Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew The Sermon on the Mount: The Beatitudes, Salt and Light

มัทธิวบทที่ 5 คำเทศนาบนภูเขา  ผู้เป็นสุข เกลือและความสว่าง

 

We learned last week about Jesus being tempted in the wilderness by Satan.   Jesus resisted those temptations using the Word of God. 

เราได้เรียนสัปดาห์ที่แล้วเรื่องพระเยซูทรงถูกซาตานทดลองในถิ่นทุรกันดาร พระเยซูทรงต่อต้านการทดลองโดยทรงใช้พระวจนะของพระเจ้า

Then we also learned about Jesus calling four of His twelve disciples to follow Him.   Today we are talking about the Sermon on the Mount and the Beatitudes.    

แล้วเรายังได้เรียนเรื่องพระเยซูทรงเรียกสาวกสิบสองคนเพื่อให้ติดตามพระองค์ไป  วันนี้เราจะมาพูดถึงคำเทศนาบนภูเขาและผู้เป็นสุข 

Jesus is talking to His disciples and unless a person is a disciple of Jesus Christ, they're going to have a very difficult time with the Sermon on the Mount because it really doesn't have application to them.

พระเยซูทรงสนทนากับพวกสาวกของพระองค์   และถ้าคนใดไม่ใช่สาวกของพระเยซูคริสต์  พวกเขากำลังพบความยากลำบากกับคำเทศนาบนภูเขา เพราะจริงๆพวกเขาไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้

It has application not only to His disciples, not just the 12 but to us who as Christians are His disciples.

เป็นการนำมาประยุกต์ใช้ไม่เพียงแต่เฉพาะกับสาวกของพระองค์สิบสองคน   แต่กับพวกเราคริสเตียนผู้เป็นสาวกของพระองค์ด้วย

 

Matthew 5:1-2

1 Seeing the crowds, he went up on the mountain, and when He sat down, His disciples came to him.

มัทธิว 5:1-2

1 เมื่อทอดพระเนตรเห็นฝูงชน   พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและเมื่อประทับแล้ว   เหล่าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์

2 And he opened his mouth and taught them, saying:

2 แล้วพระองค์จึงตรัสสอนพวกเขาว่า

 

Verses three through twelve are called beatitudes. 

พระคัมภีร์ข้อสามถึงข้อสิบสองถูกเรียกว่าผู้เป็นสุข

 

The term Beatitude comes from the Latin adjective beatus which means happy, fortunate, or blissful.

  คำนี้มาจากคำคุณศัพท์ภาษาละติน ยินดี ซึ่งหมายความว่ามีความสุข  โชคดีหรือมีความสุข

The teachings are expressed as eight blessings in the Sermon on the Mount in Matthew. Four similar blessings appear in the Sermon on the Plain in Luke and are followed by four woes.

คำสั่งสอนเหล่านั้นได้บรรยายเป็นพระพร 8 ข้อในคำเทศนาบนภูเขาในพระธรรมมัทธิว  พระพรคล้ายกัน 4 ข้อ ที่ปรากฏในคำเทศนาบนที่ราบในพระธรรมลูกา และตามมาด้วยความทุกข์โศก 4 ข้อ

Each Beatitude consists of two phrases: the condition and the result.

ผู้เป็นสุขแต่ละข้อประกอบด้วยวลีสองตอน: ตอนที่เป็นเงื่อนไขและตอนที่เป็นผลลัพธ์

In almost all cases the phrases used are familiar from an Old Testament context, but in the Sermon on the Mount Jesus elevates them to new teachings, giving great detail or a strong requirement.

วลีที่ใช้เกือบทุกกรณีฟังดูคุ้นเคยจากบริบทในพันธสัญญาเดิม  แต่ในคำเทศนาพระเยซูยกวลีเหล่านั้นมาสั่งสอนใหม่   ทรงให้รายละเอียดมากขึ้นหรือข้อ

กำหนดที่สำคัญ

Together, the Beatitudes present a new set of Christian ideals that focus on love and humility rather than force, giving the highest ideals of the teachings of Jesus on mercy; spirituality and compassion.[1]

ยิ่งกว่านั้น  ผู้เป็นสุขนำเสนอหลักการคริสเตียนชุดใหม่ที่มุ่งเน้นเรื่องความรักและความถ่อมตนมากกว่าการบังคับ  ให้หลักการสูงสุดของคำสอนของพระเยซูเรื่องความเมตตา; จิตวิญญาณและความเห็นอกเห็นใจ

 

Matthew 5:3 “Blessed are the poor in spirit, for theirs is the kingdom of heaven.

        มัทธิว 5:3  “ คนที่ยากจนด้านจิตวิญญาณก็เป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา ทั้งหลาย

 

To be poor in spirit, means to be humble rather than proud. 

