Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 19 Teaching About Marriage and Divorce

มัทธิวบทที่ 19 คำสอนเรื่องการสมรสและการหย่าร้าง

 

The latest survey has shown that around 1 one of every 3  married couples in Thailand ended their marriage with divorce in recent years. 

ผลสำรวจล่าสุดพบว่าประมาณ 1 ในทุกคู่แต่งงาน 3 คู่ในประเทศไทยจบลงด้วยการหย่าร้างกันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

The Office of Women’s Affairs and Family Development Director Chansiri Sukhonthachaya said that the latest study shows that more than 285,000 couples got married in 2010, 30% of which, or about 108,000, divorced in the same year.

ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คุณจันทร์ศิริ สุคนธฉายกล่าวว่า การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าคู่สมรสมากกว่า 285,000 คู่ที่แต่งงานกันในปี 2010 และราว 30% ของคู่สมรสหรือคู่สมรสประมาณ 108,000 คู่ได้หย่าร้างกันในปีเดียวกัน

The report stated that the divorce among Thai couples was caused by current economic and social factors.

รายงานระบุว่าการหย่าร้างในหมู่คู่สมรสคนไทย   เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

Mrs. Chansiri said that the couples with rocky marriages should try to work things out and understand each other more, while avoiding getting involved in such home-wrecking factors as narcotics and gambling, as well as polygamy.

นางจันทร์ศิริกล่าวว่าคู่สมรสที่แต่งงานแบบไม่มั่นคง  ควรพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหา

หลายสิ่ง และเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    ขณะที่หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในปัจจัยทำให้บ้านแตก  อย่างเช่นเรื่องยาเสพติดและการพนัน  และการมีสามีหรือภรรยาหลายคน

Meanwhile, the report has shown that more Thai women have opted to stay single as they believe that they can be financially independent, while more Thai men have enjoyed the single life or chosen to marry when they were older. [1]

ขณะเดียวกันรายงานได้แสดงให้เห็นว่า    ผู้หญิงไทยมากขึ้นได้เลือกที่จะอยู่เป็นโสดคนเดียว  เพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถเป็นอิสระทางการเงิน  ในขณะที่ชายไทยมากขึ้นชอบใช้ชีวิตโสดหรือเลือกแต่งงานเมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น

 

In western countries such as the USA divorce rates are reported as high as 60%. 

          ในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา มีรายงานว่าอัตราการหย่าร้างคู่สมรสสูงราว 60 %

But according to Glenn Stanton with Focus on the Family:

แต่ตามที่นายเกล็น สแตนตัน เขียน โฟกัสเรื่องครอบครัว :

Couples who regularly practice any combination of serious religious behaviors and attitudes---attend church nearly every week, read their bibles and spiritual materials regularly; pray privately and together; generally take their faith seriously, living not as perfect disciples, but serious disciples---enjoy significantly lower divorce rates than mere church members, the general public, and unbelievers.

คู่สมรสที่ชอบปฏิบัติศาสนกิจและมีทัศนคติทางศาสนาร่วมกันได้-- เข้าโบสถ์เกือบทุกสัปดาห์  อ่านพระคัมภีร์และร่วมงานด้านฝ่ายวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ อธิษฐานส่วนตัวและอธิษฐานร่วมกัน โดยทั่วไปมีความเชื่อเข้มแข็ง   ไม่ใช่อยู่แบบดีพร้อมเหมือนสาวก  แต่เป็นสาวกจริงจัง --- โดยนัยยะสำคัญมีอัตราการหย่าร้างต่ำกว่าคู่สมรสที่เป็นเพียงสมาชิกโบสถ์ ชอบงานสังคม และผู้ที่ไม่เชื่อ

 

Professor Bradley Wright, a sociologist at the University of Connecticut, explains from his analysis of people who identify as Christians but rarely attend church, that 60 percent of these have been divorced. Of those who attend church regularly, 38 percent have been divorced. [2]

ศาสตราจารย์บรัดเลย์ ไร้ท์  นักสังคมวิทยามหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต   อธิบายจากงานวิเคราะห์ประชาชนผู้ที่แสดงตัวเป็นคริสเตียน  แต่แทบจะไม่มาโบสถ์ เขาว่า 60 % ของคนเหล่านี้ได้หย่าร้างกัน  ในบรรดาคนที่มาโบสถ์สม่ำเสมอเพียง 38 %เท่านั้นที่หย่าร้าง

 

What does Jesus say about divorce?

