Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 14  The Death of John the Baptist, Jesus Feeds 5,000, and Walks on Water

มัทธิวบทที่ 14 มรณกรรมของยอห์นผู้ให้บัพติศมา พระเยซูทรงเลี้ยงคนห้าพันคน และทรงดำเนินบนน้ำ

 

John the Baptist was in prison because he spoke to Herod Antipas that it was not right for him to marry his brother Phillip’s wife, her name was Herodias.

ยอห์นผู้ให้บัพติศมาต้องถูกขังคุกเพราะเขาได้พูดกับเฮโรด แอนติปัส ว่ามันไม่เหมาะ

สมที่พระองค์จะสมรสกับภรรยาของฟิลิปพระอนุชาของพระองค์  ชื่อนางคือเฮโรเดียส

John was a bold man, always standing for righteousness.  He became the first of many martyrs.

อห์นเป็นคนที่กล้าหาญ  ยืนหยัดเพื่อความชอบธรรมเสมอ เขาเป็นคนแรกในบรรดาหลายคนที่พลีชีพเพราะศาสนา

 

Matthew 14:1-12 (NASB)

1At that time Herod the tetrarch heard the news about Jesus,

มัทธิว14:1-12

                1 เวลานั้นเฮโรดเจ้าเมืองทรงได้ยินกิตติศัพท์ของพระเยซู

2 and said to his servants, “This is John the Baptist; he has risen from the dead, and that is why miraculous powers are at work in him.”

                2 จึงตรัสกับพวกบริวารว่า “คนนี้แหละคือยอห์นผู้ให้บัพติศมา ท่านเป็นขึ้นมาจาก       ความตายแล้ว เพราะ            เหตุนี้ท่านจึงทำการอัศจรรย์ได้

For when Herod had John arrested, he bound him and put him in prison because of Herodias, the wife of his brother Philip.

3 เพราะว่าเฮโรดทรงจับยอห์นล่ามโซ่ขังคุกไว้ เพราะเหตุนางเฮโรเดียส ชายาของฟี  ลิปพระอนุชาของพระองค์ 

4 For John had been saying to him, “It is not lawful for you to have her.”

4เพราะยอห์นเคยทูลพระองค์ว่า “พระองค์ไม่มีสิทธิ์รับนางนั้นมาเป็นพระชายา”

5 Although Herod wanted to put him to death, he feared the crowd, because they regarded John as a prophet.

5 ถึงเฮโรดมีพระประสงค์จะฆ่ายอห์นก็ทรงกลัวฝูงชน เพราะว่าพวกเขานับถือ ยอห์นว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ

6 But when Herod’s birthday came, the daughter of Herodias danced before them and pleased Herod,

            6แต่เมื่องานฉลองวันประสูติของเฮโรดมาถึง  บุตรีนางเฮโรเดียสมาเต้นรำต่อหน้า      พวกแขก  ทำให้เฮโรดโปรด

so much that he promised with an oath to give her whatever she asked.

            7 เฮโรดจึงทรงสัญญาโดยปฏิญาณว่า   “เธอจะขอสิ่งใดๆ ก็จะให้สิ่งนั้น”

8 Having been prompted by her mother, she *said, “Give me here on a platter the head of John the Baptist.”

            8 เธอก็ทูลตามที่มารดาแนะนำไว้ว่า   “ขอศีรษะยอห์นผู้ให้บัพติศมาใส่ถาดมาให้         หม่อมฉันที่นี่เพคะ”

9 Although he was grieved, the king commanded it to be given because of his oaths, and because of his dinner guests.

             9 กษัตริย์เฮโรดก็ทรงเป็นทุกข์   แต่เพราะเหตุที่ทรงปฏิญาณไว้   และเพราะทรงเห็น  แก่หน้าแขกจึงมีรับสั่งอนุญาตให้

10 He sent and had John beheaded in the prison.

             10 แล้วก็ทรงใช้คนไปตัดศีรษะยอห์นในคุก

11 And his head was brought on a platter and given to the girl, and she brought it to her mother.

            11 เขาจึงเอาศีรษะใส่ถาดมาให้หญิงสาวนั้น   หญิงสาวนั้นก็เอาไปให้มารดา

12 His disciples came and took away the body and buried it; and they went and reported to Jesus.

            12 บรรดาสาวกของยอห์นก็มารับเอาศพไปฝังไว้   แล้วก็มาทูลพระเยซูให้ทรงทราบ

           

How costly and foolish a vow can be. 

