Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 14 Jesus Goes to Dinner at the Home of a Pharisee and Gives Parables

ลูกาบทที่ 14 พระเยซูเสด็จไปงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่บ้านของฟาริสีและทรงเล่าอุปมา

Last time, we talked about Jesus teaching the parables of the mustard seed and the leaven which taught how that the Kingdom of God can start out small and continue to grow larger and larger. 

ครั้งที่แล้ว เราได้พูดเรื่องพระเยซูทรงเล่าอุปมาเรื่องเมล็ดมัสตาร์ดและเชื้อขนม ซึ่งสอนว่าแผ่นดินของพระเจ้าสามารถเริ่มเติบโตจากขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ได้

Also Jesus pictured the kingdom as a great feast, with the patriarchs and prophets as honored guests.  

นอกจากนี้พระเยซูทรงให้เราเห็นภาพแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนงานเลี้ยงใหญ่  โดยมีพวกบรรพบุรุษและศาสดาพยากรณ์เป็นแขกรับเชิญที่มีเกียรติ  

But many of the people who were invited waited too long to respond; and, when they arrived at the banquet hall, it was too late, and the door was shut.   

แต่บรรดาคนที่รับเชิญหลายคนรอนานเกินไปที่จะตอบสนอง  และก็สายเกินไปเมื่อพวกเขามาถึงที่ห้องจัดเลี้ยงและประตูก็ปิดแล้ว

            Luke is the only one who records this event of Jesus going out to dinner at the home of one of the Pharisees, and of His giving His host and guests a lesson in being polite in the parable of the wedding feast.

            ลูกาเป็นคนเดียวที่บันทึกเหตุการณ์นี้ที่พระเยซูเสด็จไปเสวยพระกระยาหารค่ำที่บ้านของพวกฟาริสีคนหนึ่ง และพระองค์ทรงตรัสอย่างสุภาพต่อเจ้าภาพและแขกผู้รับเชิญเป็นคำอุปมาเรื่องพิธีเลี้ยงฉลองแต่งงาน

Also, there are two other parables in this chapter that are in no other Gospel, the building of a tower and a king preparing to make war, which both relate to discipleship. He concludes with the parable of the salt that loses its flavor.[1]

นอกจากนี้ยังมีอุปมาอีกสองเรื่องในบทนี้ที่ไม่ปรากฏในพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ  การสร้างหอให้ยอดเทียมฟ้า และกษัตริย์เตรียมความพร้อมทำสงคราม ซึ่งทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับการสร้างสาวก   พระองค์ทรงสรุปด้วยอุปมาเรื่องเกลือที่ขาดรสชาติ

Jesus was fully aware of what was in men’s hearts.  He knows your heart, He knows mine.  

พระเยซูทรงตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของคน  พระองค์ทรงรู้จิตใจของพวกคุณพระองค์ทรงรู้จิตใจของผม

 

John 2:23-25 23 Now when he was in Jerusalem at the Passover Feast, many believed in his name when they saw the signs that he was doing.

ยอห์น 2:23-25 23 ขณะพระองค์ประทับที่กรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกานั้น มีคนจำนวนมากวางใจในพระนามของพระองค์ เพราะพวกเขาเห็นหมายสำคัญที่พระ

องค์ทรงทำ

24 But Jesus on his part did not entrust himself to them, because he knew all people

24 แต่ส่วนพระเยซูเองไม่ได้วางพระทัยคนเหล่านั้น

25 and needed no one to bear witness about man, for he himself knew what was in man.

25 เพราะพระองค์ทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน และพระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีใครมาเป็นพยานเรื่องมนุษย์ เพราะพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรอยู่ในตัวมนุษย์

Hebrews 4:12 For the word of God is living and active, sharper than any two-edged sword, piercing to the division of soul and of spirit, of joints and of marrow, and discerning the thoughts and intentions of the heart.

ฮีบรู 4:12 เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ  ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย

Jeremiah 17:9-10 9The heart is deceitful above all things, and desperately sick; who can understand it?

เยเรมีย์ 17:9-10 จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมดมันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียวใครจะรู้จักใจนั้นเล่า?

10 I the LORD search the heart and test the mind, to give every man according to his ways, according to the fruit of his deeds.”

