Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 8 Jesus has authority over sickness

มัทธิวบทที่ 8 พระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือความเจ็บป่วย 

 

As Jesus finished up the Sermon on the Mount, He had great crowds following Him and ways met by a man who wanted to be healed of his leprosy.

 เมื่อพระเยซูทรงเสร็จสิ้นคำเทศนาบนภูเขา    ฝูงชนมากมายติดตามพระองค์ไป  และทรงพบกับชายคนหนึ่งที่อยากจะให้พระองค์ทรงรักษาให้หายจากโรคเรื้อน

I understand there are still many cases of leprosy in India, but it is not common in most of the world today. 

ผมเข้าใจว่ายังมีโรคเรื้อนหลายชนิดในอินเดีย   แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาในส่วนใหญ่ของโลกทุกวันนี้

The disease causes numbness in the skin which can then lead to injury of the body because the person is unaware, they are injuring themselves.

โรคที่ทำให้เกิดอาการชาที่ผิวหนัง  ซึ่งสามารถทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ  เพราะคนนึกไม่ถึงว่ามันจะทำให้พวกเขาบาดเจ็บเอง

Pain is the bodies warning system that something is wrong. 

            ความเจ็บปวดเป็นการเตือนว่าร่างกายเรามีสิ่งบกพร่อง

So, if you place your hand near a flame, the burning sensation tells you to draw your hand away. 

ดังนั้นถ้าคุณเอามือไปใกล้เปลวไฟ คุณจะรู้สึกได้และดึงมืออกเพราะเปลวไฟร้อน

But the leper has no burning sensation.  

แต่คนโรคเรื้อนไม่รับรู้ว่าเปลวไฟร้อน

Leprosy is similar to sin. 

โรคเรื้อนเหมือนกับความบาป

The more you sin the less sensitive to the guilt of sin you become. 

ยิ่งคุณทำบาปมากขึ้นคุณจะรู้สึกผิดบาปน้อยลง

Just as lepers had to cry out unclean, sin makes us unclean. 

เช่นเดียวกับคนโรคเรื้อนต้องร้องเสียงดังว่าไม่สะอาด บาปทำให้เราไม่สะอาด

Leprosy is very contagious, and sin too is contagious. 

โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและความบาปก็เป็นโรคติดต่อเช่นกัน

We see what our friends are doing, and we often will join them in their sinful activities. 

เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทำอะไรอยู่และเรามักจะเข้าร่วมกิจกรรมบาปกับพวกเขา

When I was a teenager, I joined my friends in stealing, doing drugs, and drinking alcohol. 

เมื่อผมเป็นวัยรุ่นผมเข้าร่วมกับเพื่อนของผม  ลักขโมย  เล่นยาเสพติดและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

Jesus can heal and cleanse the leper and He can heal and cleanse the sinner.

พระเยซูทรงสามารถรักษาและชำระคนโรคเรื้อนให้สะอาด และทรงสามารถรักษาและชำระคนบาปให้สะอาด

 

The healing of a leper

ทรงรักษาคนโรคเรื้อน

 

Matthew 8:1-4 (NASB)

1When Jesus came down from the mountain, [large crowds followed Him.

1เมื่อพระองค์เสด็จลงมาจากภูเขาแล้ว มหาชนติดตามพระองค์ไป ” 

2 And a leper came to Him and bowed down before Him, and said, “Lord, if You are willing, You can make me clean.”

2 ขณะนั้นมีคนโรคเรื้อนมากราบไหว้พระองค์ แล้วทูลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า เพียงแต่พระองค์จะโปรด ก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายสะอาดได้” 

3 Jesus stretched out His hand and touched him, saying, “I am willing; be cleansed.” And immediately his leprosy was cleansed.

3พระองค์ยื่นพระหัตถ์และทรงสัมผัสเขา แล้วตรัสว่า “เราพอใจแล้ว จงหายสะอาด” ในทันใดนั้น โรคเรื้อนของเขาก็ได้รับการชำระให้สะอาด 

4 And Jesus said to him, “See that you tell no one; but go, show yourself to the priest and present the offering that Moses commanded, as a testimony to them.”

