Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 15 Traditions, Healing, and Compassion

มัทธิวบทที่ 15 ประเพณี  การรักษาโรค และความเห็นอกเห็นใจ

 

The Pharisees came a long way to challenge Him. 

พวกฟาริสีติดตามมาไกลมากเพื่อท้าทายพระองค์

They came all the way from Jerusalem clear up to Galilee, which was a journey of over a week. 

พวกเขาติดตามมาตลอดทางจากกรุงเยรูซาเล็มจนถึงแคว้นกาลิลี  ซึ่งเป็นการเดินทางนาน          กว่าหนึ่งสัปดาห์

They challenged Him with breaking, not the Law of Moses but of breaking their tradition.

พวกเขาท้าทายพระองค์ด้วยการทำลาย  ไม่ใช่บทบัญญัติของโมเสส  แต่ทำลายประเพณี          ของพวกเขา

It reminds me of the musical play “Fiddler on the Roof” song “Tradition” everything seems to be justified by the men’s tradition.

มันทำให้ผมนึกถึงการแสดงละครเพลง  "บุษบาหาคู่" เพลง "ประเพณี" ทุกอย่างดู          เหมือนว่าจะเป็นที่ยอมรับได้ตามประเพณีของผู้คน

The musical is about life among the Jewish community of a Russian village.

เป็นละครเพลงเกี่ยวกับชีวิตชุมชนชาวยิวในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของรัสเซีย

A poor milkman, determined to find good husbands for his five daughters, consults the traditional matchmaker and also has a word with God. 

ชายส่งนมที่ยากจนคนหนึ่งมุ่งมั่นที่จะหาสามีที่ดีสำหรับลูกสาวห้าคนของเขา  ปรึกษาผู้จัดหาคู่ครองตามแบบประเพณี—และมีถ้อยคำกับพระเจ้าด้วย

“Tradition, tradition, tradition” he sings.

เขาร้องว่า "ประเพณี ประเพณี ประเพณี"

 

Matthew 15:1-2

1 Then Pharisees and scribes came to Jesus from Jerusalem and said,

มัทธิว15:1-2

1  เวลานั้นพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม  มาทูลถามพระเยซูว่า

2  “Why do your disciples break the tradition of the elders? For they do not wash their     hands when they eat.”          

2 “ ทำไมสาวกของท่านจึงละเมิดคำสอนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ? เพราะว่า          พวกเขา         ไม่ได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร”

         

This wasn’t just washing the dirt off your hands before eating like we do, they may have been doing that.

นีไม่เพียงแค่ล้างสิ่งสกปรกออกจากมือของคุณก่อนที่จะรับประทานอาหารเหมือนที่เราทพวกเขาอาจจะกำลังทำอย่างนั้น

 

Pastor Chuck Smith explains: But this uncleanness was a ceremonial uncleanness, which if you were ceremonial unclean, you could not enter into the temple.

          บาทหลวง ชัค สมิธ อธิบายว่า  แต่สิ่งที่ไม่สะอาดนี้เป็นมลทินตามพิธีรีตอง  ซึ่งถ้าคุณเป็นมลทินตามพิธีรีตองคุณจะไม่สามารถเข้าไปในพระวิหารได้  

And many things could make you ceremonially unclean. If you would touch anything that was unclean, you became unclean.

และหลายสิ่งสามารถทำให้คุณเป็นมลทินตามแบบพิธี   หากคุณสัมผัสสิ่งใดที่เป็นมลทิน คุณก็จะเป็นมลทินไปด้วย

Now if you touched anything that was touched by something unclean, you became unclean.

ตอนนี้ถ้าคุณได้สัมผัสสิ่งใดที่ถูกสัมผัสโดยบางสิ่งที่ไม่สะอาด  คุณก็จะเป็นมลทินไป

And to them Gentiles were unclean.

และสำหรับพวกเขาถือว่าคนต่างชาติเป็นมลทิน

And if a Gentile walked across the dusty road, and you would walk across, and the dust that his foot touched would become unclean, because he was an unclean Gentile, and thus if you walked in the same dust, you became unclean because you touched the unclean dust that was made unclean by a Gentile, who walked over it.

และถ้าคนต่างชาติเดินข้ามถนนเต็มไปด้วยฝุ่นสกปรกและคุณจะเดินข้ามถนน  ฝุ่นละอองที่เท้าของเขาสัมผัสจะกลายเป็นมลทิน  เพราะเขาเป็นคนต่างชาติที่มีมลทิน   และดังนั้นหากคุณเดินถนนมีฝุ่นเดียวกัน  คุณจะกลายเป็นมลทินเพราะคุณสัมผัสฝุ่นมลทินที่ทำให้เป็นมลทินโดยคนต่างชาติที่ได้เดินข้ามถนนนั้น

There were certain foods that if you ate them would make you unclean. And so this business of washing became quite a tradition.

มีอาหารบางชนิดที่ว่าถ้าคุณรับประทานเข้าไปมันจะทำให้คุณเป็นมลทิน  และดังนั้นการชำระล้างกลายเป็นประเพณีเลยทีเดียว

And there were certain ways by which you had to wash in order that you might insure that you were cleansed from all of the dust or impurities, or the unclean things that you might have come in contact with.

และมีหลายวิธีเฉพาะที่คุณต้องชำระล้าง  เพื่อให้แน่ใจว่า คุณกำลังถูกชำระให้สะอาด

จากฝุ่นหรือสิ่งสกปรกทั้งหมด   หรือสิ่งสกปรกที่คุณอาจจะเข้ามาติดต่อสัมผัสด้วย

And you had to do this before you touched your food; else your food would be unclean.

และคุณต้องทำแบบนี้ก่อนที่คุณจะสัมผัสอาหารของคุณ; มิฉะนั้นอาหารของคุณจะเป็นมลทิน

And when you ate it, you would become unclean because you were eating unclean food.

และเมื่อคุณได้รับประทานมัน  คุณจะกลายเป็นมลทิน  เพราะคุณกำลังรับประทานอาหารที่เป็นมลทิน

So, they had the traditional ceremony for washing, and you would have to hold out your hands in an upright manner.

ดังนั้นพวกเขาจึงมีพิธีการชำระล้างตามประเพณี และคุณจะต้องยื่นมือออกให้อยู่ในท่าทีที่ถูกต้อง

And they would pour water over your hands as you rubbed your hands back and forth, up and down, and the water had to drip off of the wrist, because the water is now unclean, because it's touching whatever was unclean on your hands.

และพวกเขาก็เทน้ำรดมือของคุณในขณะที่คุณถูมือกลับไปกลับมาขึ้นลง   และน้ำก็จะหยดออกจากข้อมือ เพราะตอนนี้น้ำไม่สะอาด   เพราะมันได้สัมผัสสิ่งซึ่งไม่สะอาดในมือของคุณ

And you got to make sure the water doesn't fall on you.

และคุณต้องแน่ใจว่าน้ำไม่ได้ไหลสู่ตัวคุณ

So you hold it out and up, so that the water drips off your wrist, and doesn't hopefully run up your arm or that portion of your arm would be unclean.