10“เราคือพระยาห์เวห์ตรวจค้นดูจิตและทดสอบดูใจ เพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขาตามผลแห่งการกระทำของเขา”

 

So, Jesus as He dealt with the scribes and Pharisees was never caught off guard.

            ดังนั้นเมื่อพระเยซูทรงสนทนากับพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ก็มีคนที่เฝ้าคอยจับผิดพระองค์

In fact, instead of them judging Jesus, it was Jesus who passed judgment on them when they least expected it. 

ที่จริงแทนที่พวกเขาจะตัดสินพระเยซู. พระเยซูต่างหากที่จะทรงนำการพิพากษามาสู่พวกเขาในขณะที่พวกเขาไม่ทันคาดคิด

Here were people pretending to be very religious but were not at all concerned with needs of people.    

นี่คือพวกคนที่แสร้งทำว่าเคร่งศาสนามากแต่ไม่ได้ห่วงใยความต้องการของคน

 

1 One Sabbath, when he went to dine at the house of a ruler of the Pharisees, they were watching him carefully.

1 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านผู้นำคนหนึ่งของพวกฟาริสี ในวันสะบาโตเพื่อทรงร่วมโต๊ะอาหาร พวกเขาก็คอยดูพระองค์

2 And behold, there was a man before him who had dropsy.

2 นี่แน่ะ มีคนหนึ่งเป็นโรคบวมน้ำมาอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์

3 And Jesus responded to the lawyers and Pharisees, saying, “Is it lawful to heal on the Sabbath, or not?”

3 พระเยซูจึงตรัสถามพวกผู้เชี่ยวชาญบัญญัติและพวกฟาริสีว่า “ถ้าจะรักษาคนป่วยในวันสะบาโตผิดบัญญัติหรือไม่?”

4 But they remained silent. Then he took him and healed him and sent him away.

4 พวกเขาก็นิ่งอยู่ พระองค์ทรงดึงตัวคนนั้นและทรงรักษาเขาให้หาย แล้วก็ปล่อยเขาไป

5 And he said to them, “Which of you, having a son or an ox that has fallen into a well on a Sabbath day, will not immediately pull him out?”

5 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ใครในพวกท่านถ้ามีลูกหรือวัวตกบ่อ จะไม่รีบฉุดขึ้นมาในวันสะบาโตหรือ?”

6 And they could not reply to these things.

6 และพวกเขาตอบข้อนี้ไม่ได้

Dropsy is an old term for edema, swelling with excess water in the legs often associated with congestive heart failure.

            โรคบวมน้ำเป็นคำเก่าสำหรับอาการบวมน้ำ  บวมเพราะมีน้ำมากเกินที่ขามักจะเกี่ยวเนื่องกับอาการหัวใจวาย

Sharing meals was an important part of Jewish life, and it became an important part of church life.  

            การร่วมรับประทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตชาวยิว และมันก็กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคริสเตียน

 

Acts 2:46 And day by day, attending the temple together and breaking bread in their homes, they received their food with glad and generous hearts,

กิจการ 2:46 ทุกๆวัน พวกเขาอุทิศตัวอยู่ด้วยกันในพระวิหารและหักขนมปังตามบ้านของพวกเขา รับประทานอาหารร่วมกันด้วยความชื่นชมยินดีและจริงใจ

 

            Eating together can build friendship. It is good for developing relationships and enjoying one another’s company.

            การรับประทานอาหารร่วมกันสามารถสร้างมิตรภาพ  มันดีสำหรับการพัฒนาความ

สัมพันธ์และสนุกสนานกับคนอื่นๆ

But when Jesus was a guest at a meal, on a Sabbath day, He saw some things that grieved His heart, and He spoke about them. [2]      

แต่เมื่อพระเยซูทรงเป็นแขกรับเชิญไปเสวยพระกระยาหาร ในวันสะบาโต พระองค์ทอดพระเนตรเห็นบางอย่างที่ทำให้พระองค์เสียพระทัย และพระองค์ตรัสเรื่องเหล่านั้น

Dr. J. Vernon McGee said, “I must confess that if a Pharisee had asked me to come to dinner for the purpose of spying on me, I would have refused.” [3]

            ดร.เจ.เวอร์นอน กล่าวว่า "ผมต้องสารภาพว่าถ้าฟาริสีคนหนึ่งเชิญผมมรับประทานอาหารค่ำเพื่อวัตถุประสงค์จะสอดแนมผม  ผมคงได้ปฏิเสธไป"

Jesus healed the man and silenced His accusers.

