Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 11 Messengers from John the Baptist
มัทธิวบทที่ 11 ผู้สื่อสารจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและการหยุดพักผ่อนในพระเยซู

 

When John baptized Jesus, he had no doubt who He was.

 เมื่อยอห์นได้ให้บัพติศมาแก่พระเยซู  ท่านไม่มีข้อสงสัยว่าทรงเป็นผู้ใด

When Jesus walked by with His disciples, John told his disciples, “behold the Lamb of God who takes away the sin of the world.”

เมื่อพระเยซูทรงดำเนิไปกับเหล่าสาวก   ยอห์นบอกสาวกของพระองค์ว่า " ดูเถิด พระเมษโปดกของพระเจ้า  ผู้ที่จะแบกรับความผิดบาปของโลกไป"

But now John was imprisoned by Herod and he began to have some doubts.

แต่ตอนนี้เฮโรดสั่งให้ขังยอห์นในคุก และยอห์นก็เริ่มที่จะมีข้อสงสัยบางอย่าง

John did not fully understand the mission of Christ in His first coming but was anticipating the immediate establishment of the kingdom of God as was promised in the Old Testament scriptures.

ยอห์นไม่เข้าใจพระราชกิจของพระคริสต์ในการเสด็จมาครั้งแรกของพระองค์ แต่

หวังว่าพระองค์จะสถาปนาราชอาณาจักรของพระเจ้า  ตามที่ได้ทรงสัญญาไว้ในพันธสัญญาเดิม

And so, the fact that Jesus had not yet proclaimed His power and overthrown the Roman government while ruled over the Jews, and John was still in prison, he was getting impatient.

และความจริงที่ว่าพระเยซูยังไม่ทรงประกาศสิทธิอำนาจของพระองค์และโค่นล้มรัฐบาลโรมันที่ปกครองชาวยิว   และยอห์นยังคงอยู่ในคุก  ท่านก็เริ่มหมดความอดทน

He sends his disciples to Jesus asking, "Are you the one, or shall we start looking for someone else?"

ท่านส่งพวกสาวกไปทูลถามพระเยซูว่า " พระองค์ทรงเป็นพระองค์นั้น   หรือเราจะเริ่มมองหาผู้อื่นกันแน่"

 

Messengers from John the Baptist

ผู้สื่อสารจากยอห์น ผู้ให้บัพติศมา

 

Matthew 11:1-6 (ESV)

1 When Jesus had finished instructing His twelve disciples, He went on from there to teach and preach in their cities.

มัทธิว11:1-6

1  เมื่อพระเยซูตรัสสั่งสาวกสิบสองคนของพระองค์เสร็จแล้ว พระองค์เสด็จ     จากที่นั่นไปทรงสั่งสอนและทรงประกาศในเมืองของเขาทั้งหลาย

2 Now when John heard in prison about the deeds of the Christ, he sent word by his disciples

2 ยอห์นซึ่งอยู่ในคุก ได้ยินเกี่ยวกับงานต่างๆ ของพระคริสต์ก็ใช้พวกศิษย์ไป

3 and said to him, “Are you the One who is to come, or shall we look for another?”

3 ทูลถามพระองค์ว่า  “ท่านเป็นคนที่จะมานั้น หรือว่าเราจะต้องรอคอยคนอื่น?” 

4 And Jesus answered them, “Go and tell John what you hear and see:

4 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า  “ไปบอกยอห์นในสิ่งที่พวกท่านได้ยินและได้เห็น”

5 the blind receive their sight and the lame walk, lepers are cleansed and the deaf hear, and the dead are raised up, and the poor have good news preached to them.

5 คือว่าบรรดาคนตาบอดเห็นได้ พวกคนง่อยเดินได้ บรรดาคนที่เป็นโรคเรื้อน            หสะอาด บรรดาคนหูหนวกได้ยิน บรรดาคนตายเป็นขึ้น และคนยากจน      ทั้งหลายได้รับข่าวดี

6 And blessed is the one who is not offended by me.”

6  ใครไม่มีเหตุสะดุดในตัวเรา คนนั้นก็เป็นสุข”

 

Jesus was pointing to the works as the evidence of His commission, of His            person, and of His authority.