ยากจนฝ่ายจิตวิญญาณหมายถึงอ่อนน้อมถ่อมตนแทนที่จะหยิ่งยโส

That is the requirement and the promise is the kingdom of heaven.   

นั่นคือข้อกำหนดที่ต้องการและพระสัญญาคือแผ่นดินสวรรค์

When you have had an encounter with God and His holiness and recognize your sinfulness then you are poor in spirit. 

เมื่อคุณได้เข้าเฝ้าพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ และตระหนักถึงความบาปของคุณแล้ว  คุณก็รู้สึกยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ

           

The prophet Isaiah records in his book a vision seeing God in heaven, and notice his response in

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บันทึกในพระธรรมอิสยาห์ว่าเป็นนิมิตที่ท่านได้เห็นพระ            เจ้าในสวรรค์และขอให้สังเกตดูคำตอบของท่านใน

 

Isaiah 6:5 And I said: “Woe is me! For I am lost; for I am a man of unclean lips, and I dwell in the midst of a people of unclean lips; for my eyes have seen the King, the LORD of hosts!”

อิสยาห์ 6:5 และข้าพเจ้ากล่าวว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาดและข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด แต่ดวงตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระยาห์เวห์จอมทัพ”  

 

The apostle Paul felt poor in spirit as he struggled with sin. 

อัครทูตเปาโลรู้สึกยากจนฝ่ายวิญญาณเมื่อท่านต่อสู้กับความผิดบาป

 

Romans 7:24 Wretched man that I am! Who will deliver me from this body of death?

โรม 7:24  โอย   ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้   ใครจะช่วยให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้

 

But Jesus said, happy is that man.  Why?

แต่พระเยซูตรัสว่า  ความสุขคือคนนั้นเอง  เพราะอะไรหรือ

Because he has had a true encounter with God, and as the result, the kingdom of heaven now belongs to him.

เพราะเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้าจริงจัง  และตอนนี้ผลก็คือเขาได้รับแผ่นดินสวรรค์

He's no longer living in just this flesh, but he is now part of the kingdom and the family of God by faith.

เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ฝ่ายเนื้อหนังต่อไป  แต่ตอนนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งในแผ่นดินและครอบครัวของพระเจ้าโดยความเชื่อ

 

Matthew 5:4 “Blessed are those who mourn, for they shall be comforted.

มัทธิว 5: 4 “คนที่โศกเศร้าก็เป็นสุข   เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับการหนุนใจ

 

            There are two possible meanings here for mourning. 

            ตรงนี้เป็นไปได้ที่มีความหมายสองอย่างสำหรับความโศกเศร้า

One would be mourning over your sin and repenting and the other would be mourning or grieving over a loss of loved one. 

ความหมายหนึ่งเป็นการโศกเศร้าต่อความบาปของคุณและการกลับใจใหม่  และอีกความหมายเป็นการโศกเศร้าหรือเป็นทุกข์ต่อการสูญเสียผู้เป็นที่รัก

In either case the promise is comfort from the Lord. 

ไมว่าความหมายใดก็ตาม  พระสัญญาคือความสุขสบายจากพระเจ้า

That doesn't come until I've come to the end of myself, and that place of mourning that I have no strength, no ability, no power.

ผมไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งผมได้พบทางตันในชีวิต  และที่มาของความเศร้าโศกนั้นคือ  ผมไม่มีกำลัง ไม่มีความสามารถ  ไม่มีอำนาจ

I feel that helplessness.

ผมรู้สึกถึงความสิ้นหวัง

I cry out from helplessness and then I begin to experience the power of God, doing in my life what I could not possibly do for myself. [2]

ผมร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง  แล้วผมเริ่มที่จะได้สัมผัสกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่ทรงทำในชีวิตของผมในสิ่งที่ผมไม่อาจทำได้เอง

 

Matthew 5:5 “Blessed are the meek, for they shall inherit the earth.

มัทธิว5:5 “คนที่สุภาพอ่อนโยนก็เป็นสุข   เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก 

 

Meek is not week. 

ใจอ่อนโยนไม่ใช่คำว่าสัปดาห์

Jesus was the meekest man ever, but yet He is almighty God. 

พระเยซูทรงเป็นผู้อ่อนโยนที่สุดเสมอ แต่กระนั้นทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์

Meek is power under control. 

ใจอ่อนโยนเป็นอำนาจภายใต้การควบคุม

God's kingdom will come to earth and those who are the children of God will inherit the earth.

แผ่นดินของพระเจ้าจะมายังโลกนี้  และบรรดาผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้าจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก

 

Matthew 25:34-40

34 Then the King will say to those on his right, ‘Come, you who are blessed by my Father, inherit the kingdom prepared for you from the foundation of the world.