4 พระเยซูตรัสสั่งเขาว่า “อย่าเล่าให้ใครฟัง แต่จงไปแสดงตัวกับปุโรหิต และถวายเครื่องบูชาตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลายว่าเจ้าหายโรคแล้ว”

 

Notice first of all that the man with leprosy knew that if it was Jesus’ will that Jesus could heal him. 

ก่อนอื่นจงสังเกตว่าคนที่เป็นโรคเรื้อนรู้ว่าถ้าเป็นพระประสงค์ของพระเยซู   พระองค์จะทรงรักษาเขาให้หาย

It is not lack of faith to pray that God’s will be done. 

ไม่ใช่เพราะขาดความเชื่อที่จะอธิษฐานขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ

And it is not always God’s will to heal every person, every time. 

และมันไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าเสมอไปที่จะรักษาทุกคนและทุกครั้ง

Sometimes God uses sickness, injury or other physical problems in our bodies to build character in our lives, empty of us our pride, encourage dependence upon Him, prepare us to minister to more effectively to others, discipline us, or lead us in a new direction. 

บางครั้งพระเจ้าทรงใช้ความเจ็บป่วย  ร่างกายบาดเจ็บ   หรือปัญหาทางร่างกายอื่น ๆ เพื่อจะสร้างลักษณะนิสัยในชีวิตของเรา    ทำให้เราเลิกหยิ่งยโส   หนุนใจเราให้พึ่งพาพระองค์    เตรียมเราให้รับใช้พันธกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแก่คนอื่น ๆ ฝึกระเบียบวินัยเรา   หรือนำเราเดิในทิศทางใหม่

But in this case, it was Jesus’ will to heal the man. 

แต่ในกรณีนี้  เป็นพระประสงค์ของพระเยซูในการรักษาชายคนนั้น

 

While in Thailand, Cindy and I both came down with dengue fever.    

            ตอนอยู่ในประเทศไทย และทั้งซินดี้และผมไม่สบายด้วยโรคไข้เลือดออก.

I had been doing better but went into Bell’s Palsy where the left side of my face was paralyzed giving me trouble seeing, eating, and talking. 

ผมมีอาการดีขึ้นแต่พบว่าเป็นอัมพาตใบหน้า ที่ด้านซ้ายของใบหน้าของผมเป็นอัมพาต  ทำให้ผมประสบปัญหาการมอง การรับประทานอาหารและการสนทนา

Then I went into a mental breakdown and was hospitalized two days.  

จากนั้นผมก็มีอาการเป็นโรคทางจิตและต้องนอนที่โรงพยาบาลสองวัน.

Then came a time of three nights in a row where I could not sleep and became extremely emotional, another trip to the hospital for that.  

จากนั้นช่วงสามคืนติดต่อกันที่ผมไม่สามารถนอนหลับและกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์มาก ต้องเดินทางไปเข้าโรงพยาบาลเพราะเหตุนั้นอีก

That illness and side effect from medication went on for years. 

ความเจ็บป่วยและผลข้างเคียงจากยาส่งผลกระทบไปหลายปี

But now the good news, the benefits! 

แต่ตอนนี้มีข่าวดี  เกิดผลดี!

Sickness can cause you to reflect on your relationship with God and draw closer to Him.

ความเจ็บป่วยเป็นเหตุทำให้คุณกลับมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเข้าติดสนิทกับพระองค์

 

We learned that our hope, our peace, our strength, our faith is in our Mighty God.  We are in His hands, in His care. 

เราได้เรียนรู้ว่าความหวังของเรา  สันติสุขของเรา ความเข้มแข็งของเรา ความเชื่อของเราอยู่ในพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ของเรา  เราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ในการดูแลของพระองค์

Cindy and I learned we love each other more than ever and can be of such support and encouragement to one another as we celebrated our 37th year of marriage. 

