Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 23 The Roman Trial and the Crucifixion

ลูกาบทที่ 23 การไต่สวนแบบโรมันและการตรึงกางเขน

           

Last time we talked about how that Jesus was arrested in the garden, and then He appeared before the Jewish religious leaders. 

ครั้งที่แล้วเราได้พูดเรื่องที่พระเยซูทรงถูกจับกุมในสวนได้อย่างไร  และจากนั้นพระองค์ทรงปรากฏต่อหน้าผู้นำทางศาสนาของชาวยิว

They were angry with Him, jealous of Him, and believed that He should die, they thought He was teaching against the Jewish faith. 

พวกเขาโกรธพระองค์  อิจฉาพระองค์และเชื่อว่าพระองค์สมควรตาย  พวกเขาคิดว่าพระองค์ทรงสอนต่อต้านความเชื่อของชาวยิว

They could not execute Jesus themselves, because they were under the rule of the Romans and so the Roman governor would have to have a trial of Jesus and then sentence Him to death. 

พวกเขาไม่สามารถประหารพระเยซูได้เอง เพราะพวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของโรมและดังนั้นผู้ว่าการรัฐโรมันจะต้องมีการไต่สวนพระเยซูแล้วตัดสินประหารพระองค์

The governor’s name was Pilate. 

ชื่อของผู้ว่าราชการคือปิลาต

You will notice the charges they bring to the Romans are different than the charges they had with the High Priest. 

คุณจะสังเกตว่าข้อกล่าวหาที่พวกเขาฟ้องต่อชาวโรมันนั้นแตกต่างจากข้อกล่าวหาที่พวกเขาทำกับมหาปุโรหิต

Annas, Caiaphas, and the other Jewish religious leaders accused Jesus of blasphemy of claiming to be the Son of God, which they refused to believe that He was. 

อันนาส คายาฟัสและผู้นำทางศาสนาชาวยิวอื่นๆ กล่าวหาว่าพระเยซูทรงดูหมิ่นโดยอ้างว่าเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งพวกเขาปฏิเสธที่จะเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็น

 

Jesus before Pilate

พระเยซูทรงอยู่ต่อหน้าปิลาต

 

Luke 23:1-5

1Then the whole company of them arose and brought him before Pilate.

ลูกา23:1-5

1  พวกเขาจึงลุกขึ้นพร้อมกันและพาพระองค์ไปหาปีลาต

2And they began to accuse him, saying, “We found this man misleading our nation and forbidding us to give tribute to Caesar, and saying that he himself is Christ, a king.”

2 และตั้งข้อกล่าวหาว่า “เราพบว่าคนนี้กำลังทำให้ชนชาติของเราไขว้เขวและไม่ให้ส่งส่วยแก่ซีซาร์ และบอกว่าตัวเองเป็นพระคริสต์กษัตริย์องค์หนึ่ง”

3And Pilate asked him, “Are you the King of the Jews?” And he answered him, “You have said so.”

3  ปีลาตจึงถามพระองค์ว่า “เจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือพระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ก็ท่านพูดเองแล้ว”

4Then Pilate said to the chief priests and the crowds, “I find no guilt in this man.”

4 ปีลาตจึงกล่าวกับพวกหัวหน้าปุโรหิตและฝูงชนว่า “เราไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิด”

5But they were urgent, saying, “He stirs up the people, teaching throughout all Judea, from Galilee even to this place.” 

5 แต่พวกเขายืนกรานว่า “คนนี้ยุยงประชาชนให้วุ่นวายและสั่งสอนไปทั่วยูเดีย ตั้งแต่กาลิลีจนถึงที่นี่”

 

Now they accuse Him of wrong teaching, teaching others not to pay taxes to Rome. 

ตอนนี้พวกเขากล่าวหาว่าพระองค์ทรงสอนผิด  สอนคนอื่นไม่ให้จ่ายภาษีแก่กรุงโรม

When in fact Jesus had said, “give to Caesar what is Caesar’s.  

ในความเป็นจริงพระเยซูตรัสว่า "จงให้แก่ซีซาร์ ส่วนที่เป็นของซีซาร์

Many of the Jewish people had recognized Jesus as King when He rode into Jerusalem on a donkey the week before, but Jesus was certainly not leading any kind of revolution against Caesar the Roman king.  

ชาวยิวหลายคนได้ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์เมื่อพระองค์ทรงลาเข้ากรุงเยรูซาเล็มในสัปดาห์ก่อนนี้  แต่แน่นอนว่าพระเยซูไม่ทรงนำการปฏิวัติใดๆ ต่อซีซาร์กษัตริย์โรมัน

This is what the religious leaders were accusing Him of.  

นี่คือสิ่งที่ผู้นำทางศาสนากำลังใส่ข้อกล่าวหาพระองค์

Pilate doesn’t seem to believe the religious leaders have any valid case before Him. 

ดูเหมือนปิลาตไม่เชื่อผู้นำทางศาสนาที่ฟ้องคดีใดๆ ต่อพระองค์

He sees nothing to charge Jesus with that would call for His death as they are suggesting. 

เขามองไม่เห็นความผิดใดๆ ที่จะใส่ความพระเยซูเพื่อเรียกร้องพระองค์ไปสู่ความตายอย่างที่พวกเขาแนะนำ

So, when he learns that Jesus was from Galilee, Pilate sends Jesus with guards to see Herod the governor of that region, who was visiting Jerusalem.