มัทธิว 25:34-40

 34 ขณะนั้น พระมหากษัตริย์จะตรัสกับพวกผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก

35 For I was hungry and you gave Me food, I was thirsty and you gave Me drink, I was a stranger and you welcomed Me,

35 เพราะว่าเมื่อเราหิว พวกท่านก็จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกท่านก็ต้อนรับเรา 

 36 I was naked and you clothed Me, I was sick and you visited me, I was in   prison and you came to Me.’

36 เราเปลือยกายพวกท่านก็ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็มาดูแลเรา เมื่อเราอยู่ในคุก พวกท่านก็มาเยี่ยมเรา’

37 Then the righteous will answer him, saying, ‘Lord, when did we see you hungry and feed you, or thirsty and give you drink?

37เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะกราบทูลว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวและจัดให้เสวยหรือทรงกระหายน้ำ และจัดมาถวายนั้นตั้งแต่เมื่อไร

38 And when did we see you a stranger and welcome you, or naked and clothe you?

38 ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกายและสวมฉลองพระองค์ให้นั้นตั้งแต่เมื่อไร? 

39 And when did we see you sick or in prison and visit you?’

39 ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือทรงถูกจำคุก และมาเฝ้าพระองค์นั้นตั้งแต่เมื่อไร?’ '

40 And the King will answer them, ‘Truly, I say to you, as you did it to one of the least of these my brothers, you did it to me.’

40 แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย'

 

Revelation 20:4-6 

4Then I saw thrones, and seated on them were those to whom the authority to judge was committed. Also I saw the souls of those who had been beheaded for the testimony of Jesus and for the word of God, and who had not worshiped the beast or its image and had not received its mark on their foreheads or their hands. They came to life and reigned with Christ for a thousand years.

วิวรณ์ 20:4-6

4ข้าพเจ้าเห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งอยู่บนนั้นได้รับมอบอำนาจในการพิพากษา ข้าพเจ้าเห็นดวงวิญญาณของคนทั้งหลายที่ถูกตัดศีรษะเพราะการเป็นพยานถึงพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายหรือรูปของมัน และไม่ได้รับเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา เขาทั้งหลายกลับมีชีวิตขึ้นอีกและครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาหนึ่งพันปี 

5 The rest of the dead did not come to life until the thousand years were ended. This is the first resurrection.

5 ส่วนคนอื่นๆ ที่ตายไปแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตขึ้นอีกจนกว่าจะครบหนึ่งพันปี นี่แหละคือการเป็นขึ้นจากตายครั้งแรก

6 Blessed and holy is the one who shares in the first resurrection! Over such the second death has no power, but they will be priests of God and of Christ, and they will reign with him for a thousand years.

6 คนที่มีส่วนในการเป็นขึ้นจากตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือเขาทั้งหลาย แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์หนึ่งพันปี

 

Matthew 5:6 “Blessed are those who hunger and thirst for righteousness, for they shall be satisfied.

        มัทธิว 5: 6 “คนที่หิวและกระหายความชอบธรรมก็เป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะ          ทรงให้อิ่ม

 

What wonderful imagery in this verse, hungering and thirsting for God’s righteousness for God’s Word and the promise that we will be satisfied. 

ช่างเป็นมโนภาพยอดเยี่ยมในพระคำข้อนี้  หิวและกระหายความชอบธรรมของพระเจ้าในพระวจนะของพระเจ้าและพระสัญญาว่าเราจะพึงพอใจ

 

            God’s Word the Bible can have tremendous power in your life.

            พระวจนะในพระคัมภีร์สามารถให้พลังยิ่งใหญ่ในชีวิตของคุณได้

In accepting Jesus Christ as your Savior, you have begun a new life in Jesus Christ.

ในการยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ  คุณได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์

There are some key ways that God’s Word the Bible can help transform your life.

มีวิธีที่สำคัญบางอย่างที่พระคัมภีร์สามารถช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้

First, the Bible can teach you about salvation and about new life in Jesus Christ.

วิธีแรกพระคัมภีร์สามารถสอนคุณเกี่ยวกับความรอดและชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์

You can be sure of your salvation. Second, the Bible can help you grow in your faith.[3]

คุณสามารถมั่นใจในความรอดของคุณ วิธีที่สองพระคัมภีร์สามารถช่วยให้คุณเติบโตในความเชื่อของคุณ

 

Romans 10:17 Faith comes by hearing, and hearing by the Word of God.

โรม 10:17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์

 

Psalm 119:98 Your commands make me wiser than my enemies, for they are ever with me.

เพลงสดุดี 119:98 พระบัญญัติของพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ฉลาดกว่าศัตรูของ        ข้าพระองค์ เพราะพระบัญญัตินั้นอยู่กับข้าพระองค์เป็นนิตย์

 

            Third, the Bible can give you spiritual power over evil. Even Jesus Christ, when He was tempted, quoted the Bible and displayed power and victory.

