Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 16 The Pharisees and Sadducees Demand Miracles

มัทธิวบทที่ 16 พวกฟาริสีและพวกสะดูสีต้องการหมายสำคัญ

 

Some people say they won’t believe in God unless they see some miracle. 

บางคนบอกว่าพวกเขาจะไม่เชื่อในพระเจ้าจนกว่าพวกเขาจะเห็นการอัศจรรย์บางอย่าง

That’s what the Pharisees and Sadducees wanted, for Jesus to someway prove Himself to the Son of God.  

นั่นคือสิ่งที่พวกฟาริสีและพวกสะดูสีต้องการเพราะพระเยซูจะทรงยืนยันว่าพระองค์เองเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Most people, who say they don’t believe in God, don’t because if they did, they would then have to obey Him.

คนส่วนใหญ่  ผู้ที่บอกว่าพวกเขาไม่เชื่อพระเจ้า   ที่ไม่เชื่อเพราะถ้าพวกเขาเชื่อ พวกเขาจะต้องเชื่อฟังพระองค์

 

Matthew 16:1-3 (NASB)

1The Pharisees and Sadducees came up, and testing Jesus, they asked Him to show them a sign from heaven.

มัทธิว16:1-3

1  พวกฟาริสีกับพวกสะดูสีมาทดลองพระองค์ โดยขอให้พระองค์ทรงแสดง    หมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ให้เห็น 

2 But He replied to them, “[When it is evening, you say, ‘It will be fair weather, for the sky is red.’

2 พระองค์จึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “[พอตกเย็นท่านทั้งหลายพูดว่า ‘อากาศจะ          ปลอดโปร่งเพราะท้องฟ้าสีแดง’ 

3 "And in the morning, 'There will be a storm today, for the sky is red and threatening.' Do you know how to discern the appearance of the sky, but cannot discern the signs of the times?

3พอรุ่งเช้าพวกท่านก็พูดว่า ‘วันนี้จะมีพายุฝนเพราะท้องฟ้าสีแดงและมืดครึ้ม’           ท้องฟ้านั้นท่านทั้งหลายยังรู้จักสังเกตและเข้าใจ แต่หมายสำคัญแห่งกาลเวลานี้          พวกท่านกลับไม่เข้าใจ] 

 

They should have known, had they been studying their scriptures.

พวกเขาควรจะได้รู้ ถ้าพวกเขาได้ศึกษาพระคัมภีร์

 They would have known that this was the time for the coming of their           Messiah.

 พวกเขาจะได้รู้ว่านี่เป็นเวลาสำหรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ของพวกเขา

For in the book of Daniel, he promised that 483 years after the commandment        had gone forth, to restore and rebuild Jerusalem, the Messiah, the prince would be coming.

 เพราะในพระธรรมดาเนียล  ่านได้ทำนายว่า หลังจากที่ได้ออกพระราชบัญญัติไป 483 ปีกรุงเยรูซาเล็มจะถูกรื้อฟื้นและสร้างขึ้นใหม่   พระเมสสิยาห์ องค์          เจ้าชายจะเสด็จมา

And they did not know the signs and the times because they weren't studying        the scriptures.

 และพวกเขาก็ไม่รู้จักหมายสำคัญและกำหนดเวลา   เพราะพวกเขาไม่ได้ศึกษา          พระคัมภีร์

I wonder how many times Jesus might say to people today who are so blind to         the fact that He is returning soon.

ผมสงสัยว่ากี่ครั้งแล้วที่พระเยซูอาจจะบอกกับผู้คนทุกวันนี้  ผู้ที่ตาบอดไม่ทราบ          ความจริงว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเร็ว ๆ นี้

They know how to give weather reports by studying the atmosphere, the           atmospheric pressures, the direction of the wind, but they don't know the time    of the coming through so many prophecies being fulfilled, such as Israel back   in the land. [1]

พวกเขารู้ว่าจะรายงานสภาพอากาศอย่างไรโดยการศึกษาบรรยากาศ    ความกด          อากาศ ทิศทางลม แต่พวกเขาไม่ทราบเวลาที่จะเสด็จมาตามคำทำนายหลายครั้ง          กำลังจะสำเร็จ: เช่นอิสราเอลกลับมายังแผ่นดินของตน

 

Matthew 16:4 (NASB) An evil and adulterous generation seeks after a sign; and a sign will not be given it, except the sign of Jonah.” And He left them and went away.

