Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 12 - part 2 Don’t be Anxious, Be Ready for the Lord’s Return, and Settle Your Disputes

ลูกาบทที่ 12 ตอนที่ 2 อย่ากระวนกระวาย  จงเตรียมพร้อมรับการกลับมาของพระเจ้า และจงยุติข้อพิพาทของท่าน

 

It is not wrong to store up things.

ไม่ผิดแต่อย่างใดที่จะส่ำสมทรัพย์สิ่งของ

The problem with the rich fool was greed.

ปัญหากับของคนร่ำรวยที่โง่คือความโลภ

He was trying to get more and more.

เขาพยายามที่จะหาให้ได้มากขึ้นเรื่อย

 

22 And he said to his disciples, “Therefore I tell you, do not be anxious about your life, what you will eat, nor about your body, what you will put on.

22 พระเยซูตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “เพราะเหตุนี้เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตว่าจะเอาอะไรกิน และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม 

23 For life is more than food, and the body more than clothing.

23 เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม

24 Consider the ravens: they neither sow nor reap, they have neither storehouse nor barn, and yet God feeds them. Of how much more value are you than the birds!

24 จงพิจารณาดูอีกา มันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว และไม่ได้มียุ้งหรือฉาง แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้ พวกท่านประเสริฐกว่านกมากทีเดียว 

25 And which of you by being anxious can add a single hour to his span of life?

25 มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวายสามารถต่ออายุของตนให้ยืนนานอีกนิดหนึ่งได้

26 If then you are not able to do as small a thing as that, why are you anxious about the rest?

26 เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งเล็กน้อยยังทำไม่ได้ ท่านยังจะกระวนกระวายถึงสิ่งอื่นทำไมอีกเล่า

27 Consider the lilies, how they grow: they neither toil nor spin, yet I tell you, even Solomon in all his glory was not arrayed like one of these.

27 จงพิจารณาดูดอกไม้ว่ามันเติบโตขึ้นอย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกพวกท่านว่า แม้แต่กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยศักดิ์ศรี ก็ไม่ได้ทรงแต่งพระองค์งามเท่าดอกไม้เหล่านี้สักดอกหนึ่ง

28 But if God so clothes the grass, which is alive in the field today, and tomorrow is thrown into the oven, how much more will he clothe you, O you of little faith!

28 และถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ พวกที่มีความเชื่อน้อย พระองค์จะทรงตกแต่งท่านยิ่งกว่านั้นมากนัก

29 And do not seek what you are to eat and what you are to drink, nor be worried.

29 ท่านอย่าเสาะหาว่าจะกินอะไรดีหรือจะดื่มอะไร และอย่ามีใจกังวล 

30 For all the nations of the world seek after these things, and your Father knows that you need them.

30 เพราะว่าพวกต่างชาติทั่วโลกเสาะหาสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แต่ว่าพระบิดาของท่านทั้งหลายทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้

31 Instead, seek His kingdom, and these things will be added to you.

31 แต่จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้

 

Jesus said three things about anxiety.

            พระเยซูตรัสสามอย่างเกี่ยวกับความกระวนกระวาย

a.       Jesus said anxiety or worry is foolish because life consists of far more than what one eats or wears.

พระเยซูตรัสว่าความกระวนกระวายเป็นเรื่องโง่  เพราะชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งอื่นๆ มากกว่าเรื่องจะกินหรือจะสวมใส่อะไร

Jesus referred to birds to point out that since His disciples were more valuable than ravens, which God feeds, He cares for them.

พระเยซูทรงกล่าวถึงเหล่านกทรงมองว่าเพราะพวกสาวกของพระองค์มีคุณค่ามากกว่าอีกาซึ่งพระเจ้าทรงเลี้ยงดูให้อาหาร พระองค์ทรงห่วงใยพวกเขา

b.Jesus next pointed out that worry is foolish because it cannot change the situation.

ต่อไปพระเยซูทรงมองว่าความกระวนกระวายเป็นเรื่องโง่เพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้

Not one hour can be added to one’s life so it is ridiculous to worry. 

