Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 5 Jesus Calls the First Disciples

ลูกา 5 พระเยซูทรงเรียกสาวกกลุ่มแรก

Thachatchai is a small fishing village in Southern Thailand on the north end of Phuket Island. 

ท่าฉัตรไชยเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กทางภาคใต้ของประเทศไทย  ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต

Each night many of the village men go out in boats fishing.

ทุกคืนพวกผู้ชายในหมู่บ้านออกเรือไปหาปลากัน

During the morning the women put the fish on drying racks to dry in the sun.

ในช่วงเช้าพวกผู้หญิงเอาปลามาตากแดดบนตะแกรงให้แห้ง

 I don’t care too much for fishing myself, but I do love to be a fisher of men. 

ผมเองไม่ได้สนใจการจับปลามาก  แต่ผมรักที่จะเป็นผู้จับคน

One day, Ohn who was our translator, housekeeper, and children’s worker, came to me and told me there was a young man here from France who wants to go fishing.

วันหนึ่ง   อ้นผู้ที่ช่วยแปลภาษาให้เรา เป็นแม่บ้าน และผู้ดูแลเด็กๆ  มาบอกผมว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งจากประเทศฝรั่งเศสต้องการออกไปหาปลา

I thought, “why not? I can meet the young man and go fishing with him and see if he knows the Lord.” 

ผมคิดว่า "ทำไมไม่ทำล่ะ? ผมสามารถพบกับชายหนุ่มและออกไปหาปลากับเขา   และดูสิว่าเขารู้จักพระเจ้ารึเปล่า "

He said to me, “the reason I want to go fishing, is so I can learn how to fish, and then support myself by selling the fish.”

เขากล่าวกับผมว่า "เหตุผลที่ผมต้องการที่จะไปหาปลา  คือเพื่อให้ผมสามารถเรียนรู้วิธีจับปลาและจากนั้นก็เลี้ยงตัวเองโดยเอาปลาไปขาย "

I told him, “That won’t work. This is a fishing village and the Thais are selling there catch of fish, you would be trying to compete with them.”

ผมบอกเขาว่า "นั่นคงไม่ได้ผล  ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวประมงและมีคนไทยที่ขายปลาที่จับได้ คุณจะต้องแข่งขันกับพวกเขา "

I helped him to find a job, in a beach restaurant instead.  He came to church a few times but did not accept the Lord. 

ผมได้ช่วยให้เขาได้ทำงานในร้านอาหารที่ริมชายหาดแทน เขามาโบสถ์ไม่กี่ครั้งแต่ไม่ยอมรับพระเจ้า

Jesus’ first disciples were fishermen. 

            สาวกกลุ่มแรกของพระเยซูคริสต์เป็นชาวประมง

It seems that the fishermen had been following Jesus and His teachings but at this point they commit to following Him full time as His disciples. 

ดูเหมือนว่าชาวประมงได้ติดตามพระเยซูและคำสั่งสอนของพระองค์  แต่ตรงจุดนี้พวกเขายอมถวายตัวเป็นสาวกติดตามพระองค์เต็มเวลา

 He is making them now fishers of men rather than catching fish after this last miraculous catch. 

ตอนนี้พระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้จับคนมากกว่าจับปลา  หลังจากการจับปลาอย่างอัศจรรย์ครั้งสุดท้ายนี้

This was not the first time Jesus met these men, the other gospels describe previous encounters with them. 

นี่ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่พระเยซูทรงพบกับคนเหล่านี้ พระธรรมเล่มอื่นๆ บรรยายการพบกับพวกเขาก่อนหน้านี้

But this is when Jesus called them to leave their professions and follow Him full-time as disciples of His. 

แต่นี่คือเมื่อพระเยซูทรงเรียกพวกเขาให้ละทิ้งอาชีพของพวกเขา และติดตามเป็นสาวกของพระองค์เต็มเวลา

 This is a good way to teach someone ministry, as an apprentice, rather than through formal education in a classroom and it was the customary method in Jesus' day.

นี่เป็นวิธีที่ดีในการสอนคนอื่นในการรับใช้   เป็นผู้ฝึกงาน  ดีกว่าผ่านการศึกษาอย่างเป็นทางการในห้องเรียน   และมันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยของพระเยซู

 

1 On one occasion, while the crowd was pressing in on Him to hear the word of God, He was standing by the lake of Gennesaret,

1 ต่อมาขณะที่พระองค์ทรงยืนอยู่บนฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท และฝูงชนกำลังเบียดเสียดพระองค์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้านั้น

2 and he saw two boats by the lake, but the fishermen had gone out of them and were washing their nets.

2 พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเรือสองลำจอดอยู่ที่ริมฝั่งทะเลสาบ  แต่ชาวประมงขึ้นจากเรือและกำลังซักอวนอยู่

3 Getting into one of the boats, which was Simon's, he asked him to put out a little from the land. And he sat down and taught the people from the boat.

3 พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่ง  ซึ่งเป็นเรือของซีโมน   ทรงขอให้เขาถอยไปจากฝั่งหน่อยหนึ่ง   แล้วพระองค์ประทับนั่งลงสอนฝูงชนจากเรือลำนั้น

4 And when He had finished speaking, He said to Simon, “Put out into the deep and let down your nets for a catch.”

4 เมื่อพระองค์ตรัสสอนเสร็จแล้ว   จึงตรัสกับซีโมนว่า   “จงถอยออกไปที่น้ำลึก   แล้วหย่อนอวนลงจับปลา”

5 And Simon answered, “Master, we toiled all night and took nothing! But at your word I will let down the nets.”

5 ซีโมนทูลตอบว่า   “อาจารย์  เราทอดอวนมาตลอดทั้งแล้วไม่ได้อะไรเลย   แต่ข้าพเจ้าก็จะหย่อนอวนลงตามคำของท่าน”

6 And when they had done this, they enclosed a large number of fish, and their nets were breaking.

6 เมื่อเขาหย่อนลงแล้วก็จับปลาได้จำนวนมาก   จนอวนของเขาเริ่มจะปริ

7 They signaled to their partners in the other boat to come and help them. And they came and filled both the boats, so that they began to sink.