            พระเยซูทรงพุ่งไปที่การปฏิบัติที่เป็นหลักฐานพระราชกิจของพระองค์  ของคน          ของพระองค์และของผู้มีสิทธิอำนาจ  

He also said, "The works that I do they do testify of Me" (John 10:25).

นอกจากนี้ได้ตรัสว่า "สิ่งซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเราก็เป็น    พยานให้แก่เรา" (ยอห์น 10:25)

 

The works were the evidence.  He was fulfilling the promises of the kingdom in the Old Testament, as far as the lame walking, the blind seeing, the dumb speaking, the deaf hearing, He was fulfilling.

            การปฏิบัติพระราชกิจที่เป็นหลักฐาน ทรงกำลังทำให้พระสัญญาเรื่อง ราชอาณาจักรในพันธสัญญาเดิมสำเร็จครบถ้วน  ตราบเท่าที่นง่อยเดินได้ คน        ตาบอดเห็นได้  คนใบ้พูดได้  คนหูหนวกได้ยิน พระองค์กำลังทรงกระทำให้          สำเร็จ

The dead were being raised, the poor had the gospel preached, and He was fulfilling those aspects of the Kingdom.

คนตายฟื้นคืนชีพได้  คนอ่อนแอได้ฟังคำสอนพระกิตติคุณ  และพระองค์ทรง กระทำให้งานทุกด้านแห่งแผ่นดินของพระองค์สำเร็จ

His works were a witness and a testimony.

พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำคือพยานและพยานหลักฐาน

All He did was heal a few of the sick that were around there, open the eyes of the blind, and He said, now you just go back and tell John what you see.  [1]

สิ่งทั้งหมดที่ทรงกระทำ  ทรงรักษาคนไม่กี่คนที่ป่วยอยู่แถวนั้น   ทรงเปิดตาของคนตาบอดและตรัสว่า   ตอนนี้เจ้าจงกลับไปบอกยอห์นสิ่งที่เจ้าได้เห็น

 

Matthew 11:7-19

7 As they went away, Jesus began to speak to the crowds concerning John: “What did you go out into the wilderness to see? A reed shaken by the wind?

มัทธิว11:7-19

7 ขณะที่เขาทั้งหลายกลับไป พระเยซูทรงเริ่มตรัสกับฝูงชนเกี่ยวกับยอห์นว่า “ท่านทั้งหลายออกไปยังถิ่นทุรกันดารเพื่อดูอะไร? คงไม่ใช่ดูต้นอ้อไหวเมื่อถูก     ลมพัดหรอกนะ 

8 What then did you go out to see? A man dressed in soft clothing? Behold, those who wear soft clothing are in kings' houses.

8 แล้วท่านออกไปดูอะไร? ดูคนที่นุ่งห่มผ้าเนื้อดีหรือ? นี่แน่ะ คนที่นุ่งห่มผ้าเนื้อดีก็อยู่ในราชวัง

9 What then did you go out to see? A prophet? Yes, I tell you, and more than a prophet.

9 แล้วพวกท่านออกไปดูอะไร? ดูผู้เผยพระวจนะหรือ? แน่ทีเดียว และเราบอกท่านทั้งหลายว่า เขาเป็นยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะอีก 

10 This is he of whom it is written,“‘Behold, I send my messenger before your face, who will prepare your way before you.’

10 คือเป็นผู้นี้ที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า เราจะใช้ทูตของเรานำหน้าท่าน ผู้นั้นจะ เตรีมรรคา ของท่านไว้ข้างหน้าท่าน’

11 Truly, I say to you, among those born of women there has arisen no one greater than John the Baptist. Yet the one who is least in the kingdom of heaven is greater than he.