พระเยซูตรัสอะไรเกี่ยวกับการหย่าร้าง

 

Matthew 19:1-6

1 Now when Jesus had finished these sayings, he went away from Galilee and entered the region of Judea beyond the Jordan.

มัทธิว19:1-6

1 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ก็เสด็จจากแคว้นกาลิลีเข้าไปในเขตแดนแคว้นยูเดียที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน

2 And large crowds followed Him, and He healed them there.

2 มหาชนติดตามพระองค์ไป และพระองค์ทรงรักษาโรคของเขาทั้งหลายที่นั่น

 3 And Pharisees came up to Him and tested him by asking, “Is it lawful to divorce one's wife for any cause?”

3 พวกฟาริสีมาทดลองพระองค์โดยทูลถามว่า “ผู้ชายจะหย่าภรรยาของเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมบัญญัติหรือไม่

4 He answered, “Have you not read that He who created them from the beginning made them male and female,

4 พระองค์ตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลายไม่ได้อ่านหรือว่า พระผู้ทรงสร้างมนุษย์แต่เดิมนั้นทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง

5 and said, ‘Therefore a man shall leave his father and his mother and hold fast to his wife, and they shall become one flesh’?

5 และตรัสว่า‘เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจะละบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน’  

6 So they are no longer two but one flesh. What therefore God has joined together, let not man separate.”

6 ด้วยเหตุนี้เขาทั้งสองจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย”

 

Often couples speak of falling in love.  A man will say, “I have fallen in love with the most beautiful and perfect woman in the world”.  

หลายคู่มักจะพูดถึงการตกหลุมรักบ่อยๆ  ผู้ชายจะพูดว่า "ผมได้ตกหลุมรักกับผู้หญิงที่สวยและสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก"

But then a few years later, he says, I can’t stand this person who won’t respect me, won’t listen to me, doesn’t ever want to have sex, doesn’t cook and clean.” 

แต่แล้วไม่กี่ปีต่อมา   เขาพูดว่าผมไม่สามารถต่อคนนี้ได้  ผู้ที่ไม่นับถือผม  จะไม่ฟังผม   ไม่เคยต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย   ไม่ได้หุงอาหารและทำความสะอาด. "

So marriage cannot be just based on feelings.  Love is not just a feeling, an emotion, but love must be a choice. 

ดังนั้นชีวิตสมรสไม่สามารถขึ้นอยู่กับความรู้สึก  ความรักไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก  อารมณ์ แต่ความรักต้องเป็นการตัดสินใจแล้ว

The woman says, “He is so lazy, he won’t do anything for himself, he expects me to do everything for him.  Before we were married he was so romantic, but not now.” 

ผู้หญิงกล่าวว่า "เขาเป็นคนขี้เกียจ  เขาจะไม่ทำอะไรให้ตัวเอง  เขาหวังว่าฉันจะทำทุกอย่างให้แก่เขา   ก่อนที่เราจะแต่งงานก  เขาแสนจะโรแมนติกมาก  แต่ตอนนี้ไม่ใช่"

So this wife must choose to continue to love her husband, to honor him, and to respect him with God’s help. 

ดังนั้นภรรยาคนนี้ต้องเลือกที่จะยังคงรักสามีของเธอต่อไป   เพื่อให้เกียรติแก่เขา  และให้ความเคารพเขาด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า

 

Some of the common reasons for divorce include:

บางคนมีเหตุผลธรรมดาสำหรับการหย่าร้าง  ซึ่งรวมถึง:

Lack of commitment to the marriage

การขาดความมุ่งมั่นที่อยากจะแต่งงาน

Lack of communication between spouses

การขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างคู่สมรส

Infidelity

ความไม่ซื่อสัตย์

Addictions to drugs, alcohol, or pornography

การติดยาเสพติด   แอลกอฮอล์  หรือภาพลามกอนาจาร

Physical Abuse

การทำร้ายร่างกาย

Inability to manage or resolve conflict

การไม่สามารถจัดการหรือแก้ปัญหาความขัดแย้ง

Personality Differences

ความแตกต่างด้านบุคลิคภาพ

Differences in personal and career goals

ความแตกต่างในเป้าหมายส่วนตัวและอาชีพ

Financial problems

ปัญหาทางการเงิน

Different expectations about household tasks

ความคาดหวังที่แตกต่างกันในงานบ้าน

Different expectations about having or rearing children

ความคาดหวังที่แตกต่างกันเรื่องการมีบุตรหรือเลี้ยงดูบุตร

Interference from parents or in-laws

การแทรกแซงจากพ่อแม่ของตนหรือของสามีภรรยา

Sexual expectations not met

ความไม่สมหวังทางเพศกัน

Falling out of love, love should be a choice not just a feeling.

การเลิกรัก ความรักควรจะเป็นส่วนที่ดีที่สุด  ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้สึก

Cultural and lifestyle and religious differences

ความแตกต่างด้านศาสนา  วัฒนธรรมและวิถีชีวิต

 

Research done on the causes of divorce reveals that lack of communication is one of the leading causes of divorce.

งานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับสาเหตุของการหย่าร้างเผยว่า  การขาดการสื่อสารกันก็เป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่นำไปสู่การหย่าร้าง

A marriage is in trouble when the lines of communication fail.

ชีวิตสมรสมีปัญหาเมื่อการติดต่อสื่อสารกันล้มเหลว

You can't have an effective relationship if either one of you won't discuss your feelings, can't talk about your mutual or personal issues, will keep your resentments hidden, and expect your partner to guess what the whole problem is about.

คุณไม่สามารถมีความสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพถ้าคนใดในพวกคุณจะไม่ปรึกษาหารือเกี่ยวกับอารมณ์  เรื่องราวส่วนตัวหรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน จะเก็บซ่อนความไม่พอใจของคุณไว้  และคาดหวังให้คู่สมรสของคุณคาดเดาว่าปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่องอะไร

 

Divorces often happen because people rarely discuss their expectations in detail prior to marriage, are less willing to work on their marriages afterwards, and would like quick solutions rather than having to resolve issues.

การหย่าร้างเกิดขึ้นบ่อยเพราะผู้คนไม่ค่อยปรึกษากันให้ละเอียดความคาด

หวังของพวกเขาก่อนที่จะแต่งงาน  ไม่ค่อยเต็มใจที่อยากจะรักษาชีวิตสมรสของพวกเขาภายหลัง  และต้องการข้อสรุปปัญหารวดเร็วมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาทั้งหลาย

People have gotten divorced for trivial reasons like snoring.[3]

ผู้คนได้ทำการหย่าร้างด้วยเหตุผลจิ๊บจ๊อย เช่นเรื่องนอนกรน

 

Matthew 19:7-12

7 They said to him, “Why then did Moses command one to give a certificate of divorce and to send her away?”

มัทธิว19:7-12

7 พวกเขาจึงถามพระองค์ว่า “ถ้าอย่างนั้นทำไมโมเสสสั่งให้ทำหนังสือหย่าให้ภรรยา แล้วก็หย่าได้?”

8 He said to them, “Because of your hardness of heart Moses allowed you to divorce your wives, but from the beginning it was not so.

8 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “โมเสสยอมให้ท่านทั้งหลายหย่าภรรยา เพราะใจของท่านแข็งกระด้าง แต่เมื่อเดิมไม่ได้เป็นอย่างนั้น

9 And I say to you: whoever divorces his wife, except for sexual immorality, and marries another, commits adultery.”

          9 เราขอบอกท่านทั้งหลายว่า ใครก็ตามที่หย่าภรรยาของตน แล้วไปมีภรรยาใหม่ก็          ผิดประเวณี เว้นแต่ว่านางเป็นชู้กับชายอื่น”

[และผู้ใดรับหญิงที่หย่าแล้วนั้นมาเป็นภรรยา  ก็ผิดประเวณีด้วย]”  

10 The disciples said to him, “If such is the case of a man with his wife, it is better not to marry.”

          10 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า “ถ้าลักษณะสามีภรรยาเป็นอย่างนั้น ไม่แต่งงานยังจะ          ดีกว่า”

11 But he said to them, “Not everyone can receive this saying, but only those to whom it is given.

11 พระองค์ทรงตอบว่า “ไม่ใช่ทุกคนจะรับคำสอนนี้ได้ ยกเว้นคนที่พระเจ้าประทานให้เท่านั้น 

12 For there are eunuchs who have been so from birth, and there are eunuchs who have been made eunuchs by men, and there are eunuchs who have made themselves eunuchs for the sake of the kingdom of heaven. Let the one who is able to receive this receive it.”