ไม่ใช่ว่าจะสามารถยืดชีวิตของคนได้เพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมง  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไร้สาระที่จะกระวนกระวาย

Again, Jesus went to the nature in speaking of lilies and grass, to point out that God takes care of what belongs to Him.

อีกครั้ง พระเยซูทรงกล่าวถึงธรรมชาติโดยตรัสถึงดอกไม้และหญ้า เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงดูแลสิ่งที่เป็นของพระองค์

c.       Finally, Jesus pointed out that worry is foolish because worry is the attitude of unbelievers.

ในที่สุดพระเยซูทรงมองว่าความกระวนกระวายเป็นเรื่องโง่เพราะความกระวนกระวายเป็นทัศนคติของคนที่ไม่เชื่อ

The one who pursues spiritual matters (seeking God’s kingdom) will also receive from God material provisions.[1]

คนใดที่ติดตามเอาใจใส่เรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ (แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า) พระ   เจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งทั้งหลายให้

 

32 “Fear not, little flock, for it is your Father's good pleasure to give you the kingdom.

32 “ฝูงแกะเล็กน้อยเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระบิดาของพวกท่านชอบพระทัยจะประทานแผ่นดินนั้นให้แก่ท่าน

33 Sell your possessions, and give to the needy. Provide yourselves with moneybags that do not grow old, with a treasure in the heavens that does not fail, where no thief approaches and no moth destroys.

33 จงขายของที่ท่านมีอยู่และทำทาน จงทำถุงใส่เงินสำหรับตนซึ่งไม่รู้จักเก่า คือมีทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ซึ่งไม่รู้จักหมดสิ้น ที่ขโมยไม่ได้เข้ามาใกล้ และที่ตัวแมลงไม่ได้ทำลาย

34 For where your treasure is, there will your heart be also.

34 เพราะว่าทรัพย์สมบัติของพวกท่านอยู่ที่ไหน   ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย

 

Jesus told His disciples not to fear.

            พระเยซูทรงสอนพวกสาวกของพระองค์ไม่ให้กลัว

He compared them to a little flock of sheep, a defenseless group which could be preyed on.

พระองค์ทรงเปรียบเทียบพวกเขาเหมือนฝูงแกะน้อยๆ กลุ่มที่ป้องกันตัวไม่ได้ซึ่งถูกรังแกเอาเปรียบ

He also instructed them to sell their possessions and give to the poor. 

พระองค์ยังทรงแนะนำให้พวกเขาขายทรัพย์สมบัติแล้วแจกจ่ายแก่คนยากจน

This is also what the early church did. Jesus’ point was that if His followers had a treasure on earth they would think about it.

นี่ก็เป็นสิ่งที่คริสตจักรยุคแรกกระทำกัน  พระเยซูทรงมองว่าถ้าพวกสาวกของพระองค์มีทรัพย์สมบัติในโลก พวกเขาจะคิดถึงแต่เรื่องนี้

But if they instead had a treasure in heaven, which is safe from thieves, rust and moths, and were “rich toward God”, they would be concerned with matters pertaining to the kingdom and so would not worry. [2]

แต่ถ้าพวกเขามีสมบัติในสวรรค์แทนที่  ซึ่งมีความปลอดภัยจากโจรลักขโมย สนิมและแมลงเม่า และ "มั่งคั่งในพระเจ้า" พวกเขาจะใส่ใจกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินของพระเจ้า  แล้วพวกเขาก็จะไม่กระวนกระวายใจ

 

Now we have two parables which Christ gave in connection with His return.  

ตอนนี้เรามีอุปมาสองเรื่องซึ่งพระคริสต์ทรงสอนเกี่ยวเนื่องกับการเสด็จกลับมาของพระองค์

Jesus came the first time a bit more than 2,000 years ago, and He promised to come again. 

พระเยซูเสด็จมาครั้งแรกสองพันกว่าปีที่แล้ว และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะเสด็จมาอีกครั้ง.

When?  We don’t know, but He tells us to be ready.

เมื่อไหร่ล่ะ  เราไม่รู้แต่พระองค์ตรัสกับเราให้เตรียมพร้อม

Jesus’ teaching about readiness

            คำสอนของพระเยซูเรื่องความพร้อม

In this section Jesus told two parables which were joined by a question by Peter. The second parable expands and explains the first.