11 เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้หญิงนั้น ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมา แต่ว่าผู้ที่เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ก็ยังใหญ่กว่ายอห์นอีก

12 From the days of John the Baptist until now the kingdom of heaven has suffered violence, and the violent take it by force.

12 และตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้บัพติศมาถึงทุกวันนี้ แผ่นดินสวรรค์ก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรง และพวกที่รุนแรงพยายามชิงเอาให้ได้

13 For all the Prophets and the Law prophesied until John,

                13 เพราะว่าพวกผู้เผยพระวจนะ และธรรมบัญญัติได้พยากรณ์มาจนถึงยอห์นนี้

14 and if you are willing to accept it, he is Elijah who is to come.

14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับ ยอห์นผู้นี้แหละ คือเอลียาห์ที่จะมานั้น 

15 He who has ears to hear, let him hear.

15 ใครมีหูจงฟังเถิด  

16 “But to what shall I compare this generation? It is like children sitting in the marketplaces and calling to their playmates,

16 “เราจะเปรียบคนในยุคนี้กับอะไรดี  เปรียบเหมือนเด็กๆ ที่นั่งอยู่กลางตลาด   ร้องกับเพื่อนว่า  

17 “ We played the flute for you, and you did not dance; we sang a dirge, and you did not mourn.’

17 'พวกฉันเป่าปี่ให้พวกเธอแต่พวกเธอไม่เต้น พวกฉันคร่ำครวญ และพวกเธอ           ไม่ไทุกข์โศก  

18 For John came neither eating nor drinking, and they say, ‘He has a demon.’

18 เพราะว่ายอห์นมาและไม่ได้กินหรือดื่ม  และพวกเขาว่า  'มีผีเข้าสิงอยู่'

19 The Son of Man came eating and drinking, and they say, ‘Look at him! A glutton and a drunkard, a friend of tax collectors and sinners!’ Yet wisdom is justified by her deeds.”

19 ส่วนบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม  เขาก็ว่า ‘นี่ไง คนตะกละ คนขี้เมา เพื่อนของ         บรรดาคนเก็บภาษี และคนบาป’ แต่พระปัญญาได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้ว      โดยผลของ พระปัญญานั้น”

 

Jesus did associate with sinners.

พระเยซูทรงเสวนากับคนบาป

But when Jesus associated with sinful people, He not only did not participate in their sin but offered deliverance from it, because that is why He came.

แต่เมื่อพระเยซูทรงเสวนากับคนบาป   พระองค์ไม่เพียงแต่ไม่ได้ร่วมกระทำบาปกับพวกเขา แต่ทรงช่วยปลดปล่อยเขาจากบาป   เพราะนั่นคือเหตุผลที่พระองค์เสด็จมา

 

Woe to unrepentant cities

วิบัติแก่ชาวเมืองที่ไม่กลับใจใหม่

 

Matthew 11:20-24 (ESV)

20 Then he began to denounce the cities where most of His mighty works had been done, because they did not repent.

มัทธิว11:20-24

20 แล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มติเตียนเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำการอัศจรรย์เป็น         ส่วนมาก เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจใหม่

21 “Woe to you, Chorazin! Woe to you, Bethsaida! For if the mighty works done in you had been done in Tyre and Sidon, they would have repented long ago in sackcloth and ashes.

21 “วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา ถ้าการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่ง       ทำท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย ทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสอง คงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้เถ้ากลับใจใหม่นานแล้ว 

22 But I tell you, it will be more bearable on the day of judgment for Tyre and Sidon than for you.

22 แต่เราบอกพวกเจ้าว่า ในวันพิพากษานั้น โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน จะ         เบากว่าโทษของพวกเจ้า 

23 And you, Capernaum, will you be exalted to heaven? You will be brought down to Hades. For if the mighty works done in you had been done in Sodom, it would have remained until this day.

