Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 13 Parable of Wheat and Tares, the Sower, the Weeds, and the Mustard Seed and Leaven

มัทธิวบทที่ 13 อุปมาเรื่องข้าวสาลีและข้าวละมาน   ผู้หว่าน  วัชพืช  เมล็ดมัสตาร์ดและเชื้อขนม

 

Jesus gives eight parables in this chapter to describe the Kingdom of God, the world, the church, Israel, the gospel, the Devil, the true believers, false believers, true and false doctrine, mixing together. 

            ในบทนี้พระเยซูทรงสอนด้วยอุปมาแปดเรื่อง เพื่ออธิบายราชอาณาจักรของพระเจ้า  โลก  คริสตจักร อิสราเอล  พระกิตติคุณ มารร้าย ผู้เชื่อที่แท้จริง ผู้เชื่อเท็จ คำสอนแท้ และคำสอนเท็จ  ผสมร่วมกัน

Jesus uses such familiar figures as soil, seed, birds, thorns, rocks, sun, wheat, tares, mustard seed, leaven, hidden treasure, a pearl and a net.

พระเยซูทรงใช้รูปร่างสิ่งที่เราคุ้นเคย เช่นดิน  เมล็ด  นก  หนาม หิน  ดวงอาทิตย์  ข้าวสาลี ข้าวละมาน  เมล็ดมัสตาร์ด  เชื้อขนม  สมบัติที่ซ่อนอยู่  ไข่มุกและอวน

When wheat and weeds first begin to grow you can’t really tell the difference they look the same. 

เมื่อข้าวสาลีและวัชพืชเติบโตขึ้นตอนแรกนั้นคุณไม่อาจแยกแยะความแตกต่างที่พวกมันดูคล้ายกันจริงๆ

Usually with wheat you have to have a sower, who has spread out the seed.  The weeds grow naturally blown by the wind and often mix together with the wheat or other grass or crop you are trying to grow.

ปกติเวลาปลูกข้าวสาลีนั้นคุณต้องมีผู้หว่านพืช  ผู้ที่ได้หว่านเมล็ดให้กระจาย  วัชพืชก็เจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยลมพัดพาไป  และมักจะปะปนกัข้าวสาลีหรือหญ้าอื่นหรือพืชอื่นๆ ที่คุณกำลังพยายามปลูก

Matthew 13:1-7 (ESV)

1 That same day Jesus went out of the house and sat beside the sea.

มัทธิว13:1-7

1 ในวันนั้นพระเยซูเสด็จจากบ้านไปประทับที่ชายทะเลสาบ

2 And great crowds gathered about him, so that he got into a boat and sat down. And the whole crowd stood on the beach.

2 มีมหาชนมาหาพระองค์ พระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือ และฝูงชนทั้งหมดก็     ยืนอยู่บนฝั่ง 

3 And he told them many things in parables, saying: “A sower went out to sow.

3 แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาทั้งหลายเป็นอุปมาหลายเรื่อง เป็นต้นว่า “นี่แน่ะ มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช 

4 And as he sowed, some seeds fell along the path, and the birds came and devoured them.

4 และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย 

5 Other seeds fell on rocky ground, where they did not have much soil, and immediately they sprang up, since they had no depth of soil,

5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินน้อย จึงงอกขึ้นอย่างเร็วเพราะดินไม่ลึก 

6 but when the sun rose they were scorched. And since they had no root, they withered away.

6 แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันก็ถูกแผดเผา จึงเหี่ยวไปเพราะรากไม่มี

7 Other seeds fell among thorns, and the thorns grew up and choked them.

7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย 

 

Besides the weeds or thorns choking out the good wheat, there are also the birds, rocky soil, and sometimes too much sun and not enough rain so the wheat doesn’t grow.