ดังนั้นเมื่อเขารับรู้ว่าพระเยซูทรงมาจากแคว้นกาลิลี  ปิลาตจึงส่งพระเยซูไปกับเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าเฮโรดผู้ว่าราชการภูมิภาคนั้นที่กำลังมาเยือนกรุงเยรูซาเล็ม

 

Jesus before Herod

พระเยซูทรงอยู่ต่อหน้าเฮโร

 

Luke 23:6-17

6 When Pilate heard this, he asked whether the man was a Galilean.

ลูกา23:6-17

6 เมื่อปีลาตได้ยิน ท่านจึงถามว่า “คนนี้เป็นชาวกาลิลีหรือ?”

7And when he learned that he belonged to Herod's jurisdiction, he sent him over to Herod, who was himself in Jerusalem at that time.

7 เมื่อทราบว่าพระองค์เป็นคนในท้องที่ของเฮโรด ท่านจึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรดซึ่งพักอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น

8When Herod saw Jesus, he was very glad, for he had long desired to see him, because he had heard about him, and he was hoping to see some sign done by him.

8 เมื่อเฮโรดเห็นพระเยซูก็ดีใจมาก เพราะท่านเคยได้ยินถึงพระองค์มานานแล้ว ท่านอยากจะพบพระองค์และหวังที่จะได้เห็นพระองค์ทำหมายสำคัญบ้าง

9So he questioned him at some length, but he made no answer.

9 ท่านจึงซักถามพระองค์หลายข้อ แต่พระองค์ไม่ทรงตอบอะไรเลย 

10The chief priests and the scribes stood by, vehemently accusing him.

พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ซึ่งยืนอยู่ที่นั่นกล่าวหาพระองค์อย่างรุนแรง

11And Herod with his soldiers treated him with contempt and mocked him. Then, arraying him in splendid clothing, he sent him back to Pilate.

11 เฮโรดกับพวกทหารของท่านก็ดูหมิ่นและเยาะเย้ยพระองค์ เมื่อเอาเสื้อผ้าที่สวยงามมาสวมให้พระองค์แล้วก็ส่งกลับไปหาปีลาตอีก 

12And Herod and Pilate became friends with each other that very day, for before this they had been at enmity with each other.

12 ปีลาตกับเฮโรดคืนดีกันในวันนั้น เพราะแต่ก่อนเป็นศัตรูกัน

13Pilate then called together the chief priests and the rulers and the people,

13 ปีลาตจึงสั่งพวกหัวหน้าปุโรหิต พวกผู้นำ และประชาชนให้ประชุมพร้อมกัน

14and said to them, “You brought me this man as one who was misleading the people. And after examining him before you, behold, I did not find this man guilty of any of your charges against him.

14 และกล่าวกับพวกเขาว่า “ท่านพาคนนี้มาหาเรา กล่าวหาว่าเขายุยงประชาชน นี่แน่ะ เราไต่สวนต่อหน้าพวกท่านแล้ว และไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิดในข้อที่ท่านกล่าวหาเขา

15Neither did Herod, for he sent him back to us. Look, nothing deserving death has been done by him.

15 และเฮโรดก็ไม่เห็นว่าเขามีความผิดด้วย เพราะเฮโรดส่งตัวเขากลับมาหาเราอีก นี่แน่ะ คนนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรที่สมควรจะมีโทษถึงตาย

16I will therefore punish and release him.”

16 เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราเฆี่ยนเขาแล้ว เราก็จะปล่อยไป”

17(For of necessity he must release one unto them at the feast.)       

17อ่านว่า   ท่านต้องปล่อยคนหนึ่งให้เขาทั้งหลายในเทศกาลนั้น 

 

Pilate hoped to release Jesus but did not want to make the crowd angry. 

ปิลาตคาดหวังที่จะปล่อยพระเยซูแต่ท่านไม่ต้องการที่จะทำให้ฝูงชนโกรธ

He was afraid if he didn’t do what the religious leaders wanted and what many of the crowd wanted that he would have a riot to deal with. 

ท่านกลัวว่าถ้าไม่ได้ทำตามที่ผู้นำทางศาสนาต้องการและตามที่ฝูงชนมากมายต้องการนั้นก็จะเกิดมีการจลาจลที่ท่านจะต้องจัดการ

He tried two things to release Jesus. 

ท่านมีข้อเสนอสองข้อเพื่อจะปล่อยพระเยซู

He offered to whip Jesus severely and he gave the crowd a choice of condemned criminals offering the release of one of them, whoever they chose.  

ท่านเสนอให้ใช้แส้โบยตีพระเยซูอย่างรุนแรง   และท่านเสนอให้ฝูงชนเลือกที่จะปล่อยอาชญากรที่ถูกกล่าวหาคนใดคนหนึ่งตามที่พวกเขาเลือก

 

More details of the trial before Pilate are given in John 18.

การไต่สวนต่อหน้าปิลาตมีรายละเอียดเพิ่มเติมในพระธรรมยอห์นบทที่ 18 

 

John 18:28-38

28Then they led Jesus from the house of Caiaphas to the governor's headquarters. It was early morning. They themselves did not enter the governor's headquarters, so that they would not be defiled, but could eat the Passover.

ยอห์น18:28-38

28 แล้วพวกเขาก็พาพระเยซูออกจากบ้านของคายาฟาสไปยังกองบัญชาการปรีโทเรียม ขณะนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่ได้เข้าไปในกองบัญชาการปรีโทเรียมนั้น เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้ 

29So Pilate went outside to them and said, “What accusation do you bring against this man?”
29 ปีลาตจึงออกมาหาพวกเขา แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้?”

