Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 16 The Right Use of Wealth

ลูกา 16 วิธีใช้ทรัพย์สมติอย่างถูกต้อง

Last time we talked the Parable of the Prodigal Son.  Now Jesus will give us another parable about a dishonest steward that wasted his master’s wealth. 

ครั้งที่แล้วเราพูดถึงอุปมาเรื่องบุตรหายไป  ตอนนี้พระเยซูจะทรงสอนอุปมาอีกเรื่องเกี่ยวกับพ่อบ้านที่ไม่ซื่อสัตย์ซึ่งผลาญสมบัติของเจ้านาย

Everything the steward had belonged to his master. And in his waste, he was wasting his master's goods.

ทุกสิ่งที่พ่อบ้านดูแลนั้นเป็นของเจ้านายของเขา  และในการผลาญครั้งนี้ เขากำลังผลาญทรัพย์สินของเจ้านาย

In the application of this, of course, God has made us stewards and everything that we have really belongs to God.

แน่นอน การนำเรื่องนี้ไปใช้ พระเจ้าทรงสอนให้เราเป็นพ่อบ้านและทุกสิ่งที่เรามีล้วนเป็นของพระเจ้า

Much is said in the Bible about the wise use of wealth.  Jesus teaches on wealth here using a parable.

ในพระคัมภีร์มีคำกล่าวมากมายเรื่องการใช้ทรัพย์สมบัติอย่างฉลาด  พระเยซูทรงสอนเรื่องทรัพย์สมบัติในรูปแบบอุปมา

 

Wasting wealth

การผลาญทรัพย์สมบัติ

Luke 16:1-13

1 He also said to the disciples, “There was a rich man who had a manager, and charges were brought to him that this man was wasting his possessions.

ลูกา 16:1-13

1 พระเยซูตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “เศรษฐีคนหนึ่งมีพ่อบ้าน มีคนมาฟ้องเศรษฐีว่าพ่อบ้านคนนั้นกำลังผลาญสมบัติของท่าน 

2 And he called him and said to him, ‘What is this that I hear about you? Turn in the account of your management, for you can no longer be manager.’

2 เศรษฐีจึงเรียกพ่อบ้านมา บอกกับเขาว่า ‘เรื่องที่เราได้ยินเกี่ยวกับเจ้านั้นเป็นอย่างไรกัน เอาบัญชีพ่อบ้านของเจ้ามา เพราะว่าเจ้าจะเป็นพ่อบ้านต่อไปไม่ได้’

3 And the manager said to himself, ‘What shall I do, since my master is taking the management away from me? I am not strong enough to dig, and I am ashamed to beg.

3 พ่อบ้านคนนั้นจึงคิดในใจว่า ‘ข้าจะทำอะไรดี เพราะข้ากำลังจะถูกนายถอดออกจากหน้าที่แล้ว  จะไปขุดดินก็ไม่มีแรง จะไปขอทานก็อายเขา

4 I have decided what to do, so that when I am removed from management, people may receive me into their houses.’

4 ข้ารู้แล้วว่าจะทำอะไรดี เพื่อว่าเมื่อข้าถูกถอดจากหน้าที่แล้ว คนอื่นๆ จะยังรับข้าไว้ในบ้านของเขา’

5 So, summoning his master's debtors one by one, he said to the first, ‘How much do you owe my master?’

5 คนนั้นจึงเรียกลูกหนี้ของนายมาทีละคน แล้วถามคนแรกว่า ‘ท่านเป็นหนี้นายของข้าพเจ้าเท่าไหร่?

6 He said, ‘A hundred measures of oil.’ He said to him, ‘Take your bill, and sit down quickly and write fifty.’

6 เขาตอบว่า ‘น้ำมันร้อยถัง’ พ่อบ้านจึงบอกเขาว่า ‘ไปเอาบัญชีของท่านมา นั่งลงแล้วแก้เป็นห้าสิบถังเร็วๆ เข้า’ 

7 Then he said to another, ‘And how much do you owe?’ He said, ‘A hundred measures of wheat.’ He said to him, ‘Take your bill, and write eighty.’

7 แล้วเขาก็ถามอีกคนหนึ่งว่า ‘ท่านเป็นหนี้เท่าไหร่’ เขาตอบว่า ‘ข้าวสาลีร้อยกระสอบ’ พ่อบ้านจึงบอกว่า ‘เอาบัญชีของท่านมาแก้เป็นแปดสิบ’ 

8 The master commended the dishonest manager for his shrewdness. For the sons of this world are more shrewd in dealing with their own generation than the sons of light.