7 พวกเขาจึงทำสัญญาณบอกเพื่อนๆ ที่อยู่ในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย   พวกเขาก็มาช่วย   แล้วได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำจนเรือเพียบ

8 But when Simon Peter saw it, he fell down at Jesus' knees, saying, “Depart from me, for I am a sinful man, O Lord.”

8 เมื่อซีโมนเห็นอย่างนั้นแล้ว   ก็ทรุดตัวลงที่เข่าของพระเยซูทูลว่า   “นายเจ้าข้า   ขอท่านไปให้ห่างจากข้าพเจ้าเถิด   เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป”

9 For he and all who were with him were astonished at the catch of fish that they had taken,

9 เนื่องจากเขากับคนทั้งหลายที่อยู่ด้วยกันประหลาดใจเรื่องปลาที่เขาจับได้นั้น

10 and so also were James and John, sons of Zebedee, who were partners with Simon. And Jesus said to Simon, “Do not be afraid; from now on you will be catching men.”

10 ยากอบและยอห์นบุตรของเศเบดี  ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกับซีโมน   ก็ประหลาดใจเหมือนกัน   พระเยซูตรัสกับซีโมนว่า   “อย่ากลัวเลย   ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับ “คน”

11 And when they had brought their boats to land, they left everything and followed him.

11 เมื่อนำเรือมาถึงฝั่งแล้ว   พวกเขาก็สละทุกสิ่งทุกอย่างและตามพระองค์ไป

           

Jesus in order to escape a little from the crowd that was surrounding Him, asked a fisherman named Simon Peter to pull on out a little ways in this large fresh water lake called the Sea of Galilee, in order that He might be able to teach the people without them pressing so close  

            เพื่อที่พระเยซูจะทรงถอยห่างเล็กน้อยจากฝูงชนที่กำลังล้อมรอบอยู่   พระองค์  ทรงขอให้ชาวประมงชื่อซีโมนเปโตร  ให้ถอยเรือออกฝั่งสักหน่อยหนึ่งในทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ชื่อทะเลกาลิลี    เพื่อว่าพระองค์จะทรงสามารถสั่งสอนผู้คนโดยที่พวกเขาไม่เบียดเสียดมาใกล้ๆ

Now here in the area by Capernaum there is sort of a good slope where the Sea of Galilee comes down, where the banks come down into the Sea of Galilee there, so that just pulling out just a little ways from shore, you have like an amphitheater which made it easy for Jesus to teach and be hear by a large crowd.   

ตอนนี้ในพื้นที่แถวเมือง คาเปอรนาอุม  เป็นทางลาดชันลงไปแถบทะเลกาลิลี ที่ซึ่งแนวชายฝั่งทอดลงตามแนวทะเลกาลิลี  เพื่อว่าแค่ถอยห่างสักหน่อยจากชายฝั่ง   จะเหมือนคุณมีอัฒจันทร์ซึ่งจะง่ายสำหรับพระเยซูที่จะทรงสั่งสอนและฝูงชนจะได้ยิน

When Jesus was finished speaking to them, he then said to Peter, launch out into the deep, and let down your nets (verse 4). [1]

            เมื่อพระเยซูทรงเสร็จสิ้นการสั่งสอนพวกเขา แล้วทรงตรัสสั่งเปโตรว่า  จงถอยออกไป          ในที่น้ำลึก และหย่อนอวนลงจับปลา (ข้อ 4)

Peter objected to the command in a polite sort of a way. "Lord, I am the fisherman, I know how to fish, and I know the time to fish, and I know that the time isn't now."

เปโตรคัดค้านพระบัญชาโดยคำตอบที่สุภาพว่า "อาจารย์  ข้าพเจ้าเป็นชาวประมงข้าพเจ้ารู้วิธีจับปลา  และรู้ว่าเวลาที่จะจับปลา  และรู้ว่าทำไม่ได้ในเวลานี้"

As the day gets warmer the fish go to the deeper areas of the lake.

เพราะตอนกลางวันที่น้ำทะเลอุ่นขึ้น   ปลาจะว่ายไปที่พื้นที่ลึกในทะเลสาบ

And these nets were not really deep-water nets, they were sort of surface nets.

และที่จริงอวนเหล่านี้ไม่ได้ใช้หย่อนในน้ำลึก    มันเป็นอวนใช้งานแค่น้ำตื้น

They had the floats on the top, and they just cast them out as they are rolling around in a circle in the boat.

พวกเขาทอดอวนลอยอยู่บนพื้นน้ำ และเพียงแค่โยนอวนลงไปวงกลมล้อมรอบเรือ

And then as they complete the circle with the boat having cast the nets around in a circle, then they pull the nets on into the boat, and they are not deep-water type nets.

และจากนั้นเมื่อพวกเขาเสร็จสิ้นเหวี่ยงแหเป็นวงล้อมแล้ว พวกเขาดึงอวนขึ้นบนเรือ  และอวนเหล่านี้ไม่ได้เป็นอวนน้ำลึก

They would catch the fish in the shallower areas in the cooler part of the day. Or in the evening which was usually the best time for fishing.

พวกเขาจะจับปลาในพื้นที่ตื้นๆ ในตอนที่ค่อนข้างเย็น  หรือในตอนค่ำซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการจับปลา

So they've been fishing all night, caught nothing, so you assume that this just isn't the time. "Yet, nevertheless at thy word, I will let down the net."

            ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้จับปลาตลอดทั้งคืน ไม่ได้ปลาเลย  ดังนั้นคุณอาจคิดว่านี้ไม่ใช่เวลา       "แต่อย่างไรก็ตาม   ตามที่พระองค์ตรัสสั่ง   ข้าพเจ้าก็จะหย่อนอวนลงไป"

Now this to me is interesting, because here we find men laboring all night with no results.

สำหรับผมตอนนี้น่าสนใจ เพราะที่นี่เราพบว่าพวกผู้ชายทำงานหนักตลอดคืนโดยไม่ได้ผลใดๆ

Now suddenly Jesus directs them to labor in the same area, and they have fantastic results.

ทันใดนั้นตอนนี้พระเยซูทรงนำให้พวกเขาทำงานในพื้นที่เดียวกัน   และพวกเขาได้รับผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก

And to me this marks the contrast that usually exists in those efforts that are on our own, and those efforts that are directed by the Lord.

และสำหรับผม  นี่เป็นสัญญาณบอกความต่างกันเรื่องที่พวกเขาทำงานโดยใช้กำลังของตัวเอง กับความพยายามทำงานเหล่านั้นโดยได้รับการทรงนำจากพระเจ้า

I think of all of the time and energy and money that is wasted by man-inspired efforts.