            นอกจากวัชพืชหรือต้นหนามที่ปกคลุมข้าวสาลีที่ดี   ยังมีนกมากมายด้วย  ดินปน       หิน  และบางครั้งแสงอาทิตย์มากเกินไปและฝนไม่เพียงพอ  ดังนั้นข้าวสาลีก็ไม่เติบโต

 

Matthew 13:8-16 (ESV)

8 Other seeds fell on good soil and produced grain, some a hundredfold, some sixty, some thirty.

มัทธิว13:8-16

 8 บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง 

9 He who has ears, let him hear.”

9 ใครมีหูจงฟังเถิด”

 

The purpose of the parables

          จุดมุ่งหมายของอุปมา

 

10 Then the disciples came and said to him, “Why do you speak to them in parables?”

10 ส่วนสาวกทั้งหลายจึงมาทูลพระองค์ว่า “ทำไมพระองค์ตรัสกับพวกเขาเป็น อุปมา?” 

11 And he answered them, “To you it has been given to know the secrets of the kingdom of heaven, but to them it has not been given.

11 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ข้อความลึกลับแห่งแผ่นดินสวรรค์ โปรดให้พวกท่านรู้     ได้ แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้”

12 For to the one who has, more will be given, and he will have an abundance, but from the one who has not, even what he has will be taken away.

12 เพราะว่าใครมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้คนนั้นมีเหลือเฟือ แต่คนที่ไม่มีนั้น แม้ที่เขามี    อยู่ก็จะเอาไปจากเขา

13 This is why I speak to them in parables, because seeing they do not see, and hearing they do not hear, nor do they understand.

 13 เพราะเหตุนี้ เราจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายเป็นอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่  เห็น ถึงได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ 

14 Indeed, in their case the prophecy of Isaiah is fulfilled that says: “‘You will indeed hear but never understand, and you will indeed see but never perceive.

14 สภาพของพวกเขาก็เป็นไปตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์ที่ว่า พวกเจ้าจะได้ยินกับหู ก็จริง แต่จะไม่เข้าใจ จะดูก็จริง แต่จะไม่เห็น

15 For this people's heart has grown dull, and with their ears they can barely hear,

and their eyes they have closed, lest they should see with their eyes and hear with their ears and understand with their heart and turn, and I would heal them.’

15 เพราะว่าชนชาตินี้กลายเป็นคนมีใจเฉื่อยชา หูก็ตึง และตาของพวกเขาก็ปิด เกรง ว่าเขาจะเห็นด้วยตา จะได้ยินด้วยหูและจะได้เข้าใจด้วยจิตใจ แล้วจะหันกลับมา    และเราจะรักษาพวกเขาให้หาย’

16 But blessed are your eyes, for they see, and your ears, for they hear.

16 “แต่นัยน์ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็น และหูของท่านก็เป็นสุข           เพราะได้ยิน 

 

The purpose of a parable is always to illustrate a truth.

            จุดประสงค์ของอุปมาแสดงให้เห็นภาพความจริงเสมอ

            When a person cannot understand, when a person cannot see, then you use a story.

เมื่อคนหนึ่งไม่สามารถเข้าใจ  เมื่อคนหนึ่งไม่สามารถมองเห็น  จากนั้นคุณก็ใช้         บอกเล่าเรื่องราว

You take something that is familiar to them, something that they can understand,             and you tell the story, and then by the story you illustrate the truth that you are   trying to get across to them.

คุณจะใช้บางสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย บางสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าใจ  และคุณบอกเล่า   เรื่องราวแล้วโดยเรื่องที่คุณแสดงให้เห็นภาพความจริงซึ่งคุณกำลังพยายามให้พวก         เขายอมรับ

 

The parable of the sower explained

อุปมาเรื่องผู้หว่านพืชที่ได้อธิบาย

 

Matthew 13:17-23

17 Truly, I say to you, many prophets and righteous people longed to see what you see, and did not see it, and to hear what you hear, and did not hear it.

มัทธิว13:17-23

17เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า ผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบธรรมจำนวนมาก ปรารถนาจะเห็นสิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้ แต่ก็ไม่เคยได้เห็น และอยากจะได้ยินสิ่งที่พวก         ท่านได้ยิน แต่ก็ไม่เคยได้ยิ

18 “Hear then the parable of the sower:

18 “เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชนั้น 

19 When anyone hears the word of the kingdom and does not understand it, the evil one comes and snatches away what has been sown in his heart. This is what was sown along the path.