8 แล้วเศรษฐีก็ชมพ่อบ้านอสัตย์นั้น เพราะเขาทำด้วยความฉลาด เพราะว่าลูกของยุคนี้รู้จักใช้ความฉลาดกับคนในสมัยของพวกเขามากกว่าลูกของความสว่าง

9 And I tell you, make friends for yourselves by means of unrighteous wealth, so that when it fails they may receive you into the eternal dwellings.

9 เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงทำตัวให้มีมิตรสหายด้วยเงินทองอธรรม เพื่อที่ว่าเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว เขาจะได้ต้อนรับท่านไว้ในที่อาศัยตลอดไป

10 “One who is faithful in a very little is also faithful in much, and one who is dishonest in a very little is also dishonest in much.

10“คนที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมากด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะไม่ซื่อสัตย์ในของมากเช่นกัน

11 If then you have not been faithful in the unrighteous wealth, who will entrust to you the true riches?

11 ดังนั้นถ้าพวกท่านยังไม่ซื่อสัตย์ในเงินทองอธรรมแล้ว ใครจะมอบของเที่ยงแท้ให้แก่ท่าน 

12 And if you have not been faithful in that which is another's, who will give you that which is your own?

12 และถ้าพวกท่านยังไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งที่เป็นของคนอื่นแล้ว ใครจะมอบสิ่งที่เป็นของท่านเองให้แก่ท่าน

13 No servant can serve two masters, for either he will hate the one and love the other, or he will be devoted to the one and despise the other. You cannot serve God and money.”

13 ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะจะเกลียดชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง หรือจะนับถือนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้”

 

The ESV Bible calls him a manager, the KJV calls him a steward.

พะคัมภีร์ฉบับมาตรฐานเรียกเขาว่าผู้จัดการ ฉบับคิงส์เจมส์เรียกเขาว่าพ่อบ้าน

 He was one entrusted with the legal and financial affairs of his master or boss. 

เขาได้รับมอบความไว้วางใจให้ดูแลงานฝ่ายการเงินและกฎหมายของเจ้านายหรือนายจ้างของเขา

Some would suggest that the steward's actions were legal, he was acting as a collections company collecting bad debt, getting some portion of the debt was better than not getting any at all. 

บางคนจะชี้แนะว่าการกระทำของพ่อบ้านถูกต้องตามกฎหมาย  เขากำลัง      ปฏิบัติเหมือนบริษัทที่จัดการติดตามเก็บหนี้เสีย   เรียกชำระหนี้บางส่วนได้    ก็ดีกว่าไม่ได้รับอะไรคืนเลย

But this man is very wasteful and he is really a thief.

แต่ชายคนนี้เป็นคนชอบล้างผลาญและที่แท้เขาเป็นขโมย

Just because Jesus mentions him in a parable doesn’t mean that he is a hero or an example of good behavior.

เพียงเพราะพระเยซูทรงอ้างถึงเขาในคำอุปมา ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็น     วีรบุรุษหรือตัวอย่างของการประพฤติดี

The prodigal son was wasteful. 

  บุตรที่ล้างผลาญเป็นคนมือเติบใช้เงินเปลือง

This steward or manager was also wasteful.

พ่อบ้านหรือผู้จัดการก็เป็นคนมือเติบใช้เงินเปลือง

And many people today are wasting time and wasting money. และทุกวันนี้คนมากมายกำลังผลาญเวลาและผลาญเงิน

Even wasting their whole lives.

แม้กระทั่งใช้ชีวิตของพวกเขาเปลืองเปล่า

When the transmission went out on our car.

เมื่อระบบเครื่องยนต์ไม่ส่งผ่าน  เครื่องยนต์รถเราก็ดับ

A kind friend, a brother in the Lord and his wife, loaned us their second car.

เพื่อนคนหนึ่งใจดี พี่น้องในองค์พระเจ้าและภรรยาของเขา ให้เรายืมใช้รถคันที่สอง ของพวกเข

We took good care of that car in the weeks that we drove it. 

เราดูแลรักษารถคันนั้นอย่างดีระหว่างสัปดาห์ที่เอาเราเอารถเขาไปขับ

We ought to view more of our possessions in that way. 

เราควรจะดูแลทรัพย์สินของเราแบบนั้น

God is the owner and we have things on loan from Him.

พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของและเรามีทรัพย์สินที่พระองค์ทรงให้เรายืมมาใช้

We need to take good care of the things He has trusted us with, using it for the     good of others and for the glory of God. 

เราจำเป็นต้องดูแลสิ่งของต่างๆ  ที่พระองค์ทรงไว้ใจมอบให้เรา  จงใช้เพื่อ    ประโยชน์ต่อผู้อื่น และเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า

One day we will give an account for what we have done with what God  entrusted us with.