            วิธีที่สามพระคัมภีร์สามารถทำให้คุณมีพลังจิตวิญญาณเหนือความชั่วร้าย  แม้แต่พระเยซูคริสต์ เมื่อทรงถูกทดลองทรงใช้ข้อพระคัมภีร์และทรงสำแดงฤทธิ์เดชและชัยชนะ

 

Ephesians 6:17 Take the helmet of salvation and the sword of the Spirit which is the Word of God.

เอเฟซัส 6:17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณคือพระวจนะของพระเจ้า

 

            Fourth, the Bible can teach you how to live.

            วิธีที่สี่พระคัมภีร์สามารถสอนวิธีใช้ชีวิต

 

Psalm 119:105 Your Word is a lamp to my feet and a light to my path.

        เพลงสดุดี 119:105  พระวจนะของพระองค์เป็นตะเกียงแก่เท้าของข้าพระองค์

    และเป็นความสว่างแก่ทางของข้าพระองค์

 

            Fifth, the Bible can show you in your own life, what is good and what is not good.

            วิธีที่ห้า พระคัมภีร์สามารถแสดงให้คุณเห็นสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตของคุณ

Often, we are blind to our own faults; just like in the dark you cannot tell the difference between a bright shirt and a dark shirt.

บ่อยครั้งเราจะตาบอดไม่เห็นข้อบกพร่องของเราเอง เช่นเดียวกับในที่มืดคุณไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างเสื้อเชิ้ตสีสว่างและเสื้อเชิ้ตสีเข้ม

 

Hebrews 4:12 The Word of God is alive and sharper than any two-edged sword judging the thoughts and attitudes of the heart.

ฮีบรู 4:12 เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย

 

            Sixth, you can use the Bible to help others.

            วิธีที่หกคุณสามารถใช้พระคัมภีร์เพื่อช่วยคนอื่นๆ

 

1 Thessalonians 5:11 So encourage each other to build each other up, just as you are already doing.

1 เธสะโลนิกา 5:11 เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้นตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น

 

            And seventh, God wants us to be victorious over sin and evil.[4]

            และวิธีที่เจ็ด พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราได้รับชัยชนะต่อความบาปและความชั่วร้าย

 

Romans 6:12-14  

12 Let not sin therefore reign in your mortal body, to make you obey its passions.

โรม 6:12-14

12 เพราะฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟัง   ตัณหาของกายนั้น

13 Do not present your members to sin as instruments for unrighteousness, but present yourselves to God as those who have been brought from death to life, and your members to God as instruments for righteousness.

13อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนคนที่เป็นขึ้นมาจากตายแล้ว และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า 

14 For sin will have no dominion over you, since you are not under law but under grace.

14บาปจะไม่ครอบงำพวกท่านต่อไป เพราะว่าท่านไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ

 

2 Timothy 1:7 God has not given us the spirit of fear, but of power and love and a sound mind.

2 ทิโมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานใจที่ขลาดกลัวแก่เรา แต่ประทานใจที่ประกอบด้วยฤทธานุภาพ ความรัก และการบังคับตนเองแก่เรา

 

Psalm 19:7-10

7 The law of the LORD is perfect, reviving the soul; the testimony of the LORD is sure, making wise the simple;

เพลงสดุดี19:7-10

7 ธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ดีพร้อมและฟื้นฟูชีวิตพระโอวาทของพระยาห์ เวห์นั้นแน่นอนทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา

8 the precepts of the LORD are right, rejoicing the heart; the commandment of the LORD is pure, enlightening the eyes;

8 ข้อบังคับของพระยาห์เวห์นั้นถูกต้องทำให้ใจยินดีพระบัญญัติของพระยาห์เวห์        นั้นบริสุทธิ์ทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง

9 the fear of the LORD is clean, enduring forever; the rules of the LORD are true, and righteous altogether.

9 ความยำเกรงพระยาห์เวห์นั้นสะอาดหมดจดถาวรเป็นนิตย์กฎหมายของพระ ยาห์เวห์ก็สัตย์จริงและชอบธรรมทั้งสิ้น

10 More to be desired are they than gold, even much fine gold; sweeter also than honey and drippings of the honeycomb.

10 น่าปรารถนามากกว่าทองคำยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์มากนักหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง  ที่   หยดลงจากรวง  

 

        Matthew 5:7 “Blessed are the merciful, for they shall receive mercy.

มัทธิว5:7 “คนที่มีใจเมตตา ก็เป็นสุข  เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับพระเมตตาตอบ  

 

Sometimes we have the power to get even, to exact vengeance or just let it be every man for himself. 

บางครั้งเรามีแรงที่จะแก้เผ็ด  จะแก้แค้นแน่นอน  หรือเพียงปล่อยให้   เป็นไป ตามทางของเขาเองทุกคน

We can also forget how much mercy and forgiveness has been given to us by others and by God. 