30They answered him, “If this man were not doing evil, we would not have delivered him over to you.”
30 พวกเขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย เราก็คงจะไม่มอบตัวเขาไว้กับท่าน”

31Pilate said to them, “Take him yourselves and judge him by your own law.” The Jews said to him, “It is not lawful for us to put anyone to death.”

31ปีลาตกล่าวกับเขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “กฎหมายห้ามเราประหารชีวิตคนหนึ่งคนใด”

32This was to fulfill the word that Jesus had spoken to show by what kind of death he was going to die.
32 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซูที่ตรัสไว้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์อย่างไร

33So Pilate entered his headquarters again and called Jesus and said to him, “Are you the King of the Jews?”
33 ปีลาตจึงเข้าไปในกองบัญชาการปรีโทเรียมอีก และเรียกพระเยซูมาแล้วถามว่า “เจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ?”

34Jesus answered, “Do you say this of your own accord, or did others say it to you about me?”
34 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านถามอย่างนั้นตามความเข้าใจของท่านเอง หรือว่าคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา?”

35Pilate answered, “Am I a Jew? Your own nation and the chief priests have delivered you over to me. What have you done?”
35  ปีลาตทูลตอบว่า “เราเป็นยิวหรือ? ชนชาติของเจ้าเองและพวกหัวหน้าปุโรหิตมอบเจ้าไว้กับเรา เจ้าทำผิดอะไร?”

36Jesus answered, “My kingdom is not of this world. If my kingdom were of this world, my servants would have been fighting, that I might not be delivered over to the Jews. But my kingdom is not from the world.”

36พระเยซูตรัสตอบว่า “ราชอำนาจของเราไม่ได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะต่อสู้ไม่ให้เราถูกมอบไว้ในมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเราไม่ได้มาจากโลกนี้”

37Then Pilate said to him, “So you are a king?” Jesus answered, “You say that I am a king. For this purpose I was born and for this purpose I have come into the world—to bear witness to the truth. Everyone who is of the truth listens to my voice.”

37 ปีลาตจึงพูดกับพระองค์ว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เป็นกษัตริย์น่ะซี” พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเป็นพยานให้กับสัจจะ ทุกคนที่อยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา”

38Pilate said to him, “What is truth?”

38ปีลาตทูลถามพระองค์ว่า   “สัจจะคืออะไร”  

After he had said this, he went back outside to the Jews and told them, “I find no guilt in him.

 เมื่อถามเขาพูดดังนั้นแล้วเขาก็ออกไปหาพวกยิวอีก   และบอกเขาว่า   “เราไม่เห็นคนนั้นมีความผิดอะไร

 

Pilate delivers Jesus to be crucified

ปิลาตปล่อยให้พระเยซูทรงถูกตรึง

 

Luke 23:18-25

18But they all cried out together, “Away with this man, and release to us Barabbas”—

ลูกา 23:18-25

 18  แต่ฝูงชนร้องขึ้นพร้อมกันว่า “จงเอาคนนี้ไปจัดการ และปล่อยบารับบัสให้เรา”

19a man who had been thrown into prison for an insurrection started in the city and for murder.

19บารับบัสนั้นติดคุกอยู่เพราะก่อการจลาจลในเมืองและฆ่าคน 

20Pilate addressed them once more, desiring to release Jesus,

20 แต่ปีลาตนั้นยังต้องการปล่อยพระเยซู จึงพูดกับพวกเขาอีกครั้ง

21but they kept shouting, “Crucify, crucify him!”

21 แต่เขากลับร้องตะโกนว่า “เอาไปตรึง เอาไปตรึงที่กางเขน”

22A third time he said to them, “Why, what evil has he done? I have found in him no guilt deserving death. I will therefore punish and release him.”

22ปีลาตจึงถามพวกเขาเป็นครั้งที่สามว่า “ตรึงทำไม? เขาทำผิดอะไร? เราไม่พบเหตุผลอะไรที่เขาสมควรจะตาย เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราเฆี่ยนเขาแล้วก็จะปล่อยไป”

23But they were urgent, demanding with loud cries that he should be crucified. And their voices prevailed.

23 แต่พวกเขาส่งเสียงดังเร่งรัดให้เอาพระเยซูไปตรึง แล้วเสียงของเขาก็ชนะ

24So Pilate decided that their demand should be granted.

24  ปีลาตจึงสั่งให้เป็นไปตามที่พวกเขาปรารถนา

25He released the man who had been thrown into prison for insurrection and murder, for whom they asked, but he delivered Jesus over to their will.

25 ท่านจึงปล่อยคนที่เขาขอนั้น ซึ่งติดคุกเพราะก่อการจลาจลและฆ่าคน แล้วท่านมอบพระเยซูไว้ตามความประสงค์ของพวกเขา

           

Pilate gave into the demands of the crowd.   

ปิลาตทำตามความต้องการของฝูงชน

 

The crucifixion

 การตรึงกางเขน

 

Luke 23:26-31

26And as they led him away, they seized one Simon of Cyrene, who was coming in from the country, and laid on him the cross, to carry it behind Jesus.

ลูกา 23:26-31

26 เมื่อกำลังพาพระองค์ออกไป พวกเขาเกณฑ์ซีโมนชาวไซรีนที่มาจากบ้านนอก แล้วเอากางเขนวางบนตัวเขา ให้แบกตามพระเยซูไป

27And there followed him a great multitude of the people and of women who were mourning and lamenting for him.