ในตอนนี้พระเยซูทรงสอนอุปมาสองเรื่อง ซึ่งโยงกับคำถามของเปโตร อุปมาที่สองขยายความและอธิบายอุปมาแรก

 

35 “Stay dressed for action and keep your lamps burning,

35 “ท่านทั้งหลายจงคาดเอวไว้   และให้ตะเกียงของท่านจุดอยู่

36 and be like men who are waiting for their master to come home from the wedding feast, so that they may open the door to him at once when he comes and knocks.

36 จงเป็นเหมือนคนที่คอยรับนายของตน เมื่อนายจะกลับมาจากงานสมรส เพื่อว่าเมื่อนายมาเคาะประตูแล้วพวกเขาจะเปิดให้นายได้ทันที

37 Blessed are those servants whom the master finds awake when he comes. Truly, I say to you, he will dress himself for service and have them recline at table, and he will come and serve them.

37 บ่าวพวกนั้นซึ่งนายมาพบว่ากำลังคอยเฝ้าอยู่ก็เป็นสุข เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายผู้นั้นจะคาดเอวไว้และให้บ่าวพวกนั้นนั่งลง และท่านจะมาปรนนิบัติ

38 If he comes in the second watch, or in the third, and finds them awake, blessed are those servants!

38 ถ้านายมาเวลาสองยามหรือสามยามและพบบ่าวกำลังคอยเฝ้าอยู่   บ่าวพวกนั้นก็เป็นสุข

39 But know this, that if the master of the house had known at what hour the thief was coming, he would not have left his house to be broken into.

39 จงเข้าใจอย่างนี้เถอะว่าถ้าเจ้าของบ้านรู้ก่อนว่า   ขโมยจะมาเวลาไหน   เขาจะตื่นอยู่และระวังไม่ให้ทะลวงบ้านของเขาได้

40 You also must be ready, for the Son of Man is coming at an hour you do not expect.”

40 ท่านจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย   เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น   บุตรมนุษย์จะเสด็จมา”

41 Peter said, “Lord, are you telling this parable for us or for all?”

41  เปโตรพูดว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   พระองค์ตรัสอุปมานั้นกับพวกข้าพระองค์หรือ   หรือตรัสกับคนทั่วไป”

42 And the Lord said, “Who then is the faithful and wise manager, whom his master will set over his household, to give them their portion of food at the proper time?

42 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ใครเป็นพ่อบ้านซื่อสัตย์และฉลาด ที่นายตั้งไว้เหนือพวกคนใช้เพื่อแจกอาหารตามเวลา 

43 Blessed is that servant whom his master will find so doing when he comes.

43 เมื่อนายมาพบเขาทำอย่างนั้น บ่าวคนนั้นก็จะเป็นสุข 

44 Truly, I say to you, he will set him over all his possessions.

44 เราบอกพวกท่านจริงๆ ว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลทรัพย์สิ่งของทั้งหมดของท่าน

45 But if that servant says to himself, ‘My master is delayed in coming,’ and begins to beat the male and female servants, and to eat and drink and get drunk,

45 แต่ถ้าบ่าวคนนั้นคิดในใจว่า ‘นายของข้าคงจะมาช้า’ แล้วเริ่มต้นโบยตีบรรดาบ่าวชายหญิงและกินดื่มเมามาย 

46 the master of that servant will come on a day when he does not expect him and at an hour he does not know, and will cut him in pieces and put him with the unfaithful.

46 นายของบ่าวคนนั้นจะมาในวันที่เขาไม่คาดคิด ในเวลาที่เขาไม่รู้ และจะลงโทษเขาอย่างหนัก และจะขับไล่ให้ไปอยู่ในที่ของพวกที่ไม่เชื่อ

47 And that servant who knew his master's will but did not get ready or act according to his will, will receive a severe beating.

47 บ่าวคนที่รู้ใจนายและไม่ได้เตรียมตัวไว้ ไม่ได้ทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนอย่างหนัก

48 But the one who did not know, and did what deserved a beating, will receive a light beating. Everyone to whom much was given, of him much will be required, and from him to whom they entrusted much, they will demand the more.