พระเยซูทรงรักษาชายคนนั้นให้หายโรค และพระองค์ทรงทำให้พวกที่กล่าวหาพระองค์เงียบกริบ

What a pity that people even today show more concern about protecting animals than they do helping human beings!

ช่างน่าสงสารแม้กระทั่งทุกวันนี้คนเราแสดงความห่วงใยเรื่องการปกป้องสัตว์มากขึ้นกว่าที่พวกเขาจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์!

Once again, Jesus deliberately violated their Sabbath traditions. 

อีกครั้งที่พระเยซูทรงไตร่ตรองแล้วที่ทรงละเมิดประเพณีสะบาโตของพวกเขา

 

Keep in mind that Jesus had already “violated” their Sabbath traditions on at least seven different occasions.

จำไว้ว่าพระเยซูได้ทรง "ละเมิด" ประเพณีสะบาโตของพวกเขาอย่างน้อยเจ็ดครั้งในโอกาสต่างๆ กัน

Why our Lord’s enemies thought that one more bit of evidence was necessary, we do not know, but we do know that their whole scheme backfired. 

            ทำไมศัตรูของพระคิดว่าหลักฐานอีกนิดเดียวก็จำเป็น    เราไม่ทราบ  แต่เรารู้ว่าแผนร้ายของพวกเขาส่งผลตรงกันข้ามกับที่พวกเขาตั้งใจ

When Jesus asked what their convictions were about the Sabbath Day, He used on them the weapon they had planned for Him.

เมื่อพระเยซูทรงถามพวกเขาเรื่องการพิสูจน์ว่าทำผิดเรื่องวันสะบาโต  พระองค์ทรงใช้อาวุธที่พวกเขาได้วางแผนเล่นงานพระองค์

To begin with, they couldn’t heal anybody on any day, and everybody knew it.

จะเริ่มต้นด้วย พวกเขาไม่สามารถรักษาโรคใครในวันใดๆ และทุกคนก็รู้

But even more, if the Pharisees said that nobody should be healed on the Sabbath, the people would consider them heartless; if they gave permission for healing, their associates would consider them lawless.[4]

แต่ยิ่งกว่านั้น ถ้าพวกฟาริสีบอกว่าไม่ควรรักษาใครในวันสะบาโต ประชาชนจะคิดว่าพวกเขาไม่มีน้ำใจ ถ้าพวกเขาอนุญาตให้รักษา  เพื่อนร่วมงานของพวกเขาจะคิดว่าพวกเขาไม่รักษาบทบัญญัติ

 

Sometimes people call themselves Christians and do many religious things, like the Pharisees but they don’t really have faith. 

            บางครั้งบรรดาคนที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียนและทำศาสนกิจมากมาย  เหมือนอย่างพวกฟาริสี แต่ที่จริงพวกเขาไม่ได้มีความเชื่อ

Faith is believing God, trusting God. 

ความเชื่อคือการเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า

Some people think being a Christian is about keeping many rules, knowing many things. 

บางคนคิดว่าการเป็นคริสเตียนคือเกี่ยวกับการรักษากฎระเบียบมากมาย รู้เรื่องหลายสิ่ง

หลายอย่าง

But it is about knowing God through His Son the Lord Jesus. 

แต่มันเป็นเรื่องการรู้จักพระเจ้าผ่านทางพระเยซูเจ้า

Believing that God became a man, who died on the cross and came alive again. 

โดยเชื่อว่าพระเจ้าทรงรับสภาพเป็นมนุษย์ ผู้สิ้นพระชนม์บนกางเขนและฟื้นพระชนม์อีกครั้ง

Deciding with all your heart to follow Him and obey Him.

จงตัดสินใจด้วยตัวเองเพื่อติดตามพระองค์และเชื่อฟังพระองค์

The guests full of pride, were each seeking for a place of honor.