19เมื่อใครได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาฉวยเอาสิ่งที่หว่านในใจเขานั้นไปเสีย นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง

20 As for what was sown on rocky ground, this is the one who hears the word and immediately receives it with joy,

20 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ       แล้วก็รับทันทีด้วยความยินดี 

21 yet he has no root in himself, but endures for a while, and when tribulation or persecution arises on account of the word, immediately he falls away.

 21 แต่ไม่มีรากลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว และเมื่อเกิดการยากลำบาก หรือการข่มเหง ต่างๆ เพราะพระวจนะนั้น เขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด

22 As for what was sown among thorns, this is the one who hears the word, but the cares of the world and the deceitfulness of riches choke the word, and it proves unfruitful.

22 และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แต่ความกังวล      ของโลก และการล่อลวงของทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล 

23 As for what was sown on good soil, this is the one who hears the word and understands it. He indeed bears fruit and yields, in one case a hundredfold, in another sixty, and in another thirty.”

23 ส่วนเมล็ดซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ        คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง  หกสิบเท่าบ้าง  สามสิบเท่าบ้าง”

 

Jesus does not here identify the sower, but in the parable of the wheat and tares He says, “The one who sows the good seed is the Son of Man” (v. 37).

ที่นี่พระเยซูไม่ได้ระบุผู้หว่านพืช แต่ในอุปมาเรื่องข้าวสาลีและข้าวละมาน ทรงสอนว่า, "ผู้หว่านเมล็ดพืชดีนั้นได้แก่บุตรมนุษย์ " (ข้อ37).

In the present passage He takes for granted that the disciples understand the identity of the seed, which is made explicit in Luke's account: “The seed is the word of God” (8:11).

ในเนื้อหาตอนนี้ ทรงอนุญาตให้สาวกเข้าใจลักษณะเฉพาะของเมล็ดพันธุ์ซึ่งได้กล่าวชัดเจนในพระธรรมลูกา: "เมล็ดหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า" (ลูกา 8:11)

In particular, the sower sows the word of the kingdom, the good news of entrance into the kingdom by grace through faith. 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หว่านได้หว่านถ้อยคำแห่งราชอาณาจักร   ข่าวประเสริฐทางเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าโดยพระคุณผ่านความเชื่อ.

In a broader sense, of course, any believer who preaches or testifies to the gospel is a sower who sows Christ's word in his Lord's behalf.

แน่นอนในความหมายกว้าง   ผู้เชื่อคนใดที่เทศนาสั่งสอน  หรือเป็นพยานเพื่อพระกิตติคุณคือผู้หว่านที่หว่านพระวจนะในนามของพระเจ้า

The parable therefore applies to any true presentation of the gospel. [1]

            ดังนั้นอุปมาเอามาประยุกต์ใช้กับการประกาศแท้จริงเรื่องพระกิตติคุณ 

 

Jesus is beginning to show that the kingdom of heaven, during the Church age is not going to be perfect, there will be some in the Church who are not true believers, the tares will be there with the wheat. 

            พระเยซูทรงเริ่มแสดงให้เห็นว่าราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ในช่วงยุคคริสตจักรไม่ได้สมบูรณ์แบบ   จะมีบางคนในศริสตจักรที่ไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง จะมีข้าวละมานปนกับข้าวสาลี

There will be that seed that falls on the stony ground.  There will be the seed that falls among thorns. 

จะมีเมล็ดพืชที่ตกอยู่บนดินแข็งบ้าง จะมีเมล็ดพืชที่ตกอยู่ในดงหนามบ้าง

There will be those that will be unfruitful. 

จะมีบรรดาผู้ที่จะไม่เกิดผล

And as far as the tares or weeds are those who aren’t believers at all. 

และตราบเท่าที่ข้าวละมานหรือวัชพืชคือบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อเลย

There may even be some who are enemies to the cause of Christ in the churches today.