ดังนั้นคุณยื่นือออกมาและยกขึ้นเพื่อให้น้ำหยดออจากข้อมือของคุณ   และหวังว่ามันไม่ได้ไหลไปตามแขน  มิฉะนั้นส่วนแขนนั้นจะไม่สะอาด

Having then poured the water over, and washing your hands in this upright manner, then because the dirty water from your unclean fingers has come down over your hands, you've got to get rid of that.

การได้รินน้ำผ่านและชำระล้างแขนของคุณในท่าทีที่ถูกต้อง  แล้วเพราะน้ำสกปรกไหลจากนิ้วมือที่เป็นมลทินด้ไหลลงมาบนมือของคุณ  คุณจะต้องชำระล้างมัน

So, you put your hands down next, and they pour water over the top of your hands, as you're rubbing your hands in a downward manner.

ดังนั้นต่อไปคุณจึงลดมือของคุณลง  และพวกเขาก็เทน้ำไหลบนของด้านบนฝ่ามือของคุณ  ในขณะที่คุณกำลังถูมือของคุณในท่าทีที่ลดมือต่ำลง

And then finally rubbing your fingers together, as water is poured over, to get rid of all the uncleanness. [1]

และแล้วในที่สุดเมื่อคุณถูนิ้วมือด้วยกันขณะที่น้ำไหลรินผ่าน  เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกออกให้หมด

 

Matthew 15:3-9

3 He answered them, “And why do you break the commandment of God for the sake of your tradition?

มัทธิว 15:3-9

3 พระองค์จึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “เพราะเหตุใดท่านทั้งหลายจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า  เพราะคำสอนสืบทอดของท่าน

4 For God commanded, ‘Honor your father and your mother,’ and, ‘Whoever reviles father or mother must surely die.’

4เพราะว่าพระเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ‘จงให้เกียรติบิดามารดาของตน’  และ ‘ใครประณามบิดา   มารดาจะต้องมีโทษถึงตาย’

5 But you say, ‘If anyone tells his father or his mother, What you would have gained from me is given to God,

5 แต่พวกท่านกลับสอนว่า   'ผู้ใดจะกล่าวกับบิดามารดาว่า   “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน   สิ่งนั้นเป็นของที่ถวายแด่พระเจ้าแล้ว”  

6 he need not honor his father.’ So for the sake of your tradition you have made void the word of God.

6คนนั้นก็ไม่ต้องให้เกียรติบิดาของตน’อย่างนั้นแหละ พวกท่านทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นโมฆะไป เพราะคำสอนสืบทอดของท่าน

7 You hypocrites! Well did Isaiah prophesy of you, when he said:

7 พวกหน้าซื่อใจคด  อิสยาห์พยากรณ์ถึงท่านทั้งหลายถูกแล้วว่า

8 “ This people honors me with their lips, but their heart is far from Me;

8 ‘ชนชาตินี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา

9 in vain do they worship me, teaching as doctrines the commandments of men.’”

9พวกเขานมัสการเราโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์มาสอนว่าเป็นพระดำรัสสอน’ 

 

Romans 10:1-4 1Brothers, my heart’s desire and prayer to God for them is that they may be saved.

โรม10:1-4 1พี่น้องทั้งหลาย ความปรารถนาในจิตใจของข้าพเจ้าและคำวิงวอนขอต่อพระเจ้าเพื่อคนอิสราเอลนั้น  คือขอให้เขาได้รับความรอด

2 For I bear them witness that they have a zeal for God, but not according to knowledge.

2 ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาว่า พวกเขามีความกระตือรือร้นที่จะปรนนิบัติพระเจ้า แต่ไม่ได้เป็นตามปัญญา

3 For, being ignorant of the righteousness of God, and seeking to establish their own, they did not submit to God’s righteousness.

3พราะว่าเขาไม่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้า แต่อุตส่าห์ตั้งความชอบธรรมของตนขึ้น พวกเขาจึงไม่ยอมอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า

4 For Christ is the end of the law for righteousness to everyone who believes.

4 เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม

 

Our human nature makes us more task-oriented than results oriented.

ตามธรรมชาติรามุ่งเน้นการทำงานมากกว่ามุ่งเน้นผลลัพธ์

This means that it’s easier for us to identify what we need to do today than to remember what we’re trying to accomplish with our lives.

นี่หมายความว่ามันเป็นเรื่องง่ายสำหรับเราที่จะระบุสิ่งที่เราต้องทำในวันนี้แทนที่จะจดจำสิ่งที่เราพยายามทำให้บรรลุผลในชีวิตของเรา

(It’s easier to get the trash out every Sunday night than it is to schedule quality time with our kids each week.)

(การที่จะยกถังขยะออกไปทิ้งทุกคืนวันอาทิตย์มันง่ายกว่าที่จะจัดตารางเวลาที่มีคุณค่ากับเด็ก ของเราในแต่ละสัปดาห์)

Because of this tendency, we often confuse effort with results, especially with repetitive tasks.

เพราะแนวโน้มเป็นแบบนี้  เรามักจะสับสนความพยายามกับผลที่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานที่ซ้ำซาก

It’s no surprise then that the Israelites began to rely more and more on the religious tasks they were performing as time passed and less and less on the promise of a Redeemer.

แล้วมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่าชนชาติอิสราเอลเริ่มที่จะพึ่งพาศาสนกิจที่พวกเขากำลังทำอยู่มากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปและพึ่งพาพระสัญญาของพระผู้ไถ่น้อยลงเรื่อย

Little by little the form of their religion had overtaken the substance, and they lost sight of the fact that those tasks were designed as a daily reminder of their need for a Redeemer.

ทีละเล็กทีละน้อยรูปแบบของศาสนาของพวกเขาได้แซงหน้าแก่นสาร และพวกเขามองไม่เห็นความจริงที่ว่างานเหล่านั้นได้ถูกจัดมาเป็นเครื่องเตือนพวกเขาทุกวันให้เห็นความต้อง

การพึ่งพระผู้ไถ่

Eventually the tasks became their redeemer and by the time of Jesus, many believed that their efforts at keeping the commandments were sufficient to earn their Salvation.

ในที่สุดงานมากมายก็กลายเป็นผู้ไถ่บาปของพวกเขาและในสมัยของพระเยซู หลายคนชื่อ

ว่าความพยายามของพวกเขาที่จะรักษาพระบัญญัติเพียงพอที่พวกเขาจะได้รับความรอด

This was not unique to them or their time.

นี้ไม่ใช่เป็นเอกลักษณ์สำหรับพวกเขาหรือเวลาของพวกเขา

Ask anyone today who believes in an afterlife, but isn’t biblically literate, how they expect to get into Heaven and watch as they tick off their own list of commandments.

จงถามใครก็ได้ในวันนี้ผู้ที่เชื่อในชีวิตหลังความตาย  แต่ไม่มีความรู้ตามแบบพระคัมภีร์  พวกเขาคาดหวังอย่างไรที่จะเข้าในสวรรค์  และเฝ้าดูเมื่อพวกเขาขีดแต้มของรายการพระบัญญัติของเขาเอง

Even though they made the list up, they believe by keeping it God will reward their efforts and they’ll go to heaven.[2]

แม้ว่าพวกเขาจะทำรายการขึ้นมา  พวกเขาเชื่อโดยการรักษามันไว้พระเจ้าจะทรงให้รางวัลความพยายามของพวกเขาแล้วพวกเขาจะได้ไปสวรรค์

 

What defiles a person

สิ่งที่ทำให้คนเป็นมลทิน

 

Matthew 15:10-11

10 And he called the people to Him and said to them, “Hear and understand

มัทธิว15:10-11

10   แล้วพระองค์ทรงเรียกฝูงชนและตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงฟังและเข้าใจเถิด 

11 it is not what goes into the mouth that defiles a person, but what comes out of the mouth; this defiles a person.”