วันหนึ่งเราจะต้องให้การของตัวเองในสิ่งที่เราได้ทำกับทรัพย์สินที่พระเจ้าทรง        ไว้ใจมอบให้เราเอามาใช้

For believers, money is to be used for God’s purposes.

สำหรับผู้เชื่อทั้งหลาย  เงินทองควรใช้เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้า

Our Lord said that we should lay up for ourselves treasures in heaven.

พระเจ้าของเราตรัสว่าเราควรสะสมทรัพย์สมบัติของเราไว้ในสวรรค์

We should be wise in the way we use the money God trusts us with. 

เราควรฉลาดในการใช้เงินที่พระเจ้าทรงไว้วางใจมอบให้เรา

 

The steward was told he would lose his job.

พ่อบ้านถูกตักเตือนว่าเขาอาจจะตกงานนะ

He could not change he had done, but he could prepare for the future.

เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาได้ทำ  แต่เขาสามารถเตรียมตัวเพื่ออนาคต

He did so by making friends of his master’s debtors so that they would take him   in when his master fired him.

เขากระทำโดยการเป็นมิตรกับลูกหนี้ของเจ้านาย  เพื่อว่าพวกเขาจะรับเขาไว้เมื่อ     เจ้านายปลดเขาออกจากงาน

He gave each of them a generous discount, provided they paid right away and       they were glad to do so.

เขามอบส่วนลดอย่างมีน้ำใจให้แต่ละคน  หวังว่าพวกเขาจ่ายเงินให้ทันที และพวก  เขายินดีที่จะทำดังนั้น

His master complimented him on his wise plan.

เจ้านายของเขาชมเชยเขาว่าวางแผนอย่างฉลาด

 Jesus did not compliment the steward for robbing his master or for encouraging   others to be dishonest. 

พระเยซูไม่ทรงชมเชยพ่อบ้านที่ขโมยเงินของเจ้านาย  หรือหนุนใจคนอื่นไม่ให้       สัตย์ซื่อ

Jesus complimented the man for his wise use of time and opportunity in      preparation for the future. [1]

   พระเยซูทรงชมเชยชายหนุ่มที่ฉลาดใช้เวลาและโอกาสในการเตรียมการเพื่อ อนาคต

 

  The application vv. 9-13

  การนำไปประยุกต์ใช้ ข้อ 9-13

Jesus gave three applications, based on the parable of the steward.                          

พระเยซูทรงให้คำแนะนำไปประยุกต์ใช้ 3 อย่าง ตามอุปมาเรื่องของพ่อบ้าน

First, Jesus tells us to use our opportunities wisely.

ประการแรก พระเยซูทรงสอนเราให้ใช้โอกาสอย่างฉลาด

Our days are numbered, our time will run out.  

ทรงนับวันของเราแล้ว เวลาของเราใกล้จะหมดลง

So while we have the opportunity, we need to invest our time and money in making friends for the Lord.

ดังนั้น เมื่อเรามีโอกาส  เราจำเป็นต้องลงทุนเวลาและเงินทองในการสร้างสาวกเพื่อพระเจ้า

This means leading people to Jesus personally.  It means praying for and giving    to missionaries and to your local church to help spread the gospel.

นี่หมายความว่านำคนมากมายมาหาพระเยซูเป็นส่วนตัว  มันหมายความว่า   อธิษฐานเผื่อและมอบเงินให้แก่มิชชันนารีและแก่คริสตจักรท้องถิ่นเพื่อประกาศ ข่าวประเสริฐ

   Second, God wants us to be faithful and not wasteful.  God will not entrust His riches to individuals or ministries that waste money and will not give an honest accounting to those who have supported them. [2]

ประการที่สอง พระเจ้าทรงต้องการให้เราสัตย์ซื่อและไม่ล้างผลาญ  พระเจ้าไม่ทรงมอบทรัพย์สมบัติของพระองค์แก่แต่ละคน  หรือพันธกิจที่ผลาญเงินทองและ     จะไม่ลงบัญชีรับจ่ายอย่างสัตย์ซื่อแก่บรรดาคนที่สนับสนุนพวกเขา

Third, the Lord tells us to be completely devoted to God and to be single-minded. We cannot love or serve two masters, just as we cannot walk in two directions at          one time. If we choose to serve money, then we cannot serve God. If we choose             to serve God, then we will not serve money.

