Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 18 A Needy Woman Who Would Not Go Away, A Sinful Man Who Went Away Justified, and Permit the Little Children to Come to Jesus

ลูกาบทที่ 18  หญิงลำบากผู้ที่จะไม่ยุติ  คนบาปผู้ที่ยุติได้แสดงเหตุผล   และการยอมให้เด็กเล็กๆ มาหาพระเยซู

 

Last time we talked about being prepared for the Second Coming of the Lord Jesus.   

 ครั้งที่แล้วเราได้พูดเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู

Jesus told a parable about prayer.

พระเยซูทรงกล่าวอุปมาเรื่องการอธิษฐาน

Parables were stories given by our Lord to teach truths.

อุปมาเป็นเรื่องราวที่พระเจ้าของเราทรงใช้สอนความจริง

 

The word parable comes from two Greek words. Para means "beside" and ballo is the verb, meaning "to throw" -- (we get the English word ball from it).

คำว่าอุปมามาจากคำภาษากรีกสองคำ   พาราหมายถึง "ข้างๆ" และบอลโลเป็นคำกริยาหมายถึง "โยน"--(เราใช้คำภาษาอังกฤษว่าบอล)

A parable means something that is thrown beside something else to tell you something about it.

อุปมาหมายถึงบางสิ่งที่ถูกโยนข้างอีกสิ่งหนึ่งเพื่อบอกคุณบางสิ่งบางอย่างเรื่องนั้น

There are two ways Jesus used parable stories. One is by comparison, but the other is by contrast.[1]

มีสองวิธีที่พระเยซูใช้เล่าเรื่องเป็นอุปมา   หนึ่งคือโดยการเปรียบเทียบ  แต่อีกสิ่งหนึ่งโดยการเปรียบต่าง

 

A Needy Woman Who Would Not Go Away

หญิงลำบากผู้ที่จะไม่ยุติ

 

Luke 18:1-8 1And he told them a parable to the effect that they ought always to pray and not lose heart.

ลูกา18:1-8 1พระเยซูตรัสอุปมาเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟัง เพื่อสอนว่าเขาทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอและไม่อ่อนระอาใจ

2He said, “In a certain city there was a judge who neither feared God nor respected man.

2 พระองค์ตรัสว่า “ในเมืองแห่งหนึ่งมีผู้พิพากษาอยู่คนหนึ่ง เป็นคนที่ไม่เกรงกลัวพระเจ้าและไม่เห็นแก่มนุษย์ด้วย 

3And there was a widow in that city who kept coming to him and saying, ‘Give me justice against my adversary.’

3 ในเมืองนั้นมีหญิงม่ายคนหนึ่งมาหาท่านพูดว่า ‘ขอให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันในการสู้ความเถิด’

4For a while he refused, but afterward he said to himself, ‘Though I neither fear God nor respect man,

4 แต่ผู้พิพากษาคนนั้นไม่ยอมทำจนเวลาผ่านไปนาน แต่ภายหลังเขานึกในใจว่า ‘แม้ว่าข้าจะไม่เกรงกลัวพระเจ้าและไม่เห็นแก่มนุษย์ 

5yet because this widow keeps bothering me, I will give her justice, so that she will not beat me down by her continual coming.’”

5แต่เพราะแม่ม่ายคนนี้มาทำให้ข้าลำบาก   ข้าจะให้ความยุติธรรมแก่นาง   เพื่อไม่ให้นางมารบกวนให้รำคาญใจบ่อยๆ' ”

 6And the Lord said, “Hear what the unrighteous judge says.

6และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า   “จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมนี้พูด

7And will not God give justice to his elect, who cry to him day and night? , Will he delay long over them?

7พระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ทรงเลือกไว้   คือพวกที่ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ   พระองค์จะทรงอดทนได้หรือ

8I tell you, he will give justice to them speedily. Nevertheless, when the Son of Man comes, will he find faith on earth?”

8เราบอกพวกท่านว่า   พระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่พวกเขาโดยเร็ว   แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา   ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ”

 

In this parable about prayer, Jesus is contrasting the selfish judge and God our Heavenly Father.

 ในอุปมานี้เกี่ยวกับการอธิษฐาน  พระเยซูทรงเปรียบต่างผู้พิพากษาที่เห็นแก่ตัวและ   พระบิดาเจ้าบนสวรรค์ของเรา

In that day, it was very difficult for poor widows to get justice because they             lacked the means for bribing the officers who would get the judge to act.