        พวกแขกผู้รับเชิญเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสแต่ละคนพยายามหาที่นั่งอันมีเกียรติ

 

The parable of the wedding feast

อุปมาเรื่องงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน

 7 Now he told a parable to those who were invited, when he noticed how they chose the places of honor, saying to them,

7 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นบรรดาคนที่ได้รับเชิญนั้นเลือกเอาแต่ที่นั่งอันมีเกียรติ   พระองค์จึงตรัสเรื่องเปรียบแก่พวกเขาว่า

8 “When you are invited by someone to a wedding feast, do not sit down in a place of honor, lest someone more distinguished than you be invited by him,

8 “เมื่อท่านได้รับเชิญไปในการเลี้ยงสมรส   อย่านั่งในที่อันมีเกียรติ   เกรงว่าเขาจะเชิญคนที่มียศศักดิ์มากกว่าท่านมาด้วย

9and he who invited you both will come and say to you, ‘Give your place to this person,’ and then you will begin with shame to take the lowest place.

9 และเจ้าภาพคนที่เชิญท่านทั้งสองฝ่ายมานั้นจะมาพูดกับท่านว่า   'ขอที่นั่งตรงนี้ให้กับท่านผู้นี้เถิด'   แล้วท่านจะต้องขายหน้าเลื่อนลงมาอยู่ที่ต่ำสุด  

10 But when you are invited, go and sit in the lowest place, so that when your host comes he may say to you, ‘Friend, move up higher.’ Then you will be honored in the presence of all who sit at table with you.

10 ฉะนั้นเมื่อท่านได้รับเชิญ   จงไปนั่งในที่ต่ำก่อน   เพื่อที่ว่าเมื่อเจ้าภาพมาพูดกับท่านว่า   'เพื่อนเอ๋ย   เชิญไปนั่งในที่อันมีเกียรติเถิด'   เมื่อนั้นท่านจะได้รับเกียรติต่อหน้าทุกคนที่ร่วมนั่งรับประทานนั้น

11 For everyone who exalts himself will be humbled, and he who humbles himself will be exalted.”

11เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง   และคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น”

    

            The seats closest to the host were the best seats, and the guests looking for recognition tried to secure them.

            ที่นั่งใกล้กับเจ้าของบ้านคือที่นั่งที่ดีที่สุดและแขกผู้รับเชิญที่กำลังพยายามไขว่หาการยอมรับเพื่อจะรับประกันพวกเขา

If where we sit makes us important, then we are not very important!

ถ้าที่เรานั่งทำให้เราสำคัญละก็เราจะไม่ใช่คนสำคัญมาก

It is what we are that really counts.

มันเป็นสิ่งที่เราพิจารณาจริงๆ

Jesus probably had this proverb in mind when He spoke these words.  

พระเยซูอาจทรงมีสุภาษิตนี้ในพระทัยเมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านี้

 

Proverbs 25:6-7 6 Do not put yourself forward in the king's presence or stand in the place of the great,

สุภาษิต25:6-7 6 อย่ายกย่องตัวเองเฉพาะพระพักตร์พระราชา   และอย่ายืนอยู่ในที่ของคนใหญ่คนโต  

7 for it is better to be told, “Come up here,” than to be put lower in the presence of a noble. What your eyes have seen

7 เพราะให้เขากล่าวกับเจ้าว่า “เชิญขึ้นมาที่นี่” ก็ดีกว่าถูกไล่ลงไปที่ต่ำต่อหน้าเจ้านาย  
  

            There was a mad rush to get to the best seats.

            มีการวิ่งเต้นอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะได้ที่นั่งที่ดีที่สุด

At the table in that day there were four chief places.

ที่โต๊ะอาหารในวันนั้นมีที่นั่งหลักๆ สี่ตำแหน่ง

When the cook said, "gin khao," (Let’s eat in Thai) everyone made a rush for the table.

เมื่อคนปรุงอาหารกล่าวว่า " กินข้าว" (เชิญทานอาหาร-ภาษาไทย) ทุกคนรีบเร่งไปที่โต๊ะ

In that day couches rather than chairs were used so that the guests reclined at the table.

ในวันนั้นเก้าอี้นอนถูกจัดมาใช้แทนที่เก้าอี้เพื่อให้แขกนอกเอนกายได้

Children play a game called musical chairs, there is one fewer chairs than there are children, when the music stop each child rushes to get a seat, the one who doesn't get one is out, another chair is removed the music plays again and again there is a rush for the seats. 