ประการที่สาม พระเจ้าทรงตรัสว่าให้เราอุทิศตัวต่อพระเจ้าและเป็นคนใจเดียว  เราไม่สามารถรักหรือปฏิบัติต่อนายสองคน  เหมือนที่เราไม่สามารถเดินไป  สองทิศทางได้ในเวลาเดียวกัน ถ้าเราเลือกที่จะปฏิบัติด้านเงินทอง  แล้วเราไม่ สามารถรับใช้พระเจ้าได้   ถ้าเราเลือกที่จะรับใช้พระเจ้า แล้วเราไม่สามารถปฏิบัติ           ด้านเงินทองได้

If Jesus is your Lord, then money will be only a tool, to use in pursuing the will    of God. But if God is not your Master, then you will become a slave to money.       You will be wasting your life instead of wisely investing, and you will not be  bringing friends with you into the Kingdom of God.

ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าของคุณ แล้วเงินทองจะเป็นพียงเครื่องมือเท่านั้น  เพื่อ    ใช้มันในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า  แต่ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเป็นเจ้านายของ    คุณ แล้วคุณจะเป็นทาสของเงินทอง  คุณจะใช้ชีวิตสูญเปล่าแทนที่จะเป็นการ     ลงทุนที่ฉลาด  แล้วคุณจะไม่ได้นำเพื่อนเข้ามาในแผ่นดินของพระเจ้าได้

Be a wise steward. There are souls to be saved, and God wants to use you, your money, your time and your prayers.

จงเป็นผู้อารักขาที่ฉลาด มีจิตวิญญาณมากมายที่ต้องการความรอด  และพระเจ้า       ทรงต้องการใช้คุณ  เงินทองของคุณ  เวลาของคุณและคำอธิษฐานของคุณ

Giving God 10 percent of your income is a good start in your faithful stewardship, but we must remember that God should control what you do with      the remaining 90 percent as well.

การถวายพระเจ้าสิบเปอร์เซ็นต์จากรายได้ของคุณเป็นการเริ่มต้นที่ดีดูแลการเงินที่สัตย์ซื่อของคุณ   แต่เราต้องจดจำว่าพระเจ้าจะทรงควบคุมสิ่งที่คุณใช้เงินที่เหลืออีก         เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วย

We are also managers of our time.  We have limited amounts of money and a limited amount of time. Are you making good use of your time?  [3]พวกเรายังเป็นนักจัดการเวลาด้วย  เรามีเงินทองจำกัดและเวลาก็จำกัด  คุณกำลังใช้         เวลาให้เป็นประโยชน์ไหม

 

Ephesians 5:15-16

15Look carefully then how you walk, not as unwise but as wise,

เอเฟซัส 5:15-16

15เพราะฉะนั้น  จงระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี   อย่าเหมือนคนไร้ปัญญา   แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา

16making the best use of the time, because the days are evil.

16จงใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์   เพราะว่าทุกวันนี้เป็นยุคสมัยที่ชั่วร้าย

 

Not to be legalistic or meddlesome, but how much time do you spend in Bible reading and prayer each day?  How does it compare with the amount of television you watch?

ไม่ใช่เป็นพวกยึดตามกฎหรือชอบยุ่งเรื่องคนอื่นนะ  แต่คุณใช้เวลานานแค่ไหนในการอ่านและอธิษฐานแต่ละวัน  มันเปรียบเทียบกันได้ไหมกับเวลาที่คุณใช้ดูทีวี

God has also given each us one or more spiritual gifts.  He expects you and I to     use those gifts to serve others and bring Him glory.

พระเจ้าทรงให้เราแต่ละคนมีของประทานอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง  พระองค์ทรง  คาดหวังว่าคุณและฉันจะใช้สิ่งของเหล่านั้นเพื่อรับใช้ผู้อื่นและถวายพระสิริแด่   พระองค์

 

1 Peter 4:10 As each has received a gift, use it to serve one another, as good stewards of God's varied grace:

1เปโตร​ 4:10 ตามที่แต่ละคนได้รับของประทาน  ก็ให้ใช้ของประทานนั้นปรนนิบัติกันและกัน   ดังเช่นผู้รับมอบฉันทะที่ดีเกี่ยวกับพระคุณนานาประการของพระเจ้า

 

We must use the gifts and abilities God gave us to serve others. Pastor Warren Wiersbe explains this way: “The thief says, “What’s yours is mine—I’ll take it!”

เราต้องใช้ของประทานและความสามารถที่พระเจ้าทรงประทานเพื่อรับใช้ผู้อื่น อาจารย์วอร์เร็น เวียสเบ้ อธิบายไว้ดังนี้ “ โจรบอกว่า “สิ่งที่เป็นของคุณนั้นเป็นของผม  --ผมจะยึดมันไว้”

The selfish man says, “What’s mine is mine—I’ll keep it!” But the   Christian must say, “What’s mine is a gift from God—I’ll share it!”

