Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 17 The Transfiguration

มัทธิวบทที่ 17 ทรงจำแลงพระกาย  

 

Jesus ended chapter 16 with these words:

พระเยซูทรงจบบทที่16 ด้วยถ้อยคำเหล่านี้:

 

Matthew 16:28 (ESV) Truly, I say to you, there are some standing here who will not taste death until they see the Son of Man coming in his kingdom.”

มัทธิว16:28 แล้วพระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ในพวก          ท่านที่ยืนอยู่ที่นี่ มีบางคนยังจะไม่ลิ้มรสความตาย จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์  เสด็จมาในราชอาณาจักรของพระองค์" (มัทธิว 16:28)

 

Now from that, there are people who have assumed that Jesus didn’t keep that promise, because all of the disciples who were standing there did die, and the Lord has not yet come in His kingdom.

จากนั้นจนเดี๋ยวนี้  ยังมีผู้คนที่มีความคิดว่าพระเยซูไม่ได้ทรงรักษาพระสัญญา  เพราะสาวกทั้งหมดที่กำลังยืนอยู่ที่นั่นตายไป  และพระเจ้ายังไม่ได้เสด็จมาในราชอาณาจักรของพระองค์

So it's a very confusing thing.

ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่สับสนมาก

It would seem that Jesus made a false prediction of His return.

ดูเหมือนว่าพระเยซูทรงทำนายผิดพลาดเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์

But, if you don't stop at the end of chapter sixteen, but you go immediately into chapter seventeen, you'll find out what Jesus was referring to. "Verily I say unto you, there be some standing here which shall not taste of death, till they see the Son of man coming in His kingdom",

แต่ถ้าคุณไม่หยุดในตอนท้ายของบทที่สิบหก  แต่คุณไปสู่บทที่สิบเจ็ดทันที   คุณจะพบสิ่งที่พระเยซูทรงอ้างถึง  " เรากล่าวความจริงกับท่านทั้งหลายว่า   ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่  มีบางคนยังจะไม่ลิ้มรสความตาย  จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในราชอา

ณาจักรของพระองค์"

 

The Transfiguration

ทรงจำแลงพระกาย 

Matthew 17:1-3

1 And after six days Jesus took with him Peter and James, and John his brother, and led them up a high mountain by themselves.

มัทธิว 17: 1-3

1  เมื่อล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องของ ยากอบขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง 

2 And he was transfigured before them, and his face shone like the sun, and his clothes became white as light.

2แล้วพระองค์ก็ทรงได้รับการเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าพวกเขา พระพักตร์ของ          พระองค์ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง

3 And behold, there appeared to them Moses and Elijah, talking with Him.

3 ในทันใดนั้นโมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พวกสาวก และพูดคุยกับ          พระองค์ ” 

 

So Jesus was referring to some of His disciples, Peter, James and John, that they were actually going to see Him in the glory of His kingdom, and so He took them up into the high mountain.

ดังนั้นพระเยซูทรงเอ่ยถึงพวกสาวกของพระองค์บางคน  เปโตร  ยากอบและอห์น ว่าพวกเขากำลังจะพบพระองค์ในราชอาณาจักรอันรุ่งโรจน์ของพระองค์และดังนั้นพระองค์ทรงพาพวกเขาขึ้นไปบนภูเขาสูง

Now they were at Caesarea Philippi, which is at the base of Mount Herman, which is the highest mountain in the area. 

ตอนนี้พวกเขาที่อยู่ซีซารียาฟีลิปปี  ซึ่งอยู่ที่เชิงภูเขาเฮอร์มน  ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในพื้นที่นั้น

Jesus was referring to the fact that these disciples were going to see Him in His glory.

พระเยซูทรงหมายถึงข้อเท็จจริงว่าพวกสาวกเหล่านี้กำลังจะไปพบพระองค์ในพระสิริของพระองค์

And as He was transfigured before them, they actually saw God's glory upon Him.

และพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา  พวกเขาได้เห็นพระสิริของพระเจ้าเหนือพระองค์

He was transfigured. His face did shine as the sun and His clothes were as white as the light.

พระกายพระองค์เปลี่ยนไป  พระพักตร์พระองค์ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์  และฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง

And there appeared unto Him, Moses, and Elijah talking with Him.

โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พระองค์   กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์

Matthew does not tell us what they were talking about, but Luke's gospel tells us that they were talking to Him about His death that He was soon to accomplish in Jerusalem.

มัทธิวไม่ได้บอกเราว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน  แต่พระกิตติคุณลูกาบอกเราว่าพวกเขากำลังสนทนากับพระองค์  เกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระองค์  และว่าเร็วๆ นี้พระองค์จะประสบชัยชนะในการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม

What tremendous persons to talk to Jesus.

ช่างเป็นบุคคลน่าเกรงขามเหลือเกินที่ได้สนทนากับพระเยซู

Moses, who of course stood for the law, and Elijah who was the head of the prophets. 

แน่นอนโมเสสผู้สนับสนุนบทบัญญัติ  และเอลียาห์ผู้เป็นหัวหน้าศาสดาพยากรณ์

Now He who was the fulfillment of all of this, Christ was there. [1] 

ตอนนี้พระองค์ผู้ทรงทำพระราชกิจทั้งหมดนี้สำเร็จ พระคริสต์ทรงอยู่ที่นั่น

 

Matthew 17:4-5

4 And Peter said to Jesus, “Lord, it is good that we are here. If you wish, I will make three tents here, one for You and one for Moses and one for Elijah.”

มัทธิว17:4-5

4 เปโตรทูลพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ดีจริงๆ ที่เราอยู่กันที่นี่ ถ้าพระองค์มี          พระประสงค์ ข้าพระองค์จะทำเพิงสามหลังที่นี่ สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง           สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”

5 He was still speaking when, behold, a bright cloud overshadowed them, and a voice from the cloud said, “This is my beloved Son, with whom I am well pleased; listen to him.”

5 เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำก็เกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมพวกเขาไว้ แล้วมีพระสุ          รเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่าน          มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด” 

 

You remember in the Old Testament there was a bright cloud that lead the children of Israel when they came out of the bondage of Egypt, and that cloud followed them or led them through the wilderness.

คุณจำในพันธสัญญาเดิมได้ที่มีเมฆสดใสที่นำพวกลูกหลานของอิสราเอลออกจากการเป็นทาสของอียิปต์    และเมฆติดตามพวกเขาหรือนำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดารไป

And it was the cloud that represented the glory of God.

และก็เมฆนั้นแหละแทนรัศมีภาพของพระเจ้า

They had heard the law. They had heard the prophets, but now God is saying, "hear Him." [2]

พวกเขาเคยได้ยินบทบัญญัติ  พวกเขาได้ยินผู้เผยพระวจนะ แต่ตอนนี้พระเจ้าตรัสว่า " จงฟังพระองค์เถิด"

 

Hebrews ฮีบรู 1:1-2

1 Long ago, at many times and in many ways, God spoke to our fathers by the prophets,

          ฮีบรู 1:1-2

1 นานมาแล้วพระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราหลายครั้ง และหลาย          วิธีผ่านทางพวกผู้เผยพระวจนะ 

2 but in these last days he has spoken to us by his Son, whom he appointed the heir of all things, through whom also he created the world.

2 แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ตรัสกับเราทั้งหลายทางพระบุตร   ผู้ที่พระองค์ ทรงตั้งให้เป็นทายาทรับสิ่งทั้งปวงพระเจ้าทรงสร้างจักรวาลทางพระบุตร

 

And so God the Father says, "This is my beloved Son, in whom I am well pleased, hear ye Him."

ละดังนั้นพระเจ้าพระบิดาตรัสว่า " ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา  เราชอบใจท่านมาก  จงเชื่อฟัท่านเถิด"

The law is represented, the prophets are represented, but now God is saying, "listen to Him," the full revelation of God, the pure revelation of God, the true revelation of God in Jesus Christ. "Hear ye Him." [3]   

บทบัญญัติแสดงให้เห็นแล้ว   ผู้เผยพระวจนะมาเป็นตัวแทนแล้ว แต่ตอนนี้พระเจ้าตรัสว่า "จงฟังท่านเถิด"  การเปิดเผยเต็มรูปแบบของพระเจ้า   การเปิดเผยที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า   การเปิดเผยแท้จริงของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ " จงเชื่อท่านฟังเถิด"

