 9 ทรงรักษาคนง่อย  เด็กหญิงคนหนึ่งฟื้นชีวิต ผู้หญิงคนหนึ่งหายโรค และชายตาบอดสองคนมองเห็นได้

 

Last time we saw Jesus has authority over sickness, over the sea – the wind and the waves, and over the demons. 

ครั้งที่แล้วเราเห็นพระเยซูทรงมีอำนาจเหนือความเจ็บป่วย เหนือทะเล – เหนือลมและคลื่นและเหนือมารร้าย

Are you allowing Him to have authority over you?   

คุณจะยอมให้พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือคุณไหม

The one you call Lord. 

บุคคลผู้หนึ่งที่คุณเรียกว่าพระเจ้า

The challenge to us also, are you willing to go to the other side? 

สิ่งนี้ท้าทายเราด้วย    คุณยินดีที่จะข้ามไปยังฟากโน้นไหม

Whether it be the other side of the world or the other side of the village or island or country, in obedience to the Lord and to share the Gospel? 

ไม่ว่าจะเป็นฟากใดในโลก   หรือด้านอื่น ๆ ของหมู่บ้านหรือเกาะหรือประเทศ  ในการเชื่อฟังพระเจ้าและบอกข่าวพระกิตติคุณ

 

Now in chapter 9 Jesus and his disciples return across the sea to Capernaum.  

ตอนนี้ในบทที่ 9 พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้ข้ามฝั่งทะเลไปยังเมืองคาเปอนาอูม

Soon Jesus is brought a man who is paralyzed for healing.

ไม่นานนักก็มีชายคนหนึ่งที่เป็นอัมพาตมาหาพระเยซูเพื่อขอให้ทรงรักษา

 

Matthew 9:1-6

1 And getting into a boat he crossed over and came to his own city.

มัทธิว9:1-6

1  พระเยซูเสด็จลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองของพระองค์ 

2 And behold, some people brought to him a paralytic, lying on a bed. And when Jesus saw their faith, he said to the paralytic, “Take heart, my son; your sins are forgiven.”

2 นี่แน่ะ เขาทั้งหลายหามคนง่อยคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์ เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของพวกเขา จึงตรัสกับคนง่อยว่า “ลูกเอ๋ย    จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว

3 And behold, some of the scribes said to themselves, “This man is blaspheming.”

3เมื่อได้ยินดังนั้น พวกธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า “คนนี้หมิ่นประมาทพระ             เจ้า”

4 But Jesus, knowing their thoughts, said, “Why do you think evil in your hearts?

4พระเยซูทรงทราบความคิดของพวกเขา จึงตรัสว่า “ทำไมพวกท่านจึงคิดการชั่ว       อยู่ในใจ?

5 For which is easier, to say, ‘Your sins are forgiven,’ or to say, ‘Rise and walk’?

5การที่พูดว่า ‘บาปต่างๆ ของท่านได้รับอภัยแล้ว’ กับการพูดว่า ‘จงลุกขึ้นเดินไป        เถิด’ แบบไหนจะง่ายกว่ากัน?

6 But that you may know that the Son of Man has authority on earth to forgive sins”—He then said to the paralytic—“Rise, pick up your bed and go home.”

6  ทั้งนี้เพื่อให้ท่านรู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะอภัยบาปได้” พระองค์        จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า “จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านของท่าน”

 

Jesus wanted the scribes and everyone there to know His identity, as the One who can both forgive sin and heal the body. 

            พระเยซูทรงต้องการให้อาลักษณ์และทุกคนที่นั่นรู้ว่าทรงเป็นผู้ใด  เป็นผู้ซึ่งทรงสามารถยกโทษบาปและรักษาร่างกายได้ทั้งสองอย่าง

So, the man received healing and salvation.

ดังนั้นชายคนนั้นก็หายโรคและได้รับความรอด

 

Matthew 9:7-8

7 And he rose and went home.

มัทธิว9:7-8

7 เขาจึงลุกขึ้นไปบ้าน

8 When the crowds saw it, they were afraid, and they glorified God, who had given such authority to men.

8เมื่อฝูงชนเห็นดังนั้น พวกเขาก็เกรงกลัว แล้วพากันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ประทาน       สิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์

 

Sometimes when you look at other people and their lives, perhaps you think I don’t think he will ever become a Christian.  

บางครั้งเมื่อคุณมองดูคนอื่นๆ และชีวิตของพวกเขา   บางทีคุณอาจคิดว่ฉันไม่คิดว่าเขาเคยเป็นคริสเตียน

Some might have thought that about Matthew. 

บางคนอาจจะคิดเช่นนั้นกับมัทธิว

He was a tax collector. 

เขาเป็นคนเก็บภาษี

He was a Jew but worked for the Roman government to collect taxes from his countrymen. 

เขาเป็นชาวยิว แต่ทำงานให้กับรัฐบาลโรมัน  โดยเป็นคนเก็บภาษีจากเพื่อนร่วมชาติของเขา

Many tax collectors were dishonest and charged extra taxes to make themselves rich. 

คนเก็บภาษีหลายคนไม่สุจริต  และเรียกเก็บภาษีพิเศษเกินอัตราเพื่อจะทำให้ตัวเองร่ำรวย

Yet Jesus called Matthew to follow Him and he became one of the twelve disciples. 

แต่พระเยซูทรงเรียกมัทธิวให้ติดตามพระองค์ไป และเขากลายเป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน

He left his tax collecting behind to be a disciple of Jesus.  

เขาทิ้งงานเก็บภาษีของเขาไว้เบื้องหลังเพื่อจะไปเป็นสาวกของพระเยซู

 

Sometimes people find they must leave their old work in order to follow Jesus.

บางครั้งผู้คนพบว่าพวกเขาต้องออกจากงานเก่าเพื่อที่จะติดตามพระเยซู

I shared the gospel with a woman in Nairobi Kenya about twelve years ago. 

ผมเคยแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้หญิงคนหนึ่งในกรุงไนโรบีประเทศเคนยาประมาณสิบสองปีที่ผ่านมา

She said she believed everything I said about the love of God, the sinfulness of men, the need to believe in Jesus and follow Him but she was a prostitute and wasn’t willing to stop doing that to follow Jesus because she said it was the only way to support her family in the slum. 

เธอบอกว่าเธอเชื่อทุกอย่างที่ผมเลาเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า  ความชั่วร้ายของมนุษย์    ความจำเป็นที่จะต้องเชื่อในพระเยซูและปฏิบัติตามพระองค์ แต่เธอก็เป็นโสเภณีและไม่เต็มใจที่จะเลิกทำอาชีพนี้เพื่อติดตามพระเยซู   เพราะเธอบอกว่ามันเป็น วิธีเดียวที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของเธอในสลัม

I told her she must trust God to provide for her needs in another way.  Whether she has or not, I don’t know. 

ผมบอกเธอว่าเธอจะต้องวางใจในพระเจ้า  ให้ทรงประทานแก่เธอในสิ่งที่จำเป็นในอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าเธอมีหรือไม่ผมไม่ทราบ

 

Matthew chosen

ทรงเลือกมัทธิว

 

Matthew 9:9-14

9 As Jesus passed on from there, he saw a man called Matthew sitting at the tax booth, and he said to him, “Follow me.” And he rose and followed Him.

มัทธิว 9:9-14

9 เมื่อพระเยซูเสด็จเลยตำบลนั้นไป ก็ทอดพระเนตรเห็นคนหนึ่งชื่อมัทธิวนั่งอยู่            ที่ด่านภาษี จึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป

10 And as Jesus reclined at table in the house, behold, many tax collectors and sinners came and were reclining with Jesus and his disciples.

10เมื่อพระองค์ประทับและเสวยอาหารอยู่ในบ้าน มีคนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆ           หลายคน เข้ามาร่วมรับประทานอาหารกับพระเยซู และกับบรรดาสาวกของ           พระองค์

11 And when the Pharisees saw this, they said to his disciples, “Why does your teacher eat with tax collectors and sinners?”

11เมื่อพวกฟาริสีเห็นแล้ว ก็กล่าวกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ ของพวกท่านจึงรับประทานอาหารด้วยกันกับพวกคนเก็บภาษี และพวกคน            บาป?”

12 But when he heard it, he said, “Those who are well have no need of a physician, but those who are sick.

12 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า “คนแข็งแรงไม่ต้องการหมอ แต่คน      เจ็บป่วยต้องการ

13 Go and learn what this means, ‘I desire mercy, and not sacrifice.’ For I came not to call the righteous, but sinners.”

13ท่านจงไปเรียนความหมายของคัมภีร์ข้อนี้ ที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่           ประสงค์เครื่องสัตวบูชา’ ด้วยว่าเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียก     คนบาป”

 

Sometimes Christians try to isolate themselves from those who are not Christians.  Jesus didn’t.  The non-believers need us. 

บางครั้งพวกคริสเตียนพยายามที่จะแยกตัวออกจากคนที่ไม่เป็นคริสเตียน

พระเยซูไม่ทรงทำเช่นนั้น    ผู้คนที่ไม่เชื่อยังต้องการเราอยู่

We are to be the light, we are to be the salt, we need to interact with the    people different from us. 

เราต้องเป็นแสงสว่าง  เราต้องเป็นเกลือ  เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่ แตกต่างจากเรา

We also must be careful to not be prejudice. 

นอกจากนี้เรายังต้องระมัดระวังที่จะไม่มีอคติ

Some Thai people will have nothing to do with the Burmese. 

คนไทยบางคนไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับชาวพม่า

Not because that one person has shown bad character but only because he or she is Burmese and not Thai. 

ไม่ใช่เพราะว่าบุคคลนั้นได้แสดงให้เห็นนิสัยที่ไม่ดี แต่เพียงเพราะเขาหรือเธอ           เป็นชาวพม่าและไม่ใช่คนไทย

We must not be prejudice against people of other nations, against poor people, against rich people, against handicapped people. 

เราจะต้องไม่มีอคติกับคนชาติอื่นๆ  ต่อคนที่ขัดสน  ต่อคนรวย  หรือ   ต่อคน  พิการ

 

1 Corinthians 1:26-29

26 For consider your calling, brothers: not many of you were wise according to worldly standards, not many were powerful, not many were of noble birth.

1โครินธ์1:26-29

26 พี่น้องทั้งหลาย   จงพิจารณาดูสภาพพวกท่านเมื่อได้รับการ        ทรงเรียก มีน้อยคนที่โลกถือว่ามีปัญญา  มีน้อยคนที่มีอำนาจ  มีน้อยคนที่มี ตระกูลสูง

27 But God chose what is foolish in the world to shame the wise; God chose what is weak in the world to shame the strong;

27แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าโง่   เพื่อทำให้พวกมีปัญญาอับอาย             และได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าอ่อนแอ   เพื่อทำให้พวกที่แข็งแรงอับอาย

28 God chose what is low and despised in the world, even things that are not, to bring to nothing things that are,

28พระเจ้าได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น  และเห็นว่าไม่สำคัญ           เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ

29 so that no human being might boast in the presence of God.

29 เพื่อไม่ให้มนุษย์สักคนหนึ่งโอ้อวดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้

 

When serving in our small village in Phuket, some other Christians have suggested to me that I go somewhere else where there are Christians already, especially rich ones and then that church could have many members.  But that is not where the need is. 

เมื่อผมรับใช้ในหมู่บ้านเล็กๆในภูเก็ต  คริสเตียนอื่นบางคนได้แนะนำให้ผมไปที่อื่นที่มีคริสเตียนอยู่แล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีคนร่ำรวย   และจากนั้นคริสตจักรอาจมีสมาชิกหลายคน แต่ที่นั่นไม่ใช่ที่มีความต้องการ

We need to be here where there are many people who are poor, who are handicapped, and for those many people who have still not believed in Jesus. 

เราจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ที่มีคนยากจนมากมาย  คนพิการ  และเพื่ออีกหลายคนที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู

           

Often poor people are more open to the gospel, they recognize their need of a savior more. 

            คนที่ขัดสนมักจะเปิดใจรับพระกิตติคุณมากกว่า  พวกเขาตระหนักถึงความต้องการของพระผู้ช่วยให้รอดมากกว่า

I saw this very clearly when I was a hospital chaplain. 

ผมเห็นอย่างนี้ชัดเจนเมื่อผมทำงานเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาล

For about five years I had served in a private hospital similar to Bangkok Phuket hospital. 

ประมาณห้าปีที่ผมทำงานในโรงพยาบาลเอกชนคล้ายกับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต

Most of the patients were wealthy and had good insurance.  Many were not very receptive to the gospel. 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความมั่งคั่งและมีประกันที่ดี หลายคนไม่ได้เปิดใจกว้างมากที่จะรับพระกิตติคุณ

They owned huge homes, multiples cars and thought they had done it all on their own, so “what do I need God for?” 

พวกเขาเป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่  รถยนต์หลายคัน  และคิดว่าพวกเขาหาทุกอย่างมาได้ด้วยตัวเขาเอง  ดังนั้น  "ฉันต้องการพระเจ้าเพื่ออะไร"

But then I served as a chaplain at a large government run hospital like Vachira in Phuket.  Many people were poor and needy. 

แต่เมื่อผมมาทำงานเป็นอนุศาสกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ภายใต้กำกับของรัฐ เหมือนโรงพยาบาลวชิระ   หลายคนยากจนและขัดสน

Many realized they were sinners, and Someone was missing in their life.  

หลายคนตระหนักว่าพวกเขาเป็นคนบาป  และมีใครบางคนหายไปจากชีวิตของพวกเขา

So, when I told them about Jesus many believed in Him.   

ดังนั้นเมื่อผมบอกพวกเขาเรื่องของพระเยซู หลายคนรับเชื่อในพระองค์

 

Next the disciples of John came to Jesus with a question about fasting. 

ต่อไปพวกศิษย์ของอห์นมาเข้าเฝ้าพระเยซู โดยมีคำถามเกี่ยวกับการถืออดอาหาร

The Pharisees a part of the Jewish faith, fasted regularly. 

พวกฟาริสถืออดอาหารประจำถือเป็นส่วนหนึ่งความเชื่อแบบยิว

They would go a day or several days without eating, which can be a good practice to spend the time in prayer instead of eating, and a cleansing of the body. 

พวกเขาจะไม่กินอาหารหนึ่งวันหรือหลายวัน   ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่จะใช้เวลาในการอธิษฐานแทนการรับประทานอาหาร  และการชำระร่างกายให้สะอาด

But they were approaching it in a legalistic way. 

แต่พวกเขากำลังเข้าสู่แนวทางที่ยึดติดบทบัญญัติ

As if, if you don’t fast then you are not spiritual. 

ราวกับว่าถ้าคุณไม่ถืออดอาหารแล้ว  คุณจะไม่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ

 

Matthew 9:14-17

14 Then the disciples of John came to him, saying, “Why do we and the Pharisees fast, but your disciples do not fast?”

มัทธิว 9:14-17

14แล้วบรรดาสาวกของยอห์นมาหาพระเยซูทูลว่า “ทำไมเราและพวกฟาริสีถืออดอาหารแต่พวกสาวกของท่านไม่ถือ?” 

15 And Jesus said to them, “Can the wedding guests mourn as long as the bridegroom is with them? The days will come when the bridegroom is taken away from them, and then they will fast.

15พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “บรรดาแขกรับเชิญจะโศกเศร้า เมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับ        พวกเขาหรือ? แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะถูกพรากไปจากเขา และเมื่อนั้นพวกเขาจะ       ถืออดอาหาร”

16 No one puts a piece of unshrunk cloth on an old garment, for the patch tears away from the garment, and a worse tear is made.

6ม่มีใครเอาชิ้นผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะว่าผ้าที่ปะเข้านั้น เมื่อหดจะทำ           ให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก 

17 Neither is new wine put into old wineskins. If it is, the skins burst and the wine is spilled and the skins are destroyed. But new wine is put into fresh wineskins, and so both are preserved.”

17 และเขาทั้งหลายไม่เอาเหล้าองุ่นหมักใหม่ มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้น         ถุงหนังจะขาด เหล้าองุ่นจะรั่ว ทั้งถุงหนังก็จะเสียไปด้วย แต่เขาย่อมเอาเหล้า         องุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งคู่ก็จะอยู่ในสภาพดี”

 

If you would take an old garment that had been washed many times and you would sew a new patch into that old garment, the new patch would not have yet been shrunk.

หากคุณจะเอาเสื้อผ้าเก่าที่ซักล้างหลายครั้งมา  แล้วคุณจะปะผ้าทอใหม่ลงที่  เสื้อผ้าเก่า รอยปะเย็บใหม่คงจะไม่หดตัว

The first time you would wash the garment that new patch you put in would shrink and rip out making the tear worse.

ครั้งแรกที่คุณจะซักเสื้อผ้าที่รอยปะเย็บ  รอยปะใหม่ที่คุณทำไว้จะหดตัว  และ            ทำให้มันปริกว้างออกไปอีก

Jesus is saying, " You don't try and patch up the old garment with new material". 

พระเยซูกำลังตรัสว่า "เจ้าจงอย่าพยายามเอาผ้าชิ้นใหม่มาปะเสื้อผ้าเก่า"

You don't put new wine in old skins: the new wine will burst the old skins: but you get new skins.

คุณอย่ารินเหล้าองุ่นที่หมักใหม่ใส่ในถุงหนังเก่า: ถุงหนังเก่าที่บรรจุเหล้าองุ่นที่         หมักใหม่ก็จขาด  แต่คุณควรใช้ถุงหังใหม่


            Jesus was talking against the religious systems that were established at that time and there's no reforming of them.