            ช่างเป็นคำสัญญาที่ทำให้ต้องเสียและงี่เง่ามาก

Herod promised his niece, his wife’s daughter, anything she wanted. 

เฮโรดได้ให้สัญญากับหลานสาวซึ่งเป็นบุตรีของชายาของพระองค์ว่าจะให้ทุกสิ่งตามที่เธอต้องการ

Coaxed by her mother she wanted the head of John the Baptist, so even though Herod considered John the Baptist a friend, off with his head. 

มารดาของเธอเกลี้ยกล่อมเธอว่านางอยากได้ศีรษะของอห์นผู้ให้บัพติสมา  ดังนั้นแม้ว่าเฮโรดถือว่า ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเป็นสหาย แต่เขาก็สั่งให้ตัดศีรษะของยอห์น

`

This had been an extremely hard day for Jesus.

            นี่เป็นวันที่ยากลำบากมากสำหรับพระเยซู

He had received the news of this horrible event; His cousin John had been beheaded by Herod.

พระองค์ทรงทราบข่าวเหตุการณ์ที่น่ากลัวนี้ ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์คือยอห์นถูกเฮโรดสั่งตัดศีรษะ

And He felt the need to just get alone for a while. 

และพระองค์รู้สึกอยากจะประทับเพียงลำพังชั่วขณะ

He got into the boat with the disciples, and they headed over to the other side.

พระองค์สด็จลงเรือไปกับพวกสาวกและพวกเขามุ่งหน้าไปทางอีกฝั่งหนึ่ง

But the people seeing the direction that they were going, ran around the upper part of the Galilee, and met Him when the ship landed. 

แต่ประชาชนกำลังดูทิศทางที่พวกเขากำลังมุ่งไป  แล้วรีบวิ่งตามไปแถวตอนบนของกาลิลีและได้พบพระองค์เมื่อเรือเทียบฝั่ง

Here was the multitude, Jesus spent the day ministering to them.

ที่นี่มีคนมากมา  พระเยซูทรงใช้เวลาทั้งวันเทศนาสั่งสอนพวกเขา

 

Jesus feeds the five thousand

พระเยซูทรงเลี้ยงคนห้าพันคน

 

Matthew 14:13-14 (NASB)

13 Now when Jesus heard about John, He withdrew from there in a boat to a secluded place by Himself; and when the people heard of this, they followed Him on foot from the cities.

มัทธิว14:13-14

13 เมื่อพระเยซูทรงทราบแล้ว   จึงทรงลงเรือเสด็จไปจากที่นั่น   ไปยังที่สงบตาม         ลำพัง  เมื่อฝูงชนทราบเขาทั้งหลายก็ออกจากเมืองต่างๆเดินตามพระองค์ไป

14 When He went ashore, He saw a large crowd, and felt compassion for them and healed their sick.

14 เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว   ก็ทอดพระเนตรเห็นมหาชน  พระองค์ทรง         สงสารเขาทั้งหลายจึงทรงรักษาคนป่วยของพวกเขาให้หาย

 

May God give us a heart of compassion towards the needs of people.  

ขอพระเจ้าทรงให้เรามีใจเมตตารักใคร่สงสารต่อประชาชนที่มีความต้องการ

The needs of people always moved the heart of Jesus with compassion. He could not see a needy person without being moved with compassion towards them.

ความต้องการของผู้คนมักทำให้พระเยซูทรงมีพระทัยเมตตาสงสาร  ทรงไม่   สามารถเห็นคนยากลำบากขาดความรักเมตตาสงสารจากพระองค์

 

Matthew 14:15-21 (NASB)

15 When it was evening, the disciples came to Him and said, “This place is desolate and the hour is already late; so send the crowds away, that they may go into the villages and buy food for themselves.”