ในวันนั้น มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับแม่ม่ายที่จะได้รับความยุติธรรม  เพราะพวก     เขาไม่ได้จ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่  ผู้ที่จะผลักดันผู้พิพากษาให้ตัดสิน

But this widow would not quit until the judge had given her what she was supposed to get. 

แต่แม่ม่ายคนนี้จะไม่ยุติจนกว่าผู้พิพากษาได้ให้เธอในสิ่งที่เธอควรจะได้รับ

 

This judge was not a good man.  

ผู้พิพากษาคนนี้ไม่ได้เป็นคนดี

It seems he didn’t believe in God and didn’t care about people and their needs.    He was selfish.  

ดูเหมือนว่าเขาไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่ได้ดูแลประชาชนและความต้องการของ         พวกเขา  เขาเห็นแก่ตัว

He had no respect for the widow at all.

เขาไม่มีความเคารพต่อแม่ม่ายเลย

Now, if a selfish judge finally meets the needs of a poor widow, how much more   will the loving Heavenly Father meet the needs of His own children when they cry to Him?

ตอนนี้ ถ้าในที่สุดผู้พิพากษาที่เห็นแก่ตัวจัดการช่วยแม่ม่ายที่ยากจน มากยิ่งกว่า  นั้นสัก       เท่าใดที่พระบิดาในสวรรค์ผู้ทรงรักจะตอบสนองความต้องการของบุตร    ของพระองค์เองเมื่อพวกเขาร้องขอต่อพระองค์?

This parable is not urging us to "pester God" until He acts; but it is saying we        need to be persistent in praying. 

อุปมานี้ไม่ได้รบเร้าให้เรา "รบกวนพระเจ้า" จนกว่าพระองค์จะทรงดำเนินการ           แต่มันกำลังบอกว่าเราจำเป็นต้องขะมักเขม้นในการอธิษฐาน

Don’t just pray about something once, keep on praying, and praying, until you       are sure you have your answer. 

อย่าเพียงแค่อธิษฐานเรื่องบางอย่างเพียงครั้งเดียว จงอธิษฐานต่อไป และอธิษฐาน    จนกว่าคุณจะแน่ใจว่าคุณได้รับคำตอบ

God may answer no, He may answer wait, He may also answer in a way   exceeding above what we can ask or think.  

พระเจ้าอาจจะทรงตอบว่าไม่   พระองค์อาจจะทรงตอบว่ารอก่อน  พระองค์ก็ อาจจะทรงตอบในทางที่เกินกว่าที่เราสามารถขอหรือคิด

Jesus taught on persistent prayer before.

พระเยซูทรงสอนให้เราขะมักเขม้นในการอธิษฐานก่อน

 

Luke 11:5-13

5 And he said to them, “Which of you who has a friend will go to him at midnight and say to him, ‘Friend, lend me three loaves,

ลูกา11:5-13

 5แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ใครในพวกท่านที่มีเพื่อนคนหนึ่ง และเขาไปหาเพื่อนคนนั้นในเวลาเที่ยงคืน พูดกับเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด

6for a friend of mine has arrived on a journey, and I have nothing to set before him’;

6เพราะเพื่อนของข้าเพิ่งเดินทางมาหาถึง   และข้าไม่มีอะไรจะให้เขากิน'

7and he will answer from within, ‘Do not bother me; the door is now shut, and my children are with me in bed. I cannot get up and give you anything’?

7 เพื่อนที่อยู่ข้างในตอบว่า   'อย่ารบกวนข้าเลย   ประตูปิดแล้ว   ลูกๆ กับตัวข้าก็เข้านอนกันหมดแล้ว   ข้าไม่สามารถลุกขึ้นไปหยิบให้ท่านได้'

8I tell you, though he will not get up and give him anything because he is his friend, yet because of his impudence he will rise and give him whatever he needs.

8เราบอกพวกท่านว่า   แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นไปหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นเพื่อนกัน   แต่ว่าเพราะถูกคนนั้นรบเร้าอย่างมาก   เขาก็จะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่คนนั้นต้องการ

9And I tell you, ask, and it will be given to you; seek, and you will find; knock, and it will be opened to you.