            พระเยซูตรัสสอนตรงข้ามกับระเบียบศาสนาที่ถูกจัดตั้งขึ้นในเวลานั้น  และไม่            มีการปฏิรูปสิ่งนั้นเลย

Jesus was saying, “I haven't really come to reform Judaism, to sew a new piece of cloth into this old garment or to put new wine in these old skins.”

พระเยซูกำลัตรัสว่า " แท้จริงเราไม่ได้มาเพื่อจะปฏิรูปศาสนายูดาย   โดยเย็บ           ผ้าชิ้นใหม่นเสื้อเก่านี้   หรือที่จะรินเหล้าองุ่นหมักใหม่ลงในถุงหนังเก่า            เหล่านี้”.

Jesus was bringing in the New Testament or covenant between Man and God that would bring us salvation.

พระเยซูกำลังสอนพันธสัญญาใหม่หรือพันธสัญญาระหว่างมนุษย์และพระเจ้าที่          จะนำความรอดแก่เรา

A girl restored to life and a woman healed

เด็กหญิงคนหนึ่งฟื้นคืนชีวิตและผู้หญิงคนหนึ่งหายโรค

 

Matthew 9:18-26

18 While he was saying these things to them, behold, a ruler came in and knelt before him, saying, “My daughter has just died, but come and lay your hand on her, and she will live.”

มัทธิว9:18-26

                18เมื่อพระองค์กำลังตรัสคำเหล่านี้กับเขาทั้งหลาย ก็มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งมา          กราบไหว้พระองค์แล้วทูลว่า “ลูกสาวของข้าพระองค์เพิ่งตาย ขอพระองค์เสด็จ   ไปวางพระหัตถ์บนตัวเขา แล้วเขาจะเป็นขึ้น”

19 And Jesus rose and followed him, with his disciples.

                19 พระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป และพวกสาวกของพระองค์ตามไปด้วย 

20 And behold, a woman who had suffered from a discharge of blood for twelve years came up behind him and touched the fringe of his garment,

20 นี่แน่ะ มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตได้สิบสองปีแล้ว แอบมาข้างหลัง    แตะต้องชายฉลองพระองค์

21 for she said to herself, “If I only touch His garment, I will be made well.”

                21เพราะนางคิดในใจว่า “ถ้าฉันได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น ฉันก็จะหาย โรค”

22 Jesus turned, and seeing her he said, “Take heart, daughter; your faith has made you well.” And instantly the woman was made well.

22  พระเยซูทรงเหลียวหลังทอดพระเนตรเห็นเข้า จึงตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย จงชื่น         ใจเถิด ที่หายโรคนั้นก็เพราะลูกเชื่อ” นับตั้งแต่เวลานั้น ผู้หญิงนั้นก็หายป่วยเป็น     ปกติ

23 And when Jesus came to the ruler's house and saw the flute players and the crowd making a commotion,

23เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในบ้านของนายธรรมศาลานั้น ทอดพระเนตรเห็นพวก        เป่าปี่และคนจำนวนมากชุลมุนกันอยู่

24 He said, “Go away, for the girl is not dead but sleeping.” And they laughed at Him.

24พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “จงถอยออกไปเถิด ด้วยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ยังไม่        ตาย แต่นอนหลับอยู่” พวกเขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์

25 But when the crowd had been put outside, He went in and took her by the hand, and the girl arose.

25 แต่เมื่อไล่ผู้คนออกไปแล้ว พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือเด็กและเด็กผู้หญิงคน นั้นก็ลุกขึ้น

26 And the report of this went through all that district.

26 แล้วเรื่องนั้นก็ลือไปทั่วแคว้นนั้น

 

Mark gives us a bit more details of these two events, the woman who had been sick for 12 years and the girl who died at age 12. 

มาระโกให้รายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งสองนี้เพิ่มอีกเล็กน้อย  ผู้หญิงคนหนึ่ง

ที่ป่วยเป็นเวลา 12 ปีและเด็กหญิงที่เสียชีวิตเมื่ออายุ 12 ปี

 

Mark 5 :22-43

22 Then came one of the rulers of the synagogue, Jairus by name, and seeing him, he fell at his feet

มาระโก 5:22-43

22 และมีนายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสมาที่นั่น   เมื่อเขาเห็นพระเยซูก็กราบลงที่พระบาทของพระองค์  

23 and implored him earnestly, saying, “My little daughter is at the point of death. Come and lay your hands on her, so that she may be made well and live.”

23 แล้วทูลอ้อนวอนพระองค์ว่า “ลูกสาวเล็กๆ ของข้าพระองค์ป่วยหนัก ขอ      พระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์บนเธอ เพื่อเธอจะหายโรคและมีชีวิตอยู่” 

24 And he went with him.  And a great crowd followed him and thronged about him.

24  พระองค์จึงเสด็จไปกับเขา มหาชนตามไปและเบียดเสียดพระองค์

25 And there was a woman who had had a discharge of blood for twelve years,

25 มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคโลหิตตกมาสิบสองปีแล้ว 

26 and who had suffered much under many physicians, and had spent all that she had, and was no better but rather grew worse.

26เธอทนทุกข์ลำบากมากกับหมอหลายคน และสูญสิ้นทรัพย์ที่เธอมี แต่โรคนั้นก็        ไม่ได้บรรเทา กลับยิ่งกำเริบหนักขึ้น

27 She had heard the reports about Jesus and came up behind him in the crowd and touched his garment.

27เมื่อหญิงผู้นั้นได้ยินถึงเรื่องพระเยซู เธอก็เดินเข้าไปในฝูงชนที่มาทางข้างหลัง       พระองค์ และแตะต้องฉลองพระองค์ 

28 For she said, “If I touch even his garments, I will be made well.”

            28 เพราะคิดว่า “ถ้าฉันได้แตะต้องเพียงฉลองพระองค์ฉันก็จะหายโรค” 

29 And immediately the flow of blood dried up, and she felt in her body that she was healed of her disease.

29  ทันใดนั้นโลหิตที่ตกก็หยุดแห้งไป และหญิงผู้นั้นรู้สึกตัวว่าโรคหายแล้ว 

30 And Jesus, perceiving in Himself that power had gone out from Him, immediately turned about in the crowd and said, “Who touched my garments”

30พระเยซูเองก็ทรงรู้สึกทันทีว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์ จึงเหลียวหลังมาหา           ฝูงชนตรัสว่า “ใครแตะต้องเสื้อของเรา

31 And His disciples said to him, “You see the crowd pressing around you, and yet you say, ‘Who touched me?’”

31พวกสาวกทูลว่า “พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอยู่แล้วว่าฝูงชนกำลังเบียดเสียด          พระองค์ แล้วพระองค์ยังจะทรงถามอีกหรือว่า ‘ใครแตะต้องเรา’?” 