11  ไม่ใช่สิ่งซึ่งเข้าไปในปากจะทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่สิ่งซึ่งออกมาจากปากนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

 

It's what comes out of your mouth that defiles you. 

สิ่งที่ออกมาจากปากของคุณนั่นแหละที่ทำให้คุณเป็นมลทิน

What comes out of your mouth? 

อะไรออกมาจากปากของคุณ

Anger, cursing, dirty jokes, gossip, insults, lies? 

ความโกรธ  การสาปแช่ง  ตลกลามก   การนินทา การดูถูก การโกหกหรือ

What comes out of our mouth often show the evil in our hearts. 

สิ่งที่ออกมาจากปากของเรามักแสดงให้เห็นจิตใจของเราที่ชั่วร้ายข้างใน

 

Matthew 15:12-21

12 Then the disciples came and said to him, “Do you know that the Pharisees were offended when they heard this saying?”

มัทธิว15:12-21

12 ขณะนั้นบรรดาสาวกมาทูลพระองค์ว่า “พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่า เมื่อพวกฟาริสีได้     ยินคำตรัสนั้นเขาทั้งหลายไม่พอใจมาก 

13 He answered, “Every plant that my heavenly Father has not planted will be rooted up.

13 พระองค์จึงตรัสตอบว่า “ต้นไม้ทุกต้น ซึ่งพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ไม่ได้ทรง     ปลูกไว้จะต้องถูกถอนออกเสีย ”

14 Let them alone; they are blind guides. And if the blind lead the blind, both will fall into a pit.”

14ช่างเถิด เขาทั้งหลายเป็นผู้นำที่ตาบอด [ของคนตาบอด] ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งสองคนจะตกลงไปในบ่อ”  

15 But Peter said to him, “Explain the parable to us.”

15เปโตรทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดอธิบายอุปมานั้นให้พวกข้าพระองค์          ทราบ”

16 And he said, “Are you also still without understanding?

16  พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจด้วยหรือ

17 Do you not see that whatever goes into the mouth passes into the stomach and is expelled?

17  ท่านทั้งหลายไม่เห็นหรือว่าสิ่งใดๆ ซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง แล้วก็ถ่ายออกลง ส้วมไป 

18 But what comes out of the mouth proceeds from the heart, and this defiles a person.

18 แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

19 For out of the heart come evil thoughts, murder, adultery, sexual immorality, theft, false witness, slander.

19 ความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การเป็นชู้ การล่วงประเวณี  การลักขโมย  การเป็นพยานเท็จการใส่ร้าย  ก็ล้วนออกมาจากใจ 

20 These are what defile a person. But to eat with unwashed hands does not defile anyone.”

20 สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่การรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อน    ไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”

21 And Jesus went away from there and withdrew to the district of Tyre and Sidon.

21  แล้วพระเยซูเสด็จจากที่นั่น เข้าไปในเขตเมืองไทระและเมืองไซดอน

 

Going into the coasts of Tyre and Sidon He is actually moving into the territory that is Phoenician, and thus moving out from the totally Jewish community.[3]

          การที่เสด็จไปทางชายฝั่งของเมืองไทระและเมืองไซดอน   ที่จริงทรงเข้ไปใน      ดินแดนที่เป็นของชาวฟินิเซียน  และดังนั้นจึงได้เดินทางออกจากชุมชนชาวยิวทั้งหมด

 

The faith of a Canaanite woman

ความเชื่อของผู้หญิงชาวคนาอัน

 

Matthew 15:22-28

22 And behold, a Canaanite woman from that region came out and was crying, “Have mercy on me, O Lord, Son of David; my daughter is severely oppressed by a demon.”

มัทธิว15:22-28

22  มีหญิงชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากเขตแดนนั้นร้องทูลพระองค์ว่า “พระองค์ผู้รงเป็น     บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด ลูกสาวของข้าพระองค์มีผีสิงอยู่ เป็น     ทุกข์ลำบากอย่างยิ่ง”

23 But he did not answer her a word. And his disciples came and begged him, saying, “Send her away, for she is crying out after us.”

23 พระองค์ไม่ทรงตอบนางสักคำเดียว และสาวกทั้งหลายของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า “ไล่          นางไปเสียเถิด เพราะนางร้องตามเรามา” 

24 He answered, “I was sent only to the lost sheep of the house of Israel.”

24 พระองค์ตรัสตอบว่า “เราไม่ได้รับใช้มาหาใคร เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล”

25 But she came and knelt before Him, saying, “Lord, help me.”

25  หญิงนั้นก็มากราบและทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดช่วยข้าพระองค์เถิด” 

26 And he answered, “It is not right to take the children's bread and throw it to the dogs.”

26  พระองค์จึงตรัสตอบว่า “การเอาอาหารของลูกโยนให้กับสุนัขก็ไม่สมควร”

27 She said, “Yes, Lord, yet even the dogs eat the crumbs that fall from their masters' table.”

27 ผู้หญิงนั้นทูลว่า “จริงเจ้าข้า แต่สุนัขนั้นย่อมกินเศษที่ตกจากโต๊ะนายของมัน” 

28 Then Jesus answered her, “O woman, great is your faith! Be it done for you as you desire.” And her daughter was healed instantly.

28 แล้วพระเยซูตรัสตอบนางว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของท่านก็มาก ให้เป็นไปตามความ   ต้องการของท่านเถิด” แล้วลูกสาวของนางก็หาย” เป็นปกติตั้งแต่เวลานั้น

              

[This] describes the only occasion on which Jesus was ever outside of Jewish territory.

          ตรงนี้บรรยายถึงโอกาสเดียวเท่านั้นที่พระเยซูทรงเคยอยู่นอกอาณาเขตชาวยิว

The… significance of the passage is that it foreshadows the going out of the gospel to the whole world…

... ความสำคัญของเนื้อหานี้คือการที่มันส่อให้เห็นการเผยแพร่พระกิตติคุณออกไปทั่วโลก

For Jesus, this was a time of deliberate withdrawal.

สำหรับพระเยซู, นีเป็นช่วงเวลาของการถอนตัวอย่างเจตนา.

The end was coming near; and he wished some time of quiet when He could prepare for the end.

จุดจบกำลังมาใกล้แล้ว  และพระองค์ก็ทรงอยากได้เวลาเงียบสงบเมื่อพระองค์สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการสิ้นสุด

It was not so much that He wished to prepare Himself, although that purpose was also in His mind, but rather that He wished for some time in which He could prepare His disciples for the day of the cross.

มันไม่มากที่พระองค์ทรงต้องการจะเตรียมพร้อมเอง  แม้ว่าพระประสงค์นั้นยังอยู่ในพระทัยของพระองค์ แต่ว่าพระองค์ทรงต้องการเวลาบ้างซึ่งพระองค์สามารถเตรียมสาวกของพระองค์สำหรับวันที่ตรึงบนกางเขน

There were things which He must tell them, and which He must compel them to understand.