ผมคิดถึงเวลา พลังงานและเงินทั้งหมดของเราที่สูญเสียไปโดยใช้ความพยายามเร่งเร้าของมนุษย์เอง

We see a task that needs to be done.

เราเห็นงานใหญ่ที่จำเป็นต้องทำ

We sit down and figure out what would be the best way to accomplish this task.

เรานั่งลงและหาทางคิดว่าอะไรจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบรรลุงานนี้

We develop our programs, and then we develop the financing in order that we might fund the programs

เราพัฒนาโครงการของเรา  แล้วเราพัฒนาจัดการเรื่องเงิน  เพื่อที่เราอาจจะหาทุนมาช่วยโครงการ

Psalm 127:1 Unless the LORD builds the house, those who build it labor in vain. Unless the LORD watches over the city, the watchman stays awake in vain.

            เพลงสดุดี127:1 ถ้าพระยาห์เวห์มิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระ        ยาห์เวห์มิได้ทรงเฝ้ารักษานคร   คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า

Peter did as Jesus asked and then after the huge catch, Peter was so amazed and said to Jesus, “go away from me, because I am sinner.” 

            เปโตรกระทำตามที่พระเยซูทรงขอ แล้วหลังจากนั้นจับปลาได้ใหญ่โต  เปโตรประหลาดใจมากและทูลต่อพระเยซูว่า "ขอทรงไปห่างจากข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป "

When you see God at work, suddenly you're aware of God's work. You're aware of God's power.

เมื่อคุณเห็นพระเจ้าทรงกระทำกิจ  ทันใดนั้นคุณก็ตระหนักถึงพระราชกิจของพระเจ้า คุณก็จะตระหนักถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์

You're aware of the presence of God, and that is always a humbling experience. No man who has stood in the presence of God can be proud.

คุณตระหนักถึงการอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า  และนั่นเป็นประสบการณ์ที่ถ่อมใจ ไม่มีคนใดที่ปรากฏต่อพระพักตร์พระเจ้าจะอวดหยิ่งยโสได้

Standing in the presence of the Lord, conscious presence of the Lord, is always a very humbling experience. 

การยืนอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า  มีจิตสำนึกว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ต่อหน้า เป็นประสบการณ์ที่ถ่อมใจมาก.

So when they brought their ships to land, they forsook all, and followed him (verse 11). 

ดังนั้นเมื่อพวกเขานำเรือกลับไปถึงฝั่ง พวกหมดละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและติดตามพระองค์ไป(ข้อ 11)

Their little ships rowing to shore, weighted down in the water by the load of fish. The dream of every Galilean fishermen, and from that point of success the Lord said, "From now on you're going to catch men."

เรือลำน้อยของพวกเขาที่พายไปยังชายฝั่ง  เรือถูกถ่วงน้ำหนักด้วยปลามากมาย  ความฝันของชาวประมงทะเลกาลิลีทุกคน  และจากจุดนั้นที่ประสบความสำเร็จ  พระเจ้าตรัสว่า "ตั้งแต่นี้ไป  ท่านจะเป็นผู้จับคน"

And they left all to follow Jesus. [2]

            และพวกเขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ติดตามพระเยซูไป

 

Now in the other gospels they do not give us the background to the call of Peter and John.

ตอนนี้ในพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ   ไม่ได้ให้เราทราบภูมิหลังการทรงเรียกเปโตรและยอห์น

And it would appear from the other gospels that Jesus was just walking by the Sea of Galilee and He saw some fishermen mending their nets, and He said, "Come, take up your cross and follow me."

และมันจะปรากฏจากพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ  ว่าพระเยซูเพียงทรงดำเนินไปริมฝั่งทะเลกาลิลีและพระองค์ทอดพระเนตรเห็นชาวประมงบางคนกำลังเย็บอวนของพวกเขาอยู่  และพระองค์ตรัสว่า "มาเถิด จงแบกกางเขนของตน และตามเรามา"

Or, "Come leave your nets and follow me."

หรือ "มาเถิด  จงละทิ้งอวนของท่าน และติดตามเรามา"

And they dropped their nets and followed Jesus without even knowing Him or seeing Him. That is not so.

และพวกเขาละทิ้งอวนและติดตามพระเยซูโดยไม่ได้รู้จักพระองค์หรือเห็นพระองค์ มันไม่ได้เป็นดังนั้นเลย

These men had already experienced the Lord, they knew the Lord. Jesus wasn't a stranger to them.

คนเหล่านี้มีประสบการณ์กับพระเจ้าแล้ว  พวกเขารู้จักพระเจ้า. พระเยซูไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา

 

They knew Him. Now He is calling them to a complete commitment in following Him.[3] 

พวกเขารู้จักพระองค์  ตอนนี้พระองค์ทรงกำลังเรียกพวกเขาให้ถวายตัวมุ่งมั่นติดตามพระองค์

 

How about you, will you follow Jesus?

คุณล่ะเป็นยังไงบ้าง  จะติดตามพระเยซูได้อย่างไร

One Sunday afternoon after church. 

ตอนบ่ายวันอาทิตย์หนึ่งหลังจากเลิกจากคริสตจักร

I felt overwhelmed with gratitude to the Lord. 

ผมรู้สึกเต็มล้นไปด้วยความกตัญญูต่อพระเจ้า

I began thinking “since God has forgiven me of such a mountain of sin and Jesus gave His life for me. 

ผมเริ่มคิดว่า "เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงอภัยความบาปดังภูเขาของผม  และพระเยซูทรงมอบชีวิตของพระองค์แก่ผม

I must in turn give my life to Him in full time service.” 

ผมต้องหันชีวิตของผมกลับมาหาพระองค์โดยยอมรับใช้เต็มเวลา"

I was sensing God’s calling to be a pastor. 

ผมรู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงเรียกผมให้เป็นศิษยาภิบาล

It took a few more years teaching a home Bible study, working with children in Child Evangelism Fellowship, then I left my 10-year job with the Pacific Bell phone company in order to serve the Lord full time.    