มัทธิว14:15-21

15 เมื่อเวลาเย็นแล้ว บรรดาสาวกมาทูลพระองค์ว่า “ที่นี่เป็นถิ่นทุรกันดาร และบัดนี้     ก็เย็นลงมากแล้ว ขอพระองค์โปรดให้ฝูงชนไปเสียเถิด เพื่อพวกเขาจะไปซื้ออาหารรับประทานตามหมู่บ้าน”

16 But Jesus said to them, “They do not need to go away; you give them something to eat!”

            16 พระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า “พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่นี่ พวกท่านจงเลี้ยง   พวกเขาเถิด” 

17 They said to Him, “We have here only five loaves and two fish.”

            17 พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า   “พวกข้าพระองค์มีเพียงขนมปังห้าก้อนกับปลาสอง    ตัวอยู่ที่นี่”

18 And He said, “Bring them here to Me.”

            18 พระองค์จึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เอาอาหารนั้นมาให้เราเถิด”

19 Ordering the people to sit down on the grass, He took the five loaves and the two fish, and looking up toward heaven, He blessed the food, and breaking the loaves He gave them to the disciples, and the disciples gave them to the crowds,

19 แล้วพระองค์มีรับสั่งให้ฝูงชนนั่งลงบนหญ้า เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ และขอพระพร แล้วทรงหักขนมปังส่งให้พวกสาวก พวกสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง 

20 and they all ate and were satisfied. They picked up what was left over of the broken pieces, twelve full baskets.

            20 พวกเขาได้กินอิ่มกันทุกคน ส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้น เขาเก็บไว้ได้ถึงสิบสอง   ตะกร้าเต็ม

21 There were about five thousand men who ate, besides women and children.

21คนทั้งหลายที่รับประทานอาหารนั้น มีผู้ชายประมาณห้าพันคน ไม่รวมผู้หญิงและเด็ก

 

A boy came with five small loaves and two fish and Jesus miraculously multiplied them to feed more than 5,000 not counting the women and the children.  

            เด็กผู้ชายคนหนึ่งมอบขนมปังห้าก้อนเล็กและปลาสองตัวให้   และพระเยซูทรงสำแดงการอัศจรรย์โดยทรงเพิ่มพูนอาหารเพื่อเลี้ยงดูคนนับแต่ผู้ชายมากกว่า 5,000        คนโดยไม่นับรวมผู้หญิงและเด็ก

Jesus can use our small riches, our small talent and multiply them greatly. 

พระเยซูทรงสามารถใช้เงินทองเล็กน้อยของเรา   ความสามารถเล็กน้อยของเรา  แล้วจะทรงเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้อย่างมากมาย

Jesus walks on the water

พระเยซูทรงดำเนินบนผิวน้ำ

 

Matthew 14:22-23 (NASB)

22 Immediately He made the disciples get into the boat and go ahead of Him to the other side, while He sent the crowds away.

มัทธิว14:22-23

22 แล้วพระองค์ตรัสสั่งให้บรรดาสาวกลงเรือทันที และข้ามฟากไปก่อน ในขณะที่       พระองค์ทรงรอส่งฝูงชนกลับบ้าน 

23 After He had sent the crowds away, He went up on the mountain by Himself to pray; and when it was evening, He was there alone.

23และเมื่อทรงให้ฝูงชนไปหมดแล้ว พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่อ          อธิษฐาน เวลาก็ดึกมาก พระองค์ยังประทับที่นั่นแต่ลำพัง

 

Jesus was weary emotionally, because of what had happened to John.

            ด้านอารมณ์พระเยซูทรงรู้สึกเหนื่อยเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับอห์น

Weary physically by ministering to these people, being pressed by them all day long up until the evening. 

ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายที่สั่งสอนคนเหล่านี้  พวกเขาทำให้พระองค์ทรงงานหนักตลอดทั้งวันนกระทั่งตกเย็น.

He fed them and then He sent them away, as the disciples are heading back. 

พระองค์ทรงเลี้ยงพวกเขาและพระองค์ทรงส่งพวกเขาออกไป มื่อพวกสาวกกำลังมุ่งกลับ.

Hard day, troubling news, physically exhausted, time to really rest, but instead He went up into a mountain apart to pray.

