Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 17 Jesus Instructs Us on Not Tempting Others to Sin, Forgiveness, Faith, Faithful Service, and Thankfulness

ลูกาบทที่ 17 พระเยซูทรงสอนเราว่าอย่าชักนำให้ผู้อื่นทำบาป  การให้อภัย ความเชื่อ การรับใช้ที่ซื่อสัตย์และการขอบพระคุณ      

     

Last time we talked about the rich man and Lazarus. Now Jesus instructs us on forgiveness, faith, and thankfulness.

 ครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับคนรวยและลาซารัส   ตอนนี้พระเยซูทรงสอนเราเรื่องการให้อภัย ความเชื่อ และ การขอบพระคุณ       

Not tempting others to sin

อย่าชักนำให้ผู้อื่นทำบาป

 

Jesus first talks about stumbling blocks - offending children and new believers.  

ตอนแรกพระเยซูตรัสเรื่องหินสะดุด--การทำให้เด็กขัดเคืองใจและผู้เชื่อใหม่  

The word offense means to cause someone to stumble. 

คำว่าการทำให้ขัดเคืองใจหมายถึงการทำให้ผู้อื่นสะดุด

The Greek word is like the English word scandal meaning a bad event or a trap.

คำว่าเรื่องอื้อฉาว ภาษากรีกเหมือนคำภาษาอังกฤษ หมายถึงเรื่องที่แย่หรือปาก

These things must come because there is sin in the world, but they need not come from us.

เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นเพราะมีความบาปในโลก  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเรา

Before we cause somebody else to sin, we had better pay attention to the Lord’s stern warning in verse 2.

ก่อนที่เราเป็นเหตุให้คนอื่นทำบาป   เราต้องเอาใจใส่ต่อคำเตือนที่เข้มงวดของพระเจ้าในข้อ 2.

 

Luke 17:1-2

1 And he said to his disciples, “Temptations to sin are sure to come, but woe to the one through whom they come!

ลูกา17:1-2 1 พระเยซูตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์ว่า   “จำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิด   แต่วิบัติแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุ

2 It would be better for him if a millstone were hung around his neck and he were cast into the sea than that he should cause one of these little ones to sin.

2 ถ้าเอาหินโม่แป้งผูกคอคนนั้นถ่วงเสียที่ทะเลก็ดีกว่าที่จะให้เขานำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งให้หลงผิด

 

Young people are especially susceptible to the wrong example of their peers, and older adults. 

คนหนุ่มสาวมักอ่อนไหวเป็นพิเศษกับตัวอย่างที่ผิดของเพื่อนๆของเขาและพวกผู้ใหญ่

Throughout life, people are looking at you and me and many will decide to follow our example, to do what we do. 

ตลอดชีวิต  ประชาชนกำลังมองดูคุณและฉัน   และหลายคนจะตัดสินใจทำตามตัวอย่างของเรา  เพื่อจะทำตามสิ่งที่เราทำ

So, we must be cautious that we are setting a good example of Christian living. Jesus here admonishes us to beware of tempting other people to sin. 

ดังนั้น เราต้องระมัดระวังว่าเรากำลังเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินชีวิตคริสเตียน  ตรงนี้พระเยซูทรงตักเตือนว่าเราต้องระวังที่จะไม่ชักนำผู้อื่นให้ทำบาป

How might we be guilty of that? 

เรามีความผิดร้ายแรงแค่ไหน?

You invite a young person or someone young in the faith to have an alcoholic drink, to go to a bad movie, to listen to a dirty joke, to cheat on their taxes, or to copy music and computer programs, rather than purchasing them. 

คุณเชิญคนหนุ่มสาวหรือบางคนที่มีความเชื่อน้อยให้ดื่มแอลกอฮอล์   ไปดูภาพยนตร์ที่ไม่ดี   ฟังเรื่องตลกสกปรก  โกงภาษีของพวกเขา  หรือเพื่อคัดลอกเพลงและโปรแกรมคอมพิวเตอร์  แทนที่จะซื้อสิ่งเหล่านั้น

Here is something you might not have thought of, what about forbidding a child to be baptized? 

นี่คือบางสิ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง  เช่นเรื่องห้ามเด็กไม่ให้รับบัพติสมา?

