Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 19 Zacchaeus and the Savior Who Seeks the Lost

ลูกาบทที่ 19 ศักเคียสและพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงแสวงหาคนหลงหาย

 

Last time we talked about a rich young ruler, who decided being rich was more important to him than following Jesus.  

ครั้งที่แล้วเราได้พูดเรื่องขุนนางที่ร่ำรวย  ผู้ตัดสินว่าการที่เขาร่ำรวยสำคัญมากยิ่งกว่าการติดตามพระเยซู

Today we will learn more about the Savior who seeks the lost.

วันนี้เราจะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงแสวงหาคนหลงหาย

 

Do you know this children’s song?

คุณรู้จักเพลงนี้ของเด็กๆหรือไม่

 

Zacchaeus was a wee little man,
ศักเคียสเป็นคนร่างเล็กมาก

And a wee little man was he.
และชายร่างเล็กคนนี้ก็คือเขา

He climbed up in a sycamore tree
เขาปีนขึ้นต้นมะเดื่อ

For the Lord he wanted to see.

เขาต้องการเห็นพระเจ้า

And as the Savior passed that way
และเมื่อพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จผ่านทางนั้น

He looked up in the tree and he said,
ทรงมองขึ้นมาบนต้นไม้และตรัสว่า

Zacchaeus you come down, For I'm going to your house today!
ศักเคียส  ขอเชิญลงมาเถิด  เพราะว่าเราจะไปบ้านของเจ้าวันนี้

For I'm going to your house today!

เพราะว่าเราจะไปบ้านของเจ้าวันนี้

Zacchaeus was a wee little man,
ศักเคียสเป็นคนร่างเล็กมาก

But a happy man was he,
แต่เขาเป็นคนที่มีความสุข

For he had seen the Lord that day

เพราะว่าเขาได้เห็นพระเจ้าวันนั้น

And a happy man was he;
และคนที่มีความสุขก็คือเขา

And a very happy man was he.[1]    

และเขาก็คือคนที่มีความสุขมาก

 

Luke 19:1-10

 1 He entered Jericho and was passing through.

ลูกา19:1-10

1 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเมืองเยรีโคและกำลังเสด็จผ่านไปตามทาง 

2 And there was a man named Zacchaeus. He was a chief tax collector and was rich.

2 มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียสอยู่ที่นั่น เขาเป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี 

3 And he was seeking to see who Jesus was, but on account of the crowd he could not, because he was small of stature.

3 เขาพยายามจะดูว่าพระเยซูเป็นใคร แต่คนมากจึงมองไม่เห็น เพราะเขาเป็นคนเตี้ย

4 So he ran on ahead and climbed up into a sycamore tree to see him, for he was about to pass that way.

4 เขาจึงวิ่งไปข้างหน้า ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อจะได้มองเห็นพระองค์ เพราะว่าพระองค์กำลังจะเสด็จผ่านทางนั้น 

5 And when Jesus came to the place, he looked up and said to him, “Zacchaeus, hurry and come down, for I must stay at your house today.”

5 เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์แหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสกับเขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าวันนี้เราจะต้องพักอยู่ในบ้านของท่าน”

6 So he hurried and came down and received him joyfully.

6 แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

7 And when they saw it, they all grumbled, “He has gone in to be the guest of a man who is a sinner.”

7 ทุกคนที่เห็นแล้วก็พากันบ่นและกล่าวว่า “ท่านผู้นี้จะเข้าไปพักอยู่กับคนบาป”

8 And Zacchaeus stood and said to the Lord, “Behold, Lord, the half of my goods I give to the poor. And if I have defrauded anyone of anything, I restore it fourfold.”

8 ส่วนศักเคียสนั้นยืนขึ้นทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนยากจนครึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์โกงอะไรของใครมา ก็ยอมคืนให้เขาสี่เท่า”

9 And Jesus said to him, “Today salvation has come to this house, since he also is a son of Abraham.

9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงบ้านนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย

10 For the Son of Man came to seek and to save the lost.”

10 เพราะว่าบุตรมนุษย์มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”

 

Jericho was the city that God gave to Joshua.  