มัทธิว16:4คนในยุคชั่วร้ายและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าชอบแสวงหาหมายสำคัญ แต่จะไม่        โปรดให้หมายสำคัญแก่เขาทั้งหลาย เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์เท่านั้น”      แล้วพระองค์ก็เสด็จไปจากพวกเขา

 

The sign of Jonah was that Jonah was in the great fish for three days and Jesus would be buried for three days and arises from the dead. 

หมายสำคัญของโนาห์คือการที่โยนาห์เข้าไปอยู่ในท้องปลามหึมาเป็นเวลา สามวัน  และพระเยซูทรงถูกฝังไว้เป็นเวลาสามวัน  ก่อนทรงเป็นขึ้นมาจาก         ความตาย

This would be the sign or miracle they could see soon.

นี่จะเป็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ที่พวกเขาจะเห็นเร็ว ๆ นี้

The Leaven of the Pharisees and Sadducees

เชื้อของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี

 

Matthew 16:5-12 (NASB)

And the disciples came to the other side of the sea, but they had forgotten to bring any bread.

มัทธิว16:5-12

5  เมื่อข้ามฟากไปแล้ว สาวกของพระองค์ลืมเอาขนมปังไปด้วย 

 And Jesus said to them, “Watch out and beware of the leaven of the Pharisees and Sadducees.”

6เมื่อพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อของพวกฟาริสีและ          พวกสะดูสีให้ดี ”

They began to discuss this among themselves, saying, “He said that because we did not bring any bread.”

7  พวกสาวกจึงพูดกันว่า “เพราะเราไม่ได้เอาขนมปังมา” 

But Jesus, aware of this, said, “You men of little faith, why do you discuss among yourselves that you have no bread?

8 พระเยซูทรงทราบจึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านช่างมีความเชื่อน้อย  จริงๆ ทำไมพวกท่านถึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง?

9 Do you not yet understand or remember the five loaves of the five thousand, and how many baskets full you picked up?

9 ท่านยังไม่เข้าใจหรือ? พวกท่านจำไม่ได้หรือเรื่องขนมปังห้าก้อนกับคนห้าพัน          คนนั้น พวกท่านเก็บที่เหลือได้กี่ตะกร้า

10 Or the seven loaves of the four thousand, and how many large baskets full you picked up?

             10 หรือเรื่องขนมปังเจ็ดก้อนกับคนสี่พันคนนั้น ท่านเก็บที่เหลือได้กี่กระบุง?

11 How is it that you do not understand that I did not speak to you concerning bread? But beware of the leaven of the Pharisees and Sadducees.”

11ทำไมถึงไม่เข้าใจว่า เราไม่ได้พูดกับท่านทั้งหลายเรื่องขนมปัง แต่ให้ระวังเชื้อ          ของพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี?” 

12 Then they understood that He did not say to beware of the leaven of bread, but of the teaching of the Pharisees and Sadducees.

12พวกสาวกจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้ตรัสสั่งเขาทั้งหลายให้ระวังเชื้อ แต่ให้ ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี

 

Leaven in the Bible almost always refers to sin or in this case to false teaching. 

เชื้อในพระคัมภีร์มักจะหมายถึงบาปหรือในกรณีนี้คือคำสอนที่เป็นเท็จ

Only a little bit of yeast or baking powder or baking soda will make bread or a cake to rise. 

ยีสต์หรือผงฟูเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้ขนมปังหรือเค้กฟูขึ้นได้

It only takes a small amount; the same is true of sin or false teaching it only takes a small amount to permeate the whole thing. 

เพียงใช้จำนวนเล็กน้อย; เช่นเดียวกับความจริงเรื่องบาปหรือคำสอนที่ผิด  แม้         เพียงนิดเดียวก็จะแทรกซึมไปทั่วทั้งหมด

The main leaven of the Pharisees was hypocrisy.

เชื้อหลักของพวกฟาริสีก็คือหน้าซื่อใจคด

They were teaching one thing and doing another. 

พวกเขากำลังสอนสิ่งหนึ่งและทำอีกสิ่งหนึ่ง

Peter confesses Jesus as the Christ

เปโตรรับสารภาพว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์

 

Matthew 16:13-16 (NASB)

13 Now when Jesus came into the district of Caesarea Philippi, He was asking His disciples, “Who do people say that the Son of Man is?”

มัทธิว16:13-16

13 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารียาฟีลิปปี พระองค์ตรัสถามพวก  สาวกของพระองค์ว่า “คนทั่วไปพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นใคร?”