The supreme one, supreme to the law giver and to the prophets. [4]

องค์ผู้สูงสุด  ผู้สูงสุดที่ประทานบทบัญญัติและผู้พยากรณ์องค์สูงสุด

 

Matthew 17:6-13

6 When the disciples heard this, they fell on their faces and were terrified.

6 พวกสาวกเมื่อได้ยินก็ซบหน้าลงและกลัวยิ่งนัก

7 But Jesus came and touched them, saying, “Rise, and have no fear.”

7 พระเยซูจึงเสด็จมาใกล้และทรงสัมผัสตัวพวกเขา ตรัสว่า “จงลุกขึ้นเถิด อย่า          กลัวเลย” 

8 And when they lifted up their eyes, they saw no one but Jesus only.

8 เมื่อพวกเขาเงยหน้าดูก็ไม่เห็นใคร เห็นแต่พระเยซูองค์เดียว

9 And as they were coming down the mountain, Jesus commanded them, “Tell no one the vision, until the Son of Man is raised from the dead.”

9 ขณะเสด็จลงมาจากภูเขาพระเยซูตรัสสั่งพวกสาวกว่า “นิมิตซึ่งท่านทั้งหลาย          เห็นนั้น อย่าเล่าให้ใครฟังจนกว่าบุตรมนุษย์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย” 

10 And the disciples asked him, “Then why do the scribes say that first Elijah must come?”

10 พวกสาวกก็ทูลถามพระองค์ว่า “ทำไมพวกธรรมาจารย์จึงบอกว่า ‘เอลียาห์          จะต้องมาก่อน?”

11 He answered, “Elijah does come, and he will restore all things.

11 พระเยซูตรัสตอบว่า “เอลียาห์จะมาจริงๆ และจะทำให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพเดิม 

12 But I tell you that Elijah has already come, and they did not recognize him, but did to him whatever they pleased. So also the Son of Man will certainly suffer at their hands.”

12 แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่าเอลียาห์นั้นมาแล้ว และเขาทั้งหลายไม่รู้จักท่าน แต่          เขาได้ทำกับท่านตามที่ต้องการแล้ว บุตรมนุษย์ก็จะต้องทนทุกข์เพราะน้ำมือ  ของพวกเขาเช่นกัน”

13 Then the disciples understood that he was speaking to them of John the Baptist.

13 แล้วพวกสาวกจึงเข้าใจว่า พระองค์ตรัสกับพวกเขาโดยทรงเล็งถึงยอห์นผู้ให้          บัพติศมา

 

Again the question of Elijah and this question is a legitimate question, because in the last of the books of the prophets in the Old Testament, the book of Malachi, and in the last chapter, in fact one of very last promises of the Old Testament, [5]

อีกครั้งกับคำถามของเอลียาห์และคำถามนี้เป็นคำถามที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ    เพราะพระธรรมสุดท้ายของหมวดผู้พยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม   พระธรรมมาลาคี และในบทสุดท้าย  แท้จริงเป็นหนึ่งในพระสัญญาสุดท้ายของพันธสัญญาเดิม

 

Malachi มาลาคี 4:4-5

4 “Remember the law of my servant Moses, the statutes and rules that I commanded him at Horeb for all Israel.

มาลาคี 4:4-5

4 “จงจดจำธรรมบัญญัติของโมเสสผู้รับใช้ของเรา  ทั้งกฎเกณฑ์          และกฎหมายซึ่งเราได้บัญชาเขาไว้ที่ภูเขาโฮเรบสำหรับอิสราเอลทั้งสิ้น 

5“Behold, I will send you Elijah the prophet before the great and awesome day of the LORD comes.

5  “ นี่แน่ะ เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์ คือ          วันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวจะมาถึง

 

So here is a prophesy that before the Lord comes, Elijah will first come to turn the hearts of the people to their fathers, that is to the religion of their fathers, and to the God of their fathers.  

ดังนั้นนี่คือคำพยากรณ์ที่มาก่อนพระองค์เสด็จมา   ผู้พยากรณ์เอลียาห์จะต้องมาก่อน เพื่อหันจิตใจของผู้คนไปหาบรรพบุรุษของพวกเขา   นั้นคือไปหาศาสนาของบรรพบุรุษและไปหาพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา

And thus believing that Jesus was the Messiah, the Son of the living God, Peter had just confessed this, six days earlier. "We know you're the Messiah, then where is Elijah? If Elijah has to first come, and here you are, where is Elijah?"