9เราบอกพวกท่านว่า   จงขอแล้วจะได้   จงหาแล้วจะพบ   จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน

10For everyone who asks receives, and the one who seeks finds, and to the one who knocks it will be opened.

10เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้   ทุกคนที่แสวงหาก็พบ   และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา

11What father among you, if his son asks for a fish, will instead of a fish give him a serpent;

11มีใครบ้างในพวกท่านที่เป็นพ่อ   ถ้าลูกขอปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ

12or if he asks for an egg, will give him a scorpion?

12หรือถ้าขอไข่   จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ

13If you then, who are evil, know how to give good gifts to your children, how much more will the heavenly Father give the Holy Spirit to those who ask him!”

13เพราะฉะนั้น ถ้าพวกท่านเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้สิ่งดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกที่ขอต่อพระองค์”    

           

The widow had no lawyer, but we have a High Priest at the throne of God in heaven.

แม่ม่ายไม่มีทนายความ  แต่เรามีมหาปุโรหิตใหญ่ที่พระบัลลังก์ของพระเจ้าในสวรรค์

She had no promises, but we have a Bible filled with promises we can claim.

นางไม่มีคำสัญญาแต่เรามีพระคัมภีร์เต็มไปด้วยสัญญามากมายที่เราสามารถเรียกร้อง

She was an outsider, but we are the children of God!

นางเป็นคนนอกแต่เราเป็นบุตรของพระเจ้า!

What a privilege it is to pray! 

ช่างเป็นสิทธิพิเศษยิ่งที่จะอธิษฐาน

What a contrast between an unjust judge and loving God.[2]

ช่างแตกต่างกันระหว่างผู้พิพากษาอธรรมและพระเจ้าผู้ทรงรัก

         

A sinful man who went away justified

คนบาปผู้ที่ยุติได้แสดงเหตุผล  

 

Luke 18:9-14

 9He also told this parable to some who trusted in themselves that they were righteous, and treated others with contempt:

ลูกา18:9-14

9สำหรับบางคนที่เชื่อมั่นในตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรม   และดูหมิ่นคนอื่นนั้น   พระองค์ตรัสอุปมานี้ว่า

10“Two men went up into the temple to pray, one a Pharisee and the other a tax collector.

10“มีสองคนขึ้นไปอธิษฐานในบริเวณพระวิหาร   คนหนึ่งเป็นฟาริสีและคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี

 11The Pharisee, standing by himself, prayed thus: ‘God, I thank you that I am not like other men,  extortioners,  unjust, adulterers, or even like this tax collector.

11คนที่เป็นฟาริสีนั้นยืนอยู่คนเดียว   อธิษฐานว่า   'ข้าแต่พระเจ้า   ข้าพระองค์ขอบพระคุณของพระองค์   ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น   ที่เป็นคนฉ้อโกง  เป็นคนอธรรม   และเป็นคนล่วงประเวณี   และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้

12I fast twice a week; I give tithes of all that I get.’

12ข้าพระองค์ถืออดอาหารสองวันต่อสัปดาห์  และสิ่งสารพัดที่ข้าพระองค์หาได้ ข้าพระองค์ก็เอาทศางค์มาถวายเสมอ'

13But the tax collector, standing far off, would not even lift up his eyes to heaven, but beat his breast, saying, ‘God, be merciful to me, a sinner!’

13 ส่วนคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล   ไม่ยอมแม้แต่แหงนดูฟ้า   แต่ตีอกชกตัวกล่าวว่า   'ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด'

14I tell you, this man went down to his house justified, rather than the other. For everyone who exalts himself will be humbled, but the one who humbles himself will be exalted.”

14เราบอกพวกท่านว่า   คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปถึงบ้านของตนก็ถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรม   ไม่ใช่อีกคนหนึ่งนั้น   เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง   แต่ทุกคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น”

 

Again, we have a contrast.

อีกครั้ง  เราเห็นความแตกต่าง

The Pharisee talked to himself and about himself, but the publican prayed to God and was heard.

ชาวฟาริสี ได้พูดกับตัวเองและเรื่องของตัวเอง   แต่คนเก็บภาษีอธิษฐานต่อพระเจ้าและได้ยินกันทั่ว

While the tax collector concentrated on his own needs and admitted them openly.