23 ส่วนเจ้า  เมืองคาเปอรนาอุม  เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ? เปล่าเลย เจ้าจะต้อง    ลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก เพราะการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำในท่ามกลางเจ้านั้น   ถ้าทำในเมืองโสโดมเมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้

24 But I tell you that it will be more tolerable on the day of judgment for the land of Sodom than for you.”

24 แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา  โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า”

 

How tragic that these cities should treat lightly their opportunities to see and hear Jesus and be saved!

            ช่างน่าเศร้าที่เมืองเหล่านี้ควรใช้โอกาสสบายๆ ของพวกเขาเพื่อจะได้เห็นและได้ฟังพระเยซูแล้วจะรอดบาปได้

The Gentile cities of Tyre and Sidon, and the godless cities of Sodom and Gomorrah, would have repented had they seen the miracles that Jesus and His disciples performed.

เมืองของคนนอกศาสนาเช่นเมืองไทระและเมืองไซดอนและเมืองต่างๆ ที่ไม่นับถือพระเจ้าเช่นเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ ควรได้กลับใจใหม่ถ้าพวกเขาเห็นปาฏิหาริย์ที่พระเยซูและสาวกของพระองค์สำแดง

Capernaum had been “exalted to heaven” by being privileged to have the Messiah live there.

เมืองคาเปอรนาอุมได้ถูก "ยกขึ้นไปสวรรค์" โดยมีสิทธิพิเศษที่มีพระเมสสิยาห์ประทับอยู่ที่นั่น

Yet her greater privilege only brought greater responsibilities and greater judgment. 

อย่างไรก็ตาม สิทธิพิเศษสำคัญมากขึ้นนี้เพียงแต่นำความรับผิดชอบและการพิพากษาที่มากขึ้น

Many of the healing miracles of Jesus occurred in Capernaum.[2]

            การอัศจรรย์ของพระเยซูในการรักษาโรคหลายอย่างเกิดขึ้นในเมืองคาเปอรนาอุม

 

Luke 12:48 To whom much is given, much is required.

ลูกา12:48 คนที่ได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นมาก

 

Come to Me, and I will give you rest

จงมาหาเราและเราจะให้เจ้าหายเหนื่อยเป็นสุข

 

Matthew 11:25-28 (ESV)

25 At that time Jesus declared, “I thank you, Father, Lord of heaven and earth, that You have hidden these things from the wise and understanding and revealed them to little children

มัทธิว11:25-28

25 ในขณะนั้นพระเยซูทูลว่า  “ข้าแต่พระบิดา ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลก ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีปัญญาและคนฉลาด แต่ทรงสำแดงแก่พวกทารก 

26 yes, Father, for such was your gracious will.

26 ถูกแล้ว ข้าแต่พระบิดา  พระองค์พอพระทัยเช่นนั้น

27 All things have been handed over to me by my Father, and no one knows the Son except the Father, and no one knows the Father except the Son and anyone to whom the Son chooses to reveal him.

27 “พระบิดาของเราทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เรา และไม่มีใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร และคนที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้

28 Come to me, all who labor and are heavy laden, and I will give you rest.

28 บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่าน      ทั้งหลายได้หยุดพัก

 

Isn’t that a wonderful invitation from the Lord?  

นั่นไม่ใช่คำเชิญที่ยอดเยี่ยมจากพระเจ้าหรอกหรือ

Sometimes we can be so overwhelmed with care and troubles, and tired of life’s struggles and burdens. 

บางครั้งเราก็ได้รับการดูแลอย่างดีและก็มีปัญหาท่วมท้น  และรู้สึกเหนื่อยดิ้นรนในชีวิตและมีภาระหนักมากมาย

But Jesus says He will give us rest.