You are not tempting him, but might that cause him to stumble in his faith? 

คุณไม่ได้ทดลองเขา   แต่อาจจะเป็นเหตุให้เขาสะดุดในความเชื่อของเขา?

Being told that he must wait until he is an adult. 

โดยการบอกว่าเขาจะต้องรอจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่

By "these little ones," Jesus meant both new believers (such as the tax collectors and sinners in 15:1) as well as the little children.

โดย "สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้" พระเยซูหมายถึงทั้งผู้เชื่อใหม่ (เช่นคนเก็บภาษีและคนบาปใน บทที่15:1) และพวกเด็กเล็กๆ

 

Matthew 18:1-7 1At that time the disciples came to Jesus, saying, “Who is the greatest in the kingdom of heaven?”

1 ในเวลานั้นสาวกทั้งหลายมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์”

2 And calling to him a child, he put him in the midst of them

2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมา   และให้มายืนท่ามกลางเขาทั้งหลาย

3 and said, “Truly, I say to you, unless you turn and become like children, you will never enter the kingdom of heaven.

3 แล้วตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า   ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ   ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย

4 Whoever humbles himself like this child is the greatest in the kingdom of heaven.

4 เพราะฉะนั้นถ้าใครถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กๆ คนนี้   คนนั้นจะเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์  

5 “Whoever receives one such child in my name receives me,

5 “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ อย่างนี้สักคนหนึ่งในนามของเรา   คนนั้นก็ยอมรับเราด้วย

6 but whoever causes one of these little ones who believe in me to sin, it would be better for him to have a great millstone fastened around his neck and to be drowned in the depth of the sea. _

6 และถ้าใครทำให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราหลงผิดไป   เอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอคนนั้นแล้วถ่วงเขาเสียที่ทะเลลึกก็จะดีกว่า

7 “Woe to the world for temptations to sin! For it is necessary that temptations come, but woe to the one by whom the temptation comes!

7 “วิบัติแก่โลกนี้ที่ทำให้มีการหลงผิด   การหลงผิดย่อมจะต้องมี แต่วิบัติจงมีแก่คนที่ทำให้เกิดการหลงผิด 

 

We must be careful not to do things that cause less mature believers to stumble, cause them confusion or doubt, or cause them to sin. 

เราต้องระมัดระวังไม่ทำสิ่งใดที่ทำให้ผู้เชื่อที่มีวุฒิภาวะน้อยสะดุดได้   ทำให้พวกเขาสับสนหรือสงสัย  หรือเป็นเหตุให้พวกเขาทำผิดบาป

People are always watching you and what you made do in moderation someone else may do in excess. 

ผู้คนมักจะมองดูคุณและสิ่งที่คุณทำอย่างพอเหมาะพอควรที่คนอื่นอาจทำเกินกว่านั้น

Suppose you are drinking wine, which is fine, Jesus turned the water into wine, this might though give someone the “freedom” to drink too much strong drink unto drunkenness.

สมมติว่าคุณกำลังดื่มไวน์  ซึ่งก็ดี  พระเยซูทรงเคยเปลี่ยนน้ำให้เป็นไวน์  ข้อนี้อาจทำให้บางคนมี "เสรีภาพ" ที่จะดื่มเครื่องดื่มที่แรงมากเกินไปจนเมาเหล้า

 

Forgive others

 จงให้อภัยผู้อื่น

 

Luke 17:3-4 3 Pay attention to yourselves! If your brother sins, rebuke him, and if he repents, forgive him,

ลูกา17:3-4 3 จงระวังให้ดี   ถ้าพี่น้องผิดต่อท่าน   จงเตือนเขา   และถ้าเขากลับใจแล้วก็จงยกโทษให้

4 and if he sins against you seven times in the day, and turns to you seven times, saying, ‘I repent,’ you must forgive him.”

4 แม้เขาทำผิดต่อท่านวันหนึ่งถึงเจ็ดครั้ง   และเขากลับมาหาท่านทั้งเจ็ดครั้งนั้น   แล้วบอกว่า   'ฉันกลับใจแล้ว'   จงยกโทษให้เขาเถิด”

 

Jesus does not say just to automatically forgive everyone. 