32 And he looked around to see who had done it.

32 พระเยซูทอดพระเนตรดูรอบๆ เพื่อจะดูว่าใครเป็นคนที่ทำ 

33 But the woman, knowing what had happened to her, came in fear and trembling and fell down before him and told him the whole truth.

33 หญิงผู้นั้นก็กลัวจนตัวสั่น เพราะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จึงมากราบลงทูล พระองค์ตามความเป็นจริงทั้งสิ้น 

34 And he said to her, “Daughter, your faith has made you well; go in peace, and be healed of your disease.”

34พระองค์จึงตรัสกับหญิงผู้นั้นว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่หายโรคนั้นก็เพราะลูกเชื่อ จง         ไปเป็นสุขและหายโรคนี้เถิด” 

35 While he was still speaking, there came from the ruler's house some who said, “Your daughter is dead. Why trouble the Teacher any further?”

35 ขณะที่พระองค์ยังตรัสไม่ทันขาดคำ ก็มีบางคนมาจากบ้านนายธรรมศาลา  บอกว่า “ลูกสาวของท่านตายแล้ว ยังจะรบกวนอาจารย์อีกทำไม?”

36 But overhearing what they said, Jesus said to the ruler of the synagogue, “Do not fear, only believe.”

36 แต่พระเยซูไม่สนพระทัยสิ่งที่พวกเขากล่าวนั้น พระองค์ตรัสกับนายธรรม   ศาลาว่า “อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้น”

37 And he allowed no one to follow Him except Peter and James and John the brother of James.

37พระองค์ไม่ประทานอนุญาตให้ใครไปด้วย เว้นแต่เปโตร ยากอบ และยอห์น            น้องชายของยากอบ

38 They came to the house of the ruler of the synagogue, and Jesus saw a commotion, people weeping and wailing loudly.

38 เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงบ้านของนายธรรมศาลาแล้ว ก็เห็นคนกำลังวุ่นวาย  ร้องไห้คร่ำครวญอย่างมาก

39 And when he had entered, he said to them, “Why are you making a commotion and weeping? The child is not dead but sleeping.”

39เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปแล้ว จึงตรัสถามพวกเขาว่า “พวกท่านร้องไห้วุ่นวาย           ไปทำไม? เด็กคนนั้นยังไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับอยู่เท่านั้น”

40 And they laughed at him. But he put them all outside and took the child's father and mother and those who were with him and went in where the child was.

40พวกเขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ หลังจากพระองค์ไล่คนเหล่านั้นออกไป          แล้ว จึงพาบิดามารดาและพวกสาวกที่ตามพระองค์มานั้นเข้าไปในที่ที่เด็กอยู่

41 Taking her by the hand he said to her, “Talitha cumi,” which means, “Little girl, I say to you, arise.”

 41พระองค์ทรงจับมือของเด็กหญิงผู้นั้นตรัสว่า “ทาลิธา คูม” แปลว่า “เด็กหญิง            เอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด”

42 And immediately the girl got up and began walking (for she was twelve years of age), and they were immediately overcome with amazement.

42เด็กหญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นเดินทันที เพราะว่าเด็กคนนั้นอายุสิบสองปีแล้ว พวก เขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้

43 And he strictly charged them that no one should know this, and told them to give her something to eat.

43พระองค์ทรงกำชับพวกเขาว่าอย่าให้คนอื่นล่วงรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด แล้วทรง           บอกให้พวกเขานำอาหารมาให้เด็กคนนั้นรับประทาน

 

Now of course no one tried to feed her while she was dead. 

ตอนนี้แน่นอนไม่มีใครพยายามที่จะให้อาหารเลี้ยงดูเธอเมื่อเธอตายแล้ว

Yet, often times we try to feed people spiritually while they are spiritually dead. 

แต่บ่อยครั้งที่เราพยายามที่จะเลี้ยงดูจิตวิญญาณคน  ในขณะที่จิตวิญญาณของ         พวกเขาตายแล้ว

 

1 Corinthians 2:14 The natural person does not accept the things of the Spirit of God, for they are folly to him, and he is not able to understand them because they are spiritually discerned.

1โครินธ์ 2:14  แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่ง    พระเจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ

 

My point is we need to share the Gospel before we can expect people to really understand other Christian teaching.  

ประเด็นที่ผมชี้คือเราต้องบอกเล่าเรื่องพระกิตติคุณก่อนที่เราจะสามารถ         คาดหวังว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจคำสอนของคริสเตียนจริงๆ

This has reminded me that I should be sharing the simple Gospel message more on the radio. 

สิ่งนี้ได้เตือนใจผมว่าผมควรจะแบ่งปันข่าวประเสริฐง่ายๆให้มากกว่านี้ทางวิทยุกระจายเสียง

Jarius had twelve years of happiness with his daughter that was now dying.

            ไยรัสมีความสุขกับลูกสาวของเขาสิบสองปีที่ตอนนี้เธอตายไป

The woman had twelve years of agony that seemed hopeless to heal.  The bleeding kept her from going to the synagogue. 

ผู้หญิงที่ทนทุกข์ทรมานสิบสองปีหมดความหวังที่จะรักษา  เลือดตกไม่หยุดทำให้เธอไม่ได้ไปโบสถ์.

Jarius was an important man, the ruler of the synagogue. The woman is not named.