แต่พระเยซูตรัสว่า  พระองค์จะทรงทำให้เราหายเหนื่อยเป็นสุข

 

Matthew 11:29-30

29 Take my yoke upon you, and learn from me, for I am gentle and lowly in             heart, and you will find rest for your souls

มัทธิว11:29-30 จงเอาแอกของเราแบกไว้   แล้วเรียนจากเรา   เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม  และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก

                30 For My yoke is easy, and My burden is light.”

                30 ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ   และภาระของเราก็เบา”

           

My yoke is easy, Jesus says, My burden is light, because My yoke is living to satisfy and to please God.

            แอกของเราก็พอเหมาะ  พระเยซูตรัสว่า ภาระของเราก็เบา   เพราะแอกของเรา         คือการดำรงชีวิตอยู่เพื่อทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย

And you find that it is much easier to please God, then it is to please yourself.

และคุณจะพบว่ามันง่ายมากที่จะให้พระเจ้าทรงโปรด  ยิ่งกว่าทำให้ตัวคุณเองพอใจ

You'll never be able to please yourself, as you just live for yourself, because you're not answering to the basic purpose of your creation.

คุณจะไม่มีวันทำให้ตัวเองพอใจเมื่อคุณมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง   เพราะคุณไม่ได้ ตอบสนองพระประสงค์พื้นฐานที่พระเจ้าทรงสร้างคุณมา

When God designed you and created you, God purposed that you should be for His pleasure and for His glory.

เมื่อพระเจ้าได้ทรงออกแบบและสร้างคุณ   พระเจ้าทรงประสงค์ว่าคุณควรจะอยู่เพื่อให้พระเจ้าทรงพอพระทัยและเพื่อพระสิริของพระองค์

Why did the religious leaders rebel against John and Jesus?

ทำไมผู้นำทางศาสนาต่อต้านขัดขวางยอห์นและพระเยซู?

Because these leaders were intellectually and spiritually proud and would not become like children in humility and honesty.

เพราะผู้นำเหล่านี้ภาคภูมิใจในสติปัญญาและจิตวิญญาณและจะไม่ยอมเป็นเหมือนเด็กๆ ที่อ่อนน้อมถ่อมตนและซื่อสัตย์

The Father reveals Himself to the Son, and the Son reveals Himself and the Father to those who are willing to come to the Son in faith.

พระบิดาทรงเปิดเผยพระองค์เองต่อพระบุตร  และพระบุตรสำแดงตนเองและพระบิดากับบรรดาผู้ที่เต็มใจจะมาถึงพระบุตรโดยความเชื่อ

These verses indicate both the sovereignty of the Father and the responsibility of the sinner.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงทั้งอำนาจปกครองสูงสุดของพระบิดาแความรับผิดชอบต่อคนบาป

Three commands summarize this invitation.  “Come.”

พระบัญชาทั้งสามข้อนี้สรุปคำเชิญนี้ว่า " จงมาเถิด"

 

The Pharisees all said “Do!” and tried to make the people follow Moses and the traditions.

พวกฟาริสีทั้งหมดกล่าวว่า "จงทำ" และพยายามที่จะสอนคนให้ทำตามโมเสสและประเพณี.

But true salvation is found only in a Person, Jesus Christ.

แต่ความรอดที่แท้จริงจะพบเฉพาะในพระองค์นั้นคือพระเยซูคริสต์

To come to Him means to trust Him.

ที่จะมาถึงพระองค์หมายถึงการไว้วางใจพระองค์

This invitation is open to those who are exhausted and burdened down.

คำเชิญนี้เปิดให้กับผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและวางภาระลง

That is exactly how the people felt under the yoke of the Pharisees’ legalism.

นั่นคือวิธีที่คนเรารู้สึกภายใต้การแบกแอกของกฎข้อบังคับกฎเกณฑ์ของพวกฟาริสี

“Take.” This is a deeper experience.

"จงดำเนินการ" นี่เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง

When we come to Christ by faith, He gives us rest.

