Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 10 Jesus Sends Out the Seventy-Two

ลูกาบทที่ 10 พระเยซูทรงส่งสาวกออกไปเจ็ดสิบสองคน

 

Jesus wants Christians to follow Him even if it involves some suffering and sacrifice.  

            พระเยซูทรงต้องการให้คริสเตียนติดตามพระองค์  แม้ว่าจะพบกับความทุกข์และการเสียสละบ้าง

We also learned about the Transfiguration when Moses and Elisha came to talk with Jesus. 

นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้เรื่องการทรงจำแลงพระกาย เมื่อโมเสสและเอลีชามาสนทนากับพระเยซู

When they came down from the mountain Jesus healed a boy with an unclean spirit. 

เมื่อพวกเขาลงมาจากภูเขา พระเยซูทรงรักษาเด็กชายที่มีผีโสโครก

After this the Lord appointed seventy-two others and sent them on ahead of him, two by two, into every town and place where He Himself was about to go.

หลังจากนี้พระเจ้าทรงแต่งตั้งคนอื่นๆอีกเจ็บสิบสองคนและส่งพวกเขาไปล่วงหน้าพระองค์  ไปเป็นคู่ๆ เข้าไปในเมืองและสถานที่ที่พระองค์เองกำลังจะเสด็จไป

We know that many were following Jesus.

เรารู้ว่าคนมากมายกำลังติดตามพระเยซู

Now as He heads toward Jerusalem there are many towns that have not heard Him or the message of the Kingdom.

ตอนนี้เมื่อพระองค์ทรงมุ่งไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม  มีหลายเมืองที่ยังไม่ได้ยินพระองค์หรือข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า

Instead of six teams of Apostles, now there are thirty-five (or maybe thirty-six) teams of two. [1] 

แทนที่จะมีอัครสาวกหกทีม ตอนนี้มีสามสิบห้าคน(หรือบางทีสามสิบหกคน) ทีมละสองคน

Some translations say 70 and others 72.  It is likely there were 72 but the number was rounded off.

             ฉบับแปลบางเล่มว่าเจ็ดสิบคนและฉบับอื่นว่าเจ็ดสิบสองคน  มีแนวโน้มที่เป็นเจ็ดสิบสองคนแต่ตัวเลขถูกปัดเศษออก

 

1 After this the Lord appointed seventy-two others and sent them on ahead of Him, two by two, into every town and place where He Himself was about to go.

1 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้น   พระเยซูทรงแต่งตั้งอีกเจ็ดสิบสองคน   และทรงใช้พวกเขาออกไปเป็นคู่ๆ ล่วงหน้าไปก่อนพระองค์   เข้าไปทุกเมืองและทุกตำบลที่พระองค์จะเสด็จไปนั้น

           

Jesus may have chosen the number for symbolic reasons, just as the Twelve represent the Twelve Tribes of Israel you find:  70 elders of Israel, 70 members of the Sanhedrin and 70 nations reckoned to be in the world. 

พระเยซูอาจทรงเลือกจำนวนโดยมีเหตุผลที่เชิงสัญลักษณ์ เช่นเดียวกับเลขสิบสองเป็นตัวแทนของอิสราเอลสิบสองเผ่า  คุณพบผู้อาวุโสของอิสราเอลเจ็ดสิบคน สมาชิกสภาแซนเฮดรินเจ็ดสิบคน และนับได้เจ็ดสิบประเทศที่คาดว่าจะอยู่ในโลก

As Jesus did earlier with the Twelve, Jesus sends the Seventy out in pairs, a pattern later followed by Paul and Barnabas, Paul and Silas, Barnabas and Mark, and other early missionaries.

ตามที่พระเยซูได้ทรงใช้สาวกสิบสองคนก่อนนี้ พระเยซูส่งออกคนเจ็ดสิบคน ออกไปเป็นคู่ การจัดแบบนี้ภายหลังได้ถูกทำตามโดย  เปาโลและบารนาบัส เปาโลและสิลาส  บารนาบัสและมาระโก และมิชชันนารีอื่นๆในยุคแรก

It's not that missionaries should never go alone, but travelling in pairs is safer, provides more encouragement, and uses the spiritual gifts of the pair rather than just a single missionary. 