ผมใช้เวลาไม่กี่ปีสอนพระคัมภีร์ตามบ้าน   ทำงานกับพันธกิจเผยแพร่ศาสนากับเด็กๆ  แล้วผมลาออกจากงานที่ผมทำมา 10 ปีกับบริษัทโทรศัพท์แปซิฟิกเบล  เพื่อรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา

 

Jesus Cleanses a Leper

พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อน

12 While he was in one of the cities, there came a man full of leprosy. And when he saw Jesus, he fell on his face and begged him, “Lord, if you will, you can make me clean.”

12 ต่อมาขณะที่พระเยซูประทับอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง   ที่นั่นมีคนเป็นโรคเรื้อนเต็มทั้งตัว   เมื่อเขาเห็นพระเยซูก็ซบหน้าลงถึงดินทูลอ้อนวอนพระองค์ว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอ   เพียงแต่พระองค์เต็มพระทัยเท่านั้น ก็จะทำให้ข้าพระองค์หายสะอาดได้”

13 And Jesus stretched out his hand and touched him, saying, “I will; be clean.” And immediately the leprosy left him.

13 พระองค์จึงยื่นพระหัตถ์แตะต้องเขาแล้วตรัสว่า   “เราเต็มใจ   จงหายสะอาดเถิด”   ทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย

14 And he charged him to tell no one, but “go and show yourself to the priest, and make an offering for your cleansing, as Moses commanded, for a proof to them.”

14 พระองค์จึงกำชับเขาไม่ให้บอกใคร   และตรัสว่า   “จงไปสำแดงตัวต่อปุโรหิต   และถวายเครื่องบูชาสำหรับคนที่หายโรคเรื้อนแล้วตามที่โมเสสสั่งไว้   เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันต่อทุกคน”

15 But now even more the report about him went abroad, and great crowds gathered to hear Him and to be healed of their infirmities.

15 แต่กิตติศัพท์ของพระองค์ยิ่งเลื่องลือไป   และมหาชนมาชุมนุมกันเพื่อจะฟังพระองค์   และรับการรักษาโรคต่างๆ

16 But he would withdraw to desolate places and pray.

16 แต่พระองค์มักจะเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยวและทรงอธิษฐาน

           

Naaman was a man in the Old Testament who had this disease of leprosy.  You remember that the prophet of God, Elisha told him to dip in the Jordan River seven times, which he did by faith, and God healed him. 

            นามานเป็นชายคนหนึ่งในพันธสัญญาเดิมที่เป็นโรคเรื้อนนี้  คุณคงจำได้ว่าผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าชื่อเอลีชา สั่งให้เขาจุ่มตัวลงในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง  ซึ่งเขาทำโดยความเชื่อและพระเจ้าทรงรักษาเขาให้หาย

Now this man is healed by the Lord Jesus himself.  

ตอนนี้ชายคนนี้หายจากโรคโดยพระเยซูเจ้าเอง

There are some interesting comparisons we can make between leprosy and sin.  Leprosy is a skin disease that is very contagious. 

มีการเปรียบเทียบที่น่าสนใจบางอย่าง   ที่เราสามารถทำระหว่างโรคเรื้อนและความบาป โรคเรื้อนเป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อกันได้

Sin in the life of one person will often affect others.

ความบาปในชีวิตของคนหนึ่งมักจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

For example, young people often drink alcohol or smoke cigarettes because they see other people doing it. 

ตัวอย่างเช่น คนหนุ่มสาวมักจะดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เพราะพวกเขาเห็นคนอื่นๆ กระทำกัน

The main effect that leprosy has on a person, is that it makes their skin and hands and feet numb so that they don’t feel any pain. 

โรคเรื้อนส่งผลกระทบสำคัญต่อคน คือว่ามันทำให้ผิว มือและเท้าของพวกเขาชาเพื่อให้พวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ

You might think that sounds good to not have pain. 

คุณอาจคิดว่าฟังดูแล้วดีที่จะไม่เจ็บปวด

But the sense of touch and of pain, is very necessary to warn us of danger and harm to our body. 

แต่การสัมผัสและความเจ็บปวด เป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะเตือนเราถึงอันตรายต่อร่างกายของเรา

If you couldn’t feel fire or the piercing of stepping on a nail, then you could really damage your body and that is what happens when you have leprosy. 

ถ้าคุณไม่สามารถรู้สึกเหมือนมีไฟหรือเจ็บเสียวที่ปลายเล็บ  แล้วคุณสามารถทำร้ายร่างกายของคุณและนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเป็นโรคเรื้อน

 

Sin also can make you numb, your conscience becomes numb the more you sin.  When you first steal something, your conscience makes you feel guilty and sorry about it, but if you continue you will lose your sense of guilt. 

ความบาปยังสามารถทำให้คุณชา   จิตสำนึกของคุณยิ่งชามากเมื่อคุณทำบาปมากขึ้น เมื่อคุณขโมยสิ่งของเป็นครั้งแรก  จิตสำนึกของคุณทำให้คุณรู้สึกผิด และเสียใจที่ทำมัน  แต่ถ้าคุณยังคงทำต่อไปคุณจะไม่รู้สึกสำนึกผิด

A person with leprosy was separated from other people and sin can separate people too and it separates us from God. 

คนที่เป็นโรคเรื้อนถูกแยกออกจากคนอื่นๆ  และความบาปสามารถแยกคนด้วยเช่นกัน และมันแยกเราออกจากพระเจ้า

Lepers would cry out, unclean, unclean, and sin makes unclean. 

คนที่เป็นโรคเรื้อนจะร้องเสียงดัง ไม่สะอาด ไม่สะอาด และบาปทำให้ไม่สะอาด

Leprosy if not treated could end in death and the wages of sin is death. 

โรคเรื้อนถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจจะจบลงด้วยความตาย  และค่าจ้างของความบาปคือความตาย

The man with leprosy was very thankful that Jesus healed him. 

คนที่เป็นโรคเรื้อนรู้สึกขอบพระคุณที่พระเยซูทรงรักษาเขาให้หาย

Jesus knew the man would want to tell others, but Jesus asked him not too because Jesus didn’t want people to follow Him only because of miracle healings and there was much more for Jesus to do before the time He would die for us on the cross. 

พระเยซูทรงรู้ว่าชายคนนั้นอยากจะบอกคนอื่น   แต่พระเยซูทรงขอไม่ให้เขาบอกคนอื่น เพราะพระเยซูไม่ทรงต้องการให้ผู้คนติดตามพระองค์เพียงเพราะการรักษาที่อัศจรรย์ และนั่นมากพอสำหรับพระเยซูที่จะทำก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขน

Notice first that the man with leprosy knew that if it was Jesus’ will that Jesus could heal him. 