เมืองเยรีโคเป็นเมืองที่พระเจ้าประทานให้กับโยชูวา

In the book of Joshua, you can read the story of how the people of Israel marched around the city seven times and shouted then the huge wall around the city fell down and they took over the city.  

ในพระธรรมโยชูวาคุณสามารถอ่านเรื่องวิธีการที่คนอิสราเอลเดินรอบเมืองเจ็ดครั้ง   และตะโกนเสียงดัง  แล้วกำแพงใหญ่ล้อมเมืองก็พังทลายลงและพวกเขายึดเมืองได้

A curse was placed on whoever would rebuild the city. 

มีคำสาปแช่งแก่ผู้ใดก็ตามที่จะสร้างเมืองอีก

In Jesus' day it was like a vacation area and the place where the tax collectors     lived. 

ในสมัยของพระเยซู   มันเป็นเหมือนย่านพักผ่อนและสถานที่ที่คนเก็บภาษีอาศัยอยู่

It is located about 25 kilometers north east of Jerusalem, west of the Jordan          River.

ตั้งอยู่ห่างประมาณ 25 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเยรูซาเล็ม   ทาง    ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน

           

The name Zaccheus means pure or righteous but this tax collector was not living up to his name.

ชื่อศักเคียสหมายถึงบริสุทธิ์หรือชอบธรรม  แต่คนเก็บภาษีนี้ไม่ได้เป็นอย่างชื่อของ   เขา

The Jewish religious leaders in Jericho would not consider him righteous, because he not only collected taxes from his own people but also worked for the Romans!

ผู้นำทางศาสนาชาวยิวในเมืองเยริโคจะไม่นับว่าเขาเป็นคนชอบธรรม   เพราะเขา     ไม่เพียงแต่เก็บภาษีจากพี่น้องร่วมชาติของเขาเองแต่ยังทำงานให้กับชาวโรมัน

Often tax collectors collected more taxes than required, to keep the extra for themselves.

บ่อยครั้งที่คนเก็บภาษีมักเก็บภาษีมากกว่าที่จำเป็นเพื่อจะเก็บส่วนเพิ่มเติมไว้  สำหรับตัวเอง

Though Zacchaeus was not popular with the people of Jericho, he was a precious lost sinner to Jesus.

แม้ว่าคนในเมืองเยริโคไม่ชื่นชมต่อศักเคียส   เขาเป็นคนบาปหลงหายที่มีค่าต่อพระ   เยซู

Jesus came to seek and to save the lost. 

พระเยซูเสด็จมาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด

Zacchaeus was a chief tax collector.

ศักเคียสเป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี

Earlier in his life, he had to decide whether or not he would be loyal to his countrymen or be tax collector for Rome. 

ก่อนหน้านี้ในชีวิตของเขา  เขาต้องตัดสินใจว่าเขาจะซื่อสัตย์ต่อพี่น้องร่วมชาติของ  เขาหรือเป็นคนเก็บภาษีสำหรับกรุงโรม

He chose to be a tax collector to become rich. 

เขาเลือกที่จะเป็นคนเก็บภาษีเพื่อจะได้ร่ำรวย

He had given up his religion.

เขาเลิกนับถือศาสนาของเขา

He had no more access to the temple.

ไม่มีการไปนมัสการที่พระวิหารอีกต่อไป

He had robbed many people.

เขาปล้นเงินจากคนมากมาย

But he found out that all the wealth in the world would not satisfy his heart.  

แต่เขาพบว่าความมั่งคั่งทั้งหมดในโลกไม่ได้ตอบสนองจิตใจของเขา.

Now he became like the tax collector Jesus talked about in Luke 18, who prayed "God be merciful to me a sinner."

ตอนนี้เขากลายเป็นเหมือนคนเก็บภาษีที่พระเยซูตรัสถึงในพระธรรมลูกาบทที่18 ผู้    ที่อธิษฐานอ้อนวอน "พระเจ้าข้า  ขอทรงพระเมตตาต่อข้าพระองค์คนบาป"

The Lord went to Jericho for the purpose of helping this man.