เด็กๆ เล่นเกมที่เรียกว่าเก้าอี้ดนตรี มีเก้าอี้น้อยกว่าจำนวนเด็ก  เมื่อเพลงหยุดลงเด็กแต่ละคนรีบวิ่งไปเพื่อจะได้ที่นั่ง คนหนึ่งที่ไม่ได้เก้าอี้นั่งจะถูกปรับออก  เก้าอี้ตัวอื่นจะถูกเอาออกตามเพลงที่เล่นอีกครั้งและจะมีการวิ่งหาที่นั่งอีกครั้ง

These Pharisees seem to playing a similar game trying to get a place of honor. 

พวกฟาริสีดูเหมือนจะเล่นเกมที่คล้ายกันพยายามที่จะได้ที่นั่งที่มีเกียรติ 

           Can you imagine what a funny picture it must have been to see these men running as fast as they could for the seats of honor?

            คุณสามารถจินตนาการว่ามันเป็นภาพขบขันที่ได้เห็นคนเหล่านี้วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อให้ได้ที่นั่งที่มีเกียรติ

Now our Lord will correct their manners.

ตอนนี้พระเจ้าของเราจะทรงแก้ไขท่าทีของพวกเขา

 

      The host with false hospitality and expecting to be repaid

     เจ้าภาพที่แสร้งทำว่ามีมิตรไมตรีและคาดหวังจะได้ผลตอบแทน

12 He said also to the man who had invited him, “When you give a dinner or a banquet, do not invite your friends or your brothers or your relatives or rich neighbors, lest they also invite you in return and you be repaid.

12 แล้วพระเยซูตรัสกับคนที่เชิญพระองค์ว่า “เมื่อท่านจะจัดการเลี้ยงไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือเวลาเย็นก็ตาม   อย่าเชิญเฉพาะเพื่อนๆ หรือพี่น้องหรือญาติๆ หรือบรรดาเพื่อนบ้านที่มั่งมี คาดว่าพวกเขาจะเชิญท่านกลับคืน   แล้วท่านจะได้รับการตอบแทน

13 But when you give a feast, invite the poor, the crippled, the lame, the blind,

13 แต่เมื่อท่านจัดการเลี้ยงนั้น   จงเชิญคนจน   คนพิการ   คนง่อย และคนตาบอด

14 and you will be blessed, because they cannot repay you. You will be repaid at the resurrection of the just.”

14 แล้วท่านจะเป็นสุข   เพราะว่าเขาทั้งหลายไม่มีอะไรจะตอบแทนท่าน ส่วนท่านจะได้รับการตอบแทนเมื่อคนชอบธรรมเป็นขึ้นจากตาย

 

The Jews thought of their future kingdom as a great feast with Abraham, Isaac, Jacob, and the prophets as the honored guests. 

                ชาวยิวคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าในอนาคตของพวกเขาเป็นเหมือนงานเลี้ยงฉลองใหญ่กับอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และศาสดาพยากรณ์เป็นแขกรับเชิญที่มีเกียรติ

This man was certain that he would one day be at the “kingdom feast” with them.

แน่นอนว่าชายคนนี้มั่นใจว่าวันหนึ่งใน "งานเลี้ยงฉลองแผ่นดินของพระเจ้า" เขาจะได้นั่งฉลองกับพวกเขา

Jesus responded by telling him a parable that shows the danger of false confidence. [5]

พระเยซูตรัสตอบโดยทรงเล่าอุปมาที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของความเชื่อมั่นในทางที่ผิด

Most of us have the same guests over to dinner one time, and the next time we go to their home.

            พวกเราส่วนใหญ่มีแขกแบบเดียวกันมากินอาหารเย็นครั้งหนึ่งและในครั้งต่อไปเราก็จะไปที่บ้านของพวกเขา

But we should invite others over, or out to eat at a restaurant without taking turns or expecting to be repaid.  