48 แต่คนที่ไม่รู้ แล้วทำสิ่งที่สมควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนเพียงเล็กน้อย คนที่ได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นมาก และคนที่ได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากคนนั้นมาก

49 “I came to cast fire on the earth, and would that it were already kindled!

49  เรามาเพื่อจะให้ไฟเกิดขึ้นที่แผ่นดินโลก เราอยากให้ไฟนั้นลุกขึ้นแล้ว

Jesus taught that we should be ready because He will come again at a time when people will not be expecting Him.

            พระเยซูทรงสอนว่าเราควรจะเตรียมพร้อมเพราะพระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งในเวลาที่ผู้คนไม่คาดคิด

The parable describes a scene in which several servants were waiting for their master to return from a wedding banquet.

อุปมาอธิบายถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกบ่าวหลายคนกำลังรอคอยนายของพวกเขากลับมาจากงานเลี้ยงแต่งงาน

The point was that they had to remain constantly ready and watching so that the master would be able to come into the house whenever he might arrive at home.

ประเด็นคือพวกเขาต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอและเฝ้ารอเพื่อว่านายของเขาจะสามารถเข้าในบ้านได้เมื่อใดก็ตามที่เขาอาจจะมาถึง

If they are watching and ready, their master will serve them.

ถ้าพวกเขากำลังเฝ้าคอยและเตรียมพร้อม  นายของพวกเขาจะมาปรนนิบัติ

The second watch was from 9 P.M. to midnight, and the third watch was from midnight to 3 A.M.

การเฝ้าคอยครั้งที่สองคือตั้งแต่สามทุ่มจนถึงเที่ยงคืน  และการเฝ้าคอยครั้งที่สามจากเที่ยงคืนถึงตีสามรุ่งเช้า

The point of the words about the thief is the same, we must “be ready” because Jesus will come unexpectedly.

ประเด็นถ้อยคำเรื่องโจรขโมยก็เช่นกัน   เราต้อง "เตรียมพร้อม" เพราะพระเยซูจะเสด็จมาโดยไม่ทันคาดคิด

Peter’s question holds the two parables together.

            คำถามของเปโตรผูกอุปมาทั้งสองไว้ด้วยกัน

Peter wanted to know the extent of the first parable’s meaning.

เปโตรต้องการทราบขอบเขตความหมายของอุปมาแรก

Was it addressed only to the disciples or to everyone? 

มันกล่าวถึงเฉพาะพวกสาวกหรือทุกคน

Jesus did not answer Peter’s question directly.

พระเยซูไม่ได้ทรงตอบคำถามของเปโตรโดยตรง

Unbelievers with a great knowledge of God’s revelation will have to answer for their lack of response to that revelation. [3]

พวกผู้ไม่เชื่อที่มีความรู้สูงเรื่องการทรงสำแดงของพระเจ้าจะต้องตอบคำถามเพราะพวกเขาไม่สนองตอบการทรงสำแดงนั้น

 

Living for material possessions can blind us to the future and make us unprepared for the Lord’s return.

การมีชีวิติยู่เพื่อทรัพย์สมบัติสามารถทำให้เราตาบอดต่ออนาคต และทำให้เราไม่เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเจ้า

We can get so wrapped up in this world’s goods that we neglect eternity.

เราจะหมกมุ่นอยู่กับทรัพย์สินฝ่ายโลกนี้จนเราละเลยต่อชีวิตนิรันดร์

We must be servants who are faithfully waiting and watching for the Bridegroom and working for the Master. [4] 

เราจะต้องเป็นพวกบ่าวที่เฝ้าคอยอย่างสัตย์ซื่อ  และเฝ้าคอยองค์เจ้าบ่าวและปรนนิบัติองค์เจ้านาย

 

Our lives should be lived as if the Lord is going to appear at any moment, and we will have to give an account of ourselves to Him.

            เราควรมีชีวิตราวกับว่าพระเจ้ากำลังจะเสด็จมาปรากฏในขณะใดก็ได้และเราจะต้องให้การของตัวเองต่อพระองค์

We will have to account for ourselves in that day when He comes.

เราจะต้องให้การเรื่องตัวเองในวันนั้นเมื่อพระองค์เสด็จมา

I had a friend, a fellow hospital chaplain, who had a heart attack, the first one twenty years ago, and then several more after that. 