ไยรัสเป็นคนสำคัญเป็นผู้ปกครองของโบสถ์  แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ปรากฏชื่อ

Jarius was probably wealthy, because he was an important man.

ไยรัสอาจร่ำรวยเพราะเขาเป็นคนสำคัญ

The woman was poor because she spent all her money on doctors.   Jarius came publicly.

ผู้หญิงนั้นยากจนเพราะเธอใช้จ่ายเงินทั้งหมดของเธอให้กับแพทย์ผู้รักษา

The woman came secretly.

ผู้หญิงนั้นแอบมาอย่างลับๆ

Jarius thought Jesus had to do a lot to heal his daughter.

ไยรัสคิดว่าพระเยซูทรงต้องทำมากมายเพื่อรักษาลูกสาวของเขา

The woman thought all she needed was to touch Jesus' garment. 

ผู้หญิงนั้นคิดว่าทั้งหมดที่เธอต้องการคือแค่ได้สัมผัสฉลองพระองค์ของพระเยซู

Jesus responded to the woman immediately.

พระเยซูทรงตอบสนองต่อผู้หญิงนั้นทันที

Jesus responded to Jarius after a delay. 

พระเยซูทรงตอบสนองต่อไยรัสหลังจากสักพักหนึ่ง

Jarius' daughter was healed secretly.

ลูกสาวของไยรัสรับการรักษาเสร็จสมบูรณ์แล้ว

The woman was healed publicly.[1]

ผู้หญิงนั้นหายโรคได้ในที่สาธารณชน

 

“It certainly can be difficult to accept some of the sorrowful twists and turns that life brings our way.”

"แน่นอนมันอาจเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับบางอย่างที่ผันแปรไปอย่างน่าเศร้าใจที่นำทางชีวิตของเรา"

Whether you have been sick for twelve years or become terminally ill, even at the young age of 12. 

ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นเวลาสิบสองปีหรือกลายเป็นป่วยหนัก แม้ในวัยเยาว์อายุแค่ 12ปี

Know that Jesus cares, He loves you very much despite your circumstances. Jesus not only cares; He is present to help His children.[2]

จงรู้ว่าพระเยซูทรงห่วงใย  พระองค์ทรงรักคุณมากแม้สถานการณ์ของคุณจะเป็นยังไง พระเยซูไม่เพียงแต่ทรงห่วงใย ทรงอยู่ด้วยเพื่อช่วยลูกๆของพระองค์

 

Psalm 46:1 God is our refuge and strength, a very present help in trouble. 

เพลงสดุดี46:1 พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือ         ที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก

           

The Holy Spirit, the Comforter of our hearts, dwells with us, and He will never leave. 

พระวิญญาณบริสุทธิ์  พระผู้เล้าโลมจิตใจของเรา  สถิตกับเราและจะไม่ทรงละทิ้งไป

 

John 14:16 And I will ask the Father, and he will give you another Helper, to be with you forever,

ยอห์น14:16  เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป

 

Ultimately, God’s will for us is to glorify Him and to grow spiritually. He wants us to trust and depend on Him.

            เหนือสิ่งใด  น้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับเราคือการถวายเกียรติแด่พระองค์เพื่อเติบโตฝ่ายวิญญาณ  พระองค์ทรงประสงค์ให้เราไว้วางใจและพึ่งพาพระ

องค์

What we see as pain and discomfort and uncertainty our sovereign Father – who ordains or allows every event during our time on earth – sees as transformation.

สิ่งที่เราพบอย่างเช่นความเจ็บปวดและความไม่สุขสบายและความไม่แน่นอน--พระบิดาองค์ปกครองสูงสุดของเรา--ผู้ทรงรับเราเป็นสาวกหรือทรงยอมให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหลายในช่วงชีวิตของเราในโลก– พระองค์ทรงเห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงเรา

Our suffering is never meaningless.

ความทนทุกข์ของเราไม่เคยไร้ความหมาย

God uses suffering to change us, to minister to others, and, ultimately, to bring glory to His name.[3]

พระเจ้าทรงใช้การทนทุกข์เพื่อทรงเปลี่ยนแปลงเราใหม่ เพื่อทรงสั่งสอนผู้อื่นและเหนือสิ่งใดเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์

 

Jesus heals two blind men

พระเยซูทรงรักษาชายตาบอดสองคน

 

Matthew 9:27-31

27 And as Jesus passed on from there, two blind men followed Him, crying aloud, “Have mercy on us, Son of David.”

มัทธิว9:27-31

27 เมื่อพระเยซูเสด็จไปจากที่นั่น   ก็มีคนตาบอดสองคนตามพระองค์มาร้องว่า   “บุตรดาวิดเจ้าข้า  ขอเมตตาพวกข้าพระองค์เถิด”

28 When He entered the house, the blind men came to him, and Jesus said to them, “Do you believe that I am able to do this?” They said to Him, “Yes, Lord.”

28 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน   คนตาบอดทั้งสองก็เข้ามาหาพระองค์   พระเยซูตรัสถามเขาทั้งสองว่า   “ท่านเชื่อหรือไม่ว่า   เรามีฤทธิ์เดชทำการนี้ได้”   เขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์เชื่อ”

29 Then he touched their eyes, saying, “According to your faith be it done to you.”

29 แล้วพระองค์ทรงแตะต้องนัยน์ตาเขา   ตรัสว่า   “ให้เป็นไปตามความเชื่อของพวกท่านเถิด”

30 And their eyes were opened. And Jesus sternly warned them, “See that no one knows about it.”

30 แล้วนัยน์ตาของเขาทั้งสองก็กลับเห็นได้   พระเยซูทรงกำชับเขาว่า   “จงระวังอย่าบอกให้ใครรู้เลย”

31 But they went away and spread his fame through all that district.

31 แต่เมื่อไปจากที่นั่นแล้ว   เขาก็ป่าวประกาศเรื่องพระองค์ทั่วแคว้นนั้น

 

Jesus sometimes healed individuals and said, “Your faith has healed you” (Matthew 9:22).