ในขณะที่คนเก็บภาษีสนใจความต้องการของตัวเองเท่านั้น  และยอมรับมันอย่างเปิดเผย

The Pharisee, standing by himself, prayed thus: ‘God, I thank you that I am not like other men, extortioners, unjust, adulterers, or even like this tax collector. (Luke 18:11)

ชาวฟาริสี ยืนตามลำพัง  อธิษฐานดังนี้ว่า ' พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณที่ข้าพเจ้าไม่เหมือนคนอื่นๆ  คนฉ้อโกง ครอธรรม คนล่วงประเวณี หรือแม้กระทั่งเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ (ลูกา 18:11)

 

What an awful way to begin a prayer.

 ช่างเป็นวิธีแย่มากที่เริ่มต้นอธิษฐาน

We shouldn’t brag about ourselves and put others down in prayers. 

เราไม่ควรอวดตัวเองและเหยียดคนอื่นเวลาอธิษฐาน

We can’t justify ourselves by comparing ourselves to others. 

เราไม่สามารถยกตัวเองเป็นคนชอบธรรมโดยเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

We all fall short of the glory of God, even if we were more righteous than someone else.

เราทุกคนเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้าแม้ว่าเราจะชอบธรรมมากกว่าคนอื่น

The tax collector on the other hand said, "God be merciful to me a sinner"

อีกนัยหนึ่งคนเก็บภาษีกล่าวว่า "พระเจ้าทรงพระเมตตาต่อคนบาปเช่นข้าพเจ้า”

He would not so much as lift his eyes unto heaven but asked for mercy from the Lord. 

เขาจะไม่กล้ายกสายตาแหงนขึ้นไปดูฟ้าสวรรค์แต่ทูลขอความเมตตาจากพระเจ้า

You can come and trust Him, and He will save you. God is merciful. 

คุณสามารถมาเชื่อไว้วางใจพระองค์และพระองค์จะทรงช่วยคุณให้รอด พระเจ้าทรงพระเมตตา

The Pharisee was boasting; the tax collector was praying.

ชาวฟาริสีกำลังอวดตัว  คนเก็บภาษีกำลังอธิษฐาน

The Pharisee went home a worse man than when he had come, but the tax collector went home forgiven.

ชาวฟาริสีกลับบ้านทำผิดบาปยิ่งกว่าเมื่อเขาได้มา  แต่คนเก็บภาษีกลับบ้านได้รับการอภัย

The Pharisee could see the sins of others but not his own sins. 

ชาวฟาริสีสามารถเห็นความบาปของคนอื่นๆ แต่ไม่เห็นความบาปของเขาเอง

This is similar to when Jesus joined a Pharisee for dinner and a sinful woman came and anointed Jesus feet in Luke 7.

ข้อนี้จะคล้ายกับตอนที่พระเยซูทรงเข้าร่วมเสวยอาหารค่ำกับชาวฟาริสี และผู้หญิงที่เป็นคนบาปมาและได้ล้างพระบาทพระเยซูในลูกาบทที่ 7

 

Luke 7:36-50  

36One of the Pharisees asked him to eat with him, and he went into the Pharisee's house and took his place at the table.

36 มีคนหนึ่งในพวกฟาริสีเชิญพระองค์ไปรับประทานอาหารกับเขา   พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในบ้านของฟาริสีคนนั้น   แล้วเอนพระกายที่โต๊ะอาหาร

37 And behold, a woman of the city, who was a sinner, when she learned that he was reclining at table in the Pharisee's house, brought an alabaster flask of ointment,

37 นี่แน่ะ   มีหญิงคนหนึ่งในเมืองนั้นซึ่งเป็นคนบาป   เมื่อรู้ว่าพระองค์กำลังเสวยอาหารอยู่ในบ้านของฟาริสีคนนั้น   นางจึงนำผอบน้ำมันหอมมา

38and standing behind him at his feet, weeping, she began to wet his feet with her tears and wiped them with the hair of her head and kissed his feet and anointed them with the ointment. _

38 ยืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์   แล้วร้องไห้น้ำตานองเปียกพระบาท   นางจึงใช้ผมเช็ด   จูบพระบาทของพระองค์แล้วเอาน้ำมันชโลม

39Now when the Pharisee who had invited him saw this, he said to himself, “If this man were a prophet, he would have known who and what sort of woman this is who is touching him, for she is a sinner.”