ซินดี้และผมเรียนรู้ที่จะรักกันมากขึ้นกว่าที่เคย และช่วยสนับสนุนเกื้อกูลกันและให้กำลังใจกันและกัน  และเราได้เฉลิมฉลองครบรอบแต่งงาน 37 ปีของเรา

We are learning to share and communicate our feelings better.  

เราเรียนรู้ที่จะร่วมแบ่งปันและสื่อความรู้สึกของเราได้ดีขึ้น

We learned the need for love, prayers, and hands on help from dear brothers and sisters in Christ. 

เราเรียนรู้ความจำเป็นที่ต้องมีความรัก  การอธิษฐานและมือมาช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์

The value of friendship and fellowship and our bond with our co-laborers both English and Thai has been greatly strengthened. 

คุณค่าของมิตรภาพและความสัมพันธ์และพันธะของเรากับผู้ร่วมกรร่วมงานทั้งอังกฤษและไทยเกิดความเข้มแข็งมากขึ้น

We learned the need to pray, much, much more than ever before. 

เราเรียนรู้ความจำเป็นที่จะต้องอธิษฐานมากขึ้นกว่าที่เคย

We learned the need to be led more by the Holy Spirit.

เราเรียนรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ

 

I learned my spiritual cup was empty and I needed to fill up again with worship music, teaching and preaching of others, Bible reading not to prepare to teach but to transform my own heart and deepen my own walk and relationship with the Lord. 

            ผมเรียนรู้ว่าถ้วยฝ่ายจิตวิญญาณของผมว่างเปล่าและผมจำเป็นต้องเติมมันอีกครั้งในการนมัสการ ดนตรี คำสอนและคำเทศนาของคนอื่นๆ  การอ่านพระคัมภีร์ไม่ใช่เตรียมสอนแต่จะเปลี่ยนจิตใจของตัวผมเองและเดินหยั่งลึกมากขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเจ้า

I learned I was being very proud and needed to humble myself before God and before others.  

ผมเรียนรู้ว่าผมหยิ่งยโสมากและจำเป็นต้องอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระพักตร์พระเจ้าและผู้อื่น

I learned what it feels like to have depression, anxiety, memory loss, migraine headaches, uncontrolled emotion, things I had never experienced, but which so many others have.

ผมรู้สึกคล้ายจะมีภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การสูญเสียความทรงจำ อาการปวดหัวไมเกรน อารมณ์ที่ไม่มีการควบคุม  สิ่งที่ผมไม่เคยมีประสบการณ์  อย่างที่คนอื่นๆมากมายมี

 My symptoms of dengue might be for me better called dingy as it has some effect on the central nervous system with bell's palsy and a foggy mind. Medications are helping, friends are helping, and God is healing.  

อาการไข้เลือดออกของผมอาจจะเรียกว่าทึมทึบดีกว่าเพราะมันมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางที่เป็นอัมพาตใบหน้าและจิตใจที่มัวหมอ ยาก็ช่วยรักษา  เพื่อนก็กำลังช่วยและพระเจ้าทรงรักษา

We are learning not to be critical, judgmental, prejudice, impatient, short tempered, and mean toward the precious Thai people whom God has called us to love and to serve, whether they become Christians and no matter how different they might act.  

เราเรียนรู้ที่จะไม่วิจารณ์ ตำหนิ อคติ ใจร้อน อารมณ์ขี้หงุดหงิด และใจร้ายกับคนไทยที่มีคุณค่าที่พระเจ้าทรงเรียกเราให้รักและมารับใช้  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคริสเตียนไหมและไม่ว่าพวกเขาอาจจะประพฤติแตกต่างกัน

Now we are more joyful, enjoying the diversity and the uniqueness of all the people God has made and loves so much. 

ตอนนี้เรามีความสุขมากขึ้น  พอใจความแตกต่างและเอกลักษณ์ของทุกคนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างและรักมาก

I learned that God said, “be still and know that I am God.” 

ผมเรียนรู้ว่าพระเจ้าตรัสว่า "จงนิ่งเสียและพึงรู้เถิดว่าเราคือพระเจ้า"

We are loved by Him whether we do anything.   