            บางครั้งพระเยซูทรงรักษาแต่ละคนและตรัสว่า "ที่หายโรคนั้นก็เพราะลูกเชื่อ" (มัทธิว 9:22)

In Mark 6:1–6 and Matthew 13:53–58, Jesus is teaching in His hometown of Nazareth, and the locals reject Him.

ในมาระโก 6: 1 -6 และมัทธิว13:53 – 58, พระเยซูทรงกำลังสั่งสอนในบ้านเกิดของพระองค์ที่นาซาเรธ และชาวบ้านปฏิเสธพระองค์

Mark says, “He could not do any miracles there, except lay his hands on a few sick people and heal them. He was amazed at their lack of faith” (Mark 6:5–6).

มาระโกบอกว่า "พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ที่นั่นไม่ได้  เว้นแต่วางพระหัตถ์สัมผัสคนเจ็บบางคนให้หายโรค  และพระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่พวกเขาไม่มีความเชื่อ"(มาระโก 6: 5 – 6)

 So, the Bible contains examples of God acting (or not acting) in direct response to people’s faith (or lack of it).

ดังนั้นพระคัมภีร์มีตัวอย่างของพระเจ้าที่ทรงทำงาน (หรือไม่ทำ) ในการตอบสนองโดยตรงต่อความเชื่อของผู้คน (หรือขาดความเชื่อ)

Does an individual’s faith change God’s plan?

ความเชื่อของแต่ละบุคคลเปลี่ยนแผนของพระเจ้าได้หรือไม่

From a human perspective, it appears Jesus, God the Son, did something different based on the level of faith in another person.

จากมุมมองของมนุษย์ เขามองว่าพระเยซู พระเจ้าพระบุตร ทรงทำสิ่งต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับของความเชื่อของอีกคนหนึ่ง

However, from God’s perspective, He already knew whom He would heal and whom He would not heal.

อย่างไรก็ตามจากทัศนคติของพระเจ้า  พระองค์ทรงรู้แล้วว่าจะทรงรักษาผู้ใดและจะไม่ทรงรักษาผู้ใด

In that sense, God’s plan was not changed.

ในความหมายนั้นคือแผนการของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้

Faith is extremely important in our walk with God. [4]

ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่เราเดินไปกับพระเจ้า

 

Hebrews 11:6   And without faith it is impossible to please him, for whoever would draw near to God must believe that he exists and that he rewards those who seek him.

ฮีบรู11:6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้านั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์

 

Even a small amount of faith can accomplish great things—not because faith is a special power we possess, but because the object of our faith, God Himself, is all-powerful, and He asks us to trust Him.

แม้ความเชื่อเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะความเชื่อเป็นพลังวิเศษที่เรามีแต่เพราะเป้าหมายของความเชื่อของเรา พระเจ้าเอง เป็นผู้ทรงฤทธิ์ทั้งสิ้น และทรงขอให้เราเชื่อวางใจพระองค์

Faith …is an essential part of Christian living.

ความเชื่อ ... เป็นส่วนสำคัญของชีวิตคริสเตียน

Faith encompasses how we come to know God, how we live for Him, and how we share Him with others.[5]

ความเชื่อครอบคลุมทั้งที่เรามารู้จักพระเจ้าได้อย่างไร เราอยู่เพื่อพระองค์อย่างไร และเราแบ่งปันพระองค์กับผู้อื่นได้อย่างไร

 

"What did Jesus mean when He told people, ‘Your faith has made you well’?"

            พระเยซูทรงหมายถึงอะไรเมื่อทรงบอกประชาชว่า " ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายโรค "

The first recorded instance of Jesus saying, “Your faith has made you well” is found in Matthew 9:22 where Jesus heals the woman with the issue of blood.

ตัวอย่างแรกคำตรัสของพระเยซูที่บันทึกว่า " ที่หายโรคนั้นก็เพราะลูกเชื่อ" เราพบในมัทธิว 9:22 ที่พระเยซูทรงรักษาผู้หญิงที่มีปัญหาโลหิตตก

[Now he says it to the two blind men.] 

[ตอนนี้ทรงตรัสเช่นนั้นกับชายตาบอดสองคน]

Other times Jesus links faith and healing without using the exact words, “Your faith has made you well,” such as:

ครั้งอื่นๆพระเยซูทรงเชื่อมโยงความเชื่อและการรักษาให้หายโรคโดยไม่ต้องใช้หลายคำที่แน่นอน เช่น"ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายโรค":

[The paralyzed servant]

[บ่าวที่เป็นง่อย]

 

Matthew 8:13 And to the centurion Jesus said, “Go; let it be done for you as you have believed.”

มัทธิว 8:13 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า “จงกลับบ้านเถิด ท่านมีศรัทธาแล้ว จงได้ผลตามศรัทธานั้น” ในทันใดนั้นเอง บ่าวของเขาก็หายเป็นปกติ

 

And the servant was healed at that very moment.

และบ่าวคนนั้นก็หายโรคตั้งแต่เวลานั้น

 

[Canaanite woman’s daughter is oppressed by a demon]

[ลูกสาวของผู้หญิงชาวคานาอันถูกผีเข้าสิง]

 

Matthew 15:28 Then Jesus answered her, “O woman, great is your faith! Be it done for you as you desire.” And her daughter was healed instantly.

มัทธิว15:28 แล้วพระเยซูตรัสตอบนางว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของท่านก็มาก ให้เป็นไปตามความต้องการของท่านเถิด” แล้วลูกสาวของนางก็หายเป็นปกติตั้งแต่เวลานั้น

 

The healing that these people experienced is expressed, in Greek, by a form of the word sozo, which means “to preserve, rescue, save from death, or keep alive.”

การรักษาโรคที่คนเหล่านี้ได้ประสบบรรยายเป็นภาษากรีก โดยรูปแบบของคำว่า sozo, ซึ่งหมายความว่า "สงวนรักษา กู้พ้นภัย  รอดจากความตาย หรือให้มีชีวิต"

Sometimes, sozo refers to spiritual salvation, which is also linked to a person’s faith.