นอกจากนี้เรายังลืมไปว่าเราได้รับความเมตตาและการให้อภัยมากเพียงไรจากคนอื่น ๆ และจากพระเจ้า

In Matthew 18 Jesus tells a parable that really illustrates this teaching about          the need to be merciful and forgiving to others. 

ในมัทธิวบทที่ 18 พระเยซูตรัสเป็นคำอุปมา   ที่แสดงให้เห็นภาพคำสอนนี้ว่า  จริงๆ แล้วจำเป็นที่เราจะต้องมีใจเมตตาและให้อภัยคนอื่นๆ

 

Matthew 18:21-35

21 Then Peter came up and said to Him, “Lord, how often will my brother sin against me, and I forgive him? As many as seven times?”

มัทธิว 18:21-35

21 ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า  “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ควรยกโทษให้พี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพระองค์สักกี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ?”

22 Jesus said to him, “I do not say to you seven times, but seventy times seven.

22 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เราไม่ได้บอกท่านว่าเจ็ดครั้งแต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด     

23 “Therefore the kingdom of heaven may be compared to a king who wished to settle accounts with his servants.

23 “ เพราะเหตุนี้ แผ่นดินสวรรค์ก็เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งที่มีพระประสงค์จะคิดบัญชีกับบรรดาทาสของตน

24 When he began to settle, one was brought to him who owed him ten thousand talents.

24 เมื่อท่านทรงเริ่มต้นคิดบัญชี คนหนึ่งที่เป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ก็ถูกพามาเข้าเฝ้า

25 And since he could not pay, his master ordered him to be sold, with his wife and children and all that he had, and payment to be made.

25 ท่านจึงมีรับสั่งให้ขายตัวเขาพร้อมกับเมียและลูก รวมทั้งบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเพื่อเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินที่จะใช้หนี้นั้น 

26 So the servant fell on his knees, imploring him, ‘Have patience with me, and I will pay you everything.’

26 ทาสคนนั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า ‘ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพระองค์จะใช้หนี้ทั้งหมด'

27 And out of pity for him, the master of that servant released him and forgave him the debt.

27 เจ้าองค์นั้นทรงสงสาร จึงทรงปล่อยตัวเขาและทรงยกหนี้ 

28 But when that same servant went out, he found one of his fellow servants who owed him a hundred denarii, and seizing him, he began to choke him, saying, ‘Pay what you owe.’

28 แต่เมื่อทาสคนนั้นออกไปก็พบคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ที่เป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอันเขาก็จับคนนั้นบีบคอบอกว่า ‘แกต้องใช้หนี้ให้ข้า’  '

29 So his fellow servant fell down and pleaded with him, ‘Have patience with me, and I will pay you.’

29 เพื่อนทาสคนนั้นจึงกราบลงอ้อนวอนว่า ‘ขอผัดไว้ก่อนแล้วข้าจะใช้ให้'

30 He refused and went and put him in prison until he should pay the debt.

30 แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปขังคุกไว้จนกว่าจะสามารถใช้หนี้ได้    

31 When his fellow servants saw what had taken place, they were greatly distressed, and they went and reported to their master all that had taken place.

31 พวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง และนำเหตุการณ์ทั้งหมดไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น 

32 Then his master summoned him and said to him, ‘You wicked servant! I forgave you all that debt because you pleaded with me.

32 ท่านจึงเรียกทาสนั้นมาตรัสว่า ‘ไอ้ข้าชั่วร้าย เรายกหนี้ให้เอ็งทั้งหมด ก็เพราะเอ็งอ้อนวอนเรา 

33 And should not you have had mercy on your fellow servant, as I had mercy on you?’

33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราเมตตาเอ็งไม่ใช่หรือ

34  And in anger his master delivered him to the jailers, until he should pay all his debt.

34 แล้วเจ้าองค์นั้นก็กริ้ว จึงทรงมอบทาสคนนั้นไว้ให้เจ้าหน้าที่ทรมานจนกว่าจะใช้หนี้หมด 

35 So also my heavenly Father will do to every one of you, if you do not forgive your brother from your heart.”

35พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ก็จะทรงทำต่อพวกท่านอย่างนั้น ถ้าพวกท่านแต่ละคนไม่ยอมยกโทษให้พี่น้องจากใจของพวกท่าน”

 

Matthew 5:8 “Blessed are the pure in heart, for they shall see God.

มัทธิว 5: 8“บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ผู้นั้นเป็นสุข  เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า  

 

All are born with a dark heart

ทุกคนเกิดมาพร้อมกับใจที่มืดมิด

While we may do some good things and some people do more good things than others, still the Bible makes it clear that all people everywhere are    sinners. 

