Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 12-part 2 The Sign of Jonah, the Return of an Unclean Spirit, and Jesus’ Mother and Brothers

มัทธิวบทที่ 12- ตอนที่2 หมายสำคัญของโยนาห์  การกลับมาของผีโสโครกและมารดาและพี่น้องของพระเยซู

 

Last time we talked about the proper use of our tongues, being careful to use our tongues to glorify the Lord. 

ครั้งที่แล้วเราเรียนเรื่องการใช้ลิ้นของเราให้เหมาะสม  ระมัดระวังที่จะใช้ลิ้นของเราเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

The scribes and Pharisees were eager to see Jesus do a miracle.

พวกอาลักษณ์และพวกฟาริสีกระตือรือร้นที่จะเห็นพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์

 

The Sign of Jonah

หมายสำคัญของโยนาห์

 

Matthew 12:38-41 (NASB)

38 Then some of the scribes and Pharisees said to Him, “Teacher, we want to see a sign from You.”

มัทธิว12:38-41

38เวลานั้นมีบางคนในพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสีมาทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ เราอยากจะเห็นหมายสำคัญจากท่าน” 

39 But He answered and said to them, “An evil and adulterous generation craves for a sign; and yet no sign will be given to it but the sign of Jonah the prophet;

39พระองค์จึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “คนในยุคชั่วร้ายและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ แต่จะไม่ประทานหมายสำคัญให้ เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ 

40 for just as Jonah was three days and three nights in the belly of the sea monster, so will the Son of Man be three days and three nights in the heart of the earth. [a quote of Jonah 1:17]

40 เพราะว่าโยนาห์อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืน อย่างไร บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนอย่างนั้น 

41 The men of Nineveh will stand up with this generation at the judgment, and will condemn it because they repented at the preaching of Jonah; and behold, something greater than Jonah is here.

41ชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนในยุคนี้ และกล่าวโทษพวกเขา เพราะว่าชาวนีนะเวห์กลับใจใหม่เพราะการประกาศของโยนาห์และผู้ที่ใหญ่กว่าโยนาห์ก็อยู่ที่นี่ 

 

Jonah was in the great fish for three days and Jesus would be in the tomb for       three days. 

โยนาห์อยู่ในท้องปลาใหญ่เป็นเวลาสามวัน  และพระศพของพระเยซูอยู่ใน    อุโมงค์เป็นเวลาสามวัน

 

This would be the sign or miracle giving the Scribes and Pharisees an opportunity to believe in who Jesus is.  

นี่จะเป็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ที่ให้โอกาสแก่อาลักษณ์และพวกฟาริสีที่จะเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด

The story of Jonah is quite remarkable. 

เรื่องราวของโยนาห์เป็นเรื่องที่ประหลาดน่าทึ่งมาก

Here was a prophet who disobeyed God and went in the opposite direction from Nineveh where he was to go preach. 

นี่คือศาสดาพยากรณ์ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าและเดินทางไปในทิศตรงกันข้ามกับเมืองนีนะเวห์ที่เขาต้องไปประกาศ

The sea became violent, Jonah admitted he was the cause, and was thrown overboard. 

คลื่นทะเลพัดกระหน่ำรุนแรง  โยนาห์ยอมรับว่าเขาเป็นสาเหตุและถูกจับโยนลงทะเล

After three days in the belly of a great fish, the fish deposited him on the shore of Assyria. 

หลังจากอยู่ในท้องของปลาใหญ่สามวัน  ปลานั้นก็สำรอกเขาออกมาบนชายฝั่งของอัสซีเรีย

He was able to then walk to the city of Nineveh. 

เขาจึงสามารถเดินทางไปยังเมืองนีนะเวห์ได้

He still didn’t want to preach to the Ninevites because he hated them and wanted God to destroy them. 

เขายังไม่อยากจะไปประกาศแก่ชาวเมืองนีนะเวห์เพราะเขาเกลียดคนพวกนั้นและอยากให้พระเจ้าทรงทำลายพวกเขา

Still, he went through the city and spoke and thousands repented of their sins in sack cloth and ashes. 

แต่กระนั้นเขายังคงเดินผ่านเข้าในเมืองและพูดประกาศ  และคนหลายพันคนสารภาพความบาปของพวกเขานุ่งห่มด้วยผ้ากระสอบและโรยขี้เถ้า

Jonah rather than rejoicing, went and sulked.  