พระเยซูไม่ได้ตรัสเพียงเพื่อให้อภัยทุกคนโดยอัตโนมัติ

He says to rebuke the offender. 

พระองค์ตรัสเพื่อประณามผู้กระทำความผิด

But then to forgive.

แต่แล้วก็ทรงให้อภัย

Many people are bad at forgiveness. 

หลายคนแย่เรื่องการให้อภัย

Becoming bitter instead. 

ก็เลยกลายเป็นรากขมขื่นแทน

When we are sinned against, God gives us grace, the power and the desire to do God’s will in forgiving that person.

เมื่อเราทำบาปต่อพระเจ้า   พระองค์ทรงประทานพระคุณ   อำนาจและความปรารถนาที่จะทำตามพระทัยพระเจ้าในการให้อภัยคนนั้น

 

When I was an assistant hospital chaplain, I was doing most of the work because Andy, the senior chaplain was ill and elderly. 

เมื่อผมเป็นผู้ช่วยอนุศาสกโรงพยาบาล  ผมกำลังทำงานหนักที่สุดเพราะแอนดี้ ซึ่งเป็นอนุศาสกอาวุโสเจ็บป่วยและเขาชราแล้ว

But one day he approached me and said, “I am the chaplain here and I am going to do the work.”

แต่วันหนึ่งเขาตรงมาหาผมและกล่าวว่า, "ผมเป็นอนุศาสกที่นี่และผมจะทำงาน"

This wasn’t an indication he was feeling better, but that he felt I wasn’t needed anymore.

นี้ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าเขารู้สึกมีอาการดีขึ้น  แต่ว่าเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีผมอีกต่อไป

He would only allow me to make a few visits, rather than serve full time in the ministryเขายอมให้ผมไปเยี่ยมเยียนคนไข้ไม่กี่ครั้ง แทนที่จะให้รับใช้พันธกิจเต็มเวลา

I could have become bitter against Andy. 

ผมอาจจะรู้สึกขมขื่นใจกับแอนดี้

But I determined to avail upon God’s grace, to help me to forgive Andy and to press on. 

แต่ผมมุ่งมั่นที่จะอาศัยพระคุณพระเจ้า   เพื่อจะช่วยผมให้อภัยแอนดี้และทำงานต่อไป

Soon another chaplain became aware of my plight and I served with him three months in a county hospital, which was a great learning experience. 

ไม่นานนักอนุศาสกตระหนักถึงคำมั่นสัญญาของผม  และผมรับใช้ร่วมกับเขาสามเดือนในโรงพยาบาลชนบท ซึ่งเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่สำคัญ

Then Andy called one day and invited me to come back to his hospital and to take his place.

จากนั้นวันหนึ่งแอนดี้เรียกและเชิญให้ผมกลับมาทำหน้าที่แทนเขาที่โรงพยาบาล

 

Some of you have been deeply hurt perhaps in physical abuse. 

พวกคุณบางคนเจ็บปวดลึกๆ   บางทีอาจจะเป็นการทำร้ายฝ่ายกาย

Can that be forgiven? 

สามารถที่จะให้อภัยได้ไหม?

Bart Millard, of the band Mercy Me, is the author of “I Can Only Imagine.”

บาร์ต มิลลาต แห่งวงเมอร์ซี่มี เป็นผู้เขียนเรื่อง "ฉันสามารถจินตนาการได้"

He was badly abused by his father for years as he grew up but found God’s grace to forgive his dad before he died; and that hurt was the impetus that caused him to write that song.

เขาถูกทำร้ายโดยพ่อของเขาเป็นเวลาหลายปีเมื่อเขาเติบโตขึ้น  แต่เขาพบพระคุณของพระเจ้าที่จะยกโทษให้พ่อของเขาก่อนที่ท่านจะตาย  และรอยเจ็บปวดเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเขียนบทเพลงนั้น

 

Hebrews 12:15 See to it that no one fails to obtain the grace of God; that no “root of bitterness” springs up and causes trouble, and by it many become defiled;

ฮีบรู12:15 จงระวังให้ดี อย่าให้ใครขาดจากพระคุณของพระเจ้า  และอย่าให้มีราก   ขมขื่นงอกขึ้นมา ก่อความยุ่งยากให้และทำให้หลายคนเป็นมลทิน

 

We need to forgive others in the same way Jesus has forgiven us.