แต่เราควรจะเชิญชวนคนอื่นๆ มาด้วย หรือออกไปกินที่ภัตตาคารโดยไม่ต้องผลัดเปลี่ยนกันหรือคาดว่าจะได้รับการเลี้ยงตอบ  

           

Excuses made in the parable of the great banquet

เกิดข้อแก้ตัวในอุปมาเรื่องงานเลี้ยงใหญ่

 15 When one of those who reclined at table with him heard these things, he said to him, “Blessed is everyone who will eat bread in the kingdom of God!”

15 คนหนึ่งที่ร่วมนั่งรับประทาน   เมื่อได้ยินคำเหล่านั้นจึงทูลพระองค์ว่า   “ผู้ที่จะรับประทานอาหารในแผ่นดินของพระเจ้าก็เป็นสุข”

16 But he said to him, “A man once gave a great banquet and invited many.

16 พระองค์ตรัสกับเขาว่า “มีคนหนึ่งจัดงานเลี้ยงใหญ่และเชิญแขกไว้จำวนมาก

17 And at the time for the banquet he sent his servant to say to those who had been invited, ‘Come, for everything is now ready.’ _

17 เมื่อถึงเวลางานเลี้ยง   เขาก็ใช้บ่าวไปบอกพวกที่ได้รับเชิญไว้แล้วว่า   'เชิญมาเถิด   เพราะสิ่งสารพัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว'

18 But they all alike began to make excuses. The first said to him, ‘I have bought a field, and I must go out and see it. Please have me excused.’

18 พวกนั้นต่างพากันขอตัว   คนแรกบอกว่า   'ข้าพเจ้าซื้อนาไว้   และจะต้องไปดูนานั้น   ข้าพเจ้าขอตัวเถอะ'

19 And another said, ‘I have bought five yoke of oxen, and I go to examine them. Please have me excused.’

19 อีกคนหนึ่งบอกว่า   'ข้าพเจ้าซื้อวัวไว้ห้าคู่และจะต้องไปลองวัวนั้น   ข้าพเจ้าขอตัวเถอะ'

20 And another said, ‘I have married a wife, and therefore I cannot come.’

20 อีกคนหนึ่งก็บอกว่า   'ข้าพเจ้าเพิ่งแต่งงานใหม่   เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าไปไม่ได้'

21 So the servant came and reported these things to his master. Then the master of the house became angry and said to his servant, ‘Go out quickly to the streets and lanes of the city, and bring in the poor and crippled and blind and lame.’

21 บ่าวคนนั้นจึงกลับมารายงานสิ่งเหล่านี้ให้นายฟัง   นายก็โกรธ   จึงสั่งบ่าวว่า   'จงออกไปโดยเร็ว ไปตามถนนใหญ่และตรอกเล็กซอกน้อยในเมือง   พาคนยากจน   คนพิการ   คนตาบอด   และคนง่อยเข้ามาที่นี่'

22 And the servant said, ‘Sir, what you commanded has been done, and still there is room.’

22 แล้วบ่าวก็มาบอกว่า  'นายเจ้าข้า   ข้าพเจ้าทำตามที่ท่านสั่งแล้ว   และยังมีที่ว่างอยู่'

23 And the master said to the servant, ‘Go out to the highways and hedges and compel people to come in, that my house may be filled.

23 นายจึงสั่งบ่าวคนนั้นว่า   'จงออกไปตามถนนและตามหนทางที่มีรั้วรอบขอบชิด บังคับให้พวกเขาเข้ามา   เพื่อให้บ้านของเรามีแขกเต็ม

24 For I tell you, none of those men who were invited shall taste my banquet.’”

24 เราบอกท่านทั้งหลายว่า   ในพวกคนที่ได้รับเชิญนั้น   จะไม่มีสักคนหนึ่งได้ลิ้มรสอาหารของเราเลย

 

 In this time period when you invited guests to a banquet, you told them the day but not the time of the meal.

                ช่วงเวลานี้เมื่อคุณได้รับเชิญเป็นแขกไปงานเลี้ยง  คุณบอกพวกเขาให้ทราบวันแต่ไม่ได้บอกเวลามื้ออาหาร

A host had to know how many guests were coming so he could prepare enough food.

เจ้าภาพต้องรู้ว่ามีแขกจำนวนเท่าใดที่มาเพื่อว่าเขาจะเตรียมอาหารให้เพียงพอ

Just before the meal was to begin, the host sent his servants to each of the guests to tell them the dinner was ready and they should come. 