27 มีคนจำนวนมากตามพระองค์ไปด้วย ทั้งพวกผู้หญิงที่กำลังทุกข์โศกและคร่ำครวญเพราะพระองค์ 

28 But turning to them Jesus said, “Daughters of Jerusalem, do not weep for me, but weep for yourselves and for your children.

28 พระเยซูทรงหันมาทางพวกเขาตรัสว่า “ธิดาทั้งหลายแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย อย่าร้องไห้สงสารเราเลย แต่จงร้องไห้สงสารตนเองและลูกๆ เถิด

29 For behold, the days are coming when they will say, ‘Blessed are the barren and the wombs that never bore and the breasts that never nursed!’

29 เพราะว่าจะมีเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะกล่าวว่า ‘พวกผู้หญิงที่เป็นหมัน และครรภ์ที่ไม่ได้ปฏิสนธิ และเต้านมที่ไม่เคยเลี้ยงลูก ก็เป็นสุข’'

30Then they will begin to say to the mountains, ‘Fall on us,’ and to the hills, ‘Cover us.’

30 ในเวลานั้นเขาจะเริ่มพูดกับภูเขาทั้งหลายว่า ‘จงพังลงมาทับเรา’ และพูดกับเนิน     เขาว่า ‘จงปกคลุมเราไว้

31For if they do these things when the wood is green, what will happen when it is dry?” 

31เพราะว่าถ้าเขาทำอย่างนี้เมื่อไม้ยังสดอยู่ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไม้แห้งแล้ว”  

 

Two criminals were crucified with Him

อาชญากรสองคนถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระองค์

 

Luke 23: 32-43

32Two others, who were criminals, were led away to be put to death with him.

ลูกา 23:32-43

32 มีอีกสองคนที่เป็นผู้ร้าย ซึ่งเขาพาไปประหารชีวิตพร้อมกับพระองค์ 

33 And when they came to the place that is called The Skull, there they crucified him, and the criminals, one on his right and one on his left.

33 เมื่อไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่ากะโหลกศีรษะ เขาก็ตรึงพระองค์ไว้ที่นั่นบนกางเขนพร้อมกับผู้ร้ายสองคนนั้น ข้างขวาคนหนึ่งข้างซ้ายคนหนึ่ง 

34 And Jesus said, “Father, forgive them, for they know not what they do.” And they cast lots to divide his garments.

34 พระเยซูตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงยกโทษพวกเขาเพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” แล้วพวกเขาก็เอาฉลองพระองค์มาจับฉลากแบ่งกัน

35 And the people stood by, watching, but the rulers scoffed at him, saying, “He saved others; let him save himself, if he is the Christ of God, his Chosen One!”

35 ประชาชนก็ยืนมองดูอยู่ พวกผู้นำก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วยว่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ ก็ให้เขาช่วยตัวเองด้วยซิ ถ้าหากเขาเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่ทรงเลือกไว้”

36 The soldiers also mocked him, coming up and offering him sour wine

36 พวกทหารก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วย และเข้ามาเอาเหล้าองุ่นเปรี้ยวส่งให้พระองค์

37 and saying, “If you are the King of the Jews, save yourself!”

37แล้วกล่าวว่า “ถ้าเจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกยิวก็จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด”

38 There was also an inscription over him, “This is the King of the Jews.”

38 เหนือพระองค์มีคำจารึกไว้ด้วยว่า “คนนี้เป็นกษัตริย์ของพวกยิว”  

39 One of the criminals who were hanged railed at him, saying, “Are you not the Christ? Save yourself and us!”

39 ผู้ร้ายคนหนึ่งที่ถูกตรึงไว้จึงพูดหมิ่นประมาทพระองค์ว่า “เจ้าเป็นพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? จงช่วยตัวเองกับเราทั้งสองให้รอดเถิด”

40 But the other rebuked him, saying, “Do you not fear God, since you are under the same sentence of condemnation?

40 แต่อีกคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า “เจ้าไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ? เพราะเจ้าก็ถูกลงโทษเหมือนกัน

41 And we indeed justly, for we are receiving the due reward of our deeds; but this man has done nothing wrong.”

41และเราทั้งสองก็สมควรกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับผลสมกับการกระทำ แต่ท่านผู้นี้ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย”

42 And he said, “Jesus, remember me when you come into your kingdom.”

42 แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซู ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในแผ่นดินของพระองค์”

43 And he said to him, “Truly, I say to you, today you will be with me in Paradise.”

43 พระเยซูทรงตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

 

All the people of the world are like these two criminals.  Because first, all people   are sinners. 

ทุกคนในโลกเป็นเหมือนอาชญากรทั้งสองคนนี้  เพราะประการแรก ทุกคนเป็นคน     บาป

 

Romans 3:23 for all have sinned and fall short of the glory of God,

โรม 3:23  เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า   

 

Second all people choose to believe in and follow Jesus or not. 

ประการที่สอง ทุกคนเลือกที่จะเชื่อและติดตามพระเยซูหรือไม่

One criminal chose to believe in Jesus while he was dying on the cross. 

อาชญากรคนหนึ่งเลือกที่จะเชื่อในพระเยซูในขณะที่เขากำลังจะตายบนกางเขน

He was sorry for the crimes he had committed and believed Jesus is the perfect son of God and didn’t deserve to die, and he asked Jesus to remember Him when Jesus entered His kingdom and Jesus said, “today you will be with me in paradise.” 