12 เพราะคนที่เป็นขันทีตั้งแต่เกิดก็มี คนที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี คนที่ทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี ใครรับได้ก็ให้รับเอาเถิด”

 

Jesus says because of hard hearts divorce was allowed for in the Laws of Moses but that it not God’s best. 

พระเยซูตรัสเพราะว่าจิตใจแข็งกระด้างจึงได้รับอนุญาตให้หย่าร้างได้ตามบทบัญญัติของโมเสส  แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งดีที่สุดสำหรับพระเจ้า

Some have the gift of celibacy or being single for a lifetime. 

บางคนมีของประทานที่จะอยู่เป็นโสด  หรืออยู่คนเดียวตลอดชีวิต

But most of us will get married and then we should stay married. 

แต่พวกเราส่วนใหญ่จะแต่งงานกัน  เช่นนั้นแล้วเราควรจะรักษาสถานะสมรสไว้

 

1 Corinthians 7:1-6

 1Now concerning the matters about which you wrote: “It is good for a man not to have sexual relations with a woman.”

1โครินธ์7:1-6

 1เกี่ยวกับเรื่องที่พวกท่านเขียนมานั้น “การที่ผู้ชายไม่แตะต้องผู้หญิงเลยก็ดีแล้ว” 

2 But because of the temptation to sexual immorality, each man should have his own wife and each woman her own husband.

2แต่เพราะเหตุการล่วงประเวณี ผู้ชายแต่ละคนควรมีภรรยาเป็นของตน และผู้หญิงแต่ละคนควรมีสามีเป็นของตน 

3The husband should give to his wife her conjugal rights, and likewise the wife to her husband.

3สามีพึงสัมพันธ์กับภรรยาตามควร และภรรยาก็พึงสัมพันธ์กับสามีตามควรเช่นเดียวกัน 

4For the wife does not have authority over her own body, but the husband does. Likewise the husband does not have authority over his own body, but the wife does.

4 ภรรยาไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน แต่สามีมีอำนาจเหนือร่างกายของภรรยา ทำนองเดียวกันสามีไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน แต่ภรรยามีอำนาจเหนือร่างกายของสามี 

5Do not deprive one another, except perhaps by agreement for a limited time, that you may devote yourselves to prayer; but then come together again, so that Satan may not tempt you because of your lack of self-control.

5 อย่าปฏิเสธความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว เพื่ออุทิศตัวในการอธิษฐาน แล้วจึงค่อยมามีความสัมพันธ์กันอีก เพื่อไม่ให้ซาตานล่อลวงให้ทำผิดเพราะตัวอดไม่ได้ 

6Now as a concession, not a command, I say this.

6 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เป็นการอนุญาต ไม่ใช่สั่ง

 

Paul states that the sexual relationships within marriage are proper, and that the wife should seek to satisfy the husband and the husband should seek to satisfy the wife.

เปาโลระบุว่าความสัมพันธ์ทางเพศในชีวิตสมรสเป็นเรื่องเหมาะสม  และว่าภรรยาควรหาทางเพื่อทำให้สามีพึงพอใจ   และสามีควรหาทางเพื่อทำให้ภรรยาพึงพอใจ  

And that you should not withhold from each other unless it is by mutual consent, and then only in a specified period of time as you're giving yourselves to fasting and praying, because the temptations are too great.

และสอนว่าคุณไม่ควรแยกกันอยู่ เว้นแต่โดยความยินยอมร่วมกันและเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่กำหนดเท่านั้น    เหมือนที่คุณถืออดอาหารและอธิษฐาน  เพราะการทดลองนั้นใหญ่หลวงนัก

The pressure is too great on each other. 

เกิดภาวะกดดันมากที่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน

 

It would seem to be that he is discouraging getting married, but if so, it is only because of his concept that time is so very short.