พระเจ้าเสด็จไปเมืองเยริโคโดยมีพระประสงค์เพื่อช่วยเหลือชายคนนี้

He wanted to take Zacchaeus with Him, not to Jerusalem, but to the cross for salvation.

ทรงปรารถนาจะนำศักเคียสไปกับพระองค์  ไม่ใช่ไปกรุงเยรูซาเล็ม  แต่เพื่อแบก       กางเขนรับความรอด

 

Zacchaeus was eager to see Jesus, but he was short so he ran and climbed up in a tree like a child might do.  

ศักเคียสมีความกระตือรือร้นที่จะเห็นพระเยซู  แต่เขาเตี้ยมากจนเขาต้องวิ่งและปีน    ขึ้นไปบนต้นไม้เหมือนเด็กกระทำ

Maybe he thought who is this Jesus people are following?

บางทีเขาอาจคิดว่าพระเยซูองค์นี้เป็นใครที่ผู้คนติดตาม?

What am I missing? 

ข้าพเจ้ากำลังขาดหายอะไร?

Not only was Zacchaeus looking for Jesus, Jesus was looking for him. 

ไม่เพียงแต่ศักเคียสกำลังตามหาพระเยซู  พระเยซูทรงกำลังตามหาศักเคียส

Jesus came to seek and to save the lost.

พระเยซูเสด็จมาเพื่อทรงแสวงหาและช่วยคนหลงหายให้รอด

The Holy Spirit is still searching for lost people to save.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังคงแสวงหาคนที่หลงหายไปเพื่อช่วยให้รอด

Zacchaeus not only was short in stature he had fallen short of the glory of God,    as we all have.

ศักเคียสไม่เพียงแต่มีรูปร่างเล็กเตี้ย เขาได้เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า ขณะที่เรา     ทุกคนมี

 

Romans 3:23 for all have sinned and fall short of the glory of God,

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

            Zacchaeus was not saved because he promised to do good works and pay back more than he had taken.  

ศักเคียสไม่ได้รอดเพราะเขาสัญญาว่าจะประพฤติดีและจ่ายเงินคืนกลับมาก   กว่าที่เขาได้เอามา

He was saved because he responded by faith to Jesus Christ. 

เขาได้รับความรอดเนื่องจากเขาตอบรับโดยเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

Having trusted the Savior, he then gave evidence of his faith by promising to make restitution to those he had wronged.

เขาเชื่อวางใจในพระผู้ช่วยให้รอด   แล้วเขาก็แสดงหลักฐานความเชื่อของเขาเพื่อช่วยบรรดาคนที่ทำผิดบาปให้กลับตั้งตัวใหม่ได้

Saving faith is more than religious words and feelings.

ความเชื่อที่ช่วยให้รอดเป็นมากกว่าคำศัพท์ศาสนาและความรู้สึก

We enter into a relationship with Jesus Christ resulting in a changed life.              เราเข้าสัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์ส่งผลให้เกิดชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

          Under the Mosaic Law, if a thief voluntarily confessed his crime, he had to restore what he took, add one fifth to it, and bring a trespass offering to the Lord.[2]

          ภายใต้บทบัญญัติของโมเสส  ถ้าคนขโมยสมัครใจสารภาพความผิดบาปของเขา   เขาต้องส่งคืนสิ่งที่เขาโจรกรรมมา   เพิ่มเติมให้อีกหนึ่งในห้าของมัน  แล้วถวายเครื่องบูชาชดใช้บาปต่อพระเจ้า

 

Leviticus 6:1-5

1 The LORD spoke to Moses, saying,

เลวีนิติ 6:1-5

1 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า

2 “If anyone sins and commits a breach of faith against the LORD by deceiving his neighbor in a matter of deposit or security, or through robbery, or if he has oppressed his neighbor.