39 ฟาริสีคนที่เชิญพระองค์มาเมื่อเห็นแล้วก็นึกในใจว่า   “ถ้าท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะ  ก็น่าจะรู้ว่าผู้หญิงที่แตะต้องตัวของท่านเป็นใครและเป็นคนอย่างไร   เพราะนางเป็นคนบาป”

40 And Jesus answering said to him, “Simon, I have something to say to you.” And he answered, “Say it, Teacher.” __

40 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ซีโมน   เรามีอะไรจะบอกท่าน” เขาทูลว่า   “ท่านอาจารย์  เชิญพูดไปเถิด”

41 “A certain moneylender had two debtors. One owed five hundred denarii, and the other fifty. __

41 พระองค์จึงตรัสว่า “เจ้าหนี้คนหนึ่งมีลูกหนี้สองคน   คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเดนาริอัน อีกคนหนึ่งเป็นหนี้ห้าสิบ

42 When they could not pay, he cancelled the debt of both. Now which of them will love him more?”

42เมื่อเขาไม่สามารถใช้หนี้ได้   ท่านจึงยกหนี้ให้เขาทั้งสองคน   ในสองคนนั้น    คนไหนจะรักนายมากกว่า”

43 Simon answered, “The one, I suppose, for whom he cancelled the larger debt.” And he said to him, “You have judged rightly.” _

43 ซีโมนจึงทูลว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นคนที่นายยกหนี้ให้มาก” พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านตัดสินได้ถูกต้อง”

44 Then turning toward the woman he said to Simon, “Do you see this woman? I entered your house; you gave me no water for my feet, but she has wet my feet with her tears and wiped them with her hair.

44 พระองค์จึงทรงเหลียวหลังดูผู้หญิงนั้น แล้วตรัสกับซีโมนว่า   “ท่านเห็นหญิงคนนี้ใช่ไหม  เมื่อเราเข้ามาในบ้านของท่าน  ท่านไม่ได้เอาน้ำล้างเท้าให้เรา  แต่นางเอาน้ำตาล้างเท้าของเรา และเอาผมของนางเช็ด

45 You gave me no kiss, but from the time I came in she has not ceased to kiss my feet.

45 ท่านไม่ได้จูบเรา   แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้หยุดจูบเท้าของเราเลยนับตั้งแต่เราเข้ามา  

46 You did not anoint my head with oil, but she has anointed my feet with ointment. _

46 ท่านไม่ได้เอาน้ำมันมาชโลมศีรษะของเรา   แต่นางเอาน้ำมันหอมมาชโลมเท้าของเรา

47 Therefore I tell you, her sins, which are many, are forgiven—for she loved much. But he who is forgiven little, loves little.”

47 เพราะฉะนั้นเราบอกท่านว่า   บาปต่างๆ ของนางซึ่งมีมากมายนั้นได้รับการยกโทษแล้วเพราะนางรักมาก   แต่คนที่ได้รับการยกโทษน้อยก็รักน้อย”

48 And he said to her, “Your sins are forgiven.”

48 พระองค์จึงตรัสแก่นางว่า “ความผิดบาปของเจ้าโปรดยกเสียแล้ว”

49 Then those who were at table with him began to say among themselves, “Who is this, who even forgives sins?”

49 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เอนกายอยู่ด้วยพูดกันว่า “คนนี้เป็นใคร   แม้ความผิดบาปก็ยกให้ได้”

50 And he said to the woman, “Your faith has saved you; go in peace.”

50 พระองค์จึงตรัสแก่ผู้หญิงนั้นว่า “ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้ารอด   จงไปเป็นสุขเถิด”

 

Permit the little children to come to Christ

 ยอมให้เด็กเล็กๆ มาหาพระคริสต์

 

Luke 18:15-17

15Now they were bringing even infants to him that he might touch them. And when the disciples saw it, they rebuked them.

ลูกา18:15-17

 15 แล้วมีบางคนอุ้มทารกมาหาพระองค์เพื่อจะให้พระองค์ทรงสัมผัสทารกนั้น   เมื่อพวกสาวกเห็นก็ห้ามเขา

16But Jesus called them to him, saying, “Let the children come to me, and do not hinder them, for to such belongs the kingdom of God.