“ คนเห็นแก่ตัวบอกว่า “สิ่งที่เป็นของคุณนั้นเป็นของผม  --ผมจะเก็บมันไว้”แต่คริสเตียนต้องพูดว่า “สิ่งที่เป็นของคุณนั้นเป็นของประทานจากพระเจ้า  --ผมจะ     แบ่งปันเอง”

We are stewards and we must use our abilities to win the lost, encourage the saints, and meet the needs of hurting people.” [4]

เราเป็นผู้อารักขา และเราต้องใช้ความสามารถของเราเพื่อนำคนที่หลงหายกลับมา  หนุนน้ำใจผู้ชอบธรรม  และสนองความช่วยเหลือแก่คนที่เจ็บปวด”

Lastly, God’s people are stewards of the Gospel                                                        

สุดท้าย ประชากรของพระเจ้าเป็นผู้อารักขาข่าวประเสริฐ

1 Thessalonians. 2:4 but just as we have been approved by God to be entrusted with the gospel, so we speak, not to please man, but to please God who tests our hearts.

1เธสะ​โลนิกา​ 2:4 แต่ว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบที่จะมอบข่าวประเสริฐไว้กับเรา   เราจึงประกาศไป   ไม่ใช่เพื่อให้เป็นที่พอใจของมนุษย์   แต่ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า   ผู้ทรงชันสูตรใจเรา

 

God has committed the spread of the gospel to us.  Like this steward, we will one day have to give an account of our stewardship. If we are faithful, the Lord will give us more responsibility and His reward. [5]

พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราเผยแพร่ข่าวประเสริฐ  เหมือนดังพ่อบ้านคนนี้ วันหนึ่งพวกเราต้องให้การของเราเองในฐานะผู้อารักขา  ถ้าเราสัตย์ซื่อ พระเจ้าจะทรงประทานความรับผิดชอบ และบำเหน็จจากพระองค์แก่เรามากขึ้น

 

Matthew 25:21 His master said to him, ‘Well done, good and faithful servant. You have been faithful over a little; I will set you over much. Enter into the joy of your master.’

มัทธิว​ 25:21 นายจึงตอบว่า   'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์   เจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของจำนวนมาก   เจ้าจงร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด'

1 Corinthians 3:13-14

13each one's work will become manifest, for the Day will disclose it, because it will be revealed by fire, and the fire will test what sort of work each one has done.

1 ​โครินธ์3:13-14

13การงานของแต่ละคนก็จะปรากฏให้เห็น   เพราะวันพิพากษานั้น จะสำแดงให้เห็น คือจะถูกเผยให้เห็นด้วยไฟ   และไฟนั้นจะพิสูจน์ว่าการงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร

14If the work that anyone has built on the foundation survives, he will receive a reward.

14ถ้าการงานของใครที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้   คนนั้นก็จะได้บำเหน็จ

 

Don’t Covet Wealth and Don’t Divorce

อย่าโลภทรัพย์สมบัติและอย่าทำการหย่าร้าง

In the parable Jesus taught the disciples to be good stewards of wealth, then in 14-18 he is critical of the Pharisee's being hypocritical, that covered up their       greedy hearts. 

ในคำอุปมาพระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกให้เป็นผู้อารักขาทรัพย์สมบัติที่ดี  แล้วในข้อ14-18 พระองค์ทรงตำหนิพวกฟาริสีว่าเป็นคนหน้าซื่อใจคด ที่แสร้งปกปิดจิตใจ     โลภของพวกเขา

 

Luke 16:14-18

 14 The Pharisees, who were lovers of money, heard all these things, and they ridiculed him.

ลูกา 16:14-18

14พวกฟาริสีที่เห็นแก่เงินเมื่อได้ยินคำเหล่านั้นแล้ว   จึงเยาะเย้ยพระองค์

15 And He said to them, “You are those who justify yourselves before men, but God knows your hearts. For what is exalted among men is an abomination in the sight of God.

15 แต่พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า   “พวกท่านทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์   แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน     เพราะว่าสิ่งที่มีคุณค่าสูงในหมู่มนุษย์   ก็เป็นที่เกลียดชังในสายพระเนตรของพระเจ้า  

16 “The Law and the Prophets were until John; since then the good news of the kingdom of God is preached, and everyone forces his way into it.