14 And they said, “Some say John the Baptist; and others, Elijah; but still others, Jeremiah, or one of the prophets.”

14 เขาทั้งหลายทูลตอบว่า “บางคนว่าเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา แต่บางคนว่าเป็น          เอลียาห์ ส่วนคนอื่นๆ ว่าเป็นเยเรมีย์ หรือเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้เผยพระวจนะ

15 He said to them, “But who do you say that I am?”

15 แล้วพระองค์ตรัสถามเขาทั้งหลายว่า “แล้วพวกท่านว่าเราเป็นใคร?” 

16 Simon Peter answered, “You are the Christ, the Son of the living God.”

16ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า   “พระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรง พระชนม์อยู่”

 

This is a very important question. 

นี่คือคำถามที่สำคัญมาก

Who is Jesus to you? 

สำหรับคุณพระเยซูทรงเป็นผู้ใด

Is He the Son of God, is He your Lord and Savior? 

ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือ    พระองค์คือพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด           ของคุณหรือไม่

Is He the Word of God? 

พระองค์ทรงเป็นพระวจนะของพระเจ้าใช่ไหม

Is He the Creator of the world? 

พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกใช่ไหม

 

Matthew 16:17-18 (NASB)

17 And Jesus said to him, “Blessed are you, Simon Barjona, because flesh and blood did not reveal this to you, but My Father who is in heaven.

มัทธิว16:17-18

17 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุข เพราะมนุษย์   ไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้          ทราบ 

18 I also say to you that you are Peter, and upon this rock I will build My church; and the gates of Hades will not overpower it.

18 เราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร  และบนศิลานี้เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้            และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้

 

The Church is built on the foundation, not of Peter, but on whom Jesus is the Christ the Son of the living God.

คริสตจักรถูกสร้างขึ้นบนรากฐาน  ที่ไม่ใช่เปโตร แต่บนพระเยซูคือพระคริสต์ที่ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

 

Matthew 16:19-23 (NASB)

19 I will give you the keys of the kingdom of heaven; and whatever you bind on earth shall have been bound in heaven, and whatever you loose on earth shall have been loosed in heaven.”

มัทธิว16:19-23

19เราจะมอบลูกกุญแจต่างๆ แห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน   สิ่งใดที่ท่านจะ          กล่าวห้ามในโลก  สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์  และสิ่งใดที่ท่านจะกล่าว          อนุญาตในโลก  สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์”

20 Then He warned the disciples that they should tell no one that He was the Christ.

20 พระองค์ทรงกำชับพวกสาวกของพระองค์ไม่ให้บอกใครว่า   พระองค์เป็น  พระคริสต์

 

Jesus foretells His death

         พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรมของพระองค์

21 From that time Jesus began to show His disciples that He must go to Jerusalem, and suffer many things from the elders and chief priests and scribes, and be killed, and be raised up on the third day.

21 ตั้งแต่เวลานั้นมา พระเยซูทรงเริ่มเผยแก่บรรดาสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม และจะต้องทรงทนทุกข์ทรมานหลายประการจาก          พวกผู้ใหญ่ พวกหัวหน้าปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์ และทรงถูกประหารชีวิต    แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่

 22 Peter took Him aside and began to rebuke Him, saying, “[s]God forbid it, Lord! This shall never happen to You.”

22 เปโตรดึงพระองค์ออกมา และเริ่มว่ากล่าวพระองค์ว่า “อย่าให้เป็นเช่นนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้า จะให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับพระองค์ไม่ได้”

23 But He turned and said to Peter, “Get behind Me, Satan! You are a stumbling block to Me; for you are not setting your mind on God’s interests, but man’s.”

23พระองค์จึงหันพระพักตร์มาตรัสกับเปโตรว่า “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน เจ้าเป็น          เครื่องกีดขวางเราเพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่เจ้าคิดอย่างมนุษย์”

 

Peter really loved Jesus and didn’t want anything bad to happen to him. 

เปโตรรักพระเยซูจริงๆ และไม่ต้องการให้สิ่งร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับพระองค์

Not realizing for Jesus to die on the cross was the will of God, the only solution to our sin problem. 

เขาไม่ทราบว่าพระเยซูต้องสิ้นพระชนม์บนกางเขนตามพระประสงค์ของพระ เจ้า  เป็นทางเดียวที่แก้ปัญหาโทษบาปของเรา

Jesus realized Peter was at that moment being used by Satan to try to discourage Jesus from going ahead with His mission. 