ก่อนที่จะเริ่มต้นรับประทานอาหาร  เจ้าภาพส่งคนใช้ของเขาไปพบแขกแต่ละคนเพื่อบอกพวกเขาว่าอาหารเย็นพร้อมแล้วและพวกเขาควรจะมา

Each guest had already agreed to come to the banquet.

แขกที่รับเชิญแต่ละท่านได้ตกลงที่จะมาร่วมงานเลี้ยง

The host was expecting them. 

เจ้าภาพคาดหวังว่าพวกเขาจะมา

But instead of coming to the nice dinner, all of the guests insulted the host by not attending, and they all gave very poor excuses. [6]

แต่แทนที่จะมาถึงรับประทานอาหารเย็นดี พวกแขกทั้งหมดกลับดูถูกเจ้าภาพโดยไม่มาเข้าร่วม และพวกเขาทั้งหมดก็ให้ข้อแก้ตัวที่แย่มาก

The first guest excused himself because he had to go and see a field he had purchased.  

            แขกรับเชิญคนแรกแก้ตัวว่าตัวเองต้องไปดูทุ่งนาที่เขาซื้อไว้

Hadn’t he seen the field before buying it?

เขาไม่เคยเห็นทุ่งนาก่อนที่จะซื้อมันหรือ

Why did he need to go see it now? 

ทำไมเขาถึงต้องไปดูทุ่งนาตอนนี้

Couldn’t he go another time?

เขาไม่สามารถไปวันอื่นได้หรือ

The second man had gone shopping also and bought ten oxen that he was eager to try out.

แขกคนที่สองได้ไปเดินจับจ่ายซื้อของด้วย   และซื้อวัวสิบตัวที่เขากระตือรือร้นจะทดสอบ

Again, didn’t he examine them already before purchasing? 

อีกครั้ง เขาไม่ได้ตรวจสอบวัวเหล่านั้นก่อนที่จะซื้อมันหรือ

Just like in today’s world, you test drive a car before you buy it.  

เช่นเดียวกับในโลกทุกวันนี้ คุณทดสอบขับรถก่อนที่คุณจะซื้อมัน

It seems he wanted to do some ploughing with them to see if he had made a good purchase.  But why now when it was probably near evening?

ดูเหมือนว่าเขาต้องการที่ใช้วัวทำการไถเพื่อดูว่าเขาได้ซื้อวัวดีรึเปล่า แต่ทำไมเป็นตอนนี้ในเมื่อมันใกล้จะตกเย็น?

The third man just got married. 

            คนที่สามก็เพิ่งแต่งงานกัน

There is much preparation for a Jewish wedding. 

มีการเตรียมจัดการแต่งงานแบบชาวยิวให้พร้อม

So he should have never accepted the invitation if the wedding would hinder him from coming. 

ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมรับคำเชิญมางานได้ถ้าการแต่งงานจะเป็นอุปสรรค

Having a new wife could have kept the man from going to war but not from the banquet.

คนที่เพิ่งมีภรรยาใหม่ไม่ต้องไปทำสงครามแต่ไม่ใช่มางานเลี้ยงไม่ได้

These were only excuses.

เหล่านี้เป็นข้อแก้ตัวเท่านั้น  

These three guests expected to get another invitation in the future, but that invitation never came. [7]

แขกรับเชิญทั้งสามคนคาดว่าจะได้รับคำเชิญอีกครั้งในอนาคต  แต่จะไม่มีการเชิญนั้น

Having prepared a great banquet for many guests, the host did not want all the food to go to waste, so he sent his servant out to gather a crowd and bring them to the banquet.

การเตรียมจัดงานเลี้ยงใหญ่สำหรับแขกหลายคน  เจ้าภาพไม่ต้องการให้อาหารทั้งหมดเสีย เปล่า  ดังนั้นเขาจึงส่งคนรับใช้ออกไปรวบรวมฝูงชนและนำพวกเขาไปยังงานเลี้ยง

What kind of men would be found in the streets and lanes, the highways and hedges, of the city?

คนแบบไหนที่เขาจะพบตามท้องถนนและในซอย  ตามทางหลวงและแนวพุ่มไม้รอบเมือง

The homeless, the sick, the poor, and the sinners. 