เขาสำนึกผิดสำหรับอาชญากรรมที่เขาได้กระทำลงไปและเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าและไม่สมควรที่จะตาย  และเขาทูลขอให้พระเยซูทรงจดจำเขาเมื่อพระเยซูเสด็จเข้าในอาณาจักรของพระองค์  และพระเยซูตรัสว่า "วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม"

The other criminal chose to not believe in who Jesus is and continued to insult Him. 

อาชญากรอีกคนเลือกที่จะไม่เชื่อในพระเยซูและยังคงดูหมิ่นพระองค์

So, it has been throughout history and still today. 

ยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดมาในประวัติศาสตร์และทุกวันนี้

There are only really two kinds of people in the world, those who come to a point in their life, often a point of crisis, and those who don’t believe no matter what happens.  

มีเพียงคนสองแบบในโลก บรรดาผู้ที่มาถึงจุดหนึ่งในชีวิตของพวกเขา มักจะเป็นจุดวิกฤติ และบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

Before the earthquake, before the sun became dark, God had given faith in the heart of this thief to bring him salvation.

ก่อนเกิดแผ่นดินไหว  ก่อนดวงอาทิตย์จะมืดลง  พระเจ้าทรงให้ความเชื่อเกิดในหัวใจของโจรคนนี้เพื่อจะนำเขาให้รอดได้

 

The death of Jesus

การตายของพระเยซู

 

Luke 23:44-45

44 It was now about the sixth hour, and there was darkness over the whole land until the ninth hour,

ลูกา23:44-45

44 เวลานั้นประมาณเที่ยงวัน เกิดมืดมัวทั่วทั้งแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง 

45 while the sun's light failed. And the curtain of the temple was torn in two.

45 ดวงอาทิตย์ก็มืดไป ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง

           

It was about 12:00 noon and there was darkness over all the earth until 3:00 p.m..  

มันเป็นเวลาเที่ยงประมาณ 12:00 น. และเกิดความมืดทั่วพื้นดินจนถึงบ่าย 15:00 น.

Then the curtain in the temple was torn open by itself, torn from the top down, showing that now we can each one come close to God by faith. 

จากนั้นม่านในพระวิหารก็ถูกฉีกขาดออกเอง ฉีกออกจากด้านบนลงล่าง แสดงว่าตอนนี้เราแต่ละคนสามารถเข้ามาใกล้พระเจ้าโดยความเชื่อ

Before only the Jewish High Priest could enter the most holy place in the Temple, and he could only enter there once a year. 

ก่อนนี้จะมีเพียงมหาปุโรหิตยิวที่สามารถเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในพระวิหาร และเขาสามารถเข้าได้เพียงครั้งเดียวต่อปี

But now there is access to God. 

แต่ตอนนี้มีการเข้าถึงพระเจ้าได้แล้ว

There was a great earthquake.

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมาก

 

Luke 23:46-49

46 Then Jesus, calling out with a loud voice, said, “Father, into your hands I commit my spirit!” And having said this he breathed his last.

ลูกา23:46-49

46 พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์ 

47 Now when the centurion saw what had taken place, he praised God, saying, “Certainly this man was innocent!”

47 เมื่อนายร้อยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นคนชอบธรรม”

48 And all the crowds that had assembled for this spectacle, when they saw what had taken place, returned home beating their breasts.

48 ฝูงชนทั้งหมดที่มาชุมนุมกันเพื่อจะดูเหตุการณ์นั้น เมื่อเห็นแล้วก็พากันตีอกชกตัวกลับไป

49 And all his acquaintances and the women who had followed him from Galilee stood at a distance watching these things.

49 ทุกคนที่รู้จักพระองค์ รวมทั้งพวกผู้หญิงซึ่งตามพระองค์มาจากกาลิลี ก็ยืนอยู่แต่ไกลมองเห็นสิ่งเหล่านี้

           

Jesus was willing to take the punishment you and I deserve for sin.  All the sins of the world were placed on Him, on that cross. 

พระเยซูทรงปรารถนาที่จะลงโทษท่านและข้าพเจ้าเพราะความบาป ความบาปทั้งหมดของโลกได้ถูกวางไว้บนพระองค์ที่กางเขนนั้น

 

2 Corinthians 5:21 For our sake he made him to be sin who knew no sin, so that in him we might become the righteousness of God.

2โครินธ์5:21 พระเจ้าทรงทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์

           

Crucifixion is an awful death. 

การตรึงกางเขนเป็นความตายที่น่ากลัว

Jesus had already been beaten, near the point of death. 

พระเยซูทรงได้รับการตีแล้ว  ใกล้จะทรงพบความตาย

Then made to carry a huge rough wooden cross most of the way up the hill at Golgotha. 

จากนั้นทรงถูกสั่งให้แบกกางเขนขรุขระขนาดใหญ่ไปเกือบตลอดทางขึ้นไปที่เนินเขากลโกธา

Then huge nails were driven through Jesus hands and feet. 

ตะปูตัวใหญ่ถูกตอกตรึงที่พระหัตถ์และพระบาทของพระเยซู

Then hanging in the hot sun. 

จากนั้นทรงถูกแขวนในเวลาที่แสงอาทิตย์ร้อนจัด

A man could pull himself up and breathe, but as he would sink down, breathing would be difficult, and he would begin to suffocate, and then lift himself up again. 

คนเราสามารถเงยหน้าขึ้นและหายใจ แต่ในขณะที่เขาจะหมดลม จะหายใจยาก และเขาเริ่มที่จะหอบ แล้วแหงนหน้าตัวเองขึ้นอีกครั้ง

Meanwhile the crowd mocked. 