พระองค์ทรงรักเราไม่ว่าเราทำอะไรก็ตาม

Most of you know that already, but with me with a type A doer personality, I somehow must learn to slow down.

พวกคุณส่วนใหญ่รู้แล้ว  แต่กับผมที่เป็นคนมีบุคลิกภาพแบบเอ บางทีผมจะต้องเรียนรู้ที่จะหัดช้าลง

 

I was learning to delegate.  I was looking now for someone else to coordinate the weed cleaning work in the village and maintain the equipment.

ผมเรียนรู้ที่จะหาตัวแทน  ตอนนี้ผมกำลังมองหาใครบางคนที่จะประสานงานทำความสะอาดวัชพืชในหมู่บ้านและบำรุงรักษาอุปกรณ์

I was learning not to hide behind my lack of language ability, my computer, my police airport work, and my weed cutting and get out really and meet the individuals living all around me and love on them. 

ผมเรียนรู้ที่จะไม่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง  ผมขาดความสามารถทางภาษา  งานคอมพิวเตอร์ของผม การทำงานเป็นตำรวจสนามบินของผม และงานตัดวัชพืชของผมและจริงๆ การได้ออกไปพบปะบุคคลที่อยู่ห้อมล้อมผมและรักพวกเขา

We learned how much we need to fellowship with other Christians Thai and foreigners.

เราเรียนรู้ว่าเราจำเป็นต้องให้ความร่วมกับริสเตียนไทยและชาวต่างชาติอื่นๆ

We learned we've got to be real, we've got to be transparent and honest with each other, no plastic smiles, no “I am doing just fine when we're are not”. 

เราเรียนรู้ว่าไม่ต้องทำเสแสร้ง เราต้องมีความโปร่งใสและซื่อสัตย์ต่อกันและกัน  ไม่มีรอยยิ้มพลาสติก ไม่มีพูดว่า "ผมสบายดีเมื่อผมไม่ใคร่สบาย"

We learned to be very happy to be where God has called us. 

เราเรียนรู้ว่ามีความสุขมากที่มาอยู่ในที่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกเรา

We learned how much we need Thai elders and deacons in our church and are praying that other local churches will help us supply the men needed men to disciple the new believers in our village. 

เราเรียนรู้ว่าเราต้องการผู้ปกครองไทยและมัคนายกผู้อาวุโสในคริสตจักรของเรา  และกำลังอธิษฐานว่าคริสตจักรท้องถิ่นอื่นๆจะช่วยจัดหาคนที่จำเป็นต้องมาดูแลผู้เชื่อใหม่ในหมู่บ้านของเรา

Many have accepted Christ, but I have felt inadequate to disciple them.

หลายคนได้ยอมรับพระคริสต์ แต่ผมรู้สึกยังไม่สามารถพอที่จะอบรมั่งสอนพวกเขาเป็นสาวก

 

We learned more than ever that we are in spiritual warfare here. 

เราเรียนรู้มากขึ้นกว่าที่เคยว่าเราอยู่ในสงครามฝ่ายวิญญาณที่นี่

I heard from God, but I also wrestled with a demon. 

ผมฟังเสียงจากพระเจ้าแต่ยังต้องปล้ำสู้กับปีศาจ

Satanic opposition is very strong here.  EFT (Evangelical Fellowship of Thailand), one of the Christian groups in Thailand that many churches and missionaries are under, has split and are suing each other. 

การขัดขวางของมารร้ายแข็งแกร่งมากที่นี่ องค์การสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย หนึ่งในกลุ่มคริสเตียนในประเทศไทยที่ควบคุมดูแลหลายคริสตจักรและผู้ประกาศศาสนา ได้แตกแยกและมีการฟ้องร้องกัน

This has caused the Thai government to not recognize either group and cease issuing missionary/religious worker visas to their missionaries. 

ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยไม่ให้การรับรองฝ่ายใดและหยุดการออกวีซ่าแก่มิชชันนารีและผู้ปฏิบัติงานด้านศาสนา

If not resolved this could affect up to 800 missionaries within a year. 

ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลต่อผู้ประกาศศาสนา800 คนภายในหนึ่งปี

No doubt about it, Satan and his cohorts wants us all out of Thailand, but we are not going.  

ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้   ซาตานและสมุนของมันต้องการให้เราทั้งหมดออกจากประเทศไทยแต่เราจะไม่ออกไป

“Greater is He that is in you, than he who is the world.”  “The gates of hell shall not prevail” We are under the blood of Christ.

"พระองค์ผู้ทรงอยู่ในพวกท่านยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่อยู่ในโลก" "พลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้" พระโลหิตของพระคริสต์ปกคลุมเราไว้

 

In my new depression and anxiety, Cindy shared with me Job 23.

ตอนผมตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลครั้งใหม่  ซินดี้แบ่งปันโยบบทที่     23 กับผม

Job 23:10 (ESV) But he knows the way that I take; when he has tried me, I shall come out as gold.

โยบ 23:10 แต่พระองค์ทรงทราบทางที่ข้าไป เมื่อทรงทดสอบข้าแล้ว ข้าก็จะเป็น       อย่างทองคำ

 

Hebrews 12: 7-11 (ESV)

7 It is for discipline that you endure; God deals with you as with sons; for what son is there whom his father does not discipline?

7 ท่านทั้งหลายจงสู้ทนเอาเถอะเพราะเป็นการตีสอน พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อท่านเหมือนท่านเป็นบุตรของพระองค์ เพราะว่ามีบุตรคนไหนบ้างที่บิดาไม่ตีสอน?

8 But if you are without discipline, of which all have become partakers, then you are illegitimate children and not sons.

8แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ได้ถูกตีสอนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ท่านก็ไม่ใช่บุตร แต่เป็นลูกนอกกฎหมาย

9 Furthermore, we had earthly fathers to discipline us, and we respected them; shall we not much rather be subject to the Father of spirits, and live?

9 ยิ่งไปกว่านั้น เราทั้งหลายมีบิดาเป็นมนุษย์ที่ตีสอนเรา และเราก็นับถือบิดานั้น เราจึงยิ่งควรอยู่ใต้บังคับของพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ และดำรงชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?

10 For they disciplined us for a short time as seemed best to them, but He disciplines us for our good, so that we may share His holiness.

10 เพราะบิดาที่เป็นมนุษย์ตีสอนเราเพียงชั่วเวลาเล็กน้อยตามความเห็นดีเห็นชอบของพวกเขา แต่พระองค์ทรงตีสอนเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อเราจะมีส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์ 

11 All discipline for the moment seems not to be joyful, but sorrowful; yet to those who have been trained by it, afterwards it yields the peaceful fruit of righteousness.

11 การตีสอนทุกอย่างดูไม่น่ายินดีเลยในเวลานั้น แต่น่าเศร้าใจ แต่ภายหลังก็ก่อให้เกิดผลคือสันติสุขและความชอบธรรม แก่บรรดาคนที่ถูกฝึกฝนโดยการตีสอนนั้น

 

2 Timothy 1:7 (ESV) For God gave us a spirit not of fear but of power and love, and self control

2ทิโมธี1:7  เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานใจที่ขลาดกลัวแก่เรา แต่ประทานใจที่ประกอบด้วยฤทธานุภาพ ความรัก และการบังคับตนเองแก่เรา

 

2 Corinthians 1:4-11 (ESV)

 4 who comforts us in all our affliction so that we may be able to comfort those who are in any affliction, with the comfort with which we ourselves are comforted by God.

2โครินธ์1:4-11  พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา เพื่อเราจะสามารถหนุนใจคนทั้งหลาย ที่มีความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยการหนุนใจ ซึ่งเราเองได้รับจากพระเจ้า

5 For as we share abundantly in Christ’s sufferings, so through Christ we share abundantly in comfort too.

5 เพราะความรักของพระคริสต์มากท่วมท้นเราอย่างไร การหนุนใจของพระคริสต์ก็มากท่วมท้นเราอย่างนั้น

6 If we are afflicted, it is for your comfort and salvation; or if we are comforted, it is for your comfort, which you experience when you patiently endure the same sufferings that we suffer;