16แต่พระเยซูทรงเรียกให้เขาเอาเด็กๆ มาแล้วตรัสว่า   “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนอย่างพวกเขา

17Truly, I say to you, whoever does not receive the kingdom of God like a child shall not enter it.”

17เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า  ใครที่ไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ  จะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้”

 

In contrast to the proud Pharisee are the little children that Jesus welcomed and blessed.

ตรงกันข้ามกับชาวฟาริสีที่เย่อหยิ่ง  คือพวกเด็กเล็กๆ ที่พระเยซูทรงยอมรับ

และทรงอวยพร

 

His own disciples had some of the spirit of the proud Pharisee in the parable, and Jesus had to lovingly rebuke them.

สาวกของพระองค์เองมีจิตใจเหมือนชาวฟาริสีที่เย่อหยิ่งในอุปมาและพระเยซูทรงตำหนิพวกเขาด้วยความรัก

Children normally and naturally came to the Lord.

เด็กๆ มาหาพระเจ้าตามปกติ และตามธรรมชาติ

He did not want the adults to keep them away from Him.

พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้ใหญ่กีดกันพวกเขาออกจากพระองค์

No adult should keep children away from God.[3]  

ไม่ควรที่ผู้ใหญ่คนใดจะกีดกันพวกเขาจากพระเจ้า

 

Luke 17:2 "It were better for him that a millstone were hanged about his neck, and he cast into the sea, than that he should offend one of these little ones" 

ลูกา 17:2 "ถ้าเอาหินโม่แป้งผูกคอคนนั้นถ่วงที่ทะเล ก็ดีกว่าที่จะให้เขานำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งให้หลงผิด"

 

Children can know God, love Jesus, have their sins forgiven, pray and have a close relationship with Him like any adult can, perhaps better because of their childlike faith and humility. 

เด็กๆ สามารถรู้จักพระเจ้า รักพระเยซู ได้รับการอภัยจากบาป  อธิษฐานอ้อนวอนและมีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับพระองค์เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ บางทีอาจจะดีกว่าเพราะพวกเขาเชื่อและอ่อนน้อมแบบเด็กๆ

Children have a fallen nature and need to be saved just like adults do.

เด็กๆ ทำบาปตามธรรมชาติและจำเป็นต้องได้รับการช่วยให้รอดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่

Spurgeon said, “a child of 5 can as truly be saved and regenerated as an adult.”  

เปอร์เจี้ยนกล่าวว่า "จริงๆ เด็กอายุ 5 ขวบสามารถรอดได้และมีชีวิตใหม่ได้อย่างผู้ใหญ่"

We can become more set in our ways overtime, but while the child is still pliable, make sure that he comes to Christ.

เราสามารถตั้งมั่นคงมากขึ้นตามแบบเรานอกเวลาปกติ  แต่ในขณะที่เด็กยังถูกโน้มน้าวได้ง่ายกว่า   จงแน่ใจว่าเขามาหาพระคริสต์

 

Perhaps the parents wanted Jesus to touch the babies in an act of blessing.

 บางทีพ่อแม่ต้องการให้พระเยซูทรงสัมผัสทารกเพื่อการทรงอวยพร

 

Matthew 19:13 Then children were brought to him that he might lay his hands on them and pray. The disciples rebuked the people,

มัทธิว19:13 เวลานั้นมีคนพาเด็กเล็กๆมาเฝ้าพระองค์   เพื่อจะให้พระองค์วางพระหัตถ์และทรงอธิษฐาน   แต่พวกสาวกต่อว่าคนที่พาพวกเขามา

 

 In this incident they were little children. When the disciples saw this, they rebuked them." (18:15)

ในเหตุการณ์นี้พวกเขาเป็นเด็กเล็กๆ เมื่อสาวกเห็นเช่นนี้ พวกเขาตำหนิพวกเด็กๆ " (18:15)

I imagine parents were bringing babies, and letting their toddlers run up to Jesus, and Jesus would, with great joy, scoop them up and pray for them.

ผมคิดว่าพ่อแม่กำลังนำทารกและปล่อยให้เด็กวัยหัดเดินได้มาหาพระเยซูและพระเยซูจะทรงมีความสุขมาก  ทรงยกพวกเขาขึ้นและทรงอธิษฐานเผื่อพวกเขา

The disciples rebuked the parents because children were viewed as unimportant and sometimes they are still treated that way.