ก็อาจจะมีบางคนเป็นสาเหตุให้เป็นศัตรูของพระคริสต์ในคริสตจักรทุกวันนี้

“Jesus was preparing the apostles, and every other proclaimer of the gospel, to understand the four basic kinds of hearers they could expect to encounter: the unresponsive, the superficial, the worldly, and the receptive.”[2]  

"พระเยซูทรงเตรียมอัครสาวกให้พร้อมและ ผู้ที่ประกาศพระกิตติคุณทุกคน เพื่อให้เข้าใจถึงผู้ฟังพื้นฐานสี่แบบที่พวกเขาอาจคาดหวังที่จะเผชิญ: ไม่ตอบสนอง, แค่ผิวเผิน, แบบทางโลก, และยอมรับได้"

The unresponsive are not open to the gospel.

 พวกที่ไม่ตอบสนองไม่เปิดใจรับพระกิตติคุณ  

The superficial give ear and listen but don’t really act on the message. 

พวกที่ฟังแค่ผิวเผินเปิดหูและรับฟังแต่จริงๆไม่ได้กระทำตามข้อพระคำ

The worldly are sidetracked from the gospel by the cares of the world.  The receptive, hear the gospel and respond to it in faith.

พวกใฝ่ทางโลกจะหันไปจากพระกิตติคุณโดยการใส่ใจสิ่งของฝ่ายโลก พวกตอบสนอง ได้ยินพระกิตติคุณและตอบสนองโดยความเชื่อ.

 

The parable of the weeds

อุปมาเรื่อข้าวละมาน

Matthew 13:24-30

24 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven may be compared to a man who sowed good seed in his field,

24 พระองค์ตรัสอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบ            เหมือนคนหนึ่งได้หว่านเมล็ดพืชดีในนาของตน 

25 but while his men were sleeping, his enemy came and sowed weeds among the wheat and went away.

25 แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดี      นั้นไว้แล้วก็หลบไป 

26 So when the plants came up and bore grain, then the weeds appeared also.

26 มื่อต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ขึ้นมาปรากฏด้วย 

27 And the servants of the master of the house came and said to him, ‘Master, did you not sow good seed in your field? How then does it have weeds?’

27 บรรดาทาสของเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านได้หว่านพืชดีไว้ใน    นาของท่านไม่ใช่หรือ? แต่มีข้าวละมานมาจากไหน?

28 He said to them, ‘An enemy has done this.’ So the servants said to him, ‘Then do you want us to go and gather them?’

28 นายก็ตอบว่า ‘นี่เป็นการกระทำของศัตรู’ ทาสเหล่านั้นจึงถามว่า ‘ท่านปรารถนา     จะให้เราไปถอนและเก็บข้าวละมานไหม?’ 

29 But he said, ‘No, lest in gathering the weeds you root up the wheat along with them.

29 แต่นายตอบว่า ‘อย่าเลย เกรงว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย

30 Let both grow together until the harvest, and at harvest time I will tell the reapers, gather the weeds first and bind them in bundles to be burned, but gather the wheat into my barn.’”

30 ให้ทั้งสองเติบโตไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งบรรดาผู้     เกี่ยวว่า “จงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวดีนั้นจงรวบรวมไว้ ในยุ้งฉางของเรา ”

 

So, in the Church there are false or counterfeit believers represented by tares and           true believers represented by wheat.  

            ดังนั้นในคริสตจักรมีผู้เชื่อเท็จหรือปลอม ซึ่งแทนด้วข้าวละมานและผู้เชื่อที่  แท้จริงซึ่งแทนด้วยข้าวสาลี

            In early growth they are indistinguishable.

            ในช่วงแรกที่พวกมันเจริญเติบโต เราจะแยกมันไม่ใคร่ออก

 

The Mustard Seed and the Leaven

เมล็ดพืชและเชื้อขนม

 

Matthew 13:31-33

31 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven is like a grain of mustard seed that a man took and sowed in his field.

มัทธิว13:31-33

31 พระองค์ยังตรัสอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบ       เหมือนเมล็ดมัสตาร์ด เมล็ดหนึ่ง ซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน

32 It is the smallest of all seeds, but when it has grown it is larger than all the garden plants and becomes a tree, so that the birds of the air come and make nests in its branches.”