ขณะเดียวกันฝูงชนเยาะเย้ยอยู่นั้น

Sometimes crucifixion would take several days waiting for the convict to die. 

บางครั้งการตรึงกางเขนจะใช้เวลาหลายวันกว่าที่นักโทษจะตาย

Because of the Passover the following day. 

เนื่องจากเทศกาลปัสกาจะเริ่มในวันรุ่งขึ้น

The soldier came and broke the legs of the two criminals crucified next to Jesus.

ทหารมาและทุบท่อนขาของอาชญากรทั้งสองที่ถูกตรึงอยู่ถัดจากพระเยซูให้หัก

 

John 19:32 The soldiers therefore came, and brake the legs of the first, and of the other which was crucified with him:

ยอห์น19:32  ดังนั้น พวกทหารจึงมาทุบขาของคนแรกและขาของอีกคนที่ถูกตรึงอยู่กับพระองค์ 

           

David prophesied the crucifixion in Psalm 22, and from that passage we get an idea of what it feels like to die on the cross.

ดาวิดพยากรณ์เรื่องการตรึงกางเขนในบทเพลงสดุดีบทที่ 22และจากเนื้อหานั้นเราได้รับความคิดของสิ่งที่มันรู้สึกเหมือนจะตายบนกางเขน

 

Psalm 22:1-18 1 My God, my God, why have you forsaken me?  Why are you so far from saving me, from the words of my groaning?

เพลงสดุดี 22:1-18    พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย? เหตุใดพระองค์ทรงเมินเฉยต่อการช่วยกู้ข้าพระองค์และต่อถ้อยคำคร่ำครวญของข้าพระองค์?

2 O my God, I cry by day, but you do not answer, and by night, but I find no rest.

2 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลในเวลากลางวัน แต่พระองค์มิได้ตรัสตอบถึงเวลากลางคืน ข้าพระองค์ไม่มีความสงบเลย

3 Yet you are holy, enthroned on the praises of Israel.

ถึงอย่างไร พระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ ผู้ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล

4 In you our fathers trusted; they trusted, and you delivered them.

4บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายวางใจในพระองค์   เขาทั้งหลายวางใจ และพระองค์ทรงช่วยเขาให้พ้นภัย  

5 To you they cried and were rescued; in you they trusted and were not put to shame.

5 พวกเขาร้องทูล พระองค์ก็ทรงช่วยเขาให้รอด   เขาวางใจในพระองค์ เขาจึงไม่อับอาย

6 But I am a worm and not a man, scorned by mankind and despised by the people.

6ข้าพระองค์เป็นดุจตัวหนอน  มิใช่มนุษย์ คนก็เยาะเย้ย ประชาก็ดูหมิ่น

7 All who see me mock me; they make mouths at me; they wag their heads;

7ทุกคนที่เห็นข้าพระองค์ก็เย้ยหยัน   เขาบุ้ยปากและสั่นศีรษะกล่าวว่า 

8 “He trusts in the LORD; let him deliver him; let him rescue him, for he delights in him!”

8 เขามอบตัวไว้กับพระยาห์เวห์ ให้พระองค์ช่วยเขาให้พ้นภัยสิ ให้พระองค์ช่วยกู้เขา               เพราะพระองค์พอพระทัยเขา

9 Yet you are he who took me from the womb; you made me trust you at my mother's breasts.

9พระองค์ก็ทรงเป็นผู้นำข้าพระองค์ออกมาจากครรภ์ และทรงให้ข้าพระองค์ปลอดภัยอยู่ที่อกแม่

10 On you was I cast from my birth, and from my mother's womb you have been my God.

10ตั้งแต่คลอด ข้าพระองค์ก็ต้องพึ่งพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์   ตั้งแต่ข้าพระองค์ยังอยู่ในครรภ์มารดา 

11 Be not far from me, for trouble is near, and there is none to help.

11 ขออย่าทรงห่างไกลข้าพระองค์   เพราะความยากลำบากอยู่ใกล้    และไม่มีผู้ใดช่วยได้เลย  

12 Many bulls encompass me; strong bulls of Bashan surround me;

12 โคผู้มากมายล้อมข้าพระองค์ไว้   โคบึกบึนแห่งบาชานรุมล้อมข้าพระองค์

13 they open wide their mouths at me, like a ravening and roaring lion.

13พวกศัตรูอ้าปากกว้างเข้าใส่ข้าพระองค์   ดั่งสิงห์ขณะกัดฉีกและคำรามร้อง  

14 I am poured out like water, and all my bones are out of joint; my heart is like wax; it is melted within my breast;

14ข้าพระองค์ถูกเทออกเหมือนอย่างน้ำ   กระดูกทั้งสิ้นของข้าพระองค์เคลื่อนหลุดจากที่ใจของข้าพระองค์ก็เหมือนขี้ผึ้งละลายภายในอก  

15 my strength is dried up like a potsherd, and my tongue sticks to my jaws;

you lay me in the dust of death.