พวกสาวกตำหนิพวกพ่อแม่เพราะเด็กๆ ถูกมองว่าไม่สำคัญ   และบางครั้งพวกเขายังคงถูกปฏิบัติเช่นนั้น

Yet Jesus places great value and importance on children. 

แต่ว่า พระเยซูทรงยกย่องคุณค่าสูงและความสำคัญต่อเด็กๆ

 

Luke 9:46-48

46An argument arose among them as to which of them was the greatest.

ลูกา 9:46-48

46 มีการทุ่มเถียงกันเกิดขึ้นท่ามกลางพวกสาวกว่าในพวกเขาใคร       ยิ่งใหญ่ที่สุด

47But Jesus, knowing the reasoning of their hearts, took a child and put him by his side

47พระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของพวกเขาจึงให้เด็กคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างๆพระองค์

48and said to them, “Whoever receives this child in my name receives me, and whoever receives me receives him who sent me. For he who is least among you all is the one who is great.”

48แล้วตรัสกับพวกเขาว่า  “ถ้าใครยอมรับเด็กเล็กๆ คนนี้ในนามของเรา   คนนั้นก็ยอมรับเรา   และใครที่ยอมรับเรา  คนนั้นก็ยอมรับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา      เพราะคนที่เล็กน้อยที่สุดในพวกท่านทั้งหลายคือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

 

Here in our story in Luke Jesus called the children to him and said, 'Let the little children come to me, and do not hinder them, for the kingdom of God belongs to such as these.' " (18:16

ตรงนี้เรื่องราวของเราในพระธรรมลูการะเยซูทรงเรียกให้เด็กๆ มาหาแล้วตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนอย่างพวกเขา ' "(18:16)

Notice, Jesus doesn't say that the Kingdom belongs to little children or that they are already in the Kingdom.

สังเกตว่าพระเยซูไม่ได้ตรัสว่าราชอาณาจักรเป็นของเด็กเล็กๆ  หรือว่าพวกเขาได้เข้าในราชอาณาจักรแล้ว

He says that those who inherit or possess the kingdom will be "like" these children. 

พระองค์ตรัสว่าผู้ที่สืบสานมรดกหรือได้เข้าในราชอาณาจักรจะเป็น "เหมือน" เด็กๆ เหล่านี้

Judaism didn't emphasize a child's innocence, but rather a child's immaturity and foolishness.

ศาสนายูดาห์ไม่ได้เน้นความไร้เดียงสาของเด็ก  แต่ไปเน้นการขาดวุฒิภาวะและความไม่ฉลาดของเด็กมากกว่า

 

What characteristic of children is Jesus pointing to as an essential characteristic of disciples?

ลักษณะนิสัยใดของเด็กๆ ที่พระเยซูทรงชี้ว่าเป็นลักษณะนิสัยที่สำคัญของพวกสาวก?

There are several possibilities they have openness, trust, and they are receptive to the things of God.   

มีความเป็นไปได้หลายอย่างที่พวกเขามีการเปิดกว้าง ความไว้วางใจ และพวกเขาจะยอมรับสิ่งต่างๆ ของพระเจ้า

This is an essential characteristic of disciples.  

นี่คือลักษณะนิสัยของพวกสาวก

Humility is often a characteristic of children.

ความอ่อนน้อมถ่อมตนมักเป็นคุณลักษณะนิสัยของเด็กๆ

Earlier in the passage the tax collector came humbly before God. 

ก่อนหน้านี้ในเนื้อหาที่เราอ่าน คนเก็บภาษีมาหาพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ

To Jesus, the children's humble state is what is required to approach God.

สำหรับพระเยซู สภาพอ่อนน้อมถ่อมตนของเด็กๆ คือสิ่งที่จำเป็นในการมาหาพระเจ้า

 

"I tell you the truth, anyone who will not receive the kingdom of God like a little child will never enter it." (18:17) 

"เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ใครที่ไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ จะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้” (18:17) 

How do the little children come to Jesus?

เด็กเล็กๆมาหาพระเยซูได้อย่างไร?

Freely, openly, humbly. they come because Jesus calls them to Him.

พวกเขามาเพราะพระเยซูทรงเรียกพวกเขาให้มาเข้าเฝ้าอย่างอิสระ เปิดเผย  ถ่อมใจ  

They come in simple faith, like the tax collector. [4]

พวกเขามาด้วยความเชื่อง่ายๆ เช่นเดียวกับคนเก็บภาษี

 

What can we learn from this? 