แทนที่โยนาห์จะยินดีเขาเดินไปและ ขัดเคืองใจ

Jesus on the other hand was completely willing to suffer on the cross and die for our sins, so that God would not judge us, and we could be pardoned. 

ในทางตรงกันข้ามพระเยซูทรงเต็มพระทัยที่สุดที่จะทนทรมานบนกางเขนและตายเพื่อความบาปของเรา  เพื่อว่าพระเจ้าจะไม่ทรงพิพากษาเรา  และเราสามารถรับการอภัยบาป

But in similarity to Jonah, Jesus prophesies that He will be in the grave for three days. 

แต่ในทำนองเดียวกับโยนาห์ พระเยซูทรงพยากรณ์ว่าพระองค์จะทรงอยู่ในอุโมงค์ฝังพระศพเป็นเวลาสามวัน

We don’t know if Jonah died in the great fish and was resurrected or was just able to survive the ordeal. 

เราไม่ทราบว่าโยนาห์ตายในท้องปลาใหญ่และฟื้นขึ้นมาหรือไม่  หรือเพียงแต่สามารถรอดมาได้

Either way he was rescued from drowning and saw one of the world’s greatest revivals. 

ไม่ว่าโดยวิธีใด เขารอดจากจมน้ำตายและเห็นการฟื้นฟู ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

He should have been very elated and grateful.

เขาควรจะปิติยินดีมากและสำนึกพระคุณ.

 

Matthew 12:42 (NASB) The Queen of the South will rise up with this generation at the judgment and will condemn it, because she came from the ends of the earth to hear the wisdom of Solomon; and behold, something greater than Solomon is here.

มัทธิว12:42 าชินีแห่งทิศใต้จะลุกขึ้นพร้อมกับคนยุคนี้ ในวันพิพากษา และกล่าวโทษพวกเขา เพราะว่าพระนางนั้นมาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อได้ฟังคำกอปรด้วยสติปัญญาของซาโลมอน และบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าซาโลมอนก็อยู่ที่นี่

 

Jesus is saying: “You are asking for a sign—I am God's sign.

            พระเยซูตรัสว่า "ท่านกำลังขอหมายสำคัญ—เราเป็นหมายสำคัญของพระเจ้า

You have failed to recognize me.

ท่านปฏิเสธที่จะยอมรับเรา

The Ninevites recognized God's warning in Jonah; the Queen of Sheba recognized God's wisdom in Solomon.

ชาวเมืองนีนะเวห์ยอมรับคำเตือนสอนของพระเจ้าทางโยนาห์  พระราชินีชีบาห์ยอมรับว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระปัญญาทางโซโลมอน

In me there has come to you a greater wisdom than Solomon ever had, and a greater message than Jonah ever brought—but you are so blind that you cannot see the truth and so deaf that you cannot hear the warning.

ทางผม คุณได้รับพระปัญญาเยี่ยมกว่าที่ซาโลมอนเคยได้รับ  และนำข่าวประเสริฐยิ่งใหญ่กว่าที่โยนาห์เคยนำ—แต่คุณตาบอดมากที่มองไม่เห็นความจริงและหูหนวกจนคุณไม่ได้ยินเสียงเตือน.

And for that very reason the day will come when these people of the past who recognized God when they saw him will be witnesses against you, who had so much better a chance, and failed to recognize God because you refused to do so.”[1]

และด้วยเหตุผลนั้นที่วันที่จะมาเมื่อคนเหล่านี้ในอดีตผู้ที่ได้ยอมรับพระเจ้าเมื่อพวกเขาเห็นพระองค์  จะเป็นพยานให้กับคุณ  ผู้ที่มีโอกาสดีกว่ามาก  และพลาดไม่ยอมรับพระเจ้าเพราะคุณปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น"

 

Return of an unclean spirit

การกลับมาของผีโสโครก

 

Matthew 12:43-45 (NASB)

43 “Now when the unclean spirit goes out of a man, it passes through waterless places seeking rest, and does not find it.

มัทธิว12:43-45

43 “เมื่อผีโสโครกออกมาจากใครแล้ว มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก แต่เมื่อไม่พบ 

44 Then it says, ‘I will return to my house from which I came’; and when it comes, it finds it unoccupied, swept, and put in order.