มีหลายสิ่งที่พระองค์ทรงต้องบอกพวกเขา  และที่พระองค์ต้องสอนให้พวกเขาเข้าใจ

There was no place in Palestine where He could be sure of privacy; wherever He went, the crowds would find him.

ไม่มีสถานที่ใดในปาเลสไตน์ที่ซึ่งพระองค์จะมั่นใจความเป็นส่วนตัว ทุกที่ที่พระ

องค์เสด็จไปฝูงชนจะมาดักพบพระองค์.        

So, He went right north through Galilee until He came to the land of Tyre and Sidon where the Phoenicians dwelt.

ดังนั้นพระองค์เสด็จไปทางทิศเหนือผ่านกาลิลีจนกระทั่งพระองค์มาถึงดินแดนเมืองไทระและไซดอนที่ชาวโพลินีเซียนอาศัยอยู่

There, at least for a time, He would be safe from the hostility of the scribes and Pharisees, and from the dangerous popularity of the people; for no Jew would be likely to follow him into Gentile territory.

ที่นั่นอย่างน้อยชั่วขณะพระองค์จะทรงปลอดภัยจากความไม่เป็นมิตรของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี และจากผู้คนที่พากันแห่ตามมาที่เป็นอันตราย; เพราะไม่มีชาวยิวคนใดอยากจะติดตามพระองค์เข้าในดินแดนคนต่างชาติ

This passage shows us Jesus seeking a time of quiet before the turmoil of the end.

เนื้อหาตอนนี้แสดงให้เราเห็นว่าพระเยซูทรงมองหาเวลาที่เงียบสงบก่อนที่ความวุ่นวายจะสิ้นสุด

This is not in any sense a picture of him running away; it is a picture of him preparing himself and his disciples for the final and decisive battle which lay so close ahead.

นี้ไม่ใช่เราเห็นภาพว่าพระองค์ทรงวิ่งหนี  มันเป็นภาพของพระองค์เองทรงเตรียมพร้อมร่วมกับสาวกของพระองค์สำหรับสงครามครั้งสุดท้ายและแตกหักซึ่งเข้ามาใกล้ข้างหน้าแล้ว

But even in these foreign parts, Jesus was not to be free from the demand of human need which cried out to him.

แต่แม้กระทั่งในส่วนคนต่างชาติเหล่านี้  พระเยซูก็ไม่ทรงมีอิสระจากความต้องการของผู้คนที่ร้องหาพระองค์

There was a woman who had a daughter who was seriously ill.

มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลูกสาวป่วยอย่างสาหัส

She must have heard somehow of the wonderful things which Jesus could do; and she followed him and his disciples, crying desperately for help.

บางทีนางคงต้องได้ยินหลายสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่พระเยซูทรงสามารถทำได้ และนางติดตามพระองค์และสาวกของพระองค์  นางร้องไห้ขอความช่วยเหลืออย่างคนหมดหวัง

At first, Jesus seemed to pay no attention to her.

ในตอนแรกดูเหมือนพระเยซูจะไม่สนพระทัยต่อนาง

The disciples were embarrassed.

พวกสาวกรู้สึกอับอาย

'Give her what she wants,' they said, 'and be rid of her.'

"ให้นางตามที่นางต้องการ" พวกเขากล่าว "และไล่นางไปเสียเถิด"

The reaction of the disciples was not really compassion at all; it was the reverse—to them the woman was a nuisance, and all they wanted was to be rid of her as quickly as possible.

ปฏิกิริยาของพวกสาวกนั้นไม่ใช่ความเมตตาจริงๆ เลย  มันเป็นตรงกันข้าม—สำหรับพวกเขาผู้หญิงคนนั้นน่ารำคาญ  และทั้งหมดที่พวกเขาต้องการคือจะไล่นางไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

To grant a request to get rid of a person who is, or may become, a nuisance is a common enough reaction; but it is very different from the response of Christian love and pity and compassion.

พวกเขาขออนุญาตที่จะไล่คนผู้ที่  หรืออาจจะกลายเป็น คนน่ารำคาญเป็นปฏิกิริยาที่พบบ่อยมากพอ แต่มันแตกต่างจากการตอบสนองด้วยความรักของคริสเตียน ความสงสารและความเมตตา

But to Jesus there was a problem here.

แต่กับพระเยซูนั้นปัญหาที่นี่คือ

That He was moved with compassion for this woman we cannot for a moment doubt.

ว่าพระองค์ทรงเต็มด้วยพระเมตตาสำหรับผู้หญิงคนนี้ที่เราไม่สามารถสงสัยเลยสักนิด

But she was a Gentile.

แต่นางเป็นคนต่างชาติ

We have already seen that if Jesus was to have any effect, he had to limit his objectives like a wise general.

 เราได้เห็นแล้วว่าถ้าพระเยซูทรงต้องรับผลกระทบ พระองค์ต้องจำกัดพระประสงค์ของพระองค์หมือนนายพลที่ชาญฉลาด

He had to begin with the Jews; and here was a Gentile crying for mercy.

พระองค์ทรงต้องเริ่มต้นกับชาวยิว และที่นี่หญิงต่างชาติคนหนึ่งร้องขอความเมตตา.

There was only one thing for Him to do; He must awaken true faith in the heart of this woman.

มีเพียงสิ่งเดียวที่พระองค์จะทรงทำ  คือทรงต้องกระตุ้นความเชื่อที่แท้จริงในหัวใจของผู้หญิงคนนี้

So Jesus at last turned to her: 'It is not right to take the children's bread and to throw it to the pet dogs.'

ดังนั้นสุดท้ายพระเยซูทรงหันไปที่นาง: ' การเอาอาหารของลูกโยนให้กับสุนัขก็ไม่สมควร '

To call a person a dog was an… insult.

การเรียกบุคคลใดว่าสุนัขเป็นการดูหมิ่น

The Jews spoke… about 'Gentile dogs', 'infidel dogs' and later 'Christian dogs'.

ชาวยิวพูด ... เรื่อง ' สุนัขต่างชาติ ' ' สุนัขนอกใจ ' และต่อมา ' สุนัขคริสเตียน '

In those days, the dogs were the unclean scavengers of the street—lean, savage, often diseased.

ในสมัยนั้นสุนัขเป็นตัวเก็บขยะที่ไม่สะอาดบนถนน—ซูบซีดผอมบาง ป่าเถื่อน มักเป็นโรค

But there are two things to remember.

แต่มีสองสิ่งที่ต้องจดจำ.

The tone and the look with which a thing is said make all the difference.

ระดับเสียงและภาพลักษณ์กับสิ่งที่กล่าวว่าสร้างความแตกต่างทั้งสิ้น

A thing which seems hard can be said with a… smile…

สิ่งที่ดูเหมือนยากสามารถพูดโดยมี ... รอยยิ้ม ...

We can be quite sure that the smile on Jesus' face and the compassion in his eyes robbed the words of all insult and bitterness.