เราจำเป็นต้องให้อภัยผู้อื่นแบบเดียวกับที่พระเยซูทรงให้อภัยเรา

 

Ephesians 4:32   Be kind to one another, tenderhearted, forgiving one another, as God in Christ forgave you.

เอเฟซัส 4:32 แต่จงมีใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัยแก่กันและกัน   เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านในพระคริสต์

 

Matthew 6:12 and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.

มัทธิว6:12 และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์  

 

The forgiveness flowers

ดอกไม้แห่งการอภัย

 

One day when (a man) was walking along a trail in East Africa with some friends, he became aware of a delightful odor that filled the air.

วันหนึ่งเมื่อ (ชายคนหนึ่ง) กำลังเดินไปตามเส้นทางในอัฟริกาตะวันออกกับเพื่อนบางคน   เขาก็ตระหนักถึงกลิ่นที่น่ารื่นรมย์ที่อบอวลในอากาศ

He looked up in the trees and around at the bushes in an effort to discover where it was coming from.

เขามองขึ้นไปที่ต้นไม้และรอบๆ พุ่มไม้ โดยพยายามที่จะค้นหาว่ามันมาจากไหน

Then his friends told him to look down at the small blue flower growing along the path.

จากนั้นเพื่อนๆ ของเขาบอกให้เขามองลงดูดอกสีฟ้าขนาดเล็กที่เจริญเติบโตตลอดเส้นทางนั้น

Each time they crushed the tiny blossoms under their feet, more of its sweet perfume was released into the air. Then his friends said, “We call it the forgiveness flower.”

ทุกครั้งที่พวกเขาเหยียบทับบนดอกไม้เล็กๆใต้เท้า  กลิ่นหอมหวานของมันก็ยิ่งถูกปล่อยออกมาในอากาศมากขึ้น  จากนั้นเพื่อนๆ ของเขากล่าวว่า " เราเรียกมันว่าดอกไม้แห่งการอภัย"

This forgiveness flower does not wait until we ask forgiveness for crushing it.

ดอกไม้แห่งการอภัยนี้ไม่รอจนกว่าเราขอการให้อภัยที่เราเหยียบทับมัน.

It does not release its fragrance in measured doses or hold us to a reciprocal arrangement.

มันไม่ปล่อยกลิ่นหอมในปริมาณที่พอวัดได้  หรือยื้อเราไว้จัดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน

It does not ask for an apology; it merely lives up to its name and forgives—freely, fully, richly.

มันไม่ได้ขอให้เรากล่าวขอโทษ   มันก็เพียงมีชีวิตอยู่ตามชื่อของมันและให้อภัย –อย่างอิสระ  เต็มที่  อย่างสมบูรณ์

What a touching example of outrageous forgiveness.[1]

ช่างเป็นตัวอย่างที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ของการให้อภัยซึ่งแทบรับไม่ได้

 

The buried hatchet

ขวานเล็กที่ถูกฝังไว้

 

 Garth Brooks, an American country singer, has a song which says, “We buried the hatchet, but left the handle sticking out.”[2]

การ์ธ บรู้คส์  นักร้องเพลงลูกทุ่งอเมริกัน มีเพลงที่กล่าวว่า "เราได้ฝังขวานเล็กไว้  แต่ทิ้งด้ามจับให้โผล่ออกมา"

One great problem is nonforgiveness.

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการไม่ให้อภัย

The hatchet might seem to be buried, but people continue to grab hold of the handle when they want to use it against another.

ขวานเล็กอาจจะดูเหมือนถูกฝังไว้   แต่ผู้คนยังคงคว้าด้ามจับไว้เมื่อพวกเขาต้องการที่จะใช้มันต่อสู้คนอื่นอีก

Jesus said if a brother repents, forgive him—that is, bury the hatchet and its handle.

พระเยซูตรัสว่าถ้าพี่น้องคนหนึ่งสารภาพผิด จงให้อภัยเขา—นั่นคือ  ฝังขวานเล็กและด้ามจับของมัน

How many times, you might ask?