ไม่ใช่ว่ามิชชันนารีไม่ควรไปคนเดียว แต่การเดินทางเป็นคู่มีความปลอดภัยกว่า ช่วยหนุนกำลังใจกันมากกว่า  และใช้ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณของทั้งคู่ดีกว่ามิชชันนารีเพียงคนเดียว

It's tough and can be very discouraging being a solo church planter or missionary.[2]

มันเป็นเรื่องยากและทำให้ท้อใจมากถ้าเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรคนเดียวหรือเป็น         มิชชันนารีคนเดียว

 

2 And he said to them, “The harvest is plentiful, but the laborers are few. Therefore pray earnestly to the Lord of the harvest to send out laborers into his harvest.

2 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมาก แต่คนงานยังน้อยอยู่   เหตุฉะนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา  ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์

           

           Disciples are those who follow Jesus in His work, who deny themselves, take up their cross daily, and follow Him.

            พวกสาวกคือบรรดาคนที่ติดตามพระเยซูในพระราชกิจของพระองค์  ได้ปฏิเสธตัวเอง  แบกกางเขนของพวกเขาทุกวัน  และติดตามพระองค์

Their discipleship is not a matter of their own comfort but of Jesus' mission.

การเป็นสาวกไมใช่เรื่องความสุขสบายของตัวเอง แต่เป็นการทำพันธกิจของพระเยซู

So when I read that "the workers are few," I grieve.

ดังนั้นเมื่อผมอ่านว่า "คนงานมีน้อย" ผมเศร้าใจ

This continues to be a problem today.  

นี่ยังคงเป็นปัญหาในทุกวันนี้

Jesus seeks to recruit you as a worker in His harvest, not just as a church attender. 

พระเยซูทรงเสาะหาเพื่อนำคุณมาเป็นคนงานในการเก็บเกี่ยวของพระองค์  ไม่ใช่เป็นเพียงผู้มาร่วมประชุมในคริสตจักร

But Jesus gives His answer to the problem of too few workers, the answer is prayer.

แต่พระเยซูทรงให้คำตอบต่อปัญหาเรื่องคนงานน้อยเกินไป คำตอบคือการอธิษฐาน

"Ask the Lord of the harvest, therefore, to send out workers into His harvest field"  

"เพราะฉะนั้น ท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา  ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์"

So we need to be going and praying for God to send others to join us.

ดังนั้นเราจำต้องออกไปและอธิษฐานขอต่อพระเจ้าที่จะส่งผู้อื่นมาเข้าร่วมกับเรา

 

3 Go your way; behold, I am sending you out as lambs in the midst of wolves.

3 ปเถอะ  เราใช้พวกท่านออกไปเหมือนอย่างลูกแกะที่อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า

4 Carry no moneybag, no knapsack, no sandals, and greet no one on the road.

4 อย่าเอาถุงเงิน   หรือย่าม   หรือรองเท้าไป   และอย่าทักทายใครตามทาง

           

            If the disciples were to spend a long time to greet everyone they met on the road, they wouldn't get to their destination to do the real work they were called to do, to proclaim the good news.

ถ้าพวกสาวกใช้เวลานานทักทายทุกคนที่พวกเขาพบบนท้องถนน  พวกเขาจะไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเพื่อทำงานจริงจังตามที่พวกเขาถูกเรียกให้ทำ คือประกาศข่าวดี

The instruction "do not greet anyone on the road" is intended to remind them of the urgency of their mission. They are not to be sidetracked by the good that may prevent them from accomplishing the best. [3]

คำแนะนำว่า "อย่าทักทายใครบนท้องถนน" มีจุดประสงค์เพื่อเตือนพวกเขาให้เร่งด่วนทำภารกิจ พวกเขาต้องไม่หันเหไปโดยสิ่งดีที่อาจปกป้องพวกเขาจากการทำงานให้บรรลุผลดีที่สุด

 

5 Whatever house you enter, first say, ‘Peace be to this house!’

5 ถ้าจะเข้าไปในบ้านใดจงพูดก่อนว่า   ' ขอให้บ้านนี้มีสันติสุข'

6 And if a son of peace is there, your peace will rest upon him. But if not, it will return to you.

6 ถ้ามีคนรักสันติอยู่ที่นั่น   สันติสุขของพวกท่านจะอยู่กับเขา   ถ้าไม่มี  สันติสุขของท่านจะกลับคืนมาอยู่กับพวกท่าน

           

The 72 sent out by Jesus were to look for a person of peace. 

            คนทั้งเจ็ดสิบสองคนที่พระเยซูทรงส่งออกไปต้องมองหาคนที่รักสันติ

This is something we still do today in planting new churches.  