เราค่อนข้างแน่ใจว่ารอยยิ้มบนพระพักตร์ของพระเยซูและความเมตตาสงสารในสายพระเนตรของพระองค์ลบเลือนคำดูถูกและความขมขื่นทั้งหมด

Second, it is the [Greek] word for dogs (kunaria) which is used, and the kunaria were not the street dogs, but the little household pets, very different from the stray dogs that roamed the streets…

สิ่งที่สอง  มันเป็นคำ [ภาษากรีก] สำหรับสุนัข (kunaria) ซึ่งถูกนำมาใช้และ kunaria ไม่ได้เป็นสุนัขตามถนน  แต่เป็นสัตว์เลี้ยงในครัวเรือนตัวเล็กๆ แตกต่างจากสุนัขจรจัดที่วนเวียนตามท้องถนน ...

The woman was a Greek… 'True,' she said, 'but even the dogs get their share of the crumbs which fall from their master's table.'

ผู้หญิงคนนี้เป็นชาวกรีก ... "จริงเจ้าข้า" นางพูด ' แต่สุนัขนั้นย่อมกินศษที่ตกจากโต๊ะนายของมัน

And Jesus' eyes lit up with joy at such… faith; and He granted her the blessing and the healing which she so much desired.

และพระเนตรของพระเยซูวาวขึ้นด้วยความยินดีที่ ... ความเชื่อ; และพระองค์ทรงยอมให้นางได้รับพระพรและได้รับการรักษาให้หายตามที่นางปรารถนามาก

There are certain things about this woman which we must note.

มีบางสิ่งแน่นอนเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ที่เราต้องเรียนรู้.

First and foremost, she had love… in her heart there was that love for her child which is always the reflection of God's love for his children.

สิ่งแรกและสำคัญที่สุดนางมีความรัก ... ในหัวใจของนางมีความรักสำหรับลูกของนางซึ่งเป็นการสะท้อนของความรักของพระเจ้าสำหรับลูกๆ ของพระองค์

 

It was love which made her approach this stranger; it was love which made her accept his silence and yet still appeal; it was love which made her suffer the apparent rebuffs; it was love which made her able to see the compassion beyond and behind the words of Jesus.

          มันเป็นความรักที่ทำให้นางมาหาคนแปลกหน้านี้ มันเป็นความรักที่ทำให้นางยอมรับความเงียบของพระองค์และยังคงร้องอุทธรณ์; มันเป็นความรักที่ทำให้นางนางทนต่อการดูหมิ่น  มันเป็นความรักที่ทำให้นางสามารถที่จะเห็นพระเมตตาที่อยู่เบื้องหลังคำตรัสของพระเยซู.

The driving force of this woman's heart was love; and there is nothing stronger and nothing nearer God than that very thing.

แรงขับเคลื่อนของหัวใจของผู้หญิงคนนี้คือความรัก และไม่มีอะไรที่แข็งแกร่งกว่าและไม่มีอะไรใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าสิ่งสำคัญนี้

This woman had faith. (a) It was a faith which grew in contact with Jesus.

ผู้หญิงคนนี้มีความเชื่อ (ก) มันเป็นความเชื่อที่เติบโตในการติดต่อกับพระเยซู.

She began by calling him Son of David; that was a popular title, a political title.

นางเริ่มต้นด้วยการเรียกว่าบุตรของดาวิด ที่เป็นตำแหน่งที่นิยมเรียก  ตำแหน่งทางการเมือง

It was a title which looked on Jesus as a great and powerful wonder-worker, but which looked on him in terms of earthly power and glory.

มันเป็นตำแหน่งที่มองพระเยซูเป็นที่คนงานที่ทรงอำนาจและยิ่งใหญ่  แต่ที่มองไปที่พระองค์ในแง่ของอำนาจและพระสิริ

She came asking a favour of one whom she took to be a great and powerful man.

นางมาร้องขอความโปรดปรานของคนหนึ่งที่นางนับถือว่าเป็นคนมีฤทธิ์อำนาจและยิ่งใหญ่

She came with a kind of superstition as she might have come to any magician.

นางมาพร้อมกับความสงสัยว่านางอาจจะมาพบนักมายากลสักคน

She ended by calling Jesus Lord.

นางหมดความสงสัยด้วยการเรียกองค์พระเยซูเจ้า

Jesus, as it were, compelled her to look at Himself, and in Him she saw something that was not expressible in earthly terms at all, but was nothing less than divine.

ราวกับว่าพระเยซูทรงบังคับให้นางมองที่พระองค์เอง และในพระองค์นางเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ ในแง่ของฝ่ายโลกเลย  แต่ไม่มีอะไรน้อยกว่าเบื้องบนสวรรค์

That is precisely what Jesus wanted to awaken in her before He granted her request.

โดยย่อนั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงต้องการที่จะกระตุ้นนางก่อนที่พระองค์ทรงยอมตามคำร้องขอจากนาง

He wanted her to see that a request to a great man must be turned into a prayer to the living God.

พระองค์ทรงอยากให้นางเห็นว่าคำร้องขอต่อคนสำคัญต้องหันไปอธิษฐานขอต่อพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

We can see this woman's faith growing as she is confronted with Christ, until she glimpsed him… for what He was.

เราสามารถเห็นความเชื่อของผู้หญิงคนนี้เติบโตขณะที่นางกำลังเผชิญกับพระคริสต์จนกระทั่งนางได้ชำเลืองมองพระองค์...เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น

It was a faith which worshipped.

มันเป็นความเชื่อที่นางนมัสการบูชา

She began by following; she ended upon her knees.

นางเริ่มต้นด้วยการติดตามมา  นางสิ้นสุดลงเมื่อนางคุกเข่าลง

She began with a request; she ended in prayer.

นางเริ่มต้นด้วยการวิงวอนร้องขอ นางสิ้นสุดโดยการอธิษฐาน

Whenever we come to Jesus, we must come first with adoration of his majesty, and only then with the statement of our own need.

เมื่อใดก็ตามที่เรามาหาพระเยซูเราจะต้องมาด้วยความรักใคร่บูชาพระองค์ผู้ทรงพระบารมีแล้วด้วยคำพูดที่บอกความต้องการของเราเอง

This woman had …persistence. She was undiscourageable.

So many people, it has been said, pray really because they do not wish to miss a chance.

 ผู้หญิงคนนี้มี ... ความพยายามอดทน  นางไม่ขาดความอดทนกล้าหาญ ดังที่ได้กล่าว  ผู้คนมากมายอธิษฐานจริงจังเพราะว่าพวกเขาไม่ต้องการพลาดโอกาส

They do not really believe in prayer; they have only the feeling that something might just possibly happen.

พวกเขาไม่เชื่อในคำอธิษฐานจริงๆ  พวกเขามีเพียงความรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะเกิดขึ้นได้

This woman came because Jesus was not just a possible helper; He was her only hope.