คุณอาจถามว่ากี่ครั้งล่ะ?

As often as the brother repents, we are to forgive. 

พี่น้องสารภาพผิดบ่อยสักกี่ครั้ง เราก็ต้องให้อภัย

Don’t grab hold of buried hatchet handles, for they become stumbling blocks to forgiveness.

อย่าคว้าด้ามจับขวานเล็กที่ฝังไว้    เพราะว่าพวกมันกลายเป็นหินสะดุดในการให้อภัย

It is not likely that a believer would commit the same sin seven times in one day, but we must be ready to forgive that often.

มันเป็นไปไม่ได้ว่าผู้เชื่อจะกระทำบาปเดียวกันเจ็ดครั้งในหนึ่งวัน  แต่เราต้องพร้อมที่จะยกโทษมันบ่อยๆ

Forgiveness should be a habit, not something we have to really work hard at. 

การให้อภัยควรจะเป็นนิสัย จริงๆไม่ใช่งานยากที่จะทำ 

In other words, His disciples should be ready always to forgive.

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สาวกของพระองค์ควรพร้อมเสมอที่จะให้อภัย

He does not say that the one who offends should not be rebuked.

พระองค์ไม่ทรงสอนว่าคนที่กระทำผิดไม่ควรถูกประณาม

He should be made to acknowledge his fault, but when he sincerely repents, he should be forgiven, even if he repeats his sin over and over.

เขาควรจะยอมรับความผิดที่เขาทำ   แต่เมื่อเขาสารภาพผิดอย่างจริงใจ  เขาควรจะได้รับการอภัย    แม้ว่าเขาทำความบาปซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

Forgiveness comes from faith in God’s Word, the confidence that God will work out the best for everyone involved so long as we do what He wants us to do.

การให้อภัยมาจากความเชื่อมั่นในพระวจนะของพระองค์   ความเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงทำอย่างดีที่สุดเพื่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง   ตราบใดที่เราทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ให้เราทำ

Sometimes it is painful to forgive someone who has sinned against us, but we must obey God’s Word by faith and believe.

บางครั้งเราเจ็บปวดที่จะให้อภัยคนที่ทำบาปต่อเรา   แต่เราต้องเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์โดยความเชื่อและยอมเชื่อ

 

Romans 8:28 And we know that for those who love God all things work together for good,  for those who are called according to his purpose.

โรม8:28  เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า   คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

 

Faith

ความเชื่อ

 

Luke 17:5-6 5 The apostles said to the Lord, “Increase our faith!”

ลูกา17:5-6 5 พวกอัครทูตทูลพระองค์ว่า   “ขอพระองค์โปรดให้ความเชื่อของพวกข้าพระองค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น”

6 And the Lord said, “If you had faith like a grain of mustard seed, you could say to this mulberry tree, ‘Be uprooted and planted in the sea,’ and it would obey you. 

6 พระองค์จึงตรัสว่า “ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเพียงเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง   ท่านก็จะสั่งต้นหม่อนนี้ได้ว่า 'จงถอนขึ้น ออกไปปักในทะเล' และมันก็จะเชื่อฟังท่าน

 

If our faith is like the seed, alive and growing, nothing will be impossible.

ถ้าความเชื่อของเราเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์   มีชีวิตและเจริญเติบโต  ก็ไม่มีอะไรจะเป็นไปไม่ได้

 

Mark 9:23-24

23 And Jesus said to him, “If you can! All things are possible for one who believes.”

มาระโก 9:23-24

 23พระเยซูจึงตรัสกับบิดานั้นว่า “'ถ้าช่วยได้' น่ะหรือ   ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง”

24 Immediately the father of the child cried out and said, “I believe; help my unbelief!”

24 บิดาของเด็กก็ร้องทูลทันทีว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ   และขอโปรดช่วยในส่วนที่ขาดอยู่ด้วยเถิด”

 

Hebrews 11:6 And without faith it is impossible to please him, for whoever would draw near to God must believe that he exists and that he rewards those who seek him.