ขณะที่เราอาจทำสิ่งดีๆบางอย่างและบางคนทำสิ่งดีๆมากกว่าคนอื่น ๆ พระคัมภีร์ยังกล่าวชัดเจนว่ามนุษย์ทุกคนทุกแห่งหนล้วนเป็นคนบาป

 

Romans 3:23 for all have sinned and fall short of the glory of God,

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

Jeremiah 17:9 The heart is deceitful above all things,and desperately sick; who can understand it?

เยเรมีย์ 17:9  9จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด    มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว   ใครจะรู้จักใจนั้นเล่า  

       

God knows your heart

พระเจ้าทรงรู้จักจิตใจของคุณ

The Lord God knows about each of us, all the details.  In fact, the Bible says that he has counted every hair on your head. 

องค์พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคน  รายละเอียดทั้งหมด  แท้จริงพระคัมภีร์กล่าวว่าพระองค์ทรงนับเส้นผมทุกเส้นบนศีรษะของคุณแล้ว

God knows all the things that we do, and knows our thoughts.  Saul was the first king of Israel, he was a tall man. 

พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งที่เราทำและทรงรู้ความคิดของเรา ซาอูลเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล พระองค์ทรงมีรูปร่างสูง

When Samuel the prophet and judge of Israel was sent to Jesse’s house to anoint a new king, he saw the oldest son was tall like Saul.  Samuel thought that must be the man to be the next king. 

เมื่อซามูเอลผู้เผยพระวจนะและผู้วินิจฉัยของอิสราเอลถูกส่งไปยังบ้านของเจสซีได้ทำการเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่  ท่านได้เห็นบุตรชายคนโตที่สูงเหมือนซาอูล ซามูเอลคิดว่าชายคนนี้น่าจะต้องเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

But God said, man looks on the outward appearance but God looks on the heart.

แต่พระเจ้าตรัสว่า มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ

 

Jeremiah 17:10 “I the LORD search the heart and test the mind, to give every man according to his ways, according to the fruit of his deeds.”

 เยเรมีย์ 17:10 “เราคือพระยาห์เวห์ตรวจค้นดูจิตและทดสอบดูใจเพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขาตามผลแห่งการกระทำของเขา”

 

How can we have a clean heart?

เราสามารถมีจิตใจสะอาดได้อย่างไรหรือ?

 

Romans 10:9 because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved.

โรม 10:9  คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในใจว่า   พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

           

This is the hope for people here in Thailand, and for people anywhere in the world, that is to come to faith in the Lord Jesus Christ. 

นี่คือความหวังสำหรับผู้คนที่นี่ในประเทศไทยและสำหรับผู้คนไม่ว่าที่ใดใน     โลกที่จะมาพบความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์

God will give you then a pure heart. 

พระเจ้าจะทรงทำให้คุณมีจิตใจที่บริสุทธิ์

We must yield to the teachings of the Word of God and the Holy Spirit’s work in our lives to maintain that pure heart.

เราต้องยอมให้คำสอนจากพระวจนะของพระองค์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในชีวิตของเราเพื่อรักษาใจให้บริสุทธิ์

We are pure like a glass of milk, but sometimes we allow a fly to get in, or the milk to become sour.

เราบริสุทธิ์เหมือนนมหนึ่งแก้ว  แต่บางครั้งเราปล่อยให้แมลงวันตกในนั้นหรือให้นมเปลี่ยนเป็นรสเปรี้ยว

 

1 John 1:9 If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

1 ยอห์น 1:9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น 

 

The blessing here is this: as the person who is pure in heart allows their life to be lost in Jesus and allows Jesus to live through them, their understanding, their perception, their discernment of who God is, of His ways, of His will, of His heart and of His hand will grow.

พระพรเป็นดังนี้คือ:  บุคคลที่ใจบริสุทธิ์ยอมให้ชีวิตของพวกเขาหายไปอยู่ในพระเยซูและยอมให้พระเยซูประทับในชีวิต  ความเข้าใจของพวกเขา   การรับรู้ของพวกเขา ปัญญาที่พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด วิธีการของพระองค์ พระประสงค์ของพระองค์  พระทัยของพระองค์ และพระหัตถ์ของพระองค์  ผู้นั้นจะเติบโต

Whereas those who do not know God are alienated from the life of God because of the darkness that is within them, because of the blindness of their hearts … the pure in heart have had their eyes opened, they can walk in the light as He is in the light and have fellowship with God and with one another. [5]

ขณะที่บรรดาคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เหินห่างจากชีวิตในแบบของพระเจ้า  เพราะความมืดที่อยู่ภายในพวกเขา  เพราะจิตใจของพวกเขาอยู่ในความมืดมิด... ใจบริสุทธิ์เปิดตาของพวกเขา   พวกเขาสามารถเดินในความสว่าง เพราะพระองค์ทรงอยู่ในความสว่างและมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและซึ่งกันและกัน

 

Ephesians 4:18 They are darkened in their understanding, alienated from the life of God because of the ignorance that is in them, due to their hardness of heart.