ผมมีเพื่อน เป็นเพื่อนอนุศาสกโรงพยาบาลที่หัวใจล้มเหลว คนแรกเมื่อ20 ปีที่ผ่านมา และอีกหลายๆ คนหลังจากนั้น

He had triple bypass surgeries and he had a pacemaker. 

เขาเข้ารับการผ่าตัดทำบายพาสสามเส้นและเขาใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจให้ทำงาน

He thought he was going to die at any moment. 

เขาคิดว่าเขากำลังจะตายเมื่อใดก็ได้

So he lived as if each day were his last. 

ดังนั้นเขาจึงมีชีวิตอยู่แต่ละวันเหมือนเป็นวันสุดท้ายของเขา

At his funeral, they read a letter to his wife, that was not to be read until after his death.

ในงานศพของเขา  พวกเขาอ่านจดหมายที่เขาเขียนถึงภรรยาที่ยังไม่ได้อ่านจนกระทั่งหลังเขาตายไป

 It was written 18 years earlier and was saying good-bye to her then and how much he loved her and that he was living by faith.

มันถูกเขียนเมื่อ18 ปีก่อนหน้านี้  และกล่าวอำลาเธอแล้ว และบอกว่าเขารักเธอมากแค่ไหนและว่าเขากำลังมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ

 

            Not peace, but division

ไม่มีสันติภาพมีแต่การแตกแยก

50 I have a baptism to be baptized with, and how great is my distress until it is accomplished!

50 เราจะต้องรับบัพติศมาอย่างหนึ่ง เราเป็นทุกข์มากจนกว่าจะสำเร็จ

51 Do you think that I have come to give peace on earth? No, I tell you, but rather division.

51 พวกท่านคิดว่าเรามาเพื่อจะให้เกิดสันติภาพในโลกหรือ  เราบอกท่านว่า ไม่ใช่ แต่จะให้แตกแยกกันต่างหาก 

52 For from now on in one house there will be five divided, three against two and two against three.

52 เพราะว่าตั้งแต่นี้ไป ห้าคนในบ้านหลังหนึ่งก็จะแตกแยกกัน คือสามต่อสองและสองต่อสาม

53 They will be divided, father against son and son against father, mother against daughter and daughter against mother, mother-in-law against her daughter-in-law and daughter-in-law against mother-in-law

            53 พ่อจะแตกแยกกับลูกชายและลูกชายจะแตกแยกกับพ่อแม่กับลูกสาวและลูกสาวกับแม่แม่ผัวกับลูกสะใภ้และลูกสะใภ้กับแม่ผัว

When a person receives Jesus Christ as his Savior, he is immediately separated from the unbelievers around him.

            เมื่อคนใดต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ทันใดนั้นเขาจะถูกแยกห่างจากผู้ไม่เชื่อที่อยู่รอบตัวเขา

This will be true whether they be his relatives or his friends.

นี่เป็นความจริงไม่ว่าพวกเขาจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของเขา

We need to realize that until Christ comes there can be no real peace. 

เราจำเป็นต้องตระหนักว่าไม่มีความสงบสุขอย่างแท้จริงจนกว่าพระคริสต์จะเสด็จมา

There is division in families over faith in Christ. 

มีการแตกแยกในครอบครัวที่เรื่องความเชื่อในพระคริสต์

Some choose to believe and others choose not to.

บางคนเลือกที่จะเชื่อและคนอื่นเลือกที่จะไม่เชื่อ

 

Interpreting the time

การคาดการณ์ความเป็นไปของยุคนี้

54 He also said to the crowds, “When you see a cloud rising in the west, you say at once, ‘A shower is coming.’ And so it happens.

54 พระองค์ตรัสกับฝูงชนอีกว่า “เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเมฆก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันตก ท่านก็กล่าวทันทีว่า ‘ฝนจะตก’ และก็เป็นอย่างนั้นจริง

55 And when you see the south wind blowing, you say, ‘There will be scorching heat,’ and it happens.

55 เมื่อเห็นลมทิศใต้พัดมา ท่านก็บอกว่า ‘จะร้อนจัด’ และก็เป็นจริง

56 You hypocrites! You know how to interpret the appearance of earth and sky, but why do you not know how to interpret the present time?