ดูเหมือนเป็นไปได้ว่า  เขาจะหมดกำลังใจในชีวิตสมรส   แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นเพียงเพราะความคิดสรุปของเขาสั้นเกินไป

We really don't have time to get married, because we need to be sharing the Gospel before the Lord returns. 

จริงๆ เราไม่ได้มีเวลาที่จะคิดแต่งงาน  เพราะเราจะต้องออกไปประกาศพระกิตติคุณก่อนพระเจ้าจะเสด็จกลับมา

 

1 Corinthians 7:2 But because of the temptation to sexual immorality, each man should have his own wife and each woman her own husband.

1โครินธ์7:2  แต่เพราะเหตุการล่วงประเวณี ผู้ชายแต่ละคนควรมีภรรยาเป็นของตน           และผู้หญิงแต่ละคนควรมีสามีเป็นของตน

 

Paul prefers singleness

 เปาโลชอบชีวิตโสดมากกว่า

 

1 Corinthians 7:7-16

7I wish that all were as I myself am. But each has his own gift from God, one of one kind and one of another.

1 โครินธ์ 7:7-16

7ข้าพเจ้าต้องการให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ว่าแต่ละคนก็ได้รับของประทานของตัวเองจากพระเจ้า คนหนึ่งได้รับอย่างนี้ และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น

8To the unmarried and the widows I say that it is good for them to remain single as I am.

8ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกที่ไม่แต่งงานและพวกแม่ม่ายว่า การที่พวกเขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็ดีแล้ว 

9But if they cannot exercise self-control, they should marry. For it is better to marry than to be aflame with passion.

9 แต่ถ้าควบคุมตัวไม่อยู่ ก็จงแต่งงานเสียเถิด เพราะว่าแต่งงานเสียก็ดีกว่ามีใจเร่าร้อนด้วยกามราคะ

 

Don’t divorce

อย่าทำการหย่าร้าง

 

10 To the married I give this charge (not I, but the Lord): the wife should not separate from her husband

10 ส่วนคนที่แต่งงานแล้ว ข้าพเจ้าขอสั่ง ไม่ใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า อย่าให้ภรรยาแยกจากสามี 

11(but if she does, she should remain unmarried or else be reconciled to her husband), and the husband should not divorce his wife.

11 แต่ถ้านางแยกจากสามีแล้ว ก็อย่าให้นางแต่งงานใหม่ หรือไม่ก็ให้นางคืนดีกับสามี และอย่าให้สามีหย่าภรรยาเลย

12To the rest I say (I, not the Lord) that if any brother has a wife who is an unbeliever, and she consents to live with him, he should not divorce her.

12 ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกที่เหลือ ข้าพเจ้าเองกล่าว (องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ตรัส) ว่า ถ้าพี่น้องคนไหนมีภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ และนางพอใจจะอยู่กับสามี ก็ไม่ให้สามีหย่านาง

13If any woman has a husband who is an unbeliever, and he consents to live with her, she should not divorce him.

13 ถ้าหญิงคนไหนมีสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ และสามีพอใจจะอยู่กับนาง ก็ไม่ให้นางหย่าสามีนั้น

14For the unbelieving husband is made holy because of his wife, and the unbelieving wife is made holy because of her husband. Otherwise your children would be unclean, but as it is, they are holy.

14เพราะว่าสามีที่ไม่เชื่อนั้นได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางภรรยา และภรรยาที่ไม่เชื่อก็ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางสามี มิฉะนั้นลูกๆ ของพวกท่านก็เป็นมลทิน แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นบริสุทธิ์

15But if the unbelieving partner separates, let it be so. In such cases the brother or sister is not enslaved. God has called you*to peace.

15แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อจะแยกจากไป ก็ให้เขาแยกจากไปเถิด ในกรณีนี้ไม่จำเป็นที่พี่น้องชายหญิงต้องถูกผูกมัด เพราะว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสันติ

16Wife, how do you know whether you will save your husband? Husband, how do you know whether you will save your wife?

16 ท่านผู้เป็นภรรยา ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะช่วยสามีให้รอดไม่ได้? ท่านผู้เป็นสามี ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะช่วยภรรยาให้รอดไม่ได้ ?

 

So Paul does permit for the unbelieving spouse to leave, they could divorce in that situation. 