6 ที่เราทนความยากลำบากนั้น ก็เพื่อให้พวกท่านได้รับการหนุนใจและได้รับความรอด และที่เราได้รับการหนุนใจ ก็เพื่อให้พวกท่านได้รับการหนุนใจด้วย ซึ่งท่านจะได้รับเมื่อสู้ทนความทุกข์เช่นเดียวกับที่เราทนอยู่นั้น

7 Our hope for you is unshakable, for we know that as you share in our sufferings, you will also share in our comfort.

7 และเราก็มีความหวังแน่นอนในท่านทั้งหลาย เพราะรู้ว่าพวกท่านมีส่วนในความทุกข์ของเราอย่างไร ท่านก็จะมีส่วนในการหนุนใจของเราอย่างนั้น

8 For we do not want you to be unaware, brothers, of the affliction we experienced in Asia. For we were so utterly burdened beyond our strength that we despaired of life itself.

8 พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้พวกท่านรู้ถึงความยากลำบากที่เกิดกับเราในแคว้นเอเชีย คือเราเผชิญความทุกข์หนักอย่างยิ่งชนิดที่เกินกำลัง จนเราหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้

9 Indeed, we felt that we had received the sentence of death. But that was to make us rely not on ourselves but on God who raises the dead;

ที่จริงเรารู้สึกว่าถูกตัดสินให้ถึงที่ตายแล้ว ทั้งนี้เพื่อเราจะไม่ไว้ใจตัวเอง แต่ไว้ใจพระเจ้าผู้ทรงให้คนทั้งหลายเป็นขึ้นจากตาย

10 He delivered us from such a deadly peril, and He will deliver us. On Him we had set our hope that He will deliver us again.

10  พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัยมาแล้ว และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราหวังในพระองค์ว่าพระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

11 You also must help us by prayer so that many will give thanks on our behalf for the blessing granted us through the prayers of many.

11 ในเมื่อพวกท่านก็มีส่วนช่วยโดยการทูลขอเผื่อเรา เพื่อคนจำนวนมากจะขอบพระคุณเพราะเรา เนื่องจากพระคุณที่ประทานแก่เราผ่านคำทูลขอของคนจำนวนมากนั้น

 

Philippians 3:14 (ESV) Not that I have already obtained it or have already become perfect, but I press on so that I may lay hold of that for which also I was laid hold of by Christ Jesus.

ฟิลิปปี 3:14 และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์

 

Jesus commanded the man not to tell anyone, why? 

พระเยซูตรัสสั่งชายคนนั้นว่าอย่าไปบอกใคร   เพราะอะไรหรือ

The reason seems to be in the timing of the crucifixion. 

เหตุผลดูเหมือนว่าใกล้จะถึงเวลาที่จะทรงถูกตรึงบนกางเขน

Jesus was going to die for us on the cross, but it was not time for that yet. 

พระเยซูกำลังจะสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขน แต่มันก็ยังไม่ถึงเวลานั้นที

So He needed to be careful about drawing too much attention to Himself. 
ดังนั้น
พระองค์ต้องทรงระมัดระวังเกี่ยวกับการดึงดูดความสนใจในพระองค์มากเกินไป

But you and I are to tell others about Jesus and what He has done for us, we have Good News to tell! 

แต่คุณและผมต้องบอกคนอื่น ๆ เกี่ยวกับพระเยซู  และสิ่งที่ได้ทรงทำเพื่อเรา   เรามีข่าวดีจะบอก!

 

Jesus did require the man to act on his faith. 

พระเยซูทรงเรียกร้องให้ชายคนนั้นประพฤติตามความเชื่อของเขา

If the man truly believed that he was healed, then he must fulfill the religious requirements of the Jews at that time and go show himself to the priest, certifying that he had been healed.