16“มีเพียงธรรมบัญญัติและผู้เผยพระวจนะจนกระทั่งยอห์นมาปรากฏ   ตั้งแต่นั้นมาเขาประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า   และทุกคนก็พยายามแย่งชิงกันเข้าไปในแผ่นดินนั้น

17 But it is easier for heaven and earth to pass away than for one dot of the Law to become void.

17 ถึงกระนั้น ฟ้าและดินจะล่วงไปก็ยังง่ายกว่าขีด ขีดหนึ่งในธรรมบัญญัติหลุดหายไป

18 “Everyone who divorces his wife and marries another commits adultery, and he who marries a woman divorced from her husband commits adultery.

18 “ผู้ที่หย่าภรรยาของตน แล้วไปมีภรรยาใหม่ก็ผิดประเวณี   และคนที่รับหญิงซึ่งสามีหย่าแล้วมาเป็นภรรยาของตนก็ผิดประเวณีด้วย

  

God knew the hearts of the Pharisees. God knows your heart. God knows my heart. We can put up a front with each other but not with God. The Pharisees believed that wealth was a sign of God’s blessing, so they laughed at Jesus and      what He taught.

พระเจ้าทรงทราบจิตใจของพวกฟาริสี  พระเจ้าทรงทราบจิตใจของพวกคุณ  พระเจ้ทรงทราบจิตใจของฉัน  เราอาจเสแสร้งต่อหน้ากันและกันได้แต่ไม่ใช่ต่อพระ   เจ้า  พวกฟาริสีเชื่อว่าความมั่งคั่งเป็นสัญญาณแห่งพระพรจากพระเจ้า  ดังนั้นพวก           เขาจึงหัวเราะเยาะพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงสอน   

         They were trying to serve two masters---the Lord and their money—and this is impossible to do. Either we serve money, or we serve God.   It is not a sin to be wealthy, for godly men like David and Abraham were wealthy, nor is it a sin to   enjoy one’s wealth; but it is a sin to have the world’s attitude toward wealth and  fail to use wealth to the glory of God.

            พวกเขาพยายามรับใช้ปรนนิบัตินายทั้งสอง –พระเจ้าและเงินทอง—และมันเป็นไป            ไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้น  เราจะปรนนิบัติเงินทองหรือเราปรนนิบัติพระเจ้า  ไม่ใช่เป็น  บาปที่เรามั่งคั่ง เพราะว่าผู้ที่เคร่งครัดในพระเจ้าอย่างดาวิดและอับราฮัมต่างก็มั่งคั่ง          ไม่ใช่เป็นบาปที่เราชื่นชอบความมั่งคั่ง  แต่มันจะเป็นบาปเมื่อเรามีทัศนคติทางโลก     ต่อความมั่งคั่งและไม่ได้ใช้ความมั่งคั่งเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า

The Pharisees were rejecting the ministry of Jesus Christ and would ultimately ask Pilate to have Him crucified. The Pharisees prided themselves in their faithful obedience to the Law of Moses, but they did not receive the Savior that Moses wrote about.

พวกฟาริสีกำลังต่อต้านพันธกิจรับใช้ของพระเยซูคริสต์ และรบพวกเขาถึงที่สุดให้   ปิลาตนำไปตรึงไว้บนไม้กางเขนพระองค์  พวกฟาริสีหยิ่งทะนงในความเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อต่อบทบัญญัติของโมเสส  แต่พวกเขาไม่ได้ต้อนรับพระผู้ช่วยให้รอดตามที่โมเสสได้เขียนบันทึกไว้

                    Why did Jesus talk about divorce and remarriage when His basic discussion was  about covetousness? [6]

                    ทำไมพระเยซูตรัสเรื่องการหย่าร้างและการแต่งงานใหม่  เมื่อพื้นฐานคำอภิปราย    ของพระองค์กล่าวถึงเรื่องความโลภ

  

   The scribes and Pharisees were divided on this question, and perhaps they wanted to argue with Jesus about it.

   พวกอาลักษณ์และฟาริสีเห็นไม่ตรงกันในคำถามนี้  และบางทีพวกเขาต้อง   การที่จะถกปัญหานี้กับพระเยซู

Some of the Jews believed divorce was okay while others were very strict in their views of divorce and remarriage.

ชาวยิวบางคนเชื่อว่าการหย่าร้างทำได้ในขณะที่คนอื่นๆ เข้มงวดในทัศนะเรื่องการ หย่าร้างและการแต่งงานใหม่ 

Jesus had spoken about this subject before, so it was not a new teaching.  He  spoke on this subject, to these men who were under the Law, because they were    not truly keeping the Laws of God. 