ฮีบรู11:6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว  จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย  เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้านั้น  ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่  และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์

 

 Faithful service

การรับใช้ที่สัตย์ซื่อ

 

Luke 17:7-10

7 “Will any one of you who has a servant plowing or keeping sheep say to him when he has come in from the field, ‘Come at once and recline at table’?

ลูกา17:7-10 7 “ถ้าพวกท่านมีบ่าวออกไปไถนาหรือเลี้ยงแกะ และเมื่อบ่าวคนนั้นกลับมาจากทุ่งนา  ท่านจะบอกเขาหรือว่า  'เชิญนั่งลงรับประทานเถิด'

8 Will he not rather say to him, ‘Prepare supper for me, and dress properly, and serve me while I eat and drink, and afterward you will eat and drink’?

8 ท่านจะไม่บอกเขาหรือว่า 'จงไปหาอะไรมาให้เรารับประทานและคาดเอวไว้คอยปรนนิบัติระหว่างที่เรากินและดื่ม หลังจากนั้นเจ้าจึงค่อยกินและดื่มเถิด'

9 Does he thank the servant because he did what was commanded?

9 นายจะขอบใจบ่าวนั้น เพราะบ่าวได้ทำตามคำสั่งหรือ

10 So you also, when you have done all that you were commanded, say, ‘We are unworthy servants; we have only done what was our duty.’”

10 เช่นเดียวกัน เมื่อพวกท่านทั้งหลายทำสิ่งสารพัดที่เราบัญชาไว้กับท่านแล้ว   ก็จงพูดด้วยว่า 'เราเป็นบ่าวที่ไม่ได้มีบุญคุณต่อนาย เราพียงแต่ทำตามหน้าที่ที่ควรจะทำเท่านั้น' ”

 

Jesus knew how to balance one truth with another so that His disciples would not go to extremes.

พระเยซูทรงทราบวิธีทำให้ความจริงหนึ่งสมดุลกับอีกอย่างหนึ่งได้อย่างไร   เพื่อว่าสาวกของพระองค์จะไม่ทำบางสิ่งมากเกินไป

The miraculous faith of verse 6 must be balanced with faithful day-by-day "ordinary service" that may not be exciting.

ความเชื่อที่อัศจรรย์ของข้อ 6 จะต้องถูกปรับให้สมดุลกับการรับใช้แบบธรรมดาที่สัตย์ซื่อในแต่ละวัน" ซึ่งอาจจะไม่ตื่นเต้น

Here is a servant who plows, takes care of cattle, and even cooks!

นี่คือผู้รับใช้ที่ไถนา  ดูแลวัวควาย และแม้กระทั่งปรุงอาหาร

He does each job faithfully so that he might please his master.

เขาทำแต่ละงานอย่างสัตย์ซื่อเพื่อที่เขาจะทำให้เจ้านายโปรดปราน

But when we do our jobs, we are still only "unprofitable servants."

แต่เมื่อเราทำงานของเรา  เรายังคงเป็นเพียง " ผู้รับใช้ที่ไม่ทำกำไร"

The word translated "unprofitable" means "without reward," that is, nobody owes him anything.

คำแปลว่า "ไม่ทำกำไร" หมายถึง "โดยไม่มีรางวัล" นั่นคือ  ไม่มีใครเป็นหนี้อะไรต่อใคร

Even the rewards we get from the Lord are pure grace!

แม้แต่บำเหน็จรางวัลที่เราได้รับจากพระเจ้าเป็นพระคุณที่บริสุทธิ์!

He does not "owe" them to us because we have only done our duty. [3] 

พระองค์ไม่ได้ให้มัน  "เป็นหนี้" เรา  เพราะเราได้ทำหน้าที่ของเราเท่านั้น

 

Just because you try to follow the Golden Rule and the Ten Commandments does not mean that you have done anything special out of the ordinary.

เพียงเพราะคุณพยายามที่จะทำตามกฎทองและบัญญัติสิบประการ ไม่ได้หมายความว่าคุณได้ทำอะไรพิเศษออกจากเรื่องธรรมดา

 

Romans 12:1 I appeal to you therefore, brothers, by the mercies of God, to present your bodies as a living sacrifice, holy and acceptable to God, which is your reasonable service.