หากชายคนนั้นเชื่ออย่างแท้จริงว่าเขาได้รับการเยียวยารักษา     จากนั้นเขาจะต้องทำตามข้อกำหนดทางศาสนาของชาวยิวในเวลานั้น  และไปแสดงตัวเองต่อปุโรหิต   เพื่อขอการรับรองว่าเขาได้รับการรักษาให้หายแล้ว

Leviticus 14:2 “This shall be the law of the leprous person for the day of his cleansing. He shall be brought to the priest,

เลวีนิติ14:2 “ต่อไปนี้เป็นกฎเรื่องคนเป็นโรคเรื้อน   ในวันชำระตัวของเขา   ให้พาเขามาหาปุโรหิต

 

The Faith of a Centurion

ความเชื่อของนายร้อยคนหนึ่ง

 

Matthew 8:5-13 (NASB)

5 And when Jesus entered Capernaum, a centurion came to Him, imploring Him,

มัทธิว 8:5-13 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม มีนายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนพระองค์

6 and saying, “Lord, my servant is lying paralyzed at home, fearfully tormented.”

  6ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า บ่าวของข้าพระองค์เป็นง่อยอยู่ที่บ้านทนทุกข์ทรมานอย่าง    ยิ่ง

Jesus said to him, “I will come and heal him.”

7 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาให้หาย

8 But the centurion said, “Lord, I am not worthy for You to come under my roof, but just say the word, and my servant will be healed.

8 นายร้อยคนนั้นทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค

9 For I also am a man under authority, with soldiers under me; and I say to this one, ‘Go!’ and he goes, and to another, ‘Come!’ and he comes, and to my slave, ‘Do this!’ and he does it

9  เพราะว่าข้าพระองค์อยู่ใต้อำนาจคนอื่น และมีพวกทหารอยู่ใต้อำนาจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้ว่า ‘ไป’ เขาก็ไป บอกแก่คนนั้นว่า ‘มา’ เขาก็มา บอกทาสของข้าพระองค์ว่า ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็ทำ” 

10 Now when Jesus heard this, He marveled and said to those who were following, “Truly I say to you, I have not found such great faith with anyone in Israel.

10 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนัก ตรัสกับบรรดาคนที่ตามพระองค์ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่เคยพบศรัทธาที่ไหนมาก           เท่านี้แม้ในอิสราเอล 

11 I say to you that many will come from east and west, and recline at the table with Abraham, Isaac, and Jacob in the kingdom of heaven;

11เราบอกพวกท่านว่า คนจำนวนมากที่มาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจะมา       ร่วมงานเลี้ยงกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบในแผ่นดินสวรรค์

12 but the sons of the kingdom will be cast out into the outer darkness; in that place there will be weeping and gnashing of teeth.”

12 แต่ทายาททั้งหลายของแผ่นดินนั้นจะถูกขับไล่ไสส่งออกไปในที่มืด ที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”

13 And Jesus said to the centurion, “Go; it shall be done for you as you have believed.” And the servant was healed that very moment.

13  แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า “จงกลับบ้านเถิด ท่านมีศรัทธาแล้ว จงได้ผล     ตามศรัทธานั้น” ในทันใดนั้นเอง บ่าวของเขาก็หายเป็นปกติ

 

The centurion knew that his 100 soldiers had to obey his orders and believed that in the same way sickness must obey the orders of Jesus and leave the body.

นายร้อยรู้ว่าทหาร 100 คนของเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเขา    และเชื่อว่าใน       ทำนองเดียวกันความเจ็บป่วยจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระเยซู ละไม่พะวง ร่างกาย

Matthew 8:14-17 (NASB)

14 When Jesus came into Peter’s home, He saw his mother-in-law lying sick in bed with a fever.

มัทธิว8:14-17 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตร ก็ทอดพระเนตรเห็นแม่ยายของเปโตรนอนป่วยจับไข้อยู่

15 He touched her hand, and the fever left her; and she got up and waited on Him.

15พอพระองค์ทรงสัมผัสมือนาง ไข้ก็หาย นางจึงลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์

16 When evening came, they brought to Him many who were demon-possessed; and He cast out the spirits with a word, and healed all who were ill.