ดังนั้นเปาโลยินยอมให้คู่สมรสที่ไม่เชื่อหย่าร้างกันได้  พวกเขาสามารถหย่าขาดกันได้ในกรณีนั้น

I have seen women who were married to unsaved men and tried to win them for Christ.

ผมเคยเห็นผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เชื่อ และพยายามที่จะนำพวกเขามาถึงพระคริสต์

This also should be the goal of the husband who is married to an unsaved woman. Winning them to Christ and staying married is best.   

สิ่งนี้ควรเป็นเป้าหมายของสามีที่แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่เชื่อด้วย  หาทางนำพวกเขามาถึงพระคริสต์และรักษาชีวิตสมรสไว้เป็นการดีที่สุด

 

This situation of being married to an unbeliever should only happen, if they are both unbelievers and then one later becomes a Christian. 

เฉพาะสถานการณ์ของการแต่งงานกับผู้ไม่เชื่อนี้ควรเกิดขึ้นหากพวกเขาทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ไม่เชื่อ   และจากนั้นในภายหลังฝ่ายหนึ่งกลับใจมาเป็นคริสเตียน

We should never as Christians marry a non-Christian.

เพราะเราเป็นคริสเตียนเราไม่ควรแต่งงานกับผู้ที่ไม่เป็นคริสเตียน

 

2 Corinthians 6:14 Do not be unequally yoked with unbelievers. For what partnership has righteousness with lawlessness? Or what fellowship has light with darkness?

2 โครินธ์ 6:14 อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีส่วนอะไรกับความอธรรม? และความสว่างจะมีส่วนกับความมืดได้อย่างไร

 

Live as you are called 

จงใช้ชีวิตอยู่ตามที่ทรงเรียก

 

1 Corinthians 7:17-24

17Only let each person lead the life that the Lord has assigned to him, and to which God has called him. This is my rule in all the churches.

1 โครินธ์7:17-24

 17อย่างไรก็ตาม องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดสภาพแต่ละคนมาอย่างไร และพระเจ้าทรงเรียกแต่ละคนในสภาพอย่างไร ก็ให้เขาดำเนินต่อไปอย่างนั้น ข้าพเจ้าสั่งคริสตจักรทั้งหมดให้ทำเช่นนี้

18Was anyone at the time of his call already circumcised? Let him not seek to remove the marks of circumcision. Was anyone at the time of his call uncircumcised? Let him not seek circumcision.

18 มีชายคนไหนที่พระเจ้าทรงเรียกเมื่อเขาได้เข้าสุหนัตแล้ว ก็อย่าให้เขาลบรอยนั้นเสีย หรือมีชายคนไหนที่พระเจ้าทรงเรียกเมื่อเขาไม่ได้เข้าสุหนัต ก็อย่าให้เขาเข้าสุหนัต

19For neither circumcision counts for anything nor uncircumcision, but keeping the commandments of God.

19 การเข้าสุหนัตหรือไม่นั้นไม่สำคัญอะไร แต่การถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้านั้นสำคัญ

20Each one should remain in the condition in which he was called.

20 ให้แต่ละคนอยู่ตามสภาพที่เป็นอยู่ในเวลาที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น 

21Were you a slave when called? Do not be concerned about it. But if you can gain your freedom, avail yourself of the opportunity.

21 พระเจ้าทรงเรียกท่านเมื่อยังเป็นทาสอยู่หรือ? อย่าเป็นห่วงเลย แต่ถ้าท่านสามารถเป็นไทได้ ก็จงใช้สิทธิ์นั้น

22For he who was called in the Lord as a slave is a freedman of the Lord. Likewise he who was free when called is a slave of Christ.

22 เพราะว่าผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เมื่อยังเป็นทาส ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่ได้รับการทรงเรียกเมื่อเป็นไท คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์ 

23You were bought with a price; do not become slaves of men.

23 พระเจ้าทรงซื้อท่านด้วยราคาสูง   อย่าเป็นทาสของมนุษย์เลย

24So, brothers, in whatever condition each was called, there let him remain with God.

24พี่น้องทั้งหลาย   แต่ละคนได้รับการทรงเรียกในสภาพใด ก็ให้อยู่ในสภาพนั้นกับพระเจ้า

 

We should be concerned, men, in how to please our wives. And you wives           should be concerned in how to please your husbands. And we need to take careful consideration of these things. It is proper. It is right.