และดังนั้นการที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่  เปโตรเพิ่งสารภาพเมื่อหกวันก่อนหน้านี้ " เรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์  แล้วเอลียาห์อยู่ไหนหรือ  ถ้าเอลียาห์ต้องมาก่อนและพระองค์ทรงอยู่ที่นี่ เอลียาห์อยู่ที่ไหนกัน

Elijah will indeed come and restore all things.

แน่นอนเอลียาห์ต้องมาจริงและรื้อฟื้นทุกสิ่งคืนสู่สภาพเดิม

Now the confusion in the minds of the disciples arose over the fact that they were anticipating that Jesus would immediately establish God's kingdom upon the earth.

ตอนนี้ความสับสนเกิดขึ้นในจิตใจของพวกสาวก   เมื่อทราบความจริงว่าพวกเขากำลังหวังว่า   พระเยซูจะทรงสถาปนาราชอาณาจักรของพระเจ้าทันทีในโลก

They were expecting it in their lifetime.

พวกเขาคาดหวังมาตลอดชั่วชีวิต

They were waiting for Him to establish God's kingdom upon the earth.

พวกเขากำลังรอให้พระองค์มาทรงสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

What they didn't know is that from the time of the Ascension of Jesus Christ until His coming to establish the kingdom, would be a long period of time.

สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบคือว่าจากเวลาที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จนกระทั่งทรงเสด็จมาสถาปนาราชอาณาจักรจะกินระยะเวลานาน

They did not foresee this two thousand-year interval that would exist, and thus, anticipating the immediate establishing of the kingdom.

พวกเขาไม่ได้รู้มาก่อนช่วงเวลาระหว่างสองพันปีที่ดำรงอยู่นี้   และด้วยเหตุนี้ พวกเขาคาดหวังว่าจะมีการจัดตั้งราชอาณาจักรทันที

How do you fit together the fact that Elijah is going to first come?

คุณจะรวมเข้าด้วยกันข้อเท็จจริงที่ว่าเอลียาห์จะมาก่อนได้อย่างไร

And Jesus repeats the prophecy of Malachi. "Elijah shall indeed first come, and restore all things."

และพระเยซูตรัสซ้ำคำพยากรณ์ของมาลาคี  "แน่นอน เอลียาห์จะมาก่อนและรื้อฟื้นทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม"

One of the two witnesses in Revelation chapter eleven will indeed be Elijah, and that is the complete fulfillment of what the Lord has declared here.

คำพยานหนึ่งในสองอย่างในพระธรรมวิวรณ์บทที่สิบเอ็ดก็จะเป็นเอลียาห์แน่นอน   และนั่นคือการทำสิ่งที่พระเจ้าได้ประกาศที่นี่ได้สำเร็จครบถ้วน

Elijah shall first come and restore all things. [6]

เอลียาห์จะต้องมาก่อนและรื้อฟื้นทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม

 

Jesus also compared Elijah the prophet with John the Baptist.

พระเยซูทรงเปรียบเทียบศาสดาพยากรณ์เอลียาห์กับยอห์นผู้ให้บัพติสมา

So Elijah will come again, Jesus said that. Elijah shall indeed come first to           restore all things.

ดังนั้นเอลียาห์จะมาอีกครั้ง    พระเยซูตรัสเช่นนั้น   แน่นอนเอลียาห์จะมาก่อน         เพื่อรื้อฟื้นทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม"

"But Elijah has already come", Jesus said, "And they did not know him, but have done to him whatever they wished, and they are going to do the same, so am I going to be suffering at their hands." 

" แต่เอลียาห์ได้มาแล้ว" พระเยซูตรัส "และพวกเขาไม่ได้รู้จักท่าน  แต่ทำต่อ  ท่านในสิ่งที่ใจพวกเขาปรารถนา   และพวกเขาจะทำเช่นเดียวกัน   ดังนั้นเรา     จะต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้เงื้อมมือของพวกเขา"

Speaking of John the Baptist who had come preaching repentance, preparing the way for Jesus, and had now be beheaded. 