15 กำลังของข้าพระองค์เหือดแห้งไปเหมือนเศษหม้อดิน    และลิ้นของข้าพระองค์ก็เกาะติดที่ขากรรไกร   พระองค์ทรงวางข้าพระองค์ไว้ในผงคลีแห่งความตาย

 16 For dogs encompass me; a company of evildoers encircles me; they have pierced      my hands and feet

16 พวกสุนัขล้อมข้าพระองค์ไว้   คนทำชั่วกลุ่มหนึ่งโอบล้อมข้าพระองค์ พวกเขาแทงมือแทงเท้าข้าพระองค์

17 I can count all my bones—they stare and gloat over me;

17ข้าพระองค์นับกระดูกของข้าพระองค์ได้ทุกชิ้น   พวกเขาจ้องมองและยิ้มเยาะข้า    พระองค์

18 they divide my garments among them, and for my clothing they cast lots.

18พวกเขาเอาเสื้อผ้าของข้าพระองค์มาแบ่งกัน   ส่วนเครื่องนุ่งห่มของข้าพระองค์นั้นเขาก็จับฉลากกัน  

 

Jesus is buried

พระเยซูทรงถูกฝัง

 

Luke 23:50-56

50 Now there was a man named Joseph, from the Jewish town of Arimathea. He was a member of the council, a good and righteous man,

ลูกา23:50-56

50 มีชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ ท่านเป็นสมาชิกสภา เป็นคนดีและชอบธรรม 

51 who had not consented to their decision and action; and he was looking for the kingdom of God.

51ท่านไม่เห็นด้วยกับมติและการกระทำของสภานั้น ท่านเป็นชาวอาริมาเธียซึ่งเป็นเมืองของพวกยิว และเป็นคนที่คอยแผ่นดินของพระเจ้า

52 This man went to Pilate and asked for the body of Jesus.

52 ชายคนนี้เข้าไปหาปีลาตขอพระศพของพระเยซู

53 Then he took it down and wrapped it in a linen shroud and laid him in a tomb cut in stone, where no one had ever yet been laid.

53 เมื่อเขาเอาพระศพลงแล้ว จึงเอาผ้าป่านพันหุ้มไว้ แล้วนำพระศพไปวางไว้ในอุโมงค์ซึ่งเจาะไว้ในศิลา อุโมงค์นั้นยังไม่เคยวางศพของใครเลย 

54 It was the day of Preparation, and the Sabbath was beginning.

54 วันนั้นเป็นวันจัดเตรียม และใกล้จะถึงวันสะบาโตแล้ว 

55 The women who had come with him from Galilee followed and saw the tomb and how his body was laid.

55 พวกผู้หญิงที่ตามพระองค์มาจากแคว้นกาลิลีก็ตามไปและเห็นอุโมงค์นั้น ทั้งเห็นว่าเขาวางพระศพของพระองค์ไว้อย่างไรด้วย 

56 Then they returned and prepared spices and ointments.  On the Sabbath they rested according to the commandment.

56 แล้วพวกนางก็กลับไปจัดแจงเครื่องหอมกับน้ำมันหอม ในวันสะบาโตนั้นพวกเขาก็หยุดพักตามบัญญัติ

           

This was a bold move on Joseph’s part seeing that he was a part of council of Pharisees and Sadducees, the Sanhedrin, the body who asked Pilate to crucify Jesus. 

นี่เป็นความกล้าหาญในส่วนของโยเซฟ  เราเห็นว่าเขาเป็นคนหนึ่งในสภาของ พวกฟาริสีแลพวกสะดูสี  ศาลสูงสุด  องค์กรที่ร้องขอให้ปิลาตตรึงพระเยซูไว้ที่กางเขน

Joseph asked for the body of Jesus and offered to bury him in the tomb that he probably had bought for himself. 

โยเซฟขอนำพระกายของพระเยซูและเขาเสนอให้ฝังศพพระองค์ในอุโมงค์ที่เขาคงได้ซื้อไว้สำหรับตัวเอง

Pilate, the Roman governor, gave him permission. 

ปิลา ผู้ว่าการรัฐโรมัน ได้ให้อนุญาตแก่เขา

He took the body of Jesus and wrapped Him in cloth and buried Him in a tomb, a cave cut out of stone. 

เขานำพระกายของพระเยซูและห่อไว้ในผ้าและฝังพระศพในอุโมงค์ ถ้ำที่สกัดออกจากหิน

This happened on a Friday afternoon and the Jewish Sabbath begins at 6:00 p.m. 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายวันศุกร์และวันสะบาโตของชาวยิวเริ่มต้นเวลาเช้า 6:00 น

Jews then and still today honor the Sabbath day as a day of worship and no work, from 6:00 p.m. Friday until 6:00 p.m. Saturday. 

ชาวยิวตอนนั้นและทุกวันนี้ยังคงนับถือวันสะบาโตเป็นวันนมัสการและไม่มีการทำงานตั้งแต่ตอนเย็นวันศุกร์ 6:00 น. จนกระทั่งถึงตอนเย็นวันเสาร์6:00 น.

So, since the Sabbath day was coming they laid the body in the tomb but didn’t finish the burial preparations. 

ดังนั้นเนื่องจากเป็นวันสะบาโตกำลังจะมาถึง พวกเขาจึงวางพระศพไว้ในอุโมงค์แต่การเตรียมการฝังไม่ได้เสร็จสิ้น

The women planned to do that on Sunday morning. 

พวกผู้หญิงวางแผนจะทำสิ่งนั้นในตอนเช้าวันอาทิตย์

In our next study we will find out what happened when the women arrived at the tomb on Sunday morning.   

เมื่อเราศึกษาต่อไปเราจะพบเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกผู้หญิงมาถึงที่อุโมงค์ในตอนเช้าวันอาทิตย์

The Roman man who was in charge of 100 soldiers, watched as Jesus died on the cross. 