นี่คือบางสิ่งที่เรายังคงทำทุกวันนี้ในการก่อตั้งคริสตจักรใหม่ๆ

We share the gospel with many people and see who will respond, who will be receptive to us and our message.  

เราแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้คนมากมายและดูว่าใครจะตอบสนอง   ใครจะต้อนรับเราและข่าวประเสริฐของเรา

A person who is receptive, a person of peace, may be used of the Lord to host a Bible study in their home, which later may become a church, perhaps even with that man as the pastor.

คนที่ต้อนรับ  คนที่รักสันติ พระเจ้าอาจทรงใช้เป็นเจ้าบ้านเปิดเรียนพระคัมภีร์ในบ้านของพวกเขา ซึ่งในภายหลังอาจจะกลายเป็นคริสตจักร บางทีจะมีคนที่เป็นศิษยาภิบาล

 

7 And remain in the same house, eating and drinking what they provide, for the laborer deserves his wages. Do not go from house to house.

7 จงอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันนั้นตลอด   กินและดื่มของที่พวกเขาจัดให้นั้น   เพราะว่าคนที่ทำงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน   อย่าย้ายจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น

           

Paul quotes this passage to extend the idea of payment to elders or pastors of local congregations.

         เปาโลอ้างเนื้อหาตอนนี้เพื่อต่อยอดความคิดของการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ปกครองหรือศิษยาภิบาลของคริสตจักรท้องถิ่น

 

1 Timothy 5:17-18 17 Let the elders who rule well be considered worthy of double honor, especially those who labor in preaching and teaching.

1ทิโมธี 5:17-18 17 จงถือว่าผู้ปกครองทั้งหลายที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติเป็นสองเท่า   โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ปกครองที่ตรากตรำในการเทศนาและสั่งสอน

18 For the Scripture says, “You shall not muzzle an ox when it treads out the grain,” and, “The laborer deserves his wages.”

18 เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว  ขณะที่มันกำลังนวดข้าวอยู่   และ “คนงานก็สมควรจะได้รับค่าจ้างของตน”

 

 In 1 Corinthians 9:4-18 4 Paul discusses his right to food and drink, even though he has chosen to waive it in order to offer the Gospel free of charge.

                ใน1โครินธ์9:4-18 เปาโลถกปัญหาสิทธิ์ของเขาเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม แม้ว่าเขาเลือกที่จะสละสิทธิ์เพื่อจะไปประกาศข่าวประเสริฐโดยไม่คิดค่าจ้าง

 

4Do we not have the right to eat and drink?

4เรามีสิทธิ์กินและดื่มไม่ใช่หรือ

5Do we not have the right to take along a believing wife, as do the other apostles and the brothers of the Lord and Cephas? __

5เรามีสิทธิ์พาพี่น้องซึ่งเป็นภรรยาไปด้วยเหมือนอย่างบรรดาอัครทูตอื่นๆ   น้องๆ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   และเคฟาสไม่ใช่หรือ

6Or is it only Barnabas and I who have no right to refrain from working for a living?

6เฉพาะข้าพเจ้าและบารนาบัสเท่านั้นที่ไม่มีสิทธิ์เลิกทำงานหาเลี้ยงชีพหรือ

7Who serves as a soldier at his own expense? Who plants a vineyard without eating any of its fruit? Or who tends a flock without getting some of the milk?

7ใครบ้างที่เป็นทหารด้วยค่าจ้างของตัวเอง ใครบ้างที่ทำสวนและไม่กินผลองุ่นในสวนนั้น   ครบ้างที่เลี้ยงฝูงแกะและไม่กินน้ำนมของฝูงแกะนั้น  

8Do I say these things on human authority? Does not the Law say the same? _

8ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ตามวิสัยของมนุษย์หรือ   ธรรมบัญญัติก็กล่าวอย่างนี้ด้วยไม่ใช่หรือ

9For it is written in the Law of Moses, “You shall not muzzle an ox when it treads out the grain.” Is it for oxen that God is concerned? _

9เพราะว่าในธรรมบัญญัติของโมเสสมีเขียนไว้ว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัวเมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   พระเจ้าทรงเป็นห่วงวัวหรือ

10Does he not speak entirely for our sake? It was written for our sake, because the plowman should plow in hope and the thresher thresh in hope of sharing in the crop.