ขอให้สังเกตก่อนว่าคนที่เป็นโรคเรื้อนรู้ว่าถ้ามันเป็นน้ำพระทับพระเยซู พระเยซูเองจะทรงรักษาเขาให้หาย

It is not lack a lack of faith to pray that God’s will be done. 

ไม่ใช่การขาดความเชื่อที่จะอธิษฐานว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าจะสำเร็จ

 

And it is not always God’s will to heal every person, every time. 

และมันไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าเสมอที่จะทรงรักษาทุกๆ คนทุกๆครั้ง

Sometimes God uses sickness, injury or other physical problems in our bodies to build character in our lives, empty of us our pride, encourage dependence upon Him, prepare us to minister to more effectively to others, discipline us, or lead us in a new direction.  But in this case, it was Jesus’ will to heal the man. 

บางครั้งพระเจ้าทรงใช้ความเจ็บป่วย การบาดเจ็บ หรือปัญหาทางกายอื่นๆ ในร่างกายของเราที่จะสร้างนิสัยในชีวิตของเรา  ทำให้เราเลิกหยิ่งยโส  หนุนใจเราให้พึ่งพาพระองค์ เตรียมเราให้พร้อมเพื่อทำพันธกิจอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกับผู้อื่น  ลงวินัยเราหรือนำเราในทิศทางใหม่ แต่ในกรณีนี้มันเป็นน้ำพระทัยของพระเยซูที่จะทรงรักษาคนนั้น

Jesus commanded the man not to tell anyone, why? 

พระเยซูทรงสั่งไม่ให้ชายคนนั้นบอกใคร  เพราะอะไรหรือ

The reason seems to be in the timing of the crucifixion. 

เหตุผลดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาที่จะทรงถูกตรึงกางเขน

Jesus was going to die for us on the cross, but it was not time for that yet.  So, He needed to be careful about drawing too much attention to Himself. 

พระเยซูกำลังจะสิ้นพระชนม์เพราะเราบนกางเขน แต่มันยังไม่ถึงเวลานั้น  ดังนั้นจำเป็นที่พระองค์ทรงต้องระวังในการดึงความสนใจสู่ตัวเองมากเกินไป

But you and I are to tell others about Jesus and what He has done for us, we have Good News to tell! 

แต่คุณและผมต้องบอกคนอื่นๆ เกี่ยวกับพระเยซูและสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อเรา  พวกเรามีข่าวดีที่จะบอก

Jesus did not require the man to act on his faith. 

พระเยซูไม่ทรงต้องการให้ชายคนนั้นทำตามความเชื่อของเขา

If the man truly believed that he was healed, then he must fulfill the religious requirements of the Jews at that time and go show himself to the priest, certifying that he had been healed.

ถ้าชายคนนั้นเชื่ออย่างแท้จริงว่าเขาจะหายโรค  แล้วเขาจะต้องทำตามข้อเรียกร้องทางศาสนาของชาวยิวในเวลานั้น   และไปแสดงตัวเองต่อปุโรหิต  รับรองว่าเขาหายจากโรคแล้ว

 

Leviticus 14:2 “This shall be the law of the leprous person for the day of his cleansing. He shall be brought to the priest,

เลวีนิติ 14:2  “ต่อไปนี้เป็นกฎเรื่องคนเป็นโรคเรื้อน   ในวันชำระตัวของเขา   ให้พาเขามาหาปุโรหิต

 

            Jesus heals a paralytic

พระเยซูทรงรักษาคนง่อย

17 On one of those days, as He was teaching, Pharisees and teachers of the law were sitting there, who had come from every village of Galilee and Judea and from Jerusalem. And the power of the Lord was with Him to heal.

17 ต่อมาวันหนึ่ง  ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่   มีพวกฟาริสีและพวกอาจารย์สอนธรรมบัญญัติมานั่งอยู่ด้วย   เป็นคนที่มาจากทั่วทุกหมู่บ้านในแคว้นกาลิลี   แคว้นยูเดียและกรุงเยรูซาเล็ม   ฤทธิ์เดชขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็อยู่กับพระองค์   เพื่อที่จะรักษาโรคได้

18 And behold, some men were bringing on a bed a man who was paralyzed, and they were seeking to bring him in and lay him before Jesus,

18 และนี่แน่ะ   มีบางคนหามคนง่อยซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมา   พวกเขาพยายามหาทางหามคนง่อยเข้ามาวางตรงหน้าพระองค์

19 but finding no way to bring him in, because of the crowd, they went up on the roof and let him down with his bed through the tiles into the midst before Jesus.

19 แต่หาทางเข้ามาไม่ได้เพราะมีคนมาก   เขาจึงขึ้นไปบนหลังคาตึก   แล้วหย่อนคนง่อยพร้อมกับที่นอนลงมาตามช่องกระเบื้อง  วางตรงหน้าพระเยซูท่ามกลางฝูงชน

20 And when he saw their faith, he said, “Man, your sins are forgiven you.”

20 เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของพวกเขา   พระองค์จึงตรัสว่า   “เพื่อนเอ๋ย   บาปต่างๆ ของท่านได้รับการยกโทษแล้ว”

21 And the scribes and the Pharisees began to question, saying, “Who is this who speaks blasphemies? Who can forgive sins but God alone?”

21 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีจึงคิดในใจว่า   “คนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า  เขาเป็นใครกัน   ใครจะอภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น”

22 When Jesus perceived their thoughts, He answered them, “Why do you question in your hearts?

22 แต่เมื่อพระเยซูทรงทราบความคิดของพวกเขา   พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “ทำไมท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้

23 Which is easier, to say, ‘Your sins are forgiven you,’ or to say, ‘Rise and walk’?

23 การที่พูดว่า   'บาปต่างๆ ของท่านได้รับการยกโทษแล้ว กับการพูดว่า   'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด'   แบบไหนจะง่ายกว่ากัน

24 But that you may know that the Son of Man has authority on earth to forgive sins”—He said to the man who was paralyzed—“I say to you, rise, pick up your bed and go home.”