พูดถึยอห์นผู้ให้บัพติสมา ผู้ที่ได้มาสั่งสอนให้กลับใจใหม่   เตรียมทางให้แก่ พระเยซูและตอนนี้ได้ถูกตัดศีรษะ

 

Jesus heals a demon-possessed boy

พระเยซูทรงรักษาเด็กผีสิง

 

Matthew 17:14-23

14 And when they came to the crowd, a man came up to him and, kneeling before him,

14  เมื่อพระเยซูกับพวกสาวกเสด็จมาถึงฝูงชนแล้ว มีชายคนหนึ่งมาหาพระองค์          คุกเข่าลง ทูลว่า 

15 said, “Lord, have mercy on my son, for he is an epileptic and he suffers terribly. For often he falls into the fire, and often into the water.

15 “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงพระเมตตาลูกของข้าพระองค์เถิด เพราะเขาเป็น โรคลมบ้าหมู มีความทุกข์ทรมานมาก เคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ 

16 And I brought him to your disciples, and they could not heal him.”

16 ข้าพระองค์พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ แต่สาวกรักษาเขาไม่ได้” 

17 And Jesus answered, “O faithless and twisted generation, how long am I to be with you? How long am I to bear with you? Bring him here to me.”

17 พระเยซูตรัสตอบว่า  “โอ นี่เป็นยุคที่ขาดความเชื่อและวิปลาส เราจะต้องอด          กลั้นกับพวกท่านนานเพียงไร? จงพาเด็กคนนั้นมาหาเราที่นี่เถิด”

18 And Jesus rebuked him, and the demon came out of him, and the boy was healed instantly.

18 พระเยซูจึงตรัสสำทับผีนั้น  มันก็ออกจากตัวเด็ก ในทันใดนั้นเด็กก็หายเป็นปกติ

19 Then the disciples came to Jesus privately and said, “Why could we not cast it out?”

19 ภายหลังสาวกทั้งหลายของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นการส่วนตัว ทูลถามว่า           “ทำไมพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้?” 

20 He said to them, “Because of your little faith. For truly, I say to you, if you have faith like a grain of mustard seed, you will say to this mountain, ‘Move from here to there,’ and it will move, and nothing will be impossible for you.”

20 พระเยซูตรัสตอบว่า  “เพราะว่าพวกท่านมีความเชื่อน้อย เราบอกความจริงกับ          ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง พวกท่านจะ สั่งภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น’ มันก็จะเคลื่อนไปและสิ่งใดที่เป็นไป ไม่ได้สำหรับพวกท่านจะไม่มีเลย” 

21 Howbeit this kind goes not out but by prayer and fasting.  

21 อย่างไรก็ตามผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก   เว้นไว้โดยการอธิษฐานและกา          รอดอาหาร

Jesus again foretells death and resurrection

พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรม การฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง

 

22 As they were gathering in Galilee, Jesus said to them, “The Son of Man is about to be delivered into the hands of men,

22 เมื่อพระองค์กับบรรดาสาวกชุมนุมกันอยู่ในแคว้นกาลิลี พระเยซูตรัสกับเขา          ทั้งหลายว่า “บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือคนทั้งหลาย 

23 and they will kill him, and he will be raised on the third day.” And they were greatly distressed.

23 และเขาทั้งหลายจะประหารชีวิตท่านเสีย ในวันที่สามพระเจ้าจะโปรดให้ท่าน          เป็นขึ้นมาใหม่” บรรดาสาวกก็พากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก

 

When Jesus said, "they're going to kill me," there was what went on in their minds, "oh, no", and they never heard, "and I am going to rise again the third day."

เมื่อพระเยซูตรัสว่า "พวกเขากำลังจะประหารชีวิตเรา" มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจพวกเขา "โอ ไม่นะ" และพวกเขาก็ไม่เคยได้ยิน "และเราจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันที่สาม."

Somehow they had blanked that out.

อย่างก็ตาม พวกเขาพากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก

It wasn't until after His resurrection that they began to remember, "oh, yeah, He said He was going to rise on the third day, all right."

มันไม่ได้จนกระทั่งหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว พวกเขาเริ่มที่จะจำได้ "โอ ใช่แล้ว พระองค์เคยตรัสว่าจะทรงฟื้นขึ้นในวันที่สาม  ถูกต้องเลย"

But they didn't remember that part until after His resurrection.