เราในฐานะผู้ชายควรจะเป็นห่วงว่าทำอย่างไรที่จะให้ภรรยาของเราพอใจ  และพวกคุณภรรยาควรจะเป็นห่วงว่าทำอย่างไรจะให้สามีพอใจ  และเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเรื่องเหล่านี้ มันเหมาะสมแล้ว  มันถูกต้องแล้ว

 

A man has to be gifted to live a single life.

ผู้ชายต้องได้รับของประทานที่จะมีชีวิตโสด

And that if God has not gifted you, as the scripture says, he who has found a wife has found a good thing and favor of the Lord.

และถ้าพระเจ้าไม่ทรงประทานอย่างนี้แก่คุณ   ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า  บุคคลที่พบภรรยาก็พบของดี และได้ความโปรดปรานจากพระเยโฮวาห์

The Bible holds up marriage as God's plan and God's purpose for man. It is the natural thing. It is unnatural not to be married.

พระคัมภีร์ถือว่าการแต่งงานเป็นแผนการของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์สำหรับคนเรา   มันเป็นตามธรรมชาติ  มันจะผิดธรรมชาติที่ไม่คิดแต่งงาน

 

How has the Lord spoken to you today? 

พระเจ้าได้ตรัสกับคุณในวันนี้อย่างไร?

Are you married already and not honoring and loving your mate as you should?   Are you single but you want to get married someday? 

คุณแต่งงานแล้วและ คุณไม่ให้เกียรติและรักคู่ของคุณเท่าที่ควรใช่ไหม   คุณเป็นโสดแต่คุณต้องการที่จะแต่งงานสักวันหนึ่งใช่ไหม

Perhaps you want prayer in God leading you to your life partner. 

บางทีคุณอาจต้องการคำอธิษฐาน   ขอพระเจ้าทรงนำคุณให้พบคู่ชีวิต

A three stranded rope is strong and three stranded marriage represents a marriage where Christ is in the center. 

เชือกสามเกลียวมีความแข็งแรงทนทาน   และการสมรสแบบเชือกสามเกลียวหมายถึงการสมรสซึ่งพระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางการสมรส

 

Ecclesiastes 4:12  And though a man might prevail against one who is alone, two will withstand him—a threefold cord is not quickly broken.

ปัญญาจารย์4:12  และถ้าคนหนึ่งเอาชนะคนคนเดียวได้ คนสองคนย่อมต่อต้านเขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้

 

When a husband and wife place Christ in the center of their marriage, they will be bound strongly together.   

เมื่อสามีและภรรยายกพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์รวมในชีวิตสมรสของพวกเขา   พวกเขาจะถูกผูกพันไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น

Far greater than two people attempting to build a marriage in their own strength.

มันยี่ยมมากเลยที่คนสองคนพยายามที่จะสร้างชีวิตสมรสโดยใช้กำลังของตัวเอง

To have a three-strand marriage, pray and invite Christ to be in the center of your marriage. 

เพื่อจะมีชีวิตสมรสแบบเชือกสามเกลียว  จงอธิษฐานและเชิญพระคริสต์มาประทับเป็นศูนย์กลางในชีวิตสมรสของคุณ

If you have not each taken the steps to faith in Christ, you must first personally accept Jesus Christ as your Lord and Savior. 

หากคุณแต่ละฝ่ายไม่ได้จัดขั้นตอนที่จะเชื่อในพระคริสต์   ก่อนอื่นคุณต้องยอมรับเป็นส่วนตัวว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ

Then you can invite Christ into the center of your marriage, and know that He will give you the strength you need to love one another as God intends us to love. 

จากนั้นคุณสามารถเชิญพระคริสต์เป็นศูนย์กลางในชีวิตสมรสของคุณ   และรู้ว่าพระองค์จะทรงทำให้คุณมีกำลังที่คุณต้องรักซึ่งกันและกันหมือนที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้เรารัก

Make a commitment to keep Him in the center by praying together daily, praying for each other, and those around you. 

จงมุ่งมั่นที่จะรักษาพระองค์ไว้ประทับอยู่เป็นศูนย์กลาง   โดยการอธิษฐานด้วยกันทุกวัน   อธิษฐานเผื่อกันและกัน และเผื่อคนอื่นรอบตัวคุณ

Praying together every day is important.