พระเยซูเคยตรัสเรื่องนี้มาก่อนหน้าแล้ว  ดังนั้นมันไม่ใช่เป็นคำสอนใหม่ของพระองค์  พระองค์ได้ตรัสเรื่องนี้ แก่บรรดาคนทั้งหลายที่อยู่ใต้บทบัญญัติ      เพราะว่าพวกเขาไม่ได้รักษาบทบัญญัติของพระเจ้าอย่างจริงจัง

Jesus spoke elsewhere on divorce and the Bible addresses this subject in several other places.

พระเยซูตรัสในที่อื่นๆ เรื่องการหย่าร้าง  และพระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้ในหลาย       แห่งหลายตอน

 

Matthew 5:31-32 31“It was also said, ‘Whoever divorces his wife, let him give her a certificate of divorce.’

   มัทธิว5:31-32

31“ยังมีคำกล่าวไว้ว่า ‘ถ้าใครจะหย่าภรรยาก็ให้ทำหนังสือหย่าให้กับภรรยานั้น

32 But I say to you that everyone who divorces his wife, except on the ground of sexual immorality, makes her commit adultery. And whoever marries a divorced woman commits adultery.

32เราบอกท่านทั้งหลายว่า   ถ้าใครจะหย่าภรรยา  เพราะเหตุอื่นนอกจากการมีชู้  คนนั้นก็จะเป็นเหตุให้หญิงนั้นผิดศีลล่วงประเวณี และถ้าใครแต่งงานกับหญิงที่หย่าแล้วนั้น คนนั้นก็ผิดศีลล่วงประเวณีด้วย

Matthew 19:3-9 3And Pharisees came up to him and tested him by asking, “Is it lawful to divorce one's wife for any cause?”

มัทธิว 19:3-9

3 พวกฟาริสีมาทดลองพระองค์โดยทูลถามว่า “ผู้ชายจะหย่าภรรยาของเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมบัญญัติหรือไม่?”

4 He answered, “Have you not read that he who created them from the beginning made them male and female,

4 พระองค์ตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลายไม่ได้อ่านหรือว่า พระผู้ทรงสร้างมนุษย์แต่เดิมนั้นทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง5

and said, ‘Therefore a man shall leave his father and his mother and hold fast to his wife, and they shall become one flesh’?

5 และตรัสว่า‘เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจะละบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน’

6 So they are no longer two but one flesh. What therefore God has joined together, let not man separate.”

6 ด้วยเหตุนี้เขาทั้งสองจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย””

7 They said to him, “Why then did Moses command one to give a certificate of divorce and to send her away?”

7พวกเขาจึงถามพระองค์ว่า “ถ้าอย่างนั้นทำไมโมเสสสั่งให้ทำหนังสือหย่าให้ภรรยา แล้วก็หย่าได้”

8 He said to them, “Because of your hardness of heart Moses allowed you to divorce your wives, but from the beginning it was not so.

8พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “โมเสสยอมให้ท่านทั้งหลายหย่าภรรยา เพราะใจของท่านแข็งกระด้าง แต่เมื่อเดิมไม่ได้เป็นอย่างนั้น

9 And I say to you: whoever divorces his wife, except for sexual immorality, and marries another, commits adultery.”

9 เราขอบอกท่านทั้งหลายว่า ใครก็ตามที่หย่าภรรยาของตน แล้วไปมีภรรยาใหม่ก็ผิดประเวณี เว้นแต่ว่านางเป็นชู้กับชายอื่น”  

I Corinthians 7:10-11 

10To the married I give this charge (not I, but the Lord): the wife should not separate from her husband

1 ​โครินธ์ 7:10-11

10ส่วนคนที่แต่งงานแล้ว ข้าพเจ้าขอสั่ง ไม่ใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า อย่าให้ภรรยาแยกจากสามี

11(but if she does, she should remain unmarried or else be reconciled to her husband), and the husband should not divorce his wife.

11แต่ถ้านางแยกจากสามีแล้ว ก็อย่าให้นางแต่งงานใหม่ หรือไม่ก็ให้นางคืนดีกับสามี และอย่าให้สามีหย่าภรรยาเลย

 

God wants you to be faithful with your money and if you are married He wants you to be faithful in your marriage.  One of the primary principles of the family unit is that it involves a commitment ordained by God for the lifetime of the members.

พระเจ้าทรงต้องการให้คุณสัตย์ซื่อในการใช้เงินของคุณ  และถ้าคุณแต่งงานแล้วพระองค์ทรงต้องการให้คุณสัตย์ซื่อต่อชีวิตสมรสของคุณด้วย หลักการข้อหนึ่งของหน่วยครอบครัวคือว่า มันรวมถึงคำสัญญาที่ประกาศต่อพระเจ้าว่าคุณจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันตลอดชั่วชีวิต

The husband and wife are responsible for holding it together, the current attitude of our culture notwithstanding. Although divorce is sought and granted much too easily in our society, the Bible tells us that God hates divorce.