เอเฟซัส 4:18 ความคิดของเขาทั้งหลายถูกทำให้มืดมนไป และเขาขาดจากชีวิตที่มาจากพระเจ้าเนื่องจากความไม่รู้ที่อยู่ในตัว และความแข็งกระด้างในจิตใจ 

 

1 John 1:6-7  

6 If we say we have fellowship with him while we walk in darkness, we lie and do not practice the truth.

1 ยอห์น 1:6-7

ถ้าเราจะว่า เรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ขณะที่ยังเดินอยู่ในความมืด เราก็โกหก และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง 

7 But if we walk in the light, as he is in the light, we have fellowship with one another, and the blood of Jesus his Son cleanses us from all sin.

7 แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น 

 

Matthew 5:9 “Blessed are the peacemakers, for they shall be called sons of God.

มัทธิว 5:9  “คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข  เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาทั้งหลาย          ว่าเป็นลูก

 

Often times I have found if I can listen to both sides of an argument between two people, I can calmly repeat what I hear each of them saying and this often brings peace to situation, acting as a mediator or go between. 

บ่อยครั้งที่ผมได้พบว่าผมสามารถฟังการโต้เถียงทั้งสองฝ่ายระหว่างคนสองคน          ผมใจเย็นพอที่จะพูดซ้ำสิ่งที่ผมได้ยินพวกเขาแต่ละคนพูด   และสิ่งนี้มักจะนำ         ความสงบสุขมาในสถานการณ์นั้น  ผมทำหน้าที่เป็นคนกลางหรือคนไกล่เกลี่ย

You’ll find numerous opportunities to be a peacemaker right in your own home, in your classroom, in your work, or in your neighborhood.

คุณจะพบโอกาสมากมายที่จะเป็นผู้สร้างสันติในบ้านของคุณเอง  ในห้องเรียน           ของคุณ ในที่ทำงานของคุณ  หรือท่ามกลางเพื่อนบ้านของคุณ

Ask the Lord to show you how you can share His peace

จงทูลขอพระเจ้าให้ทรงสำแดงวิธีที่คุณสามารถแบ่งปันสันติสุขของพระองค์

 

Proverbs 15:1 A soft answer turns away wrath.

สุภาษิต 15:1 คำตอบนุ่มนวลช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป แต่คำ   กักขฬะเร้าโทสะ

 

Matthew 5:10 “Blessed are those who are persecuted for righteousness' sake, for theirs is the kingdom of heaven.

มัทธิว 5:10 “คนที่ถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ก็เป็นสุข  เพราะว่า     แผ่นดินสวรรค์เป็นของเขาทั้งหลาย

 

A pastor, whose name is Youcef, was arrested in Iran and accused of teaching against Islam.  He was asked to recant his Christian faith and he refused. 

บาทหลวงผู้ที่มีชื่อว่า ยูเซฟ ได้ถูกจับกุมในอิหร่าน   และถูกกล่าวหาว่าสั่งสอนต่อต้านศาสนาอิสลาม   เขาถูกขอให้ปฏิเสธความเชื่อคริสเตียนแต่เขาได้  ปฏิเสธ

People and governments around the world asked that he be released and not executed, many are praying for him, and now finally he has been released.

ประชาชนและรัฐบาลทั่วโลกขอร้องให้เขาได้รับการปล่อยตัวและไม่ถูก         ประหาร  คนมากมายกำลังอธิษฐานเผื่อเขา  และในที่สุดเขาได้รับการ       ปล่อยตัวเป็นอิสระ

 

Matthew 5:11-16

11 “Blessed are you when others revile you and persecute you and utter all kinds of evil against you falsely on My account.

มัทธิว 5:11-16

11 มื่อพวกเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายต่างๆ เป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข

12 Rejoice and be glad, for your reward is great in heaven, for so they persecuted the prophets who were before you.

12 จงชื่นชมและยินดี เพราะว่าบำเหน็จของพวกท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะพวกเขาข่มเหงบรรดาผู้เผยพระวจนะ ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน

 

Salt and Light

เกลือและความสว่าง

 

13 “You are the salt of the earth, but if salt has lost its taste, how shall its saltiness be restored? It is no longer good for anything except to be thrown out and trampled under people's feet.

13 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกได้อย่างไร ตั้งแต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะถูกทิ้งเสียให้คนเหยียบย่ำ

14 “You are the light of the world. A city set on a hill cannot be hidden.

14 “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะถูกปิดบังไว้ไม่ได้

15 Nor do people light a lamp and put it under a basket, but on a stand, and it gives light to all in the house.

15 เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้   ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง   จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในบ้านนั้น

16 In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

16 ทำนองเดียวกันพวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์

 

Salt is used to spice up the flavor, enhance the flavor and is also used as a             preservative, but if is no longer salty, then it is useless white powder. 