16พอค่ำลง พวกเขาพาคนจำนวนมากที่มีผีสิงมาหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงขับผีออกด้วยพระดำรัส และบรรดาคนเจ็บป่วยนั้น พระองค์ก็ทรงรักษาให้หาย 

17 This was to fulfill what was spoken through Isaiah the prophet: “He Himself took our infirmities and carried away our diseases.”[a quote of Isaiah 53:4]

        17 ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสผ่านอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะที่ว่า

“ท่านแบกความเจ็บไข้ของเรา  และหอบโรคของเราไป” (คัดจากพระธรรมอิส            ยาห์ 53.4)

 

Isaiah 53:4-6 (NASB)
4 Surely our griefs He Himself bore, And our sorrows He carried; Yet we ourselves esteemed Him stricken, Smitten of God, and afflicted.
อิสยาห์53:4-6 แน่ทีเดียวท่านแบกความเจ็บไข้ของพวกเรา  และหอบความเจ็บปวดของเราไป  กระนั้นพวกเรายังคิดว่าที่ท่านถูกตี คือถูกพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ

5 But He was pierced through for our transgressions, He was crushed for our iniquities; The chastening for our well-being fell upon Him, And by His scourging we are healed.
5แต่ท่านถูกแทงเพราะความทรยศของเรา ท่านบอบช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนที่ตกบนท่านนั้นทำให้พวกเรามีสวัสดิภาพ และที่ท่านถูกเฆี่ยนตีก็ทำให้เราได้รับการรักษา

6 All of us like sheep have gone astray, Each of us has turned to his own way; But the LORD has caused the iniquity of us all To fall on Him.

6 เราทุกคนหลงทางไปเหมือนแกะ ต่างคนต่างหันไปตามทางของตนเอง และพระ       ยาห์เวห์ทรงวางความผิดบาปของเราทุกคนลงบนตัวท่าน

 

The first one Jesus healed a leper, the outcast of society. 

คนแรกที่พระเยซูทรงรักษให้หายเป็นคนโรคเรื้อน คนที่สังคมรังเกียจ

Since leprosy was contagious, lepers have to live outside of town, away from their family and friends and cry out unclean, unclean when anyone drew near them. 

เพราะโรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อ   คนที่เป็นโรคเรื้อนต้องอาศัยอยู่นอกเมือง  ห่างจากครอบครัวและเพื่อน ๆ และจะร้องตะโกนเสียงดังว่า  ไม่สะอาด ไม่สะอาด  เมื่อใครก็ตามเข้ามาใกล้พวกเขา

The second one Jesus healed in this chapter was a Gentile, a Roman whom the Jews did not like.  

คนที่สองที่พระเยซูทรงรักษาในบทนี้เป็นคนต่างชาติชาวโรมันซึ่งชาวยิวไม่ชอบ

The third one was a woman who was looked down upon.

คนที่สามเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม

Jesus never looks down on anyone, nor does He ever exclude anyone.

พระเยซูไม่เคยทรงดูถูกใครสักคน   ทรงไม่เคยกีดกั้นใครสักคนออกไป

 

Thank you Lord, that You still heal the sick today in answer to prayer. 

            ขอบคุณพระเจ้า, ที่พระองค์ยังทรงรักษาคนป่วยทุกวันนี้เพื่อตอบคำอธิษฐาน

So I pray for those hearing this message that You will bring healing to their body as needed according to Your will. 

ดังนั้นผมขออธิษฐานสำหรับผู้ที่ได้ยินข้อความนี้ว่า พระองค์จะทรงนำการรักษาร่างกายของพวกเขาตามความจำเป็นตามที่ทรงพอพระทัย

Always Lord the greater healing we need is spiritual. 

โอพระเจ้า เราต้องการรักษาฝ่ายจิตวิญญาณเป็นการรักษาที่สำคัญยิ่งกว่า

Thank You that You were willing to die on the cross to take sin’s punishment.  In Jesus name, amen.

ขอขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อรับการลงโทษแทนความบาป ในพระนามพระเยซูเจ้า อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์ พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ สงวนลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิล็อคแมน
ใช้โดยได้รับอนุญาต
www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 

 

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top