ผู้หญิงคนนี้มาเพราะพระเยซูไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยที่สามารถทำได้ พระองค์ทรงเป็นความหวังของนางเท่านั้น

She came with a passionate hope, a burning sense of need and a refusal to be discouraged.[4]

นางมาพร้อมกับความหวังที่ปรารถนาแรงกล้า   ความต้องการที่ลุกโชนอยู่และการปฏิเสธที่จะยอมท้อถอย

 

Jesus heals many

พระเยซูทรงรักษาคนมากมาย

 

Matthew 15:29-31

29 Jesus went on from there and walked beside the Sea of Galilee. And he went up on the mountain and sat down there.

มัทธิว15:29-31

29 พระเยซูจึงเสด็จจากที่นั่นมายังทะเลสาบกาลิลี แล้วเสด็จขึ้นไปบนภูเขาและประทับที่นั่น 

30 And great crowds came to him, bringing with them the lame, the blind, the crippled, the mute, and many others, and they put them at His feet, and He healed them,

30 มหาชนมาเฝ้าพระองค์ และพาคนง่อย คนแขนขาพิการ คนตาบอด คนใบ้ และคนเจ็บอื่นๆ          หลายๆ คน มาวางแทบพระบาทของพระเยซู แล้วพระองค์ทรงรักษาพวกเขาให้หาย 

31 so that the crowd wondered, when they saw the mute speaking, the crippled healthy, the lame walking, and the blind seeing. And they glorified the God of Israel.

31  ฝูงชนก็ประหลาดใจ เมื่อเห็นคนใบ้พูดได้ คนแขนขาพิการหายเป็นปกติ คนง่อยเดินได้ คนตาบอดกลับเห็น แล้วพวกเขาก็สรรเสริญพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล

 

I am glad that still today God heals people. 

ผมดีใจที่พระเจ้ายังทรงเยียวยารักษาคนทุกวันนี้

We pray and we see people healed.

เราอธิษฐานอ้อนวอนและเราเห็นคนมากมายหายโรค

God is very much concerned with the physical health of these bodies. 

พระเจ้าทรงห่วงใยสุขภาพร่างกายของคนเหล่านี้มาก

But how many had their lives transformed spiritually?

แต่พวกเขากี่คนล่ะที่เปลี่ยนแปลงด้านจิตวิญญาณ?

Hopefully many as they “glorified the God of Israel”

หวังว่าคงมีหลายคนดังที่พวกเขา "สรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล"

 

I was so glad to have the great privilege, as a hospital chaplain, of addressing people’s spiritual needs when they were in the hospital for physical needs.

ผมดีใจมากที่ได้รับเกียรติเป็นอนุศาสกโรงพยาบาล  ดูแลความต้องการทางจิตวิญญาณ  ของผู้คนเมื่อพวกเขาพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเพราะความจำเป็นฝ่ายร่างกาย

Listen to the words of J.C. Ryle, a pastor in the 1800’s, in England.

ฟังดูคำพูดของ  เจ ซี ไรล์ ศิษยาภิบาลในประเทศอังกฤษในปี ค.ศ.1800

 

They felt that health was the greatest of earthly blessings.

          พวกเขารู้สึกว่าสุขภาพเป็นพระพรฝ่ายโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

They felt that pain was the hardest of all trials to bear.

พวกเขารู้สึกว่าความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ยากที่สุดของการทดลองทั้งหมดที่จะแบกรับ

There is no arguing against sense.

ไม่มีการโต้แย้งต่อต้านความรู้สึก.

A man feels his strength failing.

ผู้ชายคนหนึ่งรู้สึกว่าความเข้มแข็งของเขาลดลง

He sees his body wasting, and his face becoming pale.

เขาเห็นร่างกายของเขาเสื่อมเสียและใบหน้าของเขาเริ่มซีดลง

He is sensible that his appetite is leaving him.

เขาสัมผัสได้ว่าความอยากอาหารของเขาจะหายไปจากเขา

He knows, in short, that he is ill, and needs a physician.

สรุป เขารู้ว่าเขาป่วยและต้องการแพทย์ผู้รักษา

Show him a physician within reach, who is said never to fail in working cures, and he will go to him without delay.

นายแพทย์คนหนึ่งเข้ามาหาเขา ผู้ที่ไม่เคยล้มเหลวในการทำงานรักษาโรคและเขาจะไปหาเขาโดยไม่ชักช้า

Let us however not forget that our souls are far more diseased than our bodies, and learn a lesson from the conduct of these people.

แต่อย่าให้เราลืมว่าจิตวิญญาณของเราป่วยเป็นโรคยิ่งกว่าร่างกายของเรา  และเรียนรู้บทเรียนจากการประพฤติของคนเหล่านี้

Our souls are afflicted with a malady far more deep-seated, far more complicated, far more hard to cure than any ailment that flesh [has].

จิตวิญญาณของเราเป็นทุกข์กับโรคภัยที่ยิ่งลงลึกมากขึ้น  ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้น ยากที่จะรักษากว่าโรคใดๆ ที่ฝ่ายเนื้อหนัง [มี]

They are in fact plague-stricken by sin.

ที่จริงพวกเขาติดโรคระบาด-เต็มด้วยความบาป

They must be healed, and healed effectually, or perish everlastingly.

พวกเขาจะต้องถูกรักษาให้หายไป และหายอย่างเป็นผลดี หรือพินาศชั่วนิรันดร์

Do we really know this? Do we feel it?

เรารู้เรื่องนี้จริงๆไหม  เรารู้สึกไหม

Are we alive to our spiritual disease?

เรามีชีวิตอยู่กับโรคจิตวิญญาณของเราหรือ

Alas! there is but one answer to these questions.

อนิจจา มีแต่คำตอบเดียวสำหรับคำถามเหล่านี้.

The bulk of mankind do not feel it at all.

กลุ่มของมนุษยชาติไม่รู้สึกมันได้เลย

Their eyes are blinded.

ตาของพวกเขาก็มืดบอดไป

They are utterly insensible to their danger.

พวกเขาไม่รับรู้ทั้งสิ้นต่ออันตรายของพวกเขา

For bodily health they crowd the waiting-rooms of doctors.

สำหรับสุขภาพร่างกายฝูงชนแออัดรอในห้องเพื่อพบแพทย์

For bodily health they take long journeys to find purer air.

สำหรับสุขภาพร่างกายที่พวกเขาเดินทางไกลเพื่อหาอากาศบริสุทธิ์

But for their soul's health they take no thought at all.

แต่สำหรับสุขภาพจิตวิญญาณของพวกเขาจะไม่คิดอะไรเลย

Happy indeed is that man or woman who has found out his soul's disease!

ความสุขแท้จริงคือผู้ชายหรือผู้หญิงที่ได้พบโรคฝ่ายจิตวิญญาณของเขา!

Such a one will never rest until he has found Jesus.

ดังนั้นคนหนึ่งจะไม่ได้พักสงบจนกระทั่งเขาได้พบพระเยซู

Troubles will seem nothing to him. …eternal life is at stake.

ปัญหาทั้งหลายจะดูเหมือนไม่สำคัญอะไรกับเขา ... ชีวิตนิรันดร์คือการเดิมพันที่เขาเสี่ยง He will count all things loss that he may win Christ, and be healed.

เขาจะสูญเสียทุกสิ่งไปเพื่อจได้พระคริสต์และหายโรค

In the second place, let us [note] the… ease and power with which our Lord healed all who were brought to Him.

ประการที่สองให้เรา [สังเกต] ... ความสะดวกและอำนาจที่พระเจ้าของเราทรงรักษาโรคทุกคนที่ถูกนำมาพบพระองค์

We read that “the multitude wondered when they saw the mute speaking, injured whole, lame walking, and blind seeing--and they glorified the God of Israel.”