10พระองค์ตรัสเพื่อเราโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ   ข้อความนั้นเขียนไว้เพื่อเรา   แสดงว่าคนที่ไถนาสมควรจะไถด้วยความหวัง   และคนที่นวดข้าวก็สมควรนวดด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์

11If we have sown spiritual things among you, is it too much if we reap material things from you?

11ถ้าเราหว่านปัจจัยฝ่ายจิตวิญญาณให้แก่พวกท่านแล้ว  จะมากไปหรือที่เราจะเกี่ยวปัจจัยฝ่ายกายจากท่าน

12If others share this rightful claim on you, do not we even more? Nevertheless, we have not made use of this right, but we endure anything rather than put an obstacle in the way of the gospel of Christ.

12ถ้าคนอื่นมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์จากท่านทั้งหลาย   ราก็มีสิทธิ์ยิ่งกว่านั้นอีกไม่ใช่หรือ   แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์นี้เลย   แต่เรายอมทนทุกข์อย่าง เพื่อเราจะไม่วางสิ่งกีดขัดขวางใดๆ ต่อข่าวประเสริฐของพระคริสต์

13Do you not know that those who are employed in the temple service get their food from the temple, and those who serve at the altar share in the sacrificial offerings?

13ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า พวกที่ทำงานต่างๆ ของพระวิหารก็กินอาหารของพระวิหาร และพวรับใช้ที่แท่นบูชาก็รับส่วนแบ่งจากเครื่องบูชานั้น

14In the same way, the Lord commanded that those who proclaim the gospel should get their living by the gospel.

14ทำนองเดียวกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสั่งไว้ว่า คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐ  

15But I have made no use of any of these rights, nor am I writing these things to secure any such provision. For I would rather die than have anyone deprive me of my ground for boasting.

15แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ใช้สิทธิ์เหล่านี้เลย   และข้าพเจ้าไม่ได้เขียนเช่นนี้เพื่อให้เขาทำอย่างนั้นกับข้าพเจ้า   เพราะว่าข้าพเจ้ายอมตายดีกว่าที่จะให้ใครทำลายเหตุแห่งการอวดของข้าพเจ้า

16For if I preach the gospel, that gives me no ground for boasting. For necessity is laid upon me. Woe to me if I do not preach the gospel

16เพราะว่าถ้าข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ   ข้าพเจ้าก็ไม่มีเหตุที่จะอวดได้   เพราะว่าข้าพเจ้าจำต้องทำ    ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศวิบัติจะเกิดกับข้าพเจ้า

17For if I do this of my own will, I have a reward, but not of my own will, I am still entrusted with a stewardship.

17เพราะถ้าข้าพเจ้าประกาศด้วยความสมัครใจก็จะได้รับบำเหน็จ   แต่ถ้าไม่สมัครใจภารกิจนี้ก็ทรงมอบให้แล้ว

18What then is my reward? That in my preaching I may present the gospel free of charge, so as not to make full use of my right in the gospel.

18แล้วบำเหน็จของข้าพเจ้าคืออะไร   ก็คือว่าในการประกาศข่าวประเสริฐนั้น   ข้าพเจ้าประกาศโดยไม่คิดค่าจ้าง   เพื่อจะไม่ต้องใช้สิทธิ์ในข่าวประเสริฐเต็มที่  

 

Luke 10:8 Whenever you enter a town and they receive you, eat what is set before you.

ลูกา10:8 เมื่อพวกท่านเข้าไปในเมืองไหนและมีคนต้อนรับท่าน  จงรับ

ประทานสิ่งที่เขาจัดให้

       

They are not to seek to improve their lodging and meals by moving to houses with better fare.

            พวกเขาต้องไม่พยายามปรับปรุงที่พักและอาหารโดยย้ายไปพักบ้านที่มีการจัดการที่ดีกว่า

The household where they are welcomed is to remain their base of operations in that town until they leave. Instead of concentrating on improving their lot, they are to preach the Gospel, fulfill their mission, and then move on.[4]

บ้านเรือนที่ต้อนรับพวกเขายังคงเป็นฐานปฏิบัติการในเมืองนั้นจนกว่าพวกเขาจะลาจากไป  แทนที่จะมุ่งเน้นในการปรับปรุงที่พัก พวกเขาต้องประกาศข่าวประเสริฐ  ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ แล้วพวกเขาก็จะเคลื่อนย้ายออกไป

 

9 Heal the sick in it and say to them, ‘The kingdom of God has come near to you.’

9 และจงรักษาคนป่วยในเมืองนั้นให้หายและแจ้งกับเขาว่า   'แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้พวกท่านแล้ว'

10 But whenever you enter a town and they do not receive you, go into its streets and say,

10 แต่ถ้าท่านทั้งหลายเข้าไปในเมืองไหนและไม่มีใครต้อนรับท่าน   จงออกไปที่กลางถนนของเมืองนั้นกล่าวว่า

11 ‘Even the dust of your town that clings to our feet we wipe off against you. Nevertheless know this, that the kingdom of God has come near.’