วันที่ยากลำบาก  ข่าวความยุ่งยาก พระวรกายเหน็ดเหนื่อย ถึงเวลาต้องพักจริงๆ พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่อไปอธิษฐาน

Oh, the importance that prayer had in the life of Jesus. 

โอ  การอธิษฐานมีความสำคัญมากในชีวิตของพระเยซู

If He being the Son of God felt the necessity to be strengthened through prayer on these kinds of occasions, how much more we, weak, failing disciples or followers of Him need to spend time in prayer, to be strengthened by God.

หากพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้ารู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องเข้มแข็ง โดยการอธิษฐานในโอกาสเหล่านี้    ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   ที่เวลาที่เราสาวกหรือผู้ติดตามของพระองค์อ่อนแอหรือล้ลง จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิษฐาน  ขอให้พระเจ้าทรงประทานความเข้มแข็ง

 

Matthew 14:24-31 (NASB)

24 But the boat was already a long distance from the land, battered by the waves; for the wind was contrary.

มัทธิว14:24-31

24 ในขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้ว และถูกคลื่นซัดเพราะทวนลมอยู่ 

25 And in the fourth watch of the night He came to them, walking on the sea.

เมื่อเวลาใกล้รุ่งเช้า พระองค์ทรงดำเนินบนทะเลไปยังพวกสาวก 

26 When the disciples saw Him walking on the sea, they were terrified, and said, “It is a ghost!” And they cried out in fear.

            26เมื่อสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเล เขาทั้งหลายก็แตกตื่นพูดกันว่าต้อง    เป็นผี และร้องด้วยความกลัว 

27 But immediately Jesus spoke to them, saying, “Take courage, it is I; do not be afraid.”

27 พระเยซูตรัสกับพวกเขาทันทีว่า “ทำใจดีดีเถิด นี่เราเอง อย่ากลัวเลย

28 Peter said to Him, “Lord, if it is You, command me to come to You on the water.”

28 เปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว ขอตรัสให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์” 

29 And He said, “Come!” And Peter got out of the boat, and walked on the water and came toward Jesus.

29 พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด” เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู

30 But seeing the wind, he became frightened, and beginning to sink, he cried out, “Lord, save me!”

30แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย” 

31 Immediately Jesus stretched out His hand and took hold of him, and *said to him, “You of little faith, why did you doubt?”

31 พระเยซูจึงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ทันที แล้วตรัสว่า “ช่างมีความเชื่อน้อย ท่านสงสัยทำไม?”

 

Peter was able for a time to walk on the water, and it would appear that he could walk on the water, as long as he kept his eyes on Jesus.

เปโตรก็สามารถเดินบนน้ำได้ชั่วขณะ และปรากฏว่าเขาสามารถเดินบนน้ำได้นานเท่าที่เขาเพ่งสายตาจ้องมองไปที่พระเยซู

But suddenly, maybe a wave crashed, splashing his face and he looked around, what am I doing out here? And he started to sink. "Lord, save me."

แต่จู่ๆ  อาจมีคลื่นซัดสาดใส่ใบหน้าของเขา  และเขาหันมองไปรอบ ๆ  ข้ากำลังทำอะไรเหรอนี่? และเขาก็เริ่มที่จะจมลง "ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงโปรดช่วยข้าพเจ้า"

When we look only at our circumstances and not at Jesus, we sink. 

เมื่อเรามองเฉพาะที่สถานการณ์ของเราและไม่ได้มองไปที่พระเยซูเราก็อาจล้มลง

 

Matthew 14:32-33 (NASB)

32 When they got into the boat, the wind stopped.

มัทธิว14:32-33 เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้ว ลมก็สงบลง 

33 And those who were in the boat worshiped Him, saying, “You are certainly God’s Son!”

33 พวกที่อยู่ในเรือ จึงมากราบนมัสการพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว”

 

The wind and the waves obeyed Him. 

ลมและคลื่นก็เชื่อฟังพระองค์

The disciples afraid first that they were about to drown and then thought they were seeing a ghost. 

ครั้งแรกพวกสาวกกลัวว่าพวกเขากำลังจะจมน้ำตายและคิดว่าเห็นผี

They recognized that instead they were rescued by and were in the presence of the Son of God and worshiped Him.