สามีและภรรยาต้องรับผิดชอบต่อการยึดมั่นอยู่ด้วยกัน  แม้แต่เป็นทัศนคติปัจจุบันของวัฒนธรรมของเรา  ถึงแม้การหย่าร้างจะพบได้และยอมรับง่ายมากในสังคม    ของเรา  พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังการหย่าร้าง

 

Malachi 2:13-18

13 And this second thing you do. You cover the LORD's altar with tears, with weeping and groaning because he no longer regards the offering or accepts it with favor from your hand.

มาลาคี 2:13-18

13 และพวกท่านได้ทำอย่างนี้อีกด้วย คือท่านเอาน้ำตารดทั่วแท่นบูชาของพระยาห์เวห์ ร้องไห้คร่ำครวญเพราะพระองค์ไม่สนพระทัยหรือรับเครื่องบูชาด้วยชอบพระทัยจากมือของท่านอีกแล้ว

14 But you say, “Why does he not?” Because the LORD was witness between you and the wife of your youth, to whom you have been faithless, though she is your companion and your wife by covenant.

14พวกท่านถามว่า “เหตุใดพระองค์จึงไม่รับเพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพยานระหว่างท่านกับภรรยาคนที่ท่านได้เมื่อหนุ่มนั้น แม้ว่านางเป็นคู่เคียงของท่านและเป็นภรรยาของท่านตามพันธสัญญา ท่านก็ทรยศต่อนาง 

15 Did he not make them one, with a portion of the Spirit in their union? And what was the one God seeking? Godly offspring. So guard yourselves in your spirit, and let none of you be faithless to the wife of your youth.

15 แต่ไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติจะทำอย่างนี้ ผู้มีสตินั้นย่อมประสงค์อะไร? ย่อมประสงค์ลูกหลานที่เชื่อฟังพระเจ้า ดังนั้นจงระวังตัวให้ดี อย่าให้ผู้ใดทรยศต่อภรรยาคนที่ได้เมื่อหนุ่มนั้น 

16 “For the man who hates and divorces, says the LORD, the God of Israel, covers his garment with violence, says the LORD of hosts. So guard yourselves in your spirit, and do not be faithless.”

16 พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสว่า “เพราะว่าเราเกลียดชังการหย่าร้าง และความทารุณ พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้แหละ เพราะฉะนั้น จงระวังตัวให้ดี อย่าเป็นคนทรยศ”

             

           Do you need prayer for your marriage?  Do you need to make a decision regarding your stewardship of money?  Have you given Jesus your heart?

 คุณจำเป็นต้องอธิษฐานเผื่อการสมรสของคุณไหม  คุณจำเป็นต้องตัดสินใจ   เรื่องการดูแลรักษาเงินทองของคุณไหม คุณได้มอบจิตใจถวายพระเยซูไหม  

We have all sinned and deserve God's judgment.

เราทุกคนล้วนทำบาปและสมควรรับการลงโทษจากพระเจ้า

God, the Father, sent His only Son to satisfy that judgment for those who believe in Him. Jesus, the creator and eternal Son of God, who lived a sinless      life, loves us so much that He died for our sins, taking the punishment that we deserve, He was buried, and rose from the dead according to the Bible.

พระเจ้า  พระบิดาทรงส่งพระบุตรองค์เดียวเพื่อรับโทษการพิพากษานั้นแทนบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์ พระเยซู พระผู้สร้างและพระบุตรองค์นิรันดร์ของพระ เจ้า  ผู้ทรงพระชนม์ปราศจากบาป ทรงรักพวกเรามากจนทรงยอมสิ้นพระชนม์เพื่อ         เรา  ทรงรับแบกการลงโทษที่เราสมควรได้รับนั้น  พระองค์ทรงถูกฝังไว้และทรง          ฟื้นคืนพระชนม์จากตายตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้

If you truly believe and trust in your heart, receiving Jesus alone as your Savior, yielding to Jesus as Lord, you will be saved from judgment and spend eternity with God in heaven.

ถ้าคุณเชื่อและไว้วางใจพระเจ้าจริงๆ   ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแต่       เพียงองค์เดียว  ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า คุณจะได้รอดพ้นจากการ    พิพากษาและมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าในสวรรค์

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved. 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ฉบับ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 

 



     [1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 239.

     [2]. ibid., 240

     [3] ibid.

     [4] ibid., 241.

     [5] Ibid.

     [6] Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, 186.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top