44 มันจึงกล่าวว่า ‘ข้าจะกลับไปที่บ้านของข้า ที่ข้าจากมานั้น’ และเมื่อมาถึงก็พบว่าบ้านนั้นว่าง ถูกปัดกวาดและจัดเป็นระเบียบ 

45 Then it goes and takes along with it seven other spirits more wicked than itself, and they go in and live there; and the last state of that man becomes worse than the first. That is the way it will also be with this evil generation.”

45 มันจึงไปพาผีอื่นอีกเจ็ดตัวที่ร้ายกว่าตัวมันเองเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น แล้วในที่สุดคนนั้นก็ตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายกว่าตอนแรก คนในยุคชั่วร้ายนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น

 

Jesus is talking about the casting forth of evil spirits.

            พระเยซูกำลังตรัสถึงการขับไล่วิญญาณชั่ว

It is certainly important that we not go around just seeking to expel evil spirits because you can actually be harming a person rather then helping a person, by just casting forth evil spirits.

แน่นอนมันสำคัญที่เราไม่ไปวนเวียนไปทั่ว เพียงแค่มองหาทางที่จะขับไล่วิญญาณชั่ว  เพราะจริงๆ แล้วคุณก็จะทำร้ายคนแทนที่จะช่วยคน โดยเพียงแค่ขับไล่วิญญาณชั่วออกไป

 If something doesn't move into that vacuum, if something doesn't come in its place, the spirit will return finding the house all swept, clean.

ถ้าบางสิ่งไม่เคลื่อนไหวเข้าในสุญญากาศนั้น   ถ้าบางสิ่งไม่ได้เข้ามาแทนที่นั้น  วิญญาณจะกลับมาค้นหาที่อยู่ทั้งหมดที่กวาดล้างสะอาดแล้ว

He'll go out and get seven other spirits more wicked, and really, you've done a great disservice to the person.

มันจะออกไปและไปพาผีชั่วร้ายอีกเจ็ดตัวมาเพิ่มขึ้น    และจริงๆ คุณได้ทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่บุคคลนั้น

I believe in the expelling force of the higher power. I believe the best way to drive out darkness is to turn on the light, not to go around and flail at the darkness, scream at it, and yell at it, and try to drive it out, just turn on the light and the darkness automatically flees.

ผมเชื่อในพลังขับไล่ของฤทธิ์อำนาจที่เหนือกว่า   ผมเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะขับไล่ความมืดคือการเปิดไฟสว่าง  ไม่ใช่วนเวียนไปทั่วและโยกตัวในความมืด   หวีดเสียงร้องและตะโกนใส่หน้ามัน   และพยายามที่จะขับมันออกมา   เพียงแค่เปิดไฟให้สว่างแล้วความมืดจะหายไปโดยอัตโนมัติ

Light and darkness cannot co-exist.

ความสว่างและความมืดไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

And when Jesus Christ comes into a person's life, when his heart and life is open to receive, then whatever force of darkness may be there is expelled by the power of the stronger force, the expelling force of the stronger power and a man is saved.

และเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้าในชีวิตของคนใด   เมื่อหัวใจและชีวิตของเขาเปิดต้อนรับ  แล้วอำนาจแห่งมืดอะไรก็ตามก็จะถูกขับไล่ออกโดยฤทธิ์อำนาจของแรงผลักดันที่เข้มแข็งกว่า   ฤทธิ์อำนาจที่ขับไล่ของพลังที่เข้มแข็งกว่า  คนนั้นก็จะรอดได้.

He doesn't have to worry about a reoccurrence of the problem even in a worse degree.

เขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเกิดปัญหาซ้ำ แม้จะอยู่ในระดับที่เลวร้ายกว่านั้น

Better, that you bring the light to men, better that you bring them Jesus Christ, that their hearts and lives might be filled with Him and with His love, and through His power the forces of darkness will automatically be dispelled. [2]

เป็นการดีกว่าที่คุณจะนำคนมาถึงความสว่าง   เป็นการดีกว่าที่คุณนำพวกเขาพบพระเยซูคริสต์  โดยที่หัวใจและชีวิตของพวกเขาจะเต็มด้วยพระองค์ในจิตใจ  และด้วยความรักของพระองค์   และโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์อำนาจมืดจะถูกขับไล่ออกไปโดยอัตโนมัติ

 

Jesus' mother and brothers

มารดาของพระเยซูและพวกพี่น้อง

 

Matthew 12:46 (NASB)  While He was still speaking to the crowds, behold, His mother and brothers were standing outside, seeking to speak to Him.