2 ผู้ใดทำบาปและทำการไม่ซื่อตรงต่อพระยาห์เวห์ ด้วยการหลอกลวงเพื่อนบ้านในเรื่องของฝากหรือของประกัน หรือทางการโจรกรรม หรือถ้าเขาได้บีบบังคับเพื่อนบ้าน

3 or has found something lost and lied about it, swearing falsely—in any of all the things that people do and sin thereby—

4 หรือพบสิ่งที่หายไปแล้วแต่ไม่ยอมรับ และสาบานตนเป็นความเท็จ หรือทำความ   ผิดใดๆ ที่มนุษย์ทำ 

4 if he has sinned and has realized his guilt and will restore what he took by robbery or what he got by oppression or the deposit that was committed to him or the lost thing that he found

4 เมื่อผู้ใดได้ทำบาปและสำนึกผิดแล้ว ก็ให้ผู้นั้นคืนของที่ได้มาทางการโจรกรรมเสีย หรือสิ่งใดที่เขาได้มาด้วยการบีบบังคับ หรือสิ่งที่ฝากเขาไว้ หรือสิ่งสูญหายที่เขาได้พบเข้า 

5 or anything about which he has sworn falsely, he shall restore it in full and shall add a fifth to it, and give it to him to whom it belongs on the day he realizes his guilt.

5 หรือสิ่งใดๆ ที่เขาได้สาบานเท็จไว้ ให้เขาคืนให้เต็มตามจำนวน และให้เพิ่มอีกหนึ่งในห้า และมอบให้แก่เจ้าของในวันที่เขาถวายเครื่องบูชาชดใช้บาป

 

If he stole something he could not restore, he had to repay fourfold.

                      ถ้าเขาขโมยบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่สามารถส่งคืนกลับ เขาต้องชำระหนี้สี่เท่าตัว

 

Exodus 22:1 If a man steals an ox or a sheep, and kills it or sells it, he shall repay five oxen for an ox, and four sheep for a sheep.

อพยพ 22:1 ถ้าผู้ใดลักโคหรือแกะไปฆ่าหรือขาย ให้ผู้นั้นชดใช้โคห้าตัวแทนโค    หนึ่งตัว และแกะสี่ตัวแทนแกะหนึ่งตัว

  

And if he was caught with the goods, he had to repay double.

และถ้าเขาถูกจับได้พร้อมกับสิ่งของนั้น  เขาต้องชำระคืนสองเท่า

 

Exodus 22:4 If the stolen beast is found alive in his possession, whether it is an ox or a donkey or a sheep, he shall pay double.

อพยพ 22:4 ถ้าพบสัตว์ที่ลักไปนั้นยังเป็นอยู่ในมือของเขา จะเป็นโคหรือลาหรือ      แกะก็ตาม  ขโมยนั้นต้องจ่ายค่าชดใช้เป็นสองเท่า

 

 

Zacchaeus offered to pay the highest price because his heart had truly been changed.[3]

ศักเคียสเสนอเพื่อจ่ายราคาสูงสุดเพราะจิตใจของเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

  

Sometimes people have a business that is not proper for a Christian, some know they must give up that business and trust God to give them a new income. 

บางครั้งคนทำธุรกิจบางอย่างที่ไม่เหมาะสมสำหรับคริสเตียน  บางคนรู้ว่าพวกเขา      จะต้องเลิกธุรกิจและไว้วางใจพระเจ้าที่จะให้พวกเขามีรายได้ใหม่

Others are not willing to give up the old way, they think they must hang on.

คนอื่นๆไม่ยินดีที่จะเลิกวิถีแบบเก่า  พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะต้องยึดไว้ต่อไป

I shared the gospel in the slums of Kenya and a lady said she wanted to believe in Jesus, but she was unwilling to leave her job as a prostitute.  

ผมแบ่งปันพระกิตติคุณตามสลัมที่ประเทศเคนยา  และผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเธอ         ต้องการที่จะเชื่อในพระเยซู   แต่เธอก็ไม่เต็มใจละทิ้งงานของเธอที่เป็นโสเภณี

Like the rich young ruler didn’t want to give up any of his riches to follow Jesus.