56 โอ คนหน้าซื่อใจคด พวกท่านรู้จักวิจัยความเป็นไปของแผ่นดินและท้องฟ้า เพราะอะไรท่านถึงวิจัยความเป็นไปของยุคนี้ไม่ได้

 

            Now in our time we are really good at forecasting the weather. 

            ตอนนี้ในยุคเรา  ดีมากจริงๆที่เราทราบการพยากรณ์สภาพอากาศ

You can get weather reports constantly updated on your phone, your computer and your TV. 

คุณสามารถรับรายงานสภาพอากาศได้สม่ำเสมอทางโทรศัพท์ของคุณ  คอมพิวเตอร์และทีวีของคุณ

You can ask Google and you can ask Alexa and know the current data as well as the forecast.

คุณสามารถสอบถามทางกูเกิล และคุณสามารถสอบถามอเล็กซ่าและทราบข้อมูลปัจจุบันรวมทั้งการพยากรณ์

But many are ignoring the signs of the times regarding the Lord’s return which could be at any time.

แต่คนมากมายละเลยหมายสำคัญของยุคสมัยที่เกี่ยวกับการเสด็จกลับมาของพระเจ้าซึ่งอาจจะเป็นเวลาใดก็ได้.

 

Settle your disputes

การปรองดองกับโจทก์ของท่าน

57 “And why do you not judge for yourselves what is right?

57 “ทำไมพวกท่านไม่ตัดสินเอาเองว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ถูก  

58 As you go with your accuser before the magistrate, make an effort to settle with him on the way, lest he drag you to the judge, and the judge hand you over to the officer, and the officer put you in prison.

58 เพราะในขณะที่ท่านกับโจทก์พากันไปหาตุลาการ จงอุตส่าห์หาช่องที่จะปรองดองกับเขาเมื่อยังอยู่ระหว่างทาง เกรงว่าเขาจะฉุดลากท่านเข้าไปถึงตัวผู้พิพากษา และผู้พิพากษาจะมอบท่านไว้กับผู้คุม และผู้คุมจะขังท่านไว้ในคุก

59 I tell you, you will never get out until you have paid the very last penny.”

59 เราบอกท่านว่า ท่านจะออกจากที่นั่นไม่ได้จนกว่าจะใช้หนี้ครบทุกบาททุกสตางค์””

 

We are such a litigious society, suing others for many things that are our own fault. 

            เราเป็นสังคมที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี  ฟ้องคนอื่นๆ เรียกค่าเสียหายหลายสิ่งที่เป็นความผิดของเราเอง

You probably remember the lady who sued McDonald’s for spilling the hot coffee in her lap. 

คุณอาจจำได้ว่าสุภาพสตรีที่ฟ้องร้องค่าเสียหายจากแมคโดนัลด์ สำหรับกาแฟร้อนที่หกรดบนตักของเธอ

I read of another lady who sued Winnebago after she crashed her motor home because she set the cruise control and went and made a sandwich. 

ผมได้อ่านเรื่องผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ฟ้องร้องค่าเสียหายจากวินนิเบโก หลังจากที่เธอชน บ้านยนต์ของเธอเอง เพราะเธอตั้งควบคุมการขับไว้และไปลงมือทำแซนวิช

It was supposedly their fault for not warning her not to do that. 

คาดคะเนว่าเป็นความบกพร่องของพวกเขาที่ไม่เตือนเธอว่าอย่าทำอย่างนั้น

In 1 Corinthians 6, Paul reprimands church members who have filed lawsuits against each other.

ใน1โครินธ์บทที่ 6 เปาโลกล่าวหาอย่างรุนแรงต่อสมาชิกคริสตจักรที่ได้ยื่นฟ้องคดีความต่อสู้กัน

 

1 Corinthians 6:1-8 1 When one of you has a grievance against another, does he dare go to law before the unrighteous instead of the saints?