24 แต่ทั้งนี้เพื่อให้พวกท่านรู้ว่า   บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะยกโทษบาปได้”   พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า   “เราสั่งท่านว่า   จงลุกขึ้นยกที่นอนแล้วกลับไปที่บ้านของท่าน”

25And immediately he rose up before them and picked up what he had been lying on and went home, glorifying God.

25 ทันใดนั้นเขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าทุกคน   ยกที่นอนแล้วกลับบ้าน พร้อมกับการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

26 And amazement seized them all, and they glorified God and were filled with awe, saying, “We have seen extraordinary things today.”

26 ทุกคนก็อัศจรรย์ใจ และได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   ต่างเต็มไปด้วยความเกรงกลัว   และพูดกันว่า   “วันนี้เราได้เห็นสิ่งที่เหลือเชื่อ”

           

This miracle took place at Jesus’ home in Capernaum. 

            เรื่องอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นที่บ้านของพระเยซูในเมืองคาเปอรนาอุม

I am impressed by the four men who carried the paralyzed man. 

ผมประทับใจผู้ชายทั้งสี่คนที่จัดการหามคนง่อย

They loved him so much they dug a hole in the roof of Jesus’ house to get him inside with Jesus. 

พวกเขารักเขามาก  พวกเขารื้อช่องบนหลังคาบ้านที่พระเยซูทรงอยู่ข้างในเพื่อที่จะพาเขาเข้าข้างในบ้านพบกับพระเยซู

What teamwork, courage and faith it took to lower him down through the hole on his bed without dropping him, as they were determined to gain his healing.

มันช่างเป็นทีมงาน ความกล้าหาญและความเชื่อที่หย่อนเขาที่นอนบนเตียงลงผ่านช่องหลังคาโดยไม่ใช่หย่อนเพียงตัวเขา  ตามที่พวกเขาตั้งใจจะให้เขารับการรักษา

 It seems strange to me that the scribes and Pharisees were at Jesus’ home, if they didn’t like Him and didn’t believe in Him. 

ดูเหมือนแปลกสำหรับผมว่า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีอยู่ที่บ้านที่พระเยซูประทับ ถ้าพวกเขาไม่ชอบพระองค์และไม่เชื่อในพระองค์

They were going out of their way to be there to find fault in Him.

พวกเขาจะออกไปข้างนอก ไปอยู่ที่นั่นเพื่อจะหาความผิดใส่พระองค์

Jesus forgave the man’s sin and the man was healed. 

พระเยซูทรงอภัยความบาปของมนุษย์และชายคนนั้นได้รับการรักษาให้หาย

Jesus is the only one who has the power to forgive sin.

พระเยซูทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจให้อภัยบาปได้

They said correctly only God can forgive a man's sins.

พวกเขากล่าวถูกต้องว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถให้อภัยบาปของคน

But they were incorrect in the first assessment that He's speaking blasphemously. Because Jesus was demonstrating that He is God and has the authority to forgive sin.  Jesus was taking care of the most important thing first.

แต่พวกเขาไม่ถูกต้องในการประเมินครั้งแรกว่าพระองค์ทรงตรัสโดยหมิ่นประบาท เพราะพระเยซูทรงสำแดงว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและมีอำนาจที่จะให้อภัยบาป พระเยซูทรงดูแลสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน

What is really the most important thing?

จริงๆ แล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด?

A person's salvation, or a person's healing? 

ความรอดของบุคคลหรือการรักษาบุคคลให้หายโรค

We must remember that the most important thing for any man is his salvation. Better to go into heaven crippled than well into hell.

เราต้องจำไว้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนก็คือความรอดของเขา ที่จะเข้าไปในสวรรค์แบบพิการก็ดีกว่าสบายดีในนรก

Salvation is the greatest need that any person has.   

ความรอดสำคัญที่สุดที่คนเราต้องได้รับ

Jesus forgave the man’s sin and the man was healed. 

พระเยซูทรงยกโทษความบาปของมนุษย์และชายคนนั้นก็หายจากโรค

Jesus is the only one who has the power to forgive sin. 

พระเยซูทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจให้อภัยบาป

He will forgive yours if you will believe in Him. 

พระองค์จะทรงให้อภัยบาปแก่คุณถ้าคุณจะเชื่อในพระองค์

The Jewish religious leaders did not like Jesus speaking of forgiving sin, they didn’t believe that He had that authority, but He does!

ผู้นำทางศาสนาชาวยิวไม่ได้ชอบที่พระเยซูตรัสเรื่องการยกโทษบาป  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจนั้น  แต่พระองค์ทรงมี!           

Jesus calls Levi the tax collector also known as Matthew to be one of His disciples

            พระเยซูทรงเรียกเลวีคนเก็บภาษีที่ชื่อว่ามัทธิวมาเป็นหนึ่งในสาวกของพระองค์

Tax collectors were not popular. 

คนเก็บภาษีไม่ได้เป็นคนที่ประชาชนชื่นชอบ

They were Jews but worked for the Roman government in collecting taxes from their own people. 

พวกเขาเป็นชาวยิวแต่ทำงานให้กับรัฐบาลโรมันในการเก็บภาษีจากคนในชาติของตนเอง

They were sometimes dishonest and would charge the tax required by the Romans and then an additional large amount for themselves. 

บางครั้งพวกเขาไม่สุจริตและจะเก็บภาษีตามคำสั่งโดยชาวโรมัน  และจากนั้นก็เรียกเก็บค่าภาษีเพิ่มจำนวนมากสำหรับตัวเอง

We don’t know what kind of man this particular tax collector was before He met Jesus.  The Lord is able to change the heart of any person. 

เราไม่ทราบว่าคนเก็บภาษีคนนี้เป็นเช่นไรก่อนที่เขาได้พบกับพระเยซู. พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของบุคคลใดก็ได้

We do know that Matthew was willing to leave the riches of being a tax collector and instead follow after Jesus as one of His disciples with no salary. 

เรารู้ว่ามัทธิวยินดีที่จะละทิ้งทรัพย์สมบัติที่ได้จากการเป็นผู้เก็บภาษี   และจะติดตามพระเยซู โดยเป็นหนึ่งในสาวกของพระองค์ที่ไม่มีเงินเดือน

He later wrote one of the books of the Bible, called Matthew.

ในภายหลังเขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์ชื่อว่าพระธรรมมัทธิว

 

27 After this he went out and saw a tax collector named Levi, sitting at the tax booth. And he said to him, “Follow me.”

27 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้นแล้ว  พระองค์เสด็จออกไป   และทอดพระเนตรเห็นคนเก็บภาษีคนหนึ่งชื่อเลวีนั่งอยู่ที่ด่านภาษี   จึงตรัสกับเขาว่า   “จงตามเรามาเถิด”

28 And leaving everything, he rose and followed him.

28 เขาก็ลุกขึ้น  สละทิ้งทุกสิ่ง  และตามพระองค์ไป  

29 And Levi made him a great feast in his house, and there was a large company of tax collectors and others reclining at table with them.

29 แล้วเลวีก็จัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อพระองค์ในบ้านของตน   มีคนเก็บภาษีกลุ่มใหญ่และคนอื่นๆ  มาร่วมในงานนั้นด้วย

30 And the Pharisees and their scribes grumbled at His disciples, saying, “Why do you eat and drink with tax collectors and sinners?”

30พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ในคณะของเขาก็บ่นว่าพวกสาวกของพระองค์ กล่าวว่า   “ทำไมพวกท่านมากินดื่มกันกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาป”

31 And Jesus answered them, “Those who are well have no need of a physician, but those who are sick.

31 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า   “คนสบายไม่ต้องการหมอ   แต่คนเจ็บป่วยต้องการ

32 I have not come to call the righteous but sinners to repentance.”

32 เราไม่ได้มาเพื่อจะเรียกคนชอบธรรม   แต่มาเรียกคนบาปให้กลับใจใหม่”

 

Again the Jewish religious leaders were not happy with Jesus. 

            อีกครั้งที่ผู้นำทางศาสนายิวไม่ได้พอใจพระเยซู

They didn’t think He as a Rabbi, a religious teacher, should be doing anything with tax collectors who considered by them to be sinners. 

พวกเขาไม่คิดว่าพระองค์ทรงเป็นรับบี  ครูสอนศาสนา   ควรจะทำอะไรกับคนเก็บภาษีที่พวกเขาพิจารณาว่าเป็นคนบาป.

These leaders didn’t see the sin in their own lives, they didn’t see themselves as sinners. 

ผู้นำเหล่านี้ไม่ได้เห็นความบาปในชีวิตของตัวเอง  พวกเขาไม่ได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนบาป

But the Bible is clear that all have sinned and come short of the glory of God. 

แต่พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่า  ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

Every person, everywhere, needs the forgiveness of sin that is available through believing in the Lord Jesus. 

ทุกๆ คน ทุกๆ แห่ง  ต้องการการให้อภัยบาปที่สามารถทำได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

If you recognize that you have a need, then the gospel is for you.

ถ้าคุณสำนึกว่าคุณมีจำเป็นต้องการ   แล้วพระกิตติคุณก็มีไว้สำหรับคุณ

Christ can and will save you.

พระคริสต์ทรงสามารถและจะทรงช่วยคุณให้รอดได้

If you are self-sufficient, recognize no personal need, and go in your self-chosen path way, it will lead you to destruction.

ถ้าคุณคิดว่าตัวคุณพอแล้ว ไม่มีความต้องการส่วนตัวอีก  และเดินไปในทางที่คุณเลือกเอง  เส้นทางนั้นจะนำคุณไปสู่ความพินาศ

The Great Physician can do nothing for those who think they are not sick.

นายแพทย์ที่ดีไม่สามารถทำอะไรได้กับบรรดาผู้ที่คิดว่าพวกเขาไม่ได้เจ็บป่วยอะไร              

 

A question about fasting

คำถามเกี่ยวกับการถืออดอาหาร

33 And they said to him, “The disciples of John fast often and offer prayers, and so do the disciples of the Pharisees, but yours eat and drink.”

33 เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า   “พวกศิษย์ของยอห์นถืออดอาหารกัน  และอธิษฐานบ่อยๆ    และศิษย์ของพวกฟาริสีก็ทำเหมือนกัน   แต่ศิษย์ของท่านทั้งกินทั้งดื่ม”

34 And Jesus said to them, “Can you make wedding guests fast while the bridegroom is with them?

34 พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า   “ท่านจะให้เพื่อนๆ ของเจ้าบ่าวอดอาหาร   ขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาอย่างนั้นหรือ

35 The days will come when the bridegroom is taken away from them, and then they will fast in those days.”

35 แต่จะวันที่เจ้าบ่าวจะต้องจากสหายไปจะมาถึง   และในวันนั้นเขาจะถืออดอาหาร”

36 He also told them a parable: “No one tears a piece from a new garment and puts it on an old garment. If he does, he will tear the new, and the piece from the new will not match the old.

36 แล้วพระองค์ทรงกล่าวคำเปรียบเทียบเรื่องหนึ่งแก่พวกเขาด้วย   “ไม่มีใครฉีกผ้าจากเสื้อใหม่มาปะเสื้อเก่า   ถ้าทำอย่างนั้นเสื้อใหม่จะขาด แล้วผ้าที่ได้จากเสื้อใหม่ก็จะไม่เข้ากับเสื้อเก่าด้วย

37 And no one puts new wine into old wineskins. If he does, the new wine will burst the skins and it will be spilled, and the skins will be destroyed.

37 ไม่มีผู้ใครเอาเหล้าองุ่นหมักใหม่ไปใส่ไว้ในถุงหนังเก่า   ถ้าทำอย่างนั้นเหล้าองุ่นหมักใหม่จะทำให้ถุงหนังเก่าขาดไป   และเหล้าองุ่นจะรั่ว   ถุงหนังก็จะเสียไปด้วย

38 But new wine must be put into fresh wineskins.

38 แต่น้ำเหล้าองุ่นหมักใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่

39 And no one after drinking old wine desires new, for he says, ‘The old is good.’”

39 ไม่มีใครเมื่อดื่มเหล้าองุ่นหมักเก่าแล้ว   จะอยากได้เหล้าองุ่นหมักใหม่   เพราะเขาย่อมจะกล่าวว่า   'ของเก่านั้นดีกว่า' ”

            Fasting is often practiced by Christians with prayer to have a serious and intimate time with God. 

            คริสเตียนที่ถืออดอาหาร ฝึกฝนโดยการอธิษฐานเพื่อที่จะมีเวลาจริงจังและติดสนิทกับพระเจ้า.

Jesus was with His disciples so they didn’t fast.