เช่นเดียวกับขุนนางหนุ่มร่ำรวยที่ไม่ต้องการละทิ้งทรัพย์สมบัติเพื่อที่จะติดตามพระ     เยซู

 

Zacchaeus was willing to make things right. 

ศักเคียสเต็มใจที่จะแก้ไขหลายสิ่งให้ถูกต้อง   

If you know that you stole something from someone you should do what you can to repay it. 

หากคุณทราบว่าคุณขโมยบางสิ่งบางอย่างจากบางคน   คุณควรทำสิ่งที่คุณสามารถ  ทำได้คือส่งคืนกลับเสีย

As a teenager I worked at Santa’s Village, an amusement park. 

ในสมัยเป็นวัยรุ่นผมทำงานที่หมู่บ้านซานต้า สวนสนุกแห่งหนี่ง

I stole some money over a five-year period while working there and wasn’t sure    how much it was.  

ผมได้ขโมยเงินจำนวนหนึ่งในช่วงห้าปีขณะทำงานที่นั่นและไม่แน่ใจว่ามันเป็น          เงินมากสักเท่าไหร่

As I thought and prayed about it, I thought it was probably about $300. 

เมื่อผมคิดและอธิษฐานเรื่องนี้   ผมคิดว่ามันอาจจะประมาณ300 ดอลล่าร์

I contacted the manager there and offered to repay that amount. 

ผมได้ติดต่อผู้จัดการที่นั่นและเสนอขอชำระคืนเงินจำนวนนั้น

He was thankful for my call and said that it took courage to do the right thing. 

เขารู้สึกขอบคุณสำหรับการที่ผมโทรไป และบอกว่าต้องใช้ความกล้าหาญที่จะทำ      สิ่งที่ถูกต้อง

The Park had been sold, so he said, “rather than give that amount to us, why        don’t you give it to a charity or church?”   So, I did.  

สวนสาธารณะถูกขายให้คนอื่นไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า "แทนที่จะให้เงิน            จำนวนนั้นแก่เรา ทำไมคุณไม่มอบแก่องค์กรการกุศลหรือคริสตจักร?" ดังนั้นผมจึง          ทำตาม

When we are obedient to God and make things right, He honors that and blesses that.  

เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้าและทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง  พระองค์ทรงยกย่องและทรงอวย     พร

When we trust God and step out in faith in paying back or in changing jobs, it is a great testimony to other people.

เมื่อเราไว้วางใจพระเจ้าและแสดงออกความเชื่อในการจ่ายคืนหรือในการเปลี่ยน       งาน มันเป็นประจักษ์พยานที่ดีต่อคนอื่นๆ

  

Zacchaeus was ready to obey the Lord and do whatever was necessary to please God and have a good testimony before the people.

   ศักเคียสพร้อมที่จะเชื่อฟังพระเจ้าและทำสิ่งใดก็ตามที่จำเป็นเพื่อให้พระเจ้าทรงพอ    พระทัยและมีประจักษ์พยานที่ดีต่อหน้าผู้คน

Jesus did not stop at the home of a Pharisee, a religious person or someone thought to be especially important. 

พระเยซูไม่ทรงหยุดอยู่ที่บ้านของชาวฟาริซี  บรรพชิตหรือบางคนที่คิดว่าสำคัญ       มาก    

He was going home with a tax collector.

ทรงกำลังไปบ้านที่มีคนเก็บภาษีอยู่

 

The gossiping crowd was saying, "Can you imagine that He is going to dinner at the house of a man who is a sinner?"

ฝูงชนที่ซุบซิบนินทาพูดว่า "คุณคิดว่าพระองค์จะไปเสวยพระกระยาหารค่ำที่บ้าน      ของคนบาปหรือ?"

The people criticized Jesus for visiting in a tax collector’s house. 

ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์พระเยซูที่ได้ทรงเยี่ยมบ้านคนเก็บภาษี

The critics also needed to be saved.

นักวิจารณ์จำเป็นต้องได้รับการช่วยให้รอดด้วย

 

Jesus had dinner with Zacchaeus, but He did not stay all night.

พระเยซูได้เสวยพระกระยาหารค่ำกับศักเคียส   แต่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ตลอด      คืน

They shut the door and the crowd outside gossiped, but no one knew what went on inside.