เมื่อเรามาหาพระคริสต์โดยความเชื่อพระองค์ทรงให้เราได้หยุดพักเหนื่อย

When we take His yoke and learn, we find rest, that deeper rest of surrender and obedience.

เมื่อเรารับแอกของพระองค์และเรียนรู้  เราจะได้พักผ่อนสบาย  พักโดยการยอมจำนนและการเชื่อฟัง

The first is “peace with God”[3]

อย่างแรกคือ"สันติสุขกับพระผู้เป็นเจ้า"

 

Romans 5:1 Therefore, since we have been justified by faith, we have peace with God through our Lord Jesus Christ.

โรม5:1 เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงอยู่           อย่าสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของ

เรา 

 

The second is “the peace of God”

อย่างที่สองคือ "สันติสุขในพระเจ้า

 

Philippians 4:6-8 (ESV)

6 do not be anxious about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God.

ฟิลิปปี4:6-8  อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 

7 And the peace of God, which surpasses all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.

7 แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์

8 Finally, brothers, whatever is true, whatever is honorable, whatever is just, whatever is pure, whatever is lovely, whatever is commendable, if there is any excellence, if there is anything worthy of praise, think about these things.

8 สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย ขอจงใคร่ครวญดูสิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับ      ถือสิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ รวมทั้งถ้ามี        สิ่งใดที่ยอเยี่ยม สิ่งใดที่น่ายกย่อง 

To “take a yoke” in that day meant to become a disciple.

การที่จะ "แบกแอก" ในวันนั้นหมายถึงการเป็นสาวก

When we submit to Christ, we are yoked to Him.

เมื่อเรายอมจำนนต่อพระคริสต์ เราจะถูกผูกแอกติดกับพระองค์

The word “easy” means “well-fitting”; He has just the yoke that is tailor-made for our lives and needs.

คำว่า "ง่าย" หมายถึง "พอดี"; พระองค์ทรงเป็นเพียงแอกที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับชีวิตและความต้องการของเรา

The burden of doing His will is not a heavy one.[4]

ภาระของการทำตามพระทัยของพระองค์จะไม่หนักเลย

 

1 John 5:3 For this is the love of God, that we keep his commandments. And his commandments are not burdensome.

1ยอห์น5:3 เพราะว่าความรักต่อพระเจ้าเป็นอย่างนี้ คือเมื่อเราประพฤติตามพระ        บัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระหนักเกินไป

 

“Learn.” The first two commands represent a crisis as we come and yield to Christ; but this step is into a process.

"เรียนรู้" พระบัญชาสองข้อแรกแสดงถึงวิกฤติที่เรามาและยอมจำนนต่อพระคริสต์ แต่ขั้นตอนนี้อยู่ในกระบวนการ.

As we learn more about Him, we find a deeper peace, because we trust Him more.

ในขณะที่เราเรียนรู้เรื่องพระองค์มากขึ้น  เราพบสันติสุขล้ำลึกเพราะเรายิ่งไว้วางใจพระองค์มากขึ้น

Life is simplified and unified around the person of Christ.

บุคคลที่เป็นของพระคริสต์จะมีชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นหนึ่งเดียวกัน

This invitation is for all.[5]

คำเชิญนี้สำหรับทุกคน

 

Will you rest in Him by putting your faith in Him? 

            คุณจะพักผ่อนในพระองค์โดยการเชื่อในพระองค์ไหม?

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

การตัดสินใจที่จะติตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ได้เป็น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่มนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่เวลานั้นคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด และพูดไม่ถูกต้อง

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าทรงแบกรับโทษเพื่อบาปของเราโดยสิ้นพระชนม์บน          กางเขน

He came alive again three days later.

พระองค์ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้         เป็นเจ้าและเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย 



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), Matthew.

[2] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Loyal (Matthew), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 41.

[3] ibid., 41.

[4] ibid.), 44

 [5]. Ibid.

 

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top