คนไร้บ้าน  คนป่วย  คนยากจน และคนบาป

They would make no excuses for not coming. 

พวกเขาจะไม่มีข้อแก้ตัวที่มางานไม่ได้

But would be so glad to come to a banquet.  

แต่ก็จะดีใจมากที่จะได้มางานเลี้ยง

This reminds me of a time when I went to serve as a hospital chaplain in a large government run hospital. 

สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงครั้งที่ผมไปทำหน้าที่อนุศาศกโรงพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐบาลขนาดใหญ่

Many of the patients were poor and needy. 

ผู้ป่วยจำนวนมากยากจนและขาดแคลน

They were much more receptive to the Gospel than those I had dealt with as a hospital chaplain in a private hospital. 

พวกเขายินดีต้อนรับข่าวประเสริฐมากกว่าคนที่ผมพบปะเมื่อผมเป็นอนุศาศกที่โรงพยาบาลเอกชน

Where most of the patients were wealthier, they were more self-confident rather than dependent upon God.

ที่ซึ่งคนป่วยส่วนใหญ่มีฐานะดีกว่า   พวกเขามีความมั่นใจในตนเองมากกว่าพึ่งพาพระเจ้า

The excuse makers could not change their mind and come in. 

         คนที่สร้างข้อแก้ตัวไม่สามารถเปลี่ยนใจและเข้ามาได้

Jesus is clearly indicating that the Pharisees were not automatically going to enter the Kingdom of God. 

พระเยซูทรงบอกอย่างชัดเจนว่า ชาวฟาริสีไม่ได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้าโดยอัตโนมัติ 

Within a few years, the Gospel would be rejected by the religious leaders, and the message would go out to the Samaritans and then to the Gentiles. [8]

ภายในไม่กี่ปี  พระกิตติคุณจะถูกปฏิเสธโดยผู้นำทางศาสนา  และข่าวประเสริฐจะแพร่ออกไปถึงชาวสะมาเรีย และจากนั้นไปยังคนต่างชาติ

Are you making excuses for not coming to Jesus for salvation? 

            คุณกำลังสร้างข้อแก้ตัวว่าไม่ได้มาหาพระเยซูเพื่อความรอดหรือ

You want to do something first before entering into a relationship with Him. 

คุณต้องการทำอะไรบางอย่างก่อนที่จะเข้าสู่ความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์

But what could be more important? 

แต่สิ่งใดที่จะสำคัญกว่า?

You need to have your priorities right.

คุณจำเป็นต้องลำดับความสำคัญกับสิ่งที่ถูกต้องก่อน

God is extending His invitation.

พระเจ้ากำลังทรงขยายคำเชิญของพระองค์

 

Matthew 11:28 Come to me, all who labor and are heavy laden, and I will give you rest.

มัทธิว11:28 บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก

Revelation 19:9 And the angel said to me, “Write this: Blessed are those who are invited to the marriage supper of the Lamb.” And he said to me, “These are the true words of God.”

วิวรณ์19:9 และทูตสวรรค์องค์นั้นบอกข้าพเจ้าว่า “จงเขียนลงไปว่า ความสุขมีแก่คนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก” และท่านบอกอีกว่า “ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำที่สัตย์จริงของพระเจ้า”

Revelation 22:17 The Spirit and the Bride say, “Come.” And let the one who hears say, “Come.” And let the one who is thirsty come; let the one who desires take the water of life without price.

วิวรณ์22:17 พระวิญญาณและเจ้าสาวกล่าวว่า “เชิญเสด็จมาเถิด” และให้คนที่ได้ยินกล่าวด้วยว่า “เชิญเสด็จมาเถิด” “คนที่กระหายเชิญเข้ามา ใครที่มีใจปรารถนา จงมารับน้ำแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย”

You are invited, will you come to Jesus today?

            คุณได้รับเชิญแล้ว   คุณจะมาหาพระเยซูวันนี้ไหม?

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV®(พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001โดยCrossway พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ โดยได้รับอนุญาต ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



         [1] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 14.

[2] Wiersbe, Wiersbe’s Expository Outlines on the New Testament, 180.

          [3] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 14.

[4] Wiersbe, Expository Outlines on the New Testament, 181

          [6] ibid.

         [7] ibid., 231.

         [8] ibid.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top