32 มล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง แต่เมื่องอกขึ้นแล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่น และเติบโตเป็น   ต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้”

33 He told them another parable. “The kingdom of heaven is like leaven that a woman took and hid in three measures of flour, till it was all leavened.”

33 พระองค์ยังตรัสอุปมาให้พวกเขาฟังอีกเรื่องหนึ่งว่า “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือน       เชื้อ ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถังจนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด” 

 

Jesus has used the example of the mustard seed twice in the Bible. Once in the Parable of the Mustard Seed, and second when He explains about faith.

            พระเยซูทรงใช้ตัวอย่างของเมล็ดมัสตาร์ดสองครั้งในพระคัมภีร์ ครั้งแรกอุปมา          เรื่องเมล็ดมัสตาร์ด และครั้งที่สองเมื่อทรงอธิบายเรื่องความเชื่อ

 

Mathew 17:20 “Because of your little faith. For truly, I say to you, if you have faith like a grain of mustard seed, you will say to this mountain, 'Move from here to there,' and it will move, and nothing will be impossible for you.” 

มัทธิว17:20 พระเยซูตรัสตอบว่า “เพราะว่าพวกท่านมีความเชื่อน้อย เราบอกความ    จริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง พวก    ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น’ มันก็จะเคลื่อนไปและสิ่งใดที่       เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกท่านจะไม่มีเลย” 

 

The kingdom of heaven, though now very small and seemingly insignificant, would one day grow into a large body of believers.

            แม้ตอนนี้ราชอาณาจักรสวรรค์มีขนาดเล็กมากและดูเหมือนไม่สำคัญ  วันหนึ่งจะ       เติบโตเป็นเป็นองค์กรขนาดใหญ่ของผู้เชื่อ

That is the central lesson of this parable. 

นั่นคือบทเรียนหลักของอุปมานี้

Jesus' point is that, despite great opposition, represented by the three bad soils and the tares, His kingdom will start small and spread in power and influence to become victorious.

พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีการต่อต้านมากมาย แทนความหมายโดยดินสามแบบที่ไม่ดีและข้าวละมาน  ราชอาณาจักรของพระองค์จะเริ่มต้นขนาดเล็กและแพร่อำนาจและมีอิทธิพลจนได้รับชัยชนะ

There are different opinions on the leaven, whether it is evil or good.  Usually leaven is viewed as bad, but how can that be said of the kingdom of heaven? 

มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเรื่องข้าวละมาน ไม่ว่าจะมัจะชั่วหรือดี ปกติเรามองข้าวละมานไม่ดี   แต่เราจะพูดถึงมันอย่างไรเรื่องราชอาณาจักรสวรรค์?

Jesus is giving a series of parables in which He is illustrating the same truth, or making the same warning all the way along, that the Church is not going to be perfect.

พระเยซูกำลังทรงให้อุปมาหลายเรื่องซึ่งพระองค์ทรงแสดงให้เห็นภาพความจริงเดียวกัน หรือทรงสอนคำเตือนเดียวกันทุกด้านไปพร้อมว่าคริสตจักรจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ.

There will come into the Church evil influences.

สิ่งร้ายจะเข้ามามีอิทธิพลในคริสตจักร

But the Church is being perfected as the Bride of Christ.

แต่ศาสนจักรจะสมบูรณ์แบบเหมือนเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์

.

Prophecy and parables

คำทำนายและอุปมา

 

Matthew 13:34-43

34 All these things Jesus said to the crowds in parables; indeed, he said nothing to them without a parable.

34 ข้อความทั้งหมดนี้ พระองค์ตรัสกับฝูงชนเป็นอุปมา และนอกจากอุปมา พระองค์     ไม่ได้ตรัสกับพวกเขาเลย 

35 This was to fulfill what was spoken by the prophet: “I will open my mouth in parables;  will utter what has been hidden since the foundation of the world.”