เกลือถูกนำมาใช้เพิ่มรสชาติ  กระตุ้นรสชาติและยังถูกนำมาใช้เป็นสารกันเสีย           แต่ถ้าไม่มีรสเค็มอีกต่อไปแล้วมันเป็นผงสีขาวที่ไร้ประโยชน์

Christians are to be different than the people around them, and spice things up    a bit, enhance, improve, make a difference, and preserve from destruction.  

คริสเตียนต้องแตกต่างจากคนที่อยู่รอบข้างพวกเขา  และเพิ่มรสชาติหลายสิ่งขึ้น       สักนิด  กระตุ้นเร้าใจ  ปรับปรุงใหม่  สร้างความแตกต่าง และสงวนรักษาไว้ให้         พ้นจากการเสื่อมทราม

Jesus is the Light of the World and He has asked us to be lights also to be reflectors of His light. 

พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก   และพระองค์ทรงขอให้เราเป็นความสว่าง         และผู้สะท้อนความสว่างของพระองค์

This world is dark with sin, but we have the light of the Gospel to share. 

โลกนี้มืดมัวไปด้วยความผิดบาป แต่เรามีความสว่างแห่งพระกิตติคุณที่จะ      แบ่งปัน

We share that gospel by the way we live as well as by the spoken and written Word.  

เราแบ่งปันพระกิตติคุณนั้นตามแนวทางที่เราใช้ชีวิตอยู่และโดยคำพูดและคำ เขียน

Blessed or happy are the humble. 

พระพรหรือความสุขมีแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน

We are happy even in mourning because of the hope and comfort we have in Christ.

เรามีความสุขแม้จะโศกเศร้าเพราะความหวังและความสุขสบายที่เราได้รับใน พระคริสต์

We are to be meek in our demeanor. 

เราต้องมีใจอ่อนโยนในการกระทำของเรา

We hunger to know God more. 

เราหิวอยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น

We are merciful towards others.

เรามีใจเมตตากรุณาต่อผู้อื่น

We may suffer persecution while living righteously and might be accused   falsely.  

เราอาจทนทุกข์จากการกดขี่ข่มเหงในขณะที่ใช้ชีวิตอย่างชอบธรรมและอาจถูกกล่าวหาผิด ๆ

We are the salt and the light.

เราเป็นเกลือและความสว่าง

Ours is the kingdom of heaven, we are blessed indeed!

ราชอาณาจักรในสวรรค์เป็นของเรา  เราได้รับพระพรแน่นอน!

           

Lord thank You for Your Sermon on the Mount. 

พระเจ้าข้า  ขอขอบพระคุณสำหรับคำเทศนาบนภูเขาของพระองค์

We know You aren’t finished with Your message yet and we look forward to studying more of it in the weeks to come. 

เรารู้ว่าข่าวประเสริฐของพระองค์ยังไม่เสร็จสิ้น และเราหวังว่าจะได้เรียนรู้มาก           ขึ้นในสัปดาห์ที่จะถึง

Help us Lord to be meek and humble. 

พระเจ้าข้า ขอทรงช่วยให้เรามีใจเมตตาและอ่อนน้อมถ่อมตน

Help us to be in pure in heart, guarding our minds against evil. 

ขอทรงช่วยให้เรามีจิตใจบริสุทธิ์  ขอทรงปกป้องจิตใจของเราให้พ้นความชั่ว           

Help us to study Your Word more as we pursue righteousness.

ขอทรงช่วยให้เราศึกษาพระคำของพระองค์มากขึ้นเมื่อเราแสวงหาความชอบธรรม

Help us Lord to show others our transformed lives and share the Good News with them, in Jesus name, amen.

ขอทรงช่วยให้เราสำแดงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงต่อผู้อื่นและแบ่งปันข่าวประเสริฐ กับพวกเขาในพระนามพระเยซูเจ้า อาเมน

 

            This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament     Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton       available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

            คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธ   สัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรต           ตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และ        หนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

            Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English        Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of     Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

            ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®            สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าว  ประเสริฐโดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

            Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version            2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

            ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ  มาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] “Beatitudes,” Wikipedia, The Free Encyclopedia https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Beatitudes&oldid=828443253 (accessed May 15, 2012).

[2] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 5.

[3] “Power of the Bible” New Believers Guide Day 12, Godlife.com Copyright © 2012 Global Media Outreach. Used by permission, http://godlife.com/en/new-believers-guide/day-12-power-of-the-bible  (accessed May 15, 2012).

[4] ibid.

[5] Calvin Wittman, “Sermon: Walking in Purity before God - Matthew 5” Lifeway.com, Jan. 1, 2014, www.lifeway.com/en/articles/sermon-walking-purity-blessed-beatitudes-matthew-5 (accessed May 19, 2018).

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top