1โครินธ์ 6:1-8 1 เมื่อมีใครในพวกท่านเป็นความกัน เขากล้าไปรับการพิพากษาจากคนไม่ชอบธรรม แทนที่จะรับจากธรรมิกชนหรือ 

2 Or do you not know that the saints will judge the world? And if the world is to be judged by you, are you incompetent to try trivial cases?
2 ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่เหมาะจะพิพากษาเรื่องเล็กน้อยหรือ

3 Do you not know that we are to judge angels? How much more, then, matters pertaining to this life!
3พวกท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์ ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งควรจะพิพากษาเรื่องของชีวิตนี้ 

4 So if you have such cases, why do you lay them before those who have no standing in the church?
4 เมื่อเป็นความกันในเรื่องชีวิตนี้ พวกท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรไม่ยอมรับให้ตัดสินหรือ

5 I say this to your shame. Can it be that there is no one among you wise enough to settle a dispute between the brothers,
5ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติปัญญาสามารถวินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ

6 but brother goes to law against brother, and that before unbelievers?
6 แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องถูกพิพากษาต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ

7 To have lawsuits at all with one another is already a defeat for you. Why not rather suffer wrong? Why not rather be defrauded?
7 อันที่จริง เมื่อไปเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า

8 But you yourselves wrong and defraud—even your own brothers!

8 แต่พวกท่านกลับทำร้ายกัน และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง

 

Their pettiness, suggests the apostle, lacks eternal foresight and discredits the testimony of the church.

อัครทูตแนะนำว่าความใจแคบของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าขาดสายตาที่มองเห็นชีวิตนิรันดร์และ ทำลายความน่าเชื่อถือในการเป็นพยานของคริสตจักร

In Matthew 18, Jesus offers principles for how two believers are to resolve a conflict.[5]

ในมัทธิวบทที่ 18 พระเยซูทรงเสนอหลักการสำหรับผู้เชื่อทั้งสองฝ่ายที่จะแก้ไขความขัดแย้ง

 

Matthew 18:15-20 15“If your brother sins against you, go and tell him his fault, between you and him alone. If he listens to you, you have gained your brother.

มัทธิว18:15-20 15“หากพี่น้องของท่านคนหนึ่งทำผิดต่อท่านสำเนาโบราณบางฉบับไม่มีคำว่า ต่อท่าน จงไปหาและชี้ความผิดต่อเขาสองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา

16But if he does not listen, take one or two others along with you, that every charge may be established by the evidence of two or three witnesses.

16แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่าน จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย เพื่อให้คำพูดทุกคำได้รับการยืนยันด้วยปากของสองสามคน เพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้ 

17If he refuses to listen to them, tell it to the church. And if he refuses to listen even to the church, let him be to you as a Gentile and a tax collector.

17ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้น จงไปแจ้งต่อคริสตจักร ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีก ก็ให้ถือว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี

18Truly, I say to you, whatever you bind on earth shall be bound in heaven, and whatever you loose on earth shall be loosed in heaven.

18เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์

19Again I say to you, if two of you agree on earth about anything they ask, it will be done for them by my Father in heaven.

19 เราบอกพวกท่านอีกว่า ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้

20For where two or three are gathered in my name, there am I among them.”

20 เพราะว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น”

 

And earlier on, Jesus advised his followers about how to act if they are the object of a lawsuit:

และก่อนหน้านี้บน พระเยซูได้แนะนำผู้ติดตามของเขาเกี่ยวกับวิธีการที่จะดำเนินการถ้าพวกเขาเป็นวัตถุของคดีความ:

Matthew 5:40 And if anyone would sue you and take your tunic, let him have your cloak as well.

มัทธิว5:40  ถ้าใครต้องการจะฟ้องศาล เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป ก็จงสละเสื้อคลุมให้เขาด้วย

As Christ's followers, we are called to live in unity. God wants us to be at peace with one another.[6]

ในฐานะที่เป็นสาวกของพระคริสต์, เราถูกเรียกให้อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี  พระเจ้าทรงต้องการให้เราอยู่อย่างสงบสุขต่อกันและกัน

 

Romans 12:17-21 17Repay no one evil for evil, but give thought to do what is honorable in the sight of all.