เราอ่านว่า " ฝูงชนก็ประหลาดใจ เมื่อเห็นคนใบ้พูดได้ คนแขนขาพิการหายเป็นปกติ คนง่อยเดินได้  คนตาบอดกลับเห็น แล้วพวกเขาก็สรรเสริญพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล"

Behold in these words an [example] of our Lord Jesus Christ's power to heal sin-diseased souls!

ดูเถิดในถ้อยคำเหล่านี้เป็น [ตัวอย่าง] ของฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์ของเราที่

ทรงรักษาโรคฝ่ายจิตวิญญาณ

There is no ailment of heart that He cannot cure.

ไม่มีโรคหัวใจใดที่พระองค์ไม่ทรงสามารถรักษาได้

There is no form of spiritual complaint that He cannot overcome.

ไม่มีรูปแบบของการร้องเรียนทางจิตวิญญาณใดที่พระองค์ไม่สามารถเอาชนะได้

The fever of lust, the [paralyzing] of the love of the world, the slow [wasting disease of laziness] and sloth, the heart-disease of unbelief, all give way when He sends forth His Spirit on any one of the children of men.

โรคของราคะตัณหา ความรักที่ [อัมพาต] ของโลก  ความช้า [โรคขี้เกียจ] และความเฉื่อยชา  โรคหัวใจของผู้ไม่เชื่อ  ทั้งหมดหายไปเมื่อพระองค์ส่งพระวิญญาณของพระองค์มายังลูกคนใดในบรรดาลูกๆ ของมนุษย์

He can put a new song in a sinner's mouth, and make him speak with love of that Gospel which he once ridiculed and blasphemed.

พระองค์ทรงสามารถใส่เพลงใหม่ในปากของคนบาป  และทำให้พระองค์พูดด้วยความรักว่าพระกิตติคุณที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเย้ยและหมิ่นประมาทพระเจ้า

He can open the eyes of a man's understanding and make him see the kingdom of God.

พระองค์ทรงสามารถเปิดตาความเข้าใจของคนและทำให้เขาเห็นราชอาณาจักรของพระเจ้า

He can open the ears of a man and make him willing to hear His voice, and follow Him wherever He goes.

พระองค์ทรงสามารถเปิดหูของคนและทำให้เขาเต็มใจที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์และติดตามพระองค์ทุกที่ที่พระองค์เสด็จไป

He can give power to a man who once walked in the broad way that leads unto destruction, to walk in the way of life.

พระองค์ทรงสามารถให้อำนาจกับคนที่เคยเดินในทางกว้างที่นำไปสู่ความหายนะ เพื่อเดินในทางแห่งชีวิต

He can make hands that were once instruments of sin, serve Him and do His will.

พระองค์ทรงสามารถสร้างมือที่เคยเป็นเครื่องมือของความบาป ให้รับใช้พระองค์และทำตามพระทัยของพระองค์

The time of miracles is not yet past.

เวลาของการอัศจรรย์ยังไม่ได้ผ่านไป

Every conversion is a miracle.

การกลับใจใหม่ทุกครั้งเป็นการอัศจรรย์

Have [you] ever seen a real instance of conversion?

 [คุณ] เคยเห็นการกลับใจเชื่ออย่างทันทีไหม

Let us know that we saw in it the hand of Christ.

ให้เราทราบว่าเราเห็นมันในพระหัตถ์ของพระคริสต์

We should have seen nothing really greater, if we had seen our Lord making the dumb to speak, and the lame to walk, when He was on earth.[5]

เราไม่ได้เห็นอะไรใหญ่ยิ่งกว่านี้จริงๆ, ถ้าเราได้เห็นพระเจ้าของเราทำให้คนใบ้พูดได้ และคนพิการเดินได้  เมื่อพระองค์ประทับอยู่นโลก

 

Jesus feeds the four thousand

พระเยซูทรงเลี้ยงคนสี่พันคน

 

Matthew 15:32-39

32 Then Jesus called his disciples to him and said, “I have compassion on the crowd because they have been with me now three days and have nothing to eat. And I am unwilling to send them away hungry, lest they faint on the way.”

มัทธิว15:32-39

32   พระเยซูทรงเรียกสาวกทั้งหลายของพระองค์มา ตรัสว่า “เราสงสารฝูงชนนี้ เพราะเขา       ทั้งหลายค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้ว และไม่มีอาหารจะกิน เราไม่ต้องการส่งพวกเขาไป  เมื่อยังอดโซอยู่ กลัวว่าพวกเขาจะสิ้นแรงลงตามทาง”

33 And the disciples said him, “Where are we to get enough bread in such a desolate place to feed so great a crowd?”

33  พวกสาวกทูลพระองค์ว่า “ในถิ่นทุรกันดารนี้เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงฝูงชนมาก    เท่านี้ให้อิ่มได้?”

34 And Jesus said to them, “How many loaves do you have?” They said, “Seven, and a few small fish.”

34 พระเยซูจึงตรัสถามเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านมีขนมปังกี่ก้อน” เขาทูลว่า “มีเจ็ดก้อนกับ          ปลาเล็กๆ สองสามตัว” 

35 And directing the crowd to sit down on the ground,

35  พระองค์จึงมีรับสั่งให้ฝูงชนนั่งลงบนพื้น”

36 He took the seven loaves and the fish, and having given thanks he broke them and gave them to the disciples, and the disciples gave them to the crowds.

36  แล้วทรงรับขนมปังเจ็ดก้อน และปลาเหล่านั้นมา เมื่อขอบพระคุณแล้ว ก็ทรงหักและ     ทรงส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์ เหล่าสาวกก็แจกให้ฝูงชน

37 And they all ate and were satisfied. And they took up seven baskets full of the broken pieces left over.

37  และทุกคนได้รับประทานจนอิ่ม อาหารที่เหลือนั้น พวกเขาเก็บได้เจ็ดกระบุงเต็ม  

38 Those who ate were four thousand men, besides women and children.

38  พวกที่รับประทานอาหารนั้น มีผู้ชายสี่พันคนไม่รวมผู้หญิงและเด็ก

39 And after sending away the crowds, He got into the boat and went to the region of Magdala.

39 พระองค์ตรัสสั่งให้ประชาชนไปแล้ว   ก็เสด็จลงเรือมาถึงเขตเมืองมากาดาน

 

Magdala is probably two miles south of Capernaum there in the Sea of Galilee

มืองแมกดาลาอาจอยู่ห่างไปสองกิโลเมตรจากตอนใต้ของเมืองคาเปอรนาอุมที่มีทะเลกาลลิลี

They have discovered the ruins of the city of Magdala from which Mary Magdalene did come.

พวกเขาได้ค้นพบซากปรักหักพังของเมืองมักดาลา เมืองที่มารี มักดาลาได้เคยมาเยือน

And you can see the ruins there of Magdala today. [6]

และคุณสามารถชมซากปรักหักพังของเมืองมักดาลาได้ทุกวันนี้

 

This miracle informs us very clearly of the place of the disciple in the work of Christ.

การอัศจรรย์นี้บอกให้เราเห็นได้ชัดอย่างชัดเจนของสถานที่ที่สาวกทำงานของพระคริสต์.

The story tells that Jesus gave to the disciples and the disciples gave to the crowd.