การอธิษฐานด้วยกันทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ

Also ask God to bless your marriage and give you wisdom so that your love will continue to grow. 

นอกจากนี้ยังทูลขอให้พระเจ้าทรงอวยพรชีวิตสมรสของคุณ  และให้คุณมีสติปัญญาเพื่อความรักของคุณจะเจริญต่อไป

God is the author of marriage – He delights in blessing His children if you will ask. 

พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดให้เกิดการสมรส - พระองค์ทรงพอพระทัยในการอวยพรลูก ๆ ของพระองค์ถ้าคุณจะทูลขอ

A marriage is a covenant – more than just a commitment. 

การสมรสเป็นพันธสัญญา - มากกว่าเพียงแค่ความผูกพัน

When a husband and wife come together in marriage, they become one flesh. 

เมื่อสามีและภรรยามาร่วมสมรสกัน  พวกเขากลายเป็นเนื้อเดียวกัน

The covenant is for life.  A covenant by definition is a formal, solemn, and binding agreement. 

พันธสัญญาคือเพื่อชีวิต   โดยคำจำกัดความ พันธสัญญาเป็นข้อตกลงผูกพันเป็นทางการที่เป็นจริงจัง

Marriage is intended to be a covenant for life. 

การสมรสมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพันธสัญญาผูกพันชีวิต

The trials of this life will war against our resolve to keep this covenant, but with Christ in the center, we can overcome.

การทดลองในชีวิตนี้ต่อสู้กับการตัดสินใจรักษาพันธสัญญานี้ แต่โดยพระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลาง  เราสามารถมีชัยชนะ

In Ecclesiastes, Solomon makes the case that man is selfish and toils in vain when he toils for himself only and does not have a partner to share it with.

ในพระธรรมปัญญาจารย์   โซโลมอนยกกรณีที่ว่า ผู้ชายเห็นแก่ตัวและทำงานสูญเปล่าเมื่อเขาทำงานหนักเพื่อตัวเองเท่านั้น  และไม่ได้มีเพื่อนร่วมทำงานด้วยกัน

Just as in Solomon's time, our society today is discontent, selfish, and displays a disregard of the provision God has made for us in our spouse - a friend, lover, companion and partner.

หมือนในสมัยของโซโลมอน    คนในสังคมของเราทุกวันนี้ไม่พอใจ  เห็นแก่ตัว และแสดงความไม่เคารพต่อการที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมสำหรับเราในเรื่องคู่สมรส – เป็นเพื่อน  ู่รัก  สหายและหุ้นส่วนชีวิต

One in whom we can share the adversity of life and care for, one who makes all the effort worth something, so we are not selfish. 

บุคคลหนึ่งที่เราสามารถมีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของชีวิตและการดูแลคุ้มครอง    บุคคลหนึ่งที่จะพยายามทำทุกอย่างเต็มความสามารถ   ดังนั้นอย่าให้เราเห็นแก่ตัว

We are to share life together, and the focus of "me first" is a root issue in the demise of marriage. [4]

เราต้องใช้ชีวิตร่วมกัน    และการมุ่งเน้นความสำคัญที่ "ฉันก่อน" เป็นปัญหารากของการสิ้นสุดชีวิตสมรส

 

Practice the three-strand principle and invite Christ into the center of your marriage.

จงปฏิบัติตามหลักการเชือกสามเกลียว และเชิญพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของชีวิตสมรสของคุณ

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิว15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] “The divorce rate in Thailand over the past 3 years has increased to 30%” Sept. 2012 Bangkok Scoop. http://bangkokscoop.com/2012/09/1-in-3-thai-married-couples-ended-up-with-divorce-in-recent-years/  (accessed Sept. 24, 2012).

[2] Glenn T. Stanton, “FIRST-PERSON: The Christian divorce rate myth (what you've heard is wrong)” Bpnews.net, Feb. 15, 2011 http://www.bpnews.net/34656 (accessed Sept. 24, 2012).

[4] Ponnu, “A Three Strand Marriage,” Marriage Blog https://tamilianponnu.wordpress.com/2011/08/03/a-three-strand-marriage/

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top