โรม 12:1 ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย   โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า   ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์   เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิตและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน

 

Thankfulness

 การขอบพระคุณ

 

Luke 17:11-19

11 On the way to Jerusalem he was passing along between Samaria and Galilee.

ลูกา17:11-19

11 ตามทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม   พระเยซูเสด็จเลียบระหว่างแคว้นสะมาเรีย   และแคว้นกาลิลี

12 And as he entered a village, he was met by ten lepers, who stood at a distance

12 และขณะที่พระองค์กำลังเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง   มีคนโรคเรื้อนสิบคนมาพบพระองค์ พวกเขายืนอยู่แต่ไกล

13 and lifted up their voices, saying, “Jesus, Master, have mercy on us.”

13 และส่งเสียงร้องว่า “เยซูนายเจ้าข้า   โปรดเมตตาเราเถิด”

14 When he saw them he said to them, “Go and show yourselves to the priests.” And as they went they were cleansed.

14 เมื่อพระองค์เสด็จทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า “จงไปสำแดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด” เมื่อพวกเขากำลังเดินไปก็หายสะอาด

15 Then one of them, when he saw that he was healed, turned back, praising God with a loud voice;

15 คนหนึ่งในพวกนั้นเมื่อเห็นว่าตัวเองหายโรคแล้ว จึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง

16 and he fell on his face at Jesus' feet, giving him thanks. Now he was a Samaritan.

16 และกราบลงที่พระบาทของพระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย

17 Then Jesus answered, “Were not ten cleansed? Where are the nine?

17 พระเยซูจึงตรัสว่า “มีสิบคนหายสะอาดไม่ใช่หรือ   แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน

18 Was no one found to return and give praise to God except this foreigner?”

18 ไม่มีใครกลับมาสรรเสริญพระเจ้า   นอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ”

19 And he said to him, “Rise and go your way; your faith has made you well.”

19 แล้วพระองค์ตรัสกับคนนั้นว่า “จงลุกขึ้นและไปเถิด   ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายปกติแล้ว”

 

            Jesus was still on His way to Jerusalem, and His travels took Him along the border of Samaria and Galilee where He met ten men who were lepers.

        พระเยซูยังคงดำเนินตามเส้นทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และในการเดินทางนั้นพระองค์ดำเนินไปตามชายแดนของแคว้นสะมาเรียและกาลิลี  ที่นั่นพระองค์ทรงพบกับชายสิบคนที่เป็นโรคเรื้อน

These outcasts lived and traveled together because they were rejected by society.

คนที่สังคมรังเกียจเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่และเดินทางร่วมกันเพราะคนในสังคมปฏิเสธไม่ยอมรับพวกเขา

They recognized Jesus because immediately they begged Him for mercy.

พวกเขาจำพระเยซูได้เพราะทันทีทันใดพวกเขาร้องขอความเมตตาจากพระองค์

He commanded them to go see the priest and when they obeyed the command, they were all healed.

พระองค์ทรงรับสั่งให้พวกเขาพบดูปุโรหิตและเมื่อพวกเขาเชื่อฟังพระบัญชา  พวก     เขาหายจากโรคเรื้อนทุกคน

Only one of the ten men was grateful enough to come first to Jesus and thank Him for His merciful gift of healing.

เพียงคนหนึ่งในสิบคนที่รู้สึกสำนึกพระคุณพอและเป็นคนแรกที่มาเฝ้าพระเยซูและขอบคุณพระองค์ที่ทรงเมตตาประทานของขวัญแห่งการรักษา

But the amazing thing is that this man was a Samaritan!

แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือว่าชายคนนี้เป็นชาวสะมาเรีย

Imagine a Samaritan giving thanks to a Jew! 

ลองนึกภาพชาวสะมาเรียที่ขอบพระคุณชาวยิวสิ

Jews were often prejudiced against Samaritans. [4]

ชาวยิวมักมีอคติต่อชาวสะมาเรีย

 

Like Thais are sometime prejudiced against Burmese

เหมือนคนไทยบางครั้งมีอคติกับชาวพม่า

 

But because this one leper, who happened to be a Samaritan, gave thanks, he received an even greater gift: he was saved from his sins.