แต่แล้วพวกเขาก็ยอมรับว่าพวกเขาได้รับการช่วยชีวิตและอยู่ต่อพระพักตร์พระบุตรของพระเจ้าและนมัสการพระองค์

 

Jesus heals the sick in Gennesaret

พระเยซูทรงรักษาคนป่วยที่เยนเนซาเรท

 

Matthew 14:34-36 (NASB)

34 When they had crossed over, they came to land at Gennesaret.

มัทธิว14:34-36

34  เมื่อข้ามฟากไปแล้วก็มาขึ้นฝั่งที่แขวงเยนเนซาเรท 

35 And when the men of that place recognized Him, they sent word into all that surrounding district and brought to Him all who were sick;

35 คนที่นั่นจำพระองค์ได้ ก็ส่งข่าวไปทั่วแคว้น และต่างก็พาบรรดาคนเจ็บป่วยมา       เฝ้าพระองค์

36 and they implored Him that they might just touch the fringe of His cloak; and as many as touched it were cured.

36 พวกเขาทูลขอพระองค์โปรดให้พวกเขาได้แตะต้องเพียงชายฉลองพระองค์           เท่านั้น และใครได้แตะต้องก็หายป่วยทุกคน

 

There was nothing magical about Jesus’ clothing.  But there are miracles from God when we have faith in him.

            ฉลองพระองค์ของพระเยซูไม่มีอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่การอัศจรรย์จากพระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อเรามีความเชื่อในพระองค์

 

Do you need prayer today for healing? 

คุณต้องการคำอธิษฐานในวันนี้เพื่อรักษาโรคไหม?

Are you willing to take a bold stand for God like John the Baptist? 

คุณเต็มใจที่จะยืนหยัดที่จะอยู่เพื่อพระเจ้าเหมือนอย่างยอห์นผู้ให้บัพติสมาไหม

Are you giving to meet the needs of others? 

คุณกำลังมอบให้คนอื่นตามความต้องการของเขาไหม?

Are you spending time daily in prayer?

คุณใช้เวลาอธิษฐานทุกวันหรือไม่

Do you have your eyes on your circumstances rather than on Jesus?

คุณจับตาดูสถานการณ์ต่างๆ ของคุณมากกว่าพระเยซูช่ไหม?

 

            Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

            การตัดสินใจที่จะติตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you.  He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ได้เป็น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่มนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่เวลานั้นคนทั้งหมดได้ทำผิด คิด           ผิด และพูดไม่ถูกต้อง

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์        ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the            cross.

พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าทรงแบกรับโทษเพื่อบาปของเราโดยสิ้นพระชนม์บน          กางเขน

He came alive again three days later.

พระองค์ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 (ESV) If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

 

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus. 

            ความบาปของคุณจะได้รับการอภัยและคุณจะกลายเป็นคริสเตียน สาวกของพระ       เยซู

You can talk to God about your new faith in Him, with a prayer like this: 

คุณสามารถสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อใหม่ของคุณในพระองค์ ด้วยการ     อธิษฐานอย่างนี้

Dear Lord, I know I have done wrong and need forgiveness.

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ารู้ว่าได้ทำผิดและต้องการทรงให้อภัย.

Thank You for dying for my sins and for offering me eternal life.

ขอบพระคุณที่ทรงสิ้นพระชนม์เพราะความบาปของข้าพเจ้าและทรงให้มีชีวิตนิรันดร์

Please forgive me of my sins and help me turn from them.

ขอทรงโปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้าหันจากความบาป

I now confess you as my Savior.

ตอนนี้ข้าพเจ้าขอยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

Take control of my life and help me live for Jesus.

ทรงควบคุมของชีวิตของข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู

Thank you for coming into my life and giving me eternal life.

ขอบพระคุณสำหรับการเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและให้ข้าพเจ้ามีชีวิตนิรันดร์.

In Jesus name I pray, Amen

ข้าพเจ้าขออธิษฐานในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English).  Lulu.com in Thai.

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ) Lulu.com ภาษาไทย

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิลอคแมนใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top