ทหารโรมันคนหนึ่งผู้ดูแลทหาร100 นาย  เฝ้ายามอยู่เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน

He praised God, saying, “Certainly this man was innocent!” 

เขาสรรเสริญพระเจ้า พูดว่า "แท้จริงแล้ว ชายคนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์"

Before he didn’t understand who Jesus is, that He truly is the perfect Son of God, who willingly died on the cross to pay for our sins. 

ก่อนนี้เขาไม่เข้าใจว่าพระเยซูคือใคร  ที่ว่าทรงเป็นพระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า  ผู้ที่เต็มพระทัยสละพระชนม์บนกางเขนเพื่อชดใช้แทนความบาปของเรา

But now he believed, and he praised God. 

แต่ตอนนี้เขาเชื่อและสรรเสริญพระเจ้า

How about you?  Perhaps before you heard this story, you knew nothing, or very little about Jesus. 

แล้วคุณล่ะ  บางทีก่อนนี้คุณเคยได้ยินเรื่องนี้ คุณไม่รู้อะไรหรือรู้น้อยมากเกี่ยวกับพระเยซู

Will you believe now that He is the perfect Son of God, that He loves you very much, and wants to be your Savior? 

ตอนนี้คุณจะเชื่อว่าทรงเป็นพระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า  ที่ทรงรักคุณมากและต้องการที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณหรือไม่

He took your punishment on the cross.  He took your place. 

ทรงแบกรับการลงโทษของคุณบนกางเขน ทรงรับโทษแทนคุณ

 

 I understand there was a Queen of Thailand, about 440 years ago, who was a heroine and sacrificed herself to save her husband. 

ผมเข้าใจว่า ประมาณ 440 ปีที่ผ่านมา มีพระราชินีของไทยองค์หนึ่ง ผู้ทรงเป็นวีรสตรีและยอมเสียสละพระองค์เองเพื่อทรงช่วยพระสวามีให้รอด

 

Queen Suriyothai was the wife of King Maha Chakraphat of Ayutthaya who reigned between 1549-1569.

            สมเด็จพระราชินีสุริโยทัยเป็นพระมเหสีของพระมหาจักรพรรดิแห่งพระนครศรีอยุธยา  ผู้ทรงขึ้นครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1549-1569

The king was said to have so many white elephants that he was nicknamed the "King of the White Elephant".

กล่าวกันว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีช้างเผือกมากมายที่ทรงพระราชทานนามว่า

”กษัตริย์แห่งช้างเผือก"

When the king had occupied the throne for only six months, King Tabengshweti of Burma wanted to test the Thai king's courage and to take revenge against Siam.

เมื่อกษัตริย์ได้ทรงครอบครองบัลลังก์เพียงหกเดือน  กษัตริย์ตะเบ็งชะเวตี้แห่งพม่าทรงต้องการที่จะทดสอบความกล้าหาญของพระมหากษัตริย์ไทย และเพื่อที่จะทรงแก้แค้นประเทศสยาม

           

Queen Suriyothai dressed herself as a man and accompanied her husband on an elephant.

            สมเด็จพระราชินีสุริโยทัยแต่งพระองค์เองเป็นชายและเสด็จไปบนหลังช้างพร้อมกับพระสวามีของพระนาง

A royal fight between the two kings then took place.

แล้วการต่อสู้ระหว่างกษัตริย์สององค์ก็เกิดขึ้น

In trying to rescue her husband who was in danger, Queen Suriyothai drove her elephant in between and was herself cut through from shoulder to hip.

ในความพยายามที่จะช่วยเหลือพระสวามีของนางที่ตกอยู่ในอันตราย  สมเด็จพระราชินีสุริโยทัยทรงไสยช้างทรงของพระองค์ออกสกัดขวางกั้นไว้ และพระองค์เองถูกฟันจากพระพาหาขาดถึงกลางพระองค์

The Burmese king realized that he had killed a woman and felt ashamed and withdrew immediately.

กษัตริย์พม่าทรงตระหนักว่าได้ทรงฆ่าสตรีและรู้สึกละอายใจและถอนทัพกลับทันที

 

The Queen has since been regarded as one of the greatest heroines of Thai history, for her unique bravery, love devotion and faithfulness to her husband.

สมเด็จพระราชินีได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรีคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย สำหรับความกล้าหาญของพระนางที่ไม่เหมือนใคร  ความรักใคร่ทุ่มเทและความซื่อสัตย์ต่อพระสวามีของนาง

This was the first time that a Queen appeared on the battlefield in Siam. 

นี่เป็นครั้งแรกที่พระราชินีทรงปรากฏในสนามรบในประเทศสยาม

Her ashes are in Suan Luang Sobsawan Temple in Ayutthaya Province.[1] 

พระอัฐิของพระนางอยู่ที่วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

She gave her life to save her husband. 

พระนางทรงแลกชีวิตของตนเพื่อช่วยพระสวามีของพระนาง

 

The Lord Jesus Christ gave His life to save you and me.

พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสละพระชนม์ของพระองค์ช่วยคุณและผมให้รอด

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you, He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ  ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบแต่เราไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่มนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน   ตั้งแต่เวลานั้นคนทั้งหมดได้ทำผิด, คิดผิด, และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

บาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า   เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อที่จะอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าทรงรับโทษแทนบาปของเราโดยการตายบนกางเขน

He came alive again three days later.  Will you receive Him today?

ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา  คุณจะต้อนรับพระองค์ในวันนี้ไหม?

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top