เรื่องนี้เล่าว่าพระเยซูทรงมอบให้กับสาวกและสาวกมอบให้กับฝูงชน

Jesus worked through the hands of his disciples that day, and He still does.

พระเยซูทรงทำงานผ่านมือของสาวกของพระองค์ในสมัยนั้นและพระองค์ยังทรงทำอยู่

Again and again, we come face to face with this truth which is at the heart of the Church.

ครั้งแล้วครั้งเล่าเรามาเผชิญหน้ากับความจริงนี้ซึ่งเป็นหัวใจของคริสตจักร

It is true that disciples are helpless without their Lord, but it is also true that the Lord is helpless without his disciples.

มันเป็นความจริงที่ว่าพวกสาวกจะหมดความช่วยเหลือปราศจากพระเจ้าของพวกเขา  แต่มันก็จริงด้วยที่ว่าพระเจ้าทรงไม่มีใครช่วยถ้าปราศจากสาวกของพระองค์

If Jesus wants something done, if He wants a child taught or a person helped, He has to get someone to do it.

ถ้าพระเยซูต้องการให้สิ่งใดทำสำเร็จ  ถ้าพระองค์ต้องการให้มีใครสอนเด็กหรือให้มีคนช่วย พระองค์ต้องหาคนที่จะทำมัน

He needs people through whom He can act and through whom He can speak.

พระองค์ทรงต้องการคนที่พระองค์สามารถทำกิจผ่านทางเขาที่ซึ่งพระองค์สามารถตรัสได้

Jesus Christ needs disciples through whom He can work and through whom his truth and his love can enter into the lives of others.

พระเยซูคริสต์ทรงต้องการพวกสาวกที่พระองค์สามารถทำงานผผ่านทางพวกเขา และผ่านความจริงและความรักของพระองค์ไปสู่ชีวิตของผู้อื่นได้

He needs men and women to whom He can give, in order that they may give to others.

พระองค์ทรงต้องการชายและหญิงผู้ที่พระองค์สามารถประทานให้  เพื่อให้พวกเขามอบให้แก่ผู้อื่น

Without such men and women, He cannot get things done, and it is our task to be the people He needs.[7]

ถ้าปราศจากชายและหญิงเหล่านี้พระองค์ไม่ทรงสามารถทำสิ่งทั้งหลายได้  และมันเป็น     งานของเราที่จะเป็นคนที่พระองค์ทรงต้องการ

 

          From this miracle we can learn that, like Jesus, we should show compassion on the needy. 

          จากการอัศจรรย์นี้เราสามารถเรียนรู้ได้   เหมือนอย่างพระเยซู  เราควรแสดงความเมตตา       ต่อผู้ขัดสน

Jesus saw that the crowd had no food and was a long way from home, so He fed them. 

พระเยซูทรงเห็นว่าฝูงชนไม่มีอาหารและอยู่ไกลจากบ้าน ดังนั้นพระองค์จึงทรงจัดอาหาร แก่พวก เขา

We need to be alert to the needs of people around us and do what we can to help them. 

เราจำเป็นต้องตื่นตัวกับความต้องการของผู้คนรอบตัวเราและทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้   เพื่อช่วยพวกเขา

We also learn that Jesus will meet our needs.

นอกจากนี้เรายังเรียนรู้ว่าพระเยซูจะทรงประทานให้ตามความจำเป็นที่เราต้องการ

Philippians 2:4 Let each of you look not only to his own interests, but also to the interests of others.

ฟิลิปปี 2:4 อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคน อื่นๆ ด้วย

 

Philippians 4:19 My God will supply all your needs according to His riches in glory in Christ Jesus.

ฟิลิปปี4:19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่านจากทรัพย์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์

         

Jesus still has compassion on the hungry multitudes, and He still says to His church: "Give them something to eat"

          พระเยซูยังทรงมีความเมตตาต่อฝูงชนที่หิว  และพระองค์ยังตรัสกับคริสตจักรของพระองค์: " จงจัดหาบางอย่างให้เขากิน"

How easy it is for us to send people away, to make excuses, to plead a lack of resources.

มันง่ายมันเพียงไรสำหรับเราที่จะส่งผู้คนไปเสีย  ที่จะหาข้อแก้ตัว  ที่จะอ้อนวอนว่าขาดทรัพยากร

Jesus asks that we give Him all that we have and let Him use it as He sees fit.

พระเยซูทรงขอให้เราถวายแด่พระองค์ทุกสิ่งที่เรามีและยอมให้พระองค์ทรงใช้มันขณะที่พระองค์ทรงเห็นว่าดี

A hungry world is feeding on empty substitutes while we deprive them of the Bread of Life.

โลกที่หิวโหยกำลังให้สิ่งทดแทนที่ว่างเปล่า  ในขณะที่เราทำให้กีดกันไม่ให้อาหารแห่งชีวิตแก่พวกเขา

When we give Christ what we have, we never lose.

เมื่อเราให้พระคริสต์สิ่งที่เรามี  เราไม่มีวันสูญเสีย

We always end up with more blessing than when we started.[8]

เรามักจะจบลงด้วยพรพรมากขึ้นกว่าเมื่อเราเริ่มต้น

 

The Gospel or Good News is God loves you.

ข่าวประเสริฐหรือข่าวดีก็คือพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้   คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า 

 

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

ของประทานที่ต้องได้รับ

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์   คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซูคริสต์พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขน  และทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4

3 For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์15:3-4

 3เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4 that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

          If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:

          ถ้าคุณต้องการที่จะต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณและหันจากความบาป  ของคุณ, คุณสามารถทูลขอให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของคุณโดย    อธิษฐานเช่นนี้:

         

Lord Jesus, I believe you are the Son of God.

          องค์พระเยซูเจ้า   ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Thank You for dying on the cross for my sins.

ขอบพระคุณที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขนเพราะความบาปของข้าพเจ้า

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

กรุณาให้อภัยบาปและประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพเจ้า

I ask you into my life and heart to be my Lord and Savior.

ข้าพเจ้าทูลขอให้พระองค์เสด็จเข้าสู่ชีวิตและหัวใจเพื่อทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด

I want to serve you always.

ข้าพเจ้าต้องการรับใช้พระองค์เสมอ

In Jesus name I pray, Amen.

อธิษฐานในนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

          This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository        Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at       Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

          คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่     ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิว15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่      Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

          Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard     Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News           Publishers. Used by permission. All rights reserved 

          ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวน ลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์ พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับ    อนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

          Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011          Copyright © 2011 Thailand Bible Society

          ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน           2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 15.

[2] Jack Kelley, “Commentary on Romans 9-11 part 2” Grace Thru Faith, https://gracethrufaith.com/topical-studies/tough-questions-answered/elected-rejected-accepted-a-commentary-on-romans-9-11-part-2, (accessed May 18, 2018).

[3] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 15.

[4] William Barclay, The New Daily Study Bible – The Gospel of Matthew, Volume 2, (Louisville, KY: Westminster John Knox Press, 2001), WORDsearch CROSS e-book, 140-144.

 

[5] John C. Ryle, The Gospel of Matthew, (1857) The Word Bible software.

[6] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 15

[7] Barclay, The New Daily Study Bible – The Gospel of Matthew, Volume 2, 118-119.

 

[8] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Loyal (Matthew), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 251.

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top