มัทธิว12:46ขณะที่พระองค์ยังตรัสกับฝูงชนอยู่นั้น มารดาและบรรดาน้องชายของพระองค์   ยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสจะพูดกับพระองค์ 

 

These of course were the flesh and blood mother and brothers of the Lord Jesus. 

แน่นอนคนเหล่านี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขมารดาและพี่ชายน้องชายของพระเยซูเจ้า

But spiritually when you accept Christ you enter into the family of God and become a brother or sister to Jesus. 

แต่ด้านวิญญาณเมื่อคุณยอมรับพระคริสต์   คุณได้เข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าและกลายเป็นพี่น้องชายหญิงของพระเยซู

We are joint heirs with Him and brothers and sisters with each other, though we may come from many different nations.  

เราเป็นทายาทร่วมกับพระองค์    และเป็นพี่น้องชายหญิงซึ่งกันและกัน  แม้ว่าเราอาจจะมาจากชนชาติที่แตกต่างกันมาก

We become one family in Christ.

เราจะกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันของพระคริสต์

 

Matthew 12:47-50 (NASB)

47 Someone said to Him, “Behold, Your mother and Your brothers are standing outside seeking to speak to You.”

มัทธิว12:47-50

47 มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “นี่แน่ะท่าน มารดาและบรรดาน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสที่จะสนทนากับท่าน

48 But Jesus answered the one who was telling Him and said, “Who is My mother and who are My brothers?”

48 พระองค์จึงตรัสกับผู้ที่มาทูลนั้นว่า “ใครเป็นมารดาของเรา? ใครเป็นพี่น้องของเรา

49 And stretching out His hand toward His disciples, He said, “Behold My mother and My brothers!

49 พระองค์ทรงชี้ไปทางสาวกทั้งหลายของพระองค์และตรัสว่า “นี่เป็นมารดาและพี่น้องของเรา 

50 For whoever does the will of My Father who is in heaven, he is My brother and sister and mother.”

 50 เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้น แหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”

 

What is the will of the Father?  “He is not willing that any should perish but that all should come to repentance.” (2 Peter 3:9)  

            พระประสงค์ของพระบิดาคืออะไร? "พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่  " (2 เปโตร 3:9)

He wants to adopt you.  Rod Martin was adopted. He writes this:

ทรงต้องการรับคุณเป็นบุตร รอด มาร์ตินถูกรับเป็นบุตรบุญธรรม เขาเขียนว่า:

 

Every once in a while, I am asked, “What’s it like to be adopted?” 

            ทุกชั่วขณะ คนถามผมว่า "เป็นไงบ้างที่คุณถูกรับเป็นบุตร?"

I was two days old when my parents chose me to be their son.

ผมอายุสองขวบเมื่อพ่อแม่ของผมเลือกผมเป็นบุตรของพวกเขา

Being adopted is an amazing thing.

การถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมช่างน่าทึ่งมาก

I was taken from a situation that probably would not have turned out well and was given the opportunity to grow up in a loving Christian home.

เขานำผมออกจากสถานการณ์ที่อาจจะไม่สู้ดีเท่าไหร่และให้โอกาสผมได้เติบโตขึ้นมาในบ้านคริสเตียนที่น่ารัก

I became a member of a new family.

ผมได้เป็นสมาชิกของครอบครัวใหม่

I had a new identity, a new name, a new opportunity, and eventually a new inheritance. I was chosen!

ผมมีบัตรประจำตัวใหม่ ชื่อใหม่ โอกาสใหม่ และในที่สุดรับมรดกใหม่. เขาได้เลือกผม

Adoption into God’s family is all of that and infinitely more.

การรับเป็นบุตรเข้าอยู่ในครอบครัวของพระเจ้านั้นเยี่ยมมากเหลือคณนา

Scripture is very clear—a Christian is a chosen child of God. [3]

ข้อพระคัมภีร์กล่าวชัดเจน—คริสเตียนถูกเลือกให้เป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า

 

Ephesians 1:4–5 (ESV)

4 even as he chose us in him before the foundation of the world, that we should be holy and blameless before him. In love

เอเฟซัส 1: 4 –5

4 ดังเช่น ในพระคริสต์ พระเจ้าทรงเลือกเราตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อให้เราบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ 

5 he predestined us for adoption as sons through Jesus Christ, according to the purpose of his will,

5พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าด้วยความรัก ให้เป็นบุตรของพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์ ตามความชอบพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์

 

As adopted children, we enter into a new relationship with God.