บางครั้ง sozo หมายถึงความรอดทางวิญญาณซึ่งยังเชื่อมโยงกับความเชื่อของบุคคล

For example, when the penitent prostitute washed Jesus’ feet with her tears, He told her much the same thing: “Your faith has saved you” (Luke 7:50) [6]

ตัวอย่างเช่นเมื่อโสเภณีซึ่งสำนึกผิดล้างพระบาทพระเยซูด้วยน้ำตาของเธอ  ทรงตรัสกับเธอแบบเดียวกัน: "ความเชื่อของเธอทำให้เธอรอด" (ลูกา 7:50)

 

A blind man

ส่วนคนตาบอด

 

Mark 10:52 And Jesus said to him, “Go your way; your faith has made you well.” And immediately he recovered his sight and followed him on the way.

มาระโก10:52  และพระเยซูตรัสกับเขาว่า  “จงไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายปกติแล้ว” ทันใดนั้นเขาก็เห็นได้ และเดินตามพระองค์ไป

 

[One of the ten lepers who was grateful for his healing]

(คนโรคเรื้อนเพียงคนเดียวในสิบคนที่สำนึกพระคุณพระองค์ที่ทรงรักษาให้หาย)

 

Luke 17:19 And he said to him, “Rise and go your way; your faith has made you well.”

ลูกา17:19 แล้วพระองค์ตรัสกับคนนั้นว่า “จงลุกขึ้นและไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ตัวท่านหายปกติแล้ว”

 

When Jesus spoke of the faith of the woman with the issue of blood in Matthew 9, His healing was very likely more than physical; it was a spiritual healing as well, as she is told to “go in peace” (Mark 5:34).

เมื่อพระเยซูตรัสถึงความเชื่อของผู้หญิงที่มีปัญหาโลหิตตกในมัทธิวบทที่ 9 แม้ทรงรักษาเพียงฝ่ายร่างกาย  มันก็เป็นการรักษาฝ่ายจิตวิญญาณเช่นกัน ดังที่ตรัสกับเธอว่า "จงไปเป็นสุขเถิด" (มาระโก 5:34)

When Jesus said to certain people, “Your faith has made you well,” He was saying that their faith (their confidence in Him) had been the means of their restoration.

เมื่อพระเยซูตรัสกับบางคนว่า "ความเชื่อของท่านทำให้ตัวท่านหายปกติแล้ว" ทรงกำลังบอกว่าความเชื่อของพวกเขา (ความเชื่อมั่นของพวกเขาในพระองค์) ได้เป็นวิธีการฟื้นฟูพวกเขา

The power of Christ was what effected the cure, but His power was applied in connection with their faith.[7]

ฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์คือสิ่งที่มีผลต่อการรักษา  แต่ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ถูกนำไปเชื่อมโยงกับความเชื่อของพวกเขา

 

In the same way, salvation comes to a sinner through faith. Everyone who is saved must believe, but it is the power of Christ that saves, not the power of faith. Faith is only the instrument, not the power itself.

เช่นเดียวกัน ความรอดนั้นมาถึงคนบาปโดยผ่านทางความเชื่อ ทุกคนที่รอดแล้วต้องเชื่อแต่เป็นฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ที่ช่วยให้รอด ไม่ใช่พลังแห่งความเชื่อ ความเชื่อเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่มีอำนาจในตัวเอง

Ultimately, healing is not contingent upon the quality of one’s faith, but upon the Healer.

ในที่สุด การรักษาไม่ได้ผูกพันตามคุณภาพของความเชื่อของคน แต่ตามผู้ทรงรักษา

It was through Christ that the woman in Matthew 9 was able to receive a bodily peace as well as a spiritual peace.

โดยพระเยซูคริสต์นั้นที่ผู้หญิงในมัทธิวบทที่ 9 สามารถได้รับความสงบสุขทางกายเช่นเดียวกับความสงบสุขทางจิตวิญญาณ

Everyone whom Jesus willed to be healed was healed.

ทุกคนที่พระเยซูทรงมีน้ำพระทัยรักษาก็จะหายโรค

Sometimes He healed those who expressed their faith in Him, and He made a point of emphasizing the condition of their heart:

บางครั้งพระองค์ทรงรักษาบรรดาคนที่สำแดงความเชื่อของพวกเขาในพระองค์และทรงเน้นย้ำสภาวะจิตใจของพวกเขา:

“Your faith has made you well.”

"ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้าหายโรค"

Other times, in His great mercy, He healed those who had no faith and later drew them to Himself.[8]

ส่วนครั้งอื่นๆ โดยความเมตตาของพระองค์  ทรงรักษาผู้ที่ไม่มีความเชื่อและต่อมาทรงนำพวกเขาไปถึงพระองค์เอง

 

Do you need physical healing in your body?

คุณต้องการการรักษาภายในร่างกายของคุณไหม?

 

James 5:14 Is anyone among you sick? Let him call for the elders of the church, and let them pray over him, anointing him with oil in the name of the Lord.

ยากอบ 5:14 มีใครในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ? จงให้คนนั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเผื่อเขาและชโลมเขาด้วยน้ำมันในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission.  All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์ พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] David Guzik, The Enduring Word Bible Commentary “Mark 5 Jesus Demonstrates His Authority,”  https://enduringword.com/bible-commentary/mark-5/ (accessed July 7, 2012).

[3] “What does the Bible say about coping/dealing with terminal illness?” https://www.gotquestions.org/terminal-illness.html

[4] “Can faith change God’s plan?” GotQuestions.org www.gotquestions.org/can-faith-change-God-plan.html (accessed May 17, 2018.)

[5] “Can faith change God’s plan?” GotQuestions.org www.gotquestions.org/can-faith-change-God-plan.html

[6] “What did Jesus mean when He told people, ‘Your faith has made you well’?” Gotquestions.org  www.gotquestions.org/your-faith-has-made-you-well.html.

[7] “What did Jesus mean when He told people, ‘Your faith has made you well’?” Gotquestions.org  www.gotquestions.org/your-faith-has-made-you-well.html.

[8] Ibid..

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top