พระเยซูทรงอยู่กับพวกสาวกของพระองค์ดังนั้นพวกเขาไม่ได้ถืออดอาหาร

 

Jesus then gives a parable or teaching story about not putting new wine into old wine bags. 

แล้วพระเยซูทรงให้คำอุปมาหรือคำสอนเกี่ยวกับการไม่ใส่เหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงเหล้าองุ่นเก่า

 

The natural man likes his old ways. He likes the old wine, his old religion.

โดยธรรมชาติคนเราชอบวิถีชีวิตเดิมของเขา เขาชอบเหล้าองุ่นเก่า  ศาสนาเดิมของเขา

But Jesus brought something new to mankind, He brought the gospel.  

แต่พระเยซูทรงนำสิ่งใหม่ๆ มาสู่มนุษยชาติ  พระองค์ทรงนำพระกิตติคุณมา

He did not come into the world to do any patching of the old garment.  

พระองค์ไม่ได้เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อจะทำการปะเสื้อผ้าเก่า.

He did not come to patch up religions He came to pay the penalty of sin by dying on the cross.  

พระองค์ไม่ได้เสด็จมาปรับปรุงศาสนา  พระองค์เสด็จมาเพื่อจ่ายโทษของความบาปโดยการตายบนกางเขน

He arose from the dead so that He could give us the new wine of the gospel.  

พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อที่พระองค์ทรงประทานเหล้าองุ่นใหม่แห่งพระกิตติคุณแก่เรา

“The new wine of the gospel must be placed in the new wineskin of grace, not into the old one of religion.”[4]

เหล้าองุ่นใหม่แห่งพระกิตติคุณจะต้องใส่ไว้ในถุงเหล้าองุ่นใหม่แห่งพระคุณ   ไม่ใช่เป็นเหล้าองุ่นใหม่ในศาสนาเก่า

 

Ephesians 5:18 And be not drunk with wine, wherein is excess; but be filled with the Spirit

            เอเฟซัส5:18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ

 

This is the message that the Lord gives out today. He came to give us something new. He came to save us by faith in Him.

            นี่คือพระดำรัสที่พระเจ้าทรงตรัสสอนเราในวันนี้  พระองค์เสด็จมาเพื่อให้เรารับสิ่งใหม่ ทรงมาช่วยเราให้รอดโดยความเชื่อในพระองค์

At the beginning of the message today I spoke about Jesus calling fishermen to be His disciples. 

ในตอนต้นของพระธรรมวันนี้   ผมพูดเรื่องพระเยซูทรงเรียกชาวประมงมาเป็นสาวกของพระองค์

You today can’t be one the twelve, but Jesus is still calling disciples, those who will follow closely after Him, becoming more and more like Him. 

วันนี้คุณไม่สามารถเป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน แต่พระเยซูยังคงเรียกให้คนมาเป็นสาวกอยู่  บรรดาผู้ที่จะติดตามใกล้ชิดพระองค์ จะยิ่งกลายเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น

Will you decide today to truly be His disciple? 

วันนี้คุณจะตัดสินใจเป็นสาวกแท้จริงของพระองค์ไหม

 

A Christian “belongs to Christ” and is daily being transformed into the likeness of Christ.

            คริสเตียน "เป็นของพระคริสต์" และกำลังถูกเปลี่ยนแปลงทุกวันให้เป็นเหมือนกับพระคริสต์

A true Christian (and not one in name only) will also be a disciple of Christ.

คริสเตียนที่แท้จริง (และไม่ใช่เพียงแต่ชื่อเท่านั้น) จะยังเป็นสาวกของพระคริสต์ด้วย

That is, he will have counted the cost of following the Lord and has totally committed his life to Jesus.

นั่นคือ  เขาจะถูกนับว่าติดตามพระเจ้า  และยอมอุทิศทั้งชีวิตเพื่อพระเยซู

He accepts the call to sacrifice and follows wherever the Lord leads.

เขายอมรับการทรงเรียกที่จะเสียสละและติดตามไปทุกที่ที่พระเจ้าทรงนำ

The disciple completely adheres to the teaching of Jesus, makes Christ his number-one priority and lives accordingly.

พวกสาวกยึดมั่นในคำสั่งสอนของพระเยซู   จึงจัดให้พระเยซูมีความสำคัญอันดับแรกและมีชีวิตอยู่ตามอย่างนั้น

He is actively involved in making other disciples. 

เขาเข้าร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างสาวกคนอื่นๆ

A true Christian is a believer in Christ and possesses new life through the indwelling of the Holy Spirit.

คริสเตียนที่แท้จริงเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์และมีชีวิตใหม่โดนมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตในเขา

Because he believes in Christ, a Christian will also be an obedient disciple.

เพราะเขาเชื่อในพระคริสต์  คริสเตียนจะยังเป็นสาวกที่เชื่อฟังด้วย

Paul describes the reality of taking up one’s cross and following the Lord.[5]

            เปาโลบรรยายถึงความเป็นจริงของการแบกรับกางเขนและติดตามพระเจ้า

 

Galatians กาลาเทีย 2:20 20 I have been crucified with Christ. It is no longer I who live, but Christ who lives in me. And the life I now live in the flesh I live by faith in the Son of God, who loved me and gave himself for me.

20 ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป   แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า   ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้   ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า   และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า

Discipleship requires a totally committed life:

            การเป็นสาวกจำเป็นต้องมีชีวิตที่อุทิศถวายทั้งหมด:

 

Luke 14:33 So therefore, any one of you who does not renounce all that he has cannot be my disciple.

ลูกา 14:33 เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่ไม่ได้สละสิ่งสารพัดที่มีอยู่จะเป็นสาวกของเราไม่ได้

 

            Sacrifice is expected of us by Jesus. 

            การเสียสละเป็นเรื่องที่พระเยซูทรงคาดหวังจากเรา

 

Matthew 16:24 Then Jesus told his disciples, “If anyone would come after me, let him deny himself and take up his cross and follow me.

มัทธิว 16:24 พระเยซูจึงตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์ว่า   “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา  ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง  รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิมและใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



                 [1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Luke 5.

                 [2] ibid.

                [3] ibid.

                [4] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 5.

[5] What is the difference between a Christian and a disciple?

www.gotquestions.org/Christian-disciple.html  (accessed Nov. 1, 2013).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top