           แต่เพราะคนโรคเรื้อนนี้ ผู้เกิดมาเป็นชาวสะมาเรียขอบพระคุณ เขาได้รับของขวัญที่ยิ่งใหญ่มากกว่า  เขารอดแล้วจากความบาปของเขา

"Your faith has made you well" can be translated, "Your faith has saved you." 

"ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้าหายดี" สามารถแปลว่า "ความเชื่อของเจ้าช่วยให้เจ้ารอดได้"

Physical healing is a great blessing, but it ends at death; while the blessing of eternal life lasts forever.[5] 

การรักษาทางกายเป็นพระพรที่สำคัญ  แต่มันสิ้นสุดที่ความตาย ในขณะที่พระพรแห่งชีวิตนิรันดร์ดำรงอยู่ตลอดไป

 

The other nine lepers were healed but were not thankful and were not saved. 

คนโรคเรื้อนอีกเก้าคนผู้ที่หายโรค ไม่กล่าวขอบคุณแต่ไม่ได้รับความรอด

Thankfulness should be in the Christian's heart.

การขอบพระคุณควรอยู่ในหัวใจของคริสเตียน

Why do you go to church on Sunday?

ทำไมคุณไปโบสถ์วันอาทิตย์?

Do you go there to worship God and thank Him for all He has done for you?

คุณไปที่นั่นเพื่อนมัสการพระเจ้าและขอบพระคุณพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อคุณ?

Part of your worship is to thank Him.

ส่วนหนึ่งของการนมัสการของคุณคือการขอบพระคุณพระองค์

About the only thing we can give to God is our thanksgiving.

เรื่องเดียวที่เราสามารถถวายแด่พระเจ้าคือการขอบพระคุณพระเจ้าของเรา

How wonderful it is just to thank Him.

มันยอดเยี่ยมเพียงไรแค่เพียงขอบพระคุณพระองค์

We are even to make our requests to God with thanksgiving.

แม้แต่เรายังต้องทูลขอต่อพระเจ้าด้วยการขอบคุณพระเจ้า

We ought to have a thankful heart toward Him.

เราควรจะมีหัวใจขอบพระคุณต่อพระองค์

 

The Gospel or Good News is God loves you.

พระกิตติคุณหรือข่าวประเสริฐคือว่าพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น3:16  พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้   คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

ต้องได้รับของประทานอันนั้น

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์  คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์   นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซู พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า สิ้นพระชนม์เพื่อเราและทรงฟื้นพระ        ชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4

 3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์15:3-4

3เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือ   พระคริสต์ได้วายพระชนม์เพราะบาปของเรา   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา   ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

You can talk to God about your new faith in Him, with a prayer like this: 

คุณสามารถสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อใหม่ในพระองค์ ด้วยการอธิษฐาน   ตามแบบนี้:

Dear Lord, I know I have done wrong and need forgiveness.

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ารู้ว่าได้ทำผิดบาปและจำเป็นต้องได้รับการให้อภัย

Thank You for dying for my sins and for offering me eternal life.

ขอบพระคุณที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของข้าพเจ้าและที่ทรงประทานชีวิตนิ  รันดร์แก่ข้าพเจ้า

Please forgive me of my sins and help me turn from them. I now confess you as   my Savour.

ขอทรงโปรดยกโทษแก่ข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้าหันจากความบาป ตอนนี้ข้าพเจ้า ยอมสารภาพรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

Take control of my life and help me live for Jesus.

ขอทรงควบคุมชีวิตของข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู

Thank You for coming into my life and giving me eternal life. In Jesus name I pray, Amen.

ขอบพระคุณที่ได้เสด็จเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและประทานชีวิตนิรันดร์แก่ ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าทูลขอในพระนามพระเยซูคริสต์ อาเมน

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24

คำสอนนี้เป็คำสอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำชี้แจงพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 

.



     [1] Text Sermons : Greek Word Studies : Remission www.sermonindex.net/modules/articles/index.php?view=article&aid=34779

     [2] Brooks, Garth.  We Bury the Hatchet https://genius.com/Garth-brooks-we-bury-the-hatchet-lyrics

    [3] Wiersbe, Warren.  Wiersbe’s Expository Outlines of the New Testament.

     [4] Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, 188.

     [5] ibid.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top