โรม12:17-21 17อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ใครเลย แต่จงมุ่งทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี 18If possible, so far as it depends on you, live peaceably with all. _

18ถ้าเป็นได้ เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน                   

19Beloved, never avenge yourselves, but leave it to the wrath of God, for it is written, “Vengeance is mine, I will repay, says the Lord.”

19นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงโทษ เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าหมายถึง พระเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบแทน” 

20To the contrary, “if your enemy is hungry, feed him; if he is thirsty, give him something to drink; for by so doing you will heap burning coals on his head.”

20แต่ว่า “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำเช่นนั้น จะทำให้เขารู้สึกตัวและกลับมาคืนดี

21Do not be overcome by evil, but overcome evil with good.

21อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

A suing Christian is usually enticed to take on the adversarial spirit manifested in the legal system… the retention of attorneys, and the courtroom arena combine to form an atmosphere not conducive to reconciling relationships.

            โดยปกติคริสเตียนที่ฟ้องตุลาการมักถูกล่อให้หลงรับเอาวิญญาณปรปักษ์ที่ทำให้มีตัวตนในระบบตามกฎหมาย ... การคงมีไว้ซึ่งทนายความและเวทีห้องพิจารณาคดีสร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความสัมพันธ์แบบปรองดองกัน

A Christian who sues can become "caught up" in the system to the extent that he takes on a bitter, self-righteous… mindset. 

คริสเตียนผู้ที่ฟ้องจะกลายเป็น "ติดกับดัก" ในระบบจนถึงระดับที่เขาต้องใช้ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมที่ขมขื่น และมั่นใจว่าตนเองถูกต้อง

This, in turn, can lead him to overlook the blessing hidden in conflict, an opportunity to demonstrate godly character in the face of adversity. It also minimizes God's concern about the "weightier matters of the law"—justice, mercy, and faithfulness (Matt. 23:23).[7]

ในทางกลับกัน สิ่งนี้สามารถทำให้เขามองข้ามพระพรที่ซ่อนอยู่ในความขัดแย้งกัน  โอกาสที่จะสำแดงลักษณะนิสัยตามแบบพระเจ้าในยามเผชิญความทุกข์เดือด

ร้อน นอกจากนี้ยังลดความสำคัญเรื่องของพระเจ้า "เรื่องที่สำคัญกว่าในธรรมบัญญัติ" —ความยุติธรรม ความเมตตา และความเชื่อ (มัทธิว 23:23)

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

            การตัดสินใจติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่มนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

บาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าทรงมารับแบกโทษบาปของเราโดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระองค์ทรงฟื้นชีวิตอีกครั้งสามวันต่อมา

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9  คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด 

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus. 

            ความบาปของคุณจะได้รับการอภัย  และคุณจะกลายเป็นคริสเตียน  สาวกของพระเยซู

You can talk to God about your new faith in Him, with a prayer like this: 

คุณสามารถสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อใหม่ในพระองค์ ด้วยการอธิษฐานตามแบบนี้:

Dear Lord, I know I have done wrong and need forgiveness.

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ารู้ว่าได้ทำผิดบาปและต้องได้รับการให้อภัย

Thank You for dying for my sins and for offering me eternal life.

ขอบพระคุณสำหรับที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของข้าพเจ้าและที่ทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพเจ้า

Please forgive me of my sins and help me turn from them. I now confess you as my Savour.

ขอทรงโปรดยกโทษแก่ข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้าหันจากความบาป ตอนนี้ข้าพเจ้ายอมสารภาพรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

Take control of my life and help me live for Jesus.

ขอทรงควบคุมชีวิตของข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู

Thank You for coming into my life and giving me eternal life. In Jesus name I pray, Amen.

ขอบพระคุณที่เสด็จเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าทูลขอในพระนามพระเยซูคริสต์ อาเมน

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



               [1] John Walvoord and Roy Zuck, ed., The Bible Knowledge Commentary: An Exposition of the Scriptures by Dallas Seminary Faculty, (Colorado Springs, CO: Cook Communications, 1985), WORDsearch CROSS e-book, 238.

     [2] ibid., 239.

               [3] ibid.

     [4] Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, 178.

               [5] Curtis, “Should Christians Sue?” http://www.christianitytoday.com/ct/2001/august6/27.66.html

     [6] ibid.

               [7] ibid.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top