พวกเขาปิดประตูและฝูงชนข้างนอกซุบซิบนินทาแต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรภายใน      นั้น

Finally, the door opened, and there stood Zacchaeus. 

สุดท้ายประตูก็เปิดออกและศักเคียสยืนอยู่ที่นั่น

He then demonstrated significant life change.

จากนั้นเขาก็สำแดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่สำคัญ

He was willing to give half his goods to the poor, and repay what he had taken wrongly. 

เขาเต็มใจที่จะแจกจ่ายสิ่งของครึ่งหนึ่งของเขาแก่คนยากจนและชำระคืนสิ่งที่เขาได้ โจรกรรมมา

This is the way people around you know that you are Christian, when your life is different.

นี่คือวิธีที่คนรอบตัวคุณรู้จักว่าคุณเป็นคริสเตียนเมื่อคุณมีชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่น

The actions of Zacchaeus are a good illustration of what James wrote.[4]

การประพฤติของศักเคียสแสดงภาพให้เห็นตามสิ่งที่ยากอบเขียนไว้

 

James 2:14-18

14What good is it, my brothers, if someone says he has faith but does not have works? Can that faith save him?

ยากอบ 2:14-18

14 พี่น้องของข้าพเจ้า แม้ใครจะกล่าวว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่ได้ประพฤติตามจะมีประโยชน์อะไร? ความเชื่อนั้นจะช่วยให้เขารอดได้หรือ?

15If a brother or sister is poorly clothed and lacking in daily food,

ถ้าพี่น้องชายหญิงคนไหนขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารประจำวัน

16and one of you says to them, “Go in peace, be warmed and filled,” without giving them the things needed for the body, what good is that?

16แล้วมีใครในพวกท่านกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “ขอให้กลับไปอย่างเป็นสุข ให้อบอุ่น และอิ่มหนำสำราญเถิด” แต่ไม่ได้ให้สิ่งจำเป็นฝ่ายกายแก่พวกเขา จะมีประโยชน์อะไร

17So also faith by itself, if it does not have works, is dead.

17ทำนองเดียวกัน ลำพังความเชื่อ ถ้าไม่มีการปฏิบัติ ก็เป็นสิ่งที่ตายแล้ว

18But someone will say, “You have faith and I have works.” Show me your faith apart from your works, and I will show you my faith by my works.

18 แต่บางคนจะกล่าวว่า “ท่านมีความเชื่อและข้าพเจ้ามีการประพฤติ” จงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นความเชื่อของท่านโดยไม่มีการประพฤติซิ   แล้วข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นความเชื่อของข้าพเจ้าโดยการประพฤติ

 

Zacchaeus showed his faith by his works.

ศักเคียสแสดงให้เห็นความเชื่อของเขาโดยการประพฤติ

He did not talk about his faith; he demonstrated it.

เขาไม่ได้พูดถึงความเชื่อของเขา  เขาแสดงการประพฤติให้เห็น

The world is not listening just to words; it is looking for changed lives. 

โลกไม่ได้ฟังแค่คำพูดเท่านั้น  แต่กำลังมองหาชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

Jesus had dinner with Zacchaeus and his life changed.

พระเยซูเสวยพระกระยาหารค่ำกับศักเคียสและชีวิตของเขาเปลี่ยนไป

 

Has Jesus knocked on your heart's door? Have you let Him in?

พระเยซูทรงเคาะประตูหัวใจของคุณหรือเปล่า  คุณให้พระองค์เสด็จเข้าในใจไหม?

 

Revelation 3:20 Behold, I stand at the door and knock. If anyone hears my voice and opens the door, I will come in to him and eat with him, and he with me.

วิวรณ์​ 3:20 นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



            [1] Traditional children’s song, author unknown.

            [2] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), Colorado Springs, CO: Victor, 2003. WORDsearch CROSS e-book, 251.

             [3] Wiersbe, Bible Exposition Commentary - Be Courageous (Luke 14-24), 252.

    [4] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 19.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top