พระเยซูทรงตระหนักถึงเปโตรว่าเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกซาตานครอบงำ  โดย          พยายามทำให้พระเยซูทรงท้อถอยที่จะมุ่งหน้ากระทำพันธกิจของพระองค์

 

Take up your cross and follow Jesus

จงแบกกางเขนของคุณและติดตามพระเยซู

 

Matthew 16:24-28 (NASB)

24 Then Jesus said to His disciples, “If anyone wishes to come after Me, he must deny himself, and take up his cross and follow Me.

มัทธิว16:24-28

24 พระเยซูจึงตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา           ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา

25 For whoever wishes to save his life will lose it; but whoever loses his life for My sake will find it.

25เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิต          เพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด 

26 For what will it profit a man if he gains the whole world and forfeits his soul? Or what will a man give in exchange for his soul?

26เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของ          ตน? หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา

27 For the Son of Man is going to come in the glory of His Father with His angels, and will then repay every man according to his deeds. [Quotation from Job 34:11 and is also quoted in Romans 2:6]

27 เพราะว่าเมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาด้วยพระรัศมีของพระบิดาพร้อมด้วยบรรดา          ทูตสวรรค์ของพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงตอบแทนแต่ละคนตามการกระทำ ของเขา [ใบเสนอราคาจากงาน34:11 และยังมีการเสนอราคาในโรม 2:6]

28 “Truly I say to you, there are some of those who are standing here who will not taste death until they see the Son of Man coming in His kingdom.”

28 เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่ มีบางคนยังจะ          ไม่ลิ้มรสความตาย จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในราชอาณาจักรของ     พระองค์

 

At first glance this might raise difficulties if we assume that ’seeing the kingdom of God’ means Jesus’ second coming since His audience (the disciples) are all dead, and Christ has not yet come ‘in the glory of his Father and with the holy angels’. 

มองผาดๆทีแรกสิ่งนี้อาจยุ่งยากลำบากขึ้น    ถ้าเราคิดว่า ' การมองเห็นอาณาจักรของพระเจ้า' หมายถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู  เพราะผู้ชมผู้ฟังของ          พระองค์ (เหล่าสาวก) ทั้งหมดตายไป  และพระคริสต์ยังไม่ได้เสด็จมาในพระ สิริของบิดาและพร้อมกับทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ '

My interpretation of this statement is that Jesus was primarily referring to his transfiguration, which follows immediately in Mark, Matthew and Luke (John does not mention the transfiguration).

ผมตีความคำกล่าวนี้ว่า พระเยซูทรงหมายถึงการจำแลงพระกายของพระองค์          ซึ่งตามหลังมาภายหลังทันที  ในพระธรรม มาระโก ทธิวและลูกา (อห์น        ไม่ได้พูดถึงการจำแลงพระกาย)

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

การตัดสินใจที่จะติตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ได้

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะมนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด       และพูดไม่ถูกต้อง

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับ     พระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

แต่พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าทรงรับเอาโทษเพื่อบาปของเราโดยการ สิ้นพระชนม์บกางเขน

He came alive again three days later.

พระองค์ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 (ESV) If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9 เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด

 

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus. 

ความบาปของคุณจะได้รับการอภัยและคุณจะกลายเป็นคริสเตียนสาวกของพระเยซู

You can talk to God about your new faith in Him, with a prayer like this: 

คุณสามารถสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อใหม่ของคุณในพระองค์ ด้วย          การอิษฐานอย่างนี้:

Dear Lord, I know I have done wrong and need forgiveness.

ข้าแต่พระเจ้า  ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าได้ทำผิดและต้องทูลขอให้ทรงอภัย

Thank You for dying for my sins and for offering me eternal life.

ขอบพระคุณสำหรับการสิ้นพระชนม์เพราะความบาปของข้าพเจ้าและที่        ประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพเจ้า

Please forgive me of my sins and help me turn from them.

ขอทรงโปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้าหันจากความบาป

I now confess You as my Savior.

ตอนนี้ข้าพเจ้าขอสารภาพว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

Take control of my life and help me live for Jesus.

โปรดทรงควบคุมของชีวิตของข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู

Thank You for coming into my life and giving me eternal life.

ขอบพระคุณที่ได้เสด็จเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและประทานชีวิตนิรันดร์แก่ ข้าพเจ้า

In Jesus name I pray, Amen.

อธิษฐานทูลขอในนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิวบทที่15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved.

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย   ครอสเวย์  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ (NASB) สงวนลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิลอคแมน
ใช้โดยได้รับอนุญาต
www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 16, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top