แต่พวกเขาก็จำตอนนั้นไม่ได้จนกระทั่งภายหลังที่ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์

It's interesting how that so many times we hear some shocking news, and our minds just sort of blank out with shock, and we don't hear the rest of the story.

มันน่าสนใจว่าหลายครั้งที่เราได้ยินข่าวที่น่าตกใจบางอย่าง   และจิตใจของเราเป็นทุกข์หนักใจพร้อมตกใจ    และเราไม่ได้ยินเรื่องราวส่วนที่เหลือ

We don't record it; it doesn't sink in. We're so shocked by what we've heard. [7]

เราไม่ได้บันทึกไว้   มันไม่ได้ฝังอยู่ในเรา  เราตกใจมากกับสิ่งที่เราได้ยินมา

 

The temple tax

ค่าบำรุงพระวิหาร

 

Matthew 17:24-27

24 When they came to Capernaum, the collectors of the half-shekel tax went up to Peter and said, “Does your teacher not pay the tax?”

24 เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว ผู้เก็บค่าบำรุงพระวิหารมาหาเป          โตรถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียค่าบำรุงพระวิหารหรือ

25 He said, “Yes.” And when he came into the house, Jesus spoke to him first, saying, “What do you think, Simon? From whom do kings of the earth take toll or tax? From their sons or from others?”

25 เปโตรตอบว่า “เสีย” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน พระเยซูตรัสกับเขาก่อนว่า “ซี          โมนเอ๋ย ท่านคิดอย่างไร? กษัตริย์ของโลกเก็บภาษีและส่วยจากใคร? จากโอรส   หรือจากคนอื่น

26 And when he said, “From others,” Jesus said to him, “Then the sons are free.

26 เปโตรทูลตอบว่า “เก็บจากคนอื่น” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าเช่นนั้นโอรส          ก็ไม่ต้องเสีย

27 However, not to give offense to them, go to the sea and cast a hook and take the first fish that comes up, and when you open its mouth you will find a shekel. Take that and give it to them for Me and for yourself.”

27 แต่เพื่อไม่ให้พวกเขาสะดุด ท่านจงไปตกเบ็ดที่ทะเล เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมา          ก็ให้เปิดปากมัน แล้วท่านจะพบเหรียญอันหนึ่ง จงเอาไปชำระค่าบำรุงพระ          วิหารสำหรับเรากับท่านเถิด””

 

A believer is obligated to fulfill his duties as a citizen of this world. Although his ultimate and eternal citizenship is in heaven and the governments of men are all in varying degrees of corruption, while he remains on earth he is also under obligation to human government. Except when it would cause him to disobey God directly, he is bound by divine law to be subject to human law.[8]

ผู้เชื่อมีภาระผูกพันที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ของเขาในฐานะพลเมืองของโลกนี้ ถึงแม้ว่าสิทธิการเป็นพลเมืองที่ดีที่สุดและเป็นนิรันดร์ของเขาอยู่ในสวรรค์และรัฐบาลของมนุษย์ทุกอย่างในระดับที่แตกต่างกันของการทุจริตในขณะที่เขายังคงอยู่บนโลกเขาก็ยังอยู่ภายใต้ข้อผูกพันกับรัฐบาลมนุษย์ ยกเว้นเมื่อมันจะทำให้เขาไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยตรงเขาถูกผูกไว้โดยกฎหมายของพระเจ้าจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของมนุษย์

 

The Gospel or Good News is God loves you.

ข่าวประเสริฐหรือข่าวดีก็คือพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น 3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้   คือได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า 

 

 Romans 6:23  For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23  เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

ของประทานที่ต้องได้รับ

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์  คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

องค์พระเยซูพระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าทรงวายพระชนม์เพื่อเราบน          กางเขนและทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4

3 For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์15:3-4

 3 เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่าน  คือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4 that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิวบทที่ 15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 17.  [2] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 17

[3] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 17

[4] Ibid.

[5] ibid.

[6] ibid.

 

     [7] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 17.

[8]John MacArthur, MacArthur New Testament Commentary – Matthew 16-23, (Chicago: Moody Press, 1988), WORDsearch CROSS e-book

 
Home ; | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top