            ในฐานะเป็นเด็กๆ ที่ถูกรับเป็นบุตร เราเข้าสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า

Though we were chosen before the foundation of the world (Ephesians 1:4), we lived as an enemy of God up to the moment of our salvation.

แม้ว่าเราได้ถูกเลือกไว้แล้วก่อนวางรากฐานโลก (เอเฟซัส 1:4) เราได้อยู่ในฐานะที่เป็นศัตรูกับพระเจ้าจนถึงช่วงเวลาที่เราได้รับความรอด

 

Ephesians 2:1–2 (ESV)

1 And you were dead in the trespasses and sins

1 ท่านทั้งหลายตายโดยการละเมิดและการบาปของท่าน 

เอเฟซัส 2: 1 –2

2 in which you once walked, following the course of this world, following the prince of the power of the air, the spirit that is now at work in the sons of disobedience-

2 เมื่อก่อนพวกท่านเคยดำเนินชีวิตในการบาปนั้นตามวิถีของโลกนี้ ตามผู้ครอบครองที่มีอำนาจในฟ้าอากาศ คือวิญญาณที่ทำกิจอยู่ในพวกคนที่ไม่เชื่อฟังในเวลานี้ 

At our conversion, we were adopted into God’s family through Jesus Christ.

            เมื่อเรากลับใจมาเชื่อนั้น  เราได้ถูกรับเข้าเป็นบุตรในครอบครัวของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์           

We have a new identity—the sons and daughters of God. The eternal God is our Father.[4]

เรามีเอกลักษณ์ใหม่—บุตรชายและบุตรสาวของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าองค์นิรันดร์คือพระบิดาของเรา

 

1 John 3:1–2 (ESV) 1 See what kind of love the Father has given to us, that we should be called children of God; and so we are. The reason why the world does not know us is that it did not know him.

1ยอห์น 3: 1 –2

1ลองคิดดูพระบิดาได้ประทานความรักแก่เราเพียงไรที่เราได้ชื่อว่าเป็นลูกของ           พระเจ้า และเราก็เป็นอย่างนั้น เหตุที่ชาวโลกไม่รู้จักเรา ก็เพราะเขาไม่รู้จัก       พระองค์ 

2 Beloved, we are God's children now, and what we will be has not yet appeared; but we know that when he appears we shall be like him, because we shall see him as he is.

2ท่านที่รักทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เราเป็นลูกของพระเจ้า และเราจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านั้นเรายังไม่รู้ แต่เรารู้ว่าในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราจะ  เป็นเหมือนอย่างพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรง    เป็นอยู่นั้น 

 

But as in any family, this relationship goes both ways.

            แต่ในครอบครัวใดๆ  เกิดมีความสัมพันธ์ทั้งสองด้าน

Just as I took on my father’s name humanly speaking, we take on the name of God—we are His children, His heirs, and His ambassadors.

เมื่อผมรับเอาชื่อของพ่อมาใช้ในทางสังคมมนุษย์—เรารับเอาพระนามของพระเจ้า เราเป็นบุตรของพระองค์ ทายาทของพระองค์และทูตของพระองค์

Our Father wants us to protect His name through our thoughts, speech, and actions—we are responsible for His reputation.[5]

พระบิดาของเราทรงต้องการให้เราปกป้องพระนามของพระองค์ในด้านความคิด  คำพูด และการกระทำของเรา–เราต้องรับผิดชอบต่อพระนามของพระองค์

 

Have you joined God’s family yet?  You can today.

คุณได้เข้าร่วมในครอบครัวของพระเจ้าหรือยัง? คุณทำได้วันนี้.

 

John 1:12 (ESV) But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์  นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิลอคแมนใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย 



[1] William Barclay, The New Daily Study Bible – The Gospel of Matthew, Volume 2, (Louisville, KY: Westminster John Knox Press, 2001), WORDsearch CROSS e-book, 58.

[2] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 12. 

[3] Rod Martin, “Adopted Into the Family of God,” Answers in Genesis, Answers Magazine, Jan. 1, 2007, https://answersingenesis.org/christianity/adopted-into-gods-family/ (accessed May 16, 2018).

[4] ibid.

[5] idid.

.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top