35 ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะที่กล่าวโดยผู้เผยพระวจนะว่า เราจะอ้าปาก       กล่าวอุปมา เราจะกล่าวข้อความ ซึ่งปิดซ่อนไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างโลก

 

The parable of the weeds explained

อุปมาเรื่องวัชพืชที่ได้อธิบาย

 

36 Then he left the crowds and went into the house. And his disciples came to him, saying, “Explain to us the parable of the weeds of the field.

36 แล้วพระเยซูเสด็จไปจากฝูงชนเข้าไปในบ้าน พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า “ขอพระองค์โปรดอธิบายให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าใจอุปมาเรื่องข้าวละมานในนานั้น”

37 He answered, “The one who sows the good seed is the Son of Man.

37 พระองค์ตรัสตอบว่า  “ผู้หว่านเมล็ดพืชดีนั้นได้แก่บุตรมนุษย์

38 The field is the world, and the good seed is the children of the kingdom. The weeds are the sons of the evil one,

 38 และนานั้นได้แก่โลก ส่วนเมล็ดพืชดีได้แก่พลเมืองแห่งแผ่นดินของพระเจ้า แต่      ข้าวละมานได้แก่พลเมืองของมารร้าย 

39 and the enemy who sowed them is the devil. The harvest is the close of the age, and the reapers are angels.

39ศัตรูผู้หว่านเมล็ดพืชเลวได้แก่มารนั้น ฤดูเกี่ยวได้แก่เวลาสิ้นยุค และผู้เกี่ยว ทั้งหลายนั้นได้แก่ทูตสวรรค์

40 Just as the weeds are gathered and burned with fire, so will it be at the close of the age.

40 เพราะฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร เมื่อเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่าง     นั้น 

41 The Son of Man will send his angels, and they will gather out of his kingdom all causes of sin and all law-breakers,

41 บุตรมนุษย์จะใช้บรรดาทูตสวรรค์ของท่านออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่ทำให้หลง        ผิด และพวกผู้ที่ทำชั่วไปจากแผ่นดินของท่าน 

42 and throw them into the fiery furnace. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.

42 และจะทิ้งลงในเตาไฟที่ลุกโพลง ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน 

43 Then the righteous will shine like the sun in the kingdom of their Father. He who has ears, let him hear.

43 เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในแผ่นดินพระบิดาของพวกเขาดุจ        ดวงอาทิตย์  ใครมีหูจงฟังเถิด

 

The field is the world, the good seed are the children of the kingdom; but the tares are the children of the wicked one.

            ทุ่งนาคือโลก เมล็ดพันธุ์ที่ดีเป็นบุตรแห่งราชอาณาจักร; แต่ข้าวละมานเป็นบุตรของคนชั่วร้าย

 The enemy that sowed them is the devil. 

ศัตรูที่ได้หว่านพืชพวกนั้นคือมารร้าย

The harvest is the end of the world; and the reapers the angels.

การเก็บเกี่ยวเป็นจุดสิ้นสุดของโลก และผู้เก็บเกี่ยวคือพวกทูตสวรรค์

They will grow together.  

พวกมันจะเติบโตไปด้วยกัน

It will be a corrupting influence within the Church. 

มันจะมีอิทธิพลทำให้เสื่อมเสียภายในคริสตจักร.

It's the sad history of the Church that it has been corrupted by these influences within it.[3]

          มันเป็นประวัติที่น่าเศร้าของคริสตจักรที่ถูกทำลายโดยสิ่งที่เข้ามามีอิทธิพลภายใน

 

 Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make. Sin  separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

            การตัดสินใจที่จะติตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

            ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์        ในสภาพนี้

 

            But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

            แต่พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าทรงแบกรับโทษแทนบาปของเราโดยสิ้นพระชนม์         บนกางเขน ทรงฟื้นคืนพระชนม์ในสามวันต่อมา

 

John 1:12 (ESV) But to all who did receive him, who believed in his name, he gave the right to become children of God,

ยอห์น1:12แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า 

 

Will you believe in Him and receive Him today?

คุณจะเชื่อพระองค์และต้อนรับพระองค์ในวันนี้ไหม?

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[2]   MacArthur, MacArthur New Testament Commentary – Matthew 8-15, 377.

[3] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 13.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top