เราสามารถเรียนรู้สิ่งใดจากเรื่องนี้?

We are to respect children and welcome them.

 เราต้องยอมรับเด็กๆ และยินดีต้อนรับพวกเขา

 

Sometimes churches provide child care just so they could reach the adults, but a ministry to children is important in and of itself since children are spiritual beings and can learn from an early age the truths of the Gospel.  

บางครั้ง คริสตจักรจัดให้มีการดูแลเด็ก  เพียงเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงผู้ใหญ่ แต่พันธกิจกับเด็กเป็นสิ่งสำคัญในตัวเอง  เนื่องจากเด็กๆเป็นชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและสามารถเรียนรู้ความจริงเรื่องพระกิตติคุณจากช่วงอายุต้นๆ

Children are important to Jesus and so they better be important to us. 

เด็กๆ มีความสำคัญต่อพระเยซูและดังนั้นพวกเขาก็ยิ่งมีความสำคัญต่อเรา

           

Another lesson for us be humble, come to the Lord with humility.

บทเรียนอีกอย่างสอนเราให้อ่อนน้อมถ่อมตน  จงมาหาพระเจ้าด้วยความอ่อนน้อม

Humility and a recognition of God's grace and mercy.

ความอ่อนน้อมและการยอมรับพระคุณและความเมตตาของพระเจ้า

We can only enter the kingdom when we come depending upon Jesus and not ourselves. 

เราสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้เมื่อเรามาพึ่งพาพระเยซูและไม่ได้พึ่งตัวเอง

This is good news!

นี่คือข่าวดีที่สำคัญ

Have you felt that Jesus wouldn't welcome you because of something you might have done in the past or because of your lack of religious observance? 

คุณรู้สึกไหมว่าพระเยซูจะไม่ทรงต้อนรับคุณ  เพราะสิ่งที่คุณอาจทำในอดีต  หรือเพราะคุณขาดการปฏิบัติพิธีศาสนา?

Coming to Jesus has nothing to do with your worthiness and everything to do with His willingness to forgive, cleanse, and transform you. 

การมาหาพระเยซูไม่ใช่ต้องจ่ายราคาอะไร   และทุกอย่างตองทำด้วยพระประสงค์ของพระองค์ที่จะให้อภัย  ชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลงคุณ

If little children can run to Jesus' arms, why not you?

ถ้าเด็กเล็กๆ สามารถวิ่งไปยังอ้อมแขนของพระเยซู  แล้วทำไมคุณทำไม่ได้หรือ?

Why not now?

ทำไมไม่ทำตอนนี้?

Hear Jesus calling you to come to Him and trust Him, not yourself, not boasting about who you are and what you have done. 

จงฟังว่าพระเยซูทรงเรียกให้คุณมาหาพระองค์และไว้วางใจพระองค์  ไม่ใช่ตัวคุณเอง  ไม่ใช่โอ้อวดว่าคุณเป็นใครและคุณได้ทำสิ่งใดบ้าง

Remember too that we can come to God in prayer and He is not like the unjust judge,

จงจำไว้ด้วยว่าเราสามารถมาหาพระเจ้าโดยการอธิษฐาน  และพระองค์ไม่ทรงเหมือนผู้พิพากษาอธรรม

He wants to hear and answer our prayers.

พระองค์ทรงต้องการฟังและตอบคำอธิษฐานของเรา

           

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะมนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน    ตั้งแต่เวลานั้นมาคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด, และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า   เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

พระเยซูบุตรของพระเจ้าทรงรับเอาการลงโทษเพราะบาปของเราโดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน

He came alive again three days later.

พระองค์ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในใจว่า   พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24

คำสอนนี้เป็คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

 



            [1] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 18

            [2] Warren W. Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, (Colorado Springs, CO: Victor, 1992), WORDsearch CROSS e-book, 189.

          [3] McGee, J. Vernon.  Thru the Bible with J. Vernon McGee.

[4] Ralph F. Wilson, “#79 Little Children Come to Jesus (Luke 18:15-17),” Jesus Walk Bible Study Series, www.jesuswalk.com/lessons/18_15-17.htm (accessed May 25, 2008).

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top