11 แม้แต่ผงคลีดิน ในเมืองของพวกท่านที่ติดอยู่กับเท้าของเรา  เราก็จะสะบัดออกเพื่อเป็นการประท้วงท่าน  แต่พวกท่านจงเข้าใจข้อความนี้  คือแผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้แล้ว'

12 I tell you, it will be more bearable on that day for Sodom than for that town.

12 ราบอกพวกท่านว่า โทษของเมืองโสโดมในวันนั้นจะยังเบากว่าโทษของเมืองนั้น

 

           Sodom was a city named in the Old Testament in the time of Abraham that was destroyed because of the wickedness of homosexuality.

            โสโดมเป็นเมืองที่ปรากฏชื่อในพันธสัญญาเดิมในสมัยของอับราฮัม ที่ถูกทำลายเพราะความชั่วร้ายเรื่องการรักร่วมเพศ

Jesus said, “The harvest is plentiful, but the laborers are few.

พระเยซูตรัสว่า "ข้าวที่ต้องเกี่ยวมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่

Therefore, pray earnestly to the Lord of the harvest to send out laborers into His harvest”.  

เพราะฉะนั้นท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้เป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพีชผลของพระองค์

Many more Christian workers are needed so that all the people here in Southern Thailand who are searching for the truth, can be helped in finding that Jesus is the Truth. 

จำเป็นต้องมีคนงานคริสเตียนอื่นอีกมากมาย เพื่อว่าทุกคนที่นี่ในภาคใต้ของประเทศไทยที่กำลังแสวงหาความจริง  เพื่อจะรับการช่วยให้พบว่าพระเยซูคือความจริง

There are people who have come near to the kingdom of God and have never entered in, and that is always a tragic thing.

มีประชาชนที่ได้มาใกล้แผ่นดินของพระเจ้าและไม่เคยเข้าไปข้างใน และนั่นคือสิ่งที่น่าเศร้าใจเสมอ

A leader mentioned in the book of Acts named Herod Agrippa said to Paul, "You almost persuade me to become a Christian."

ผู้นำที่กล่าวถึงในพระธรรมกิจการที่ชื่อเฮโรด อากริปปา กล่าวกับเปาโลว่า "ท่านเกือบจะชักชวนเราเป็นคริสเตียนเสียแล้ว"

He came near to the kingdom of God, but he didn't enter.

เขามาใกล้แผ่นดินของพระเจ้าแต่เขาไม่ได้เข้าข้างใน

And the Lord said to the seventy, "If they don't receive you, just go out into the street, dust off your shoes in front of them, and say, 'We dust off the dust of the city that it might remain, but know this, the kingdom of God came near to you.'"

และพระเจ้าตรัสกับคนเจ็ดสิบคนว่า "หากพวกเขาไม่ต้อนรับท่าน จงออกไปที่กลางถนน สะบัดผงคลีดินที่รองเท้าของท่านต่อหน้าพวกเขา และพูดว่า" เราสลัดผงคลีดินออกจากเมืองที่มันอาจจะยังหลงเหลืออยู่  แต่จงรู้ข้อนี้ แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้ท่านแล้ว'"

            The sin against light or truth received from God is the greatest sin that a person can commit.

            ความบาปที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความสว่างหรือความจริงจากพระเจ้าเป็นบาปที่ร้ายแรงที่สุดที่คนสามารถกระทำได้

God holds us responsible for the knowledge that we have.

พระเจ้าทรงรับผิดชอบต่อความรู้ที่เรามี

God does not hold a man responsible for knowledge that he does not have.

พระเจ้าไม่ทรงให้คนต้องรับผิดชอบต่อความรู้ที่เขาไม่มี

To whom much is given, much is required.

คนที่ได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นมาก

To whom little is given, little is required. God is fair in judgment.

คนที่ได้รับน้อย จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นน้อย พระเจ้าทรงยุติธรรมในการพิพากษา

            Now for this city, it would be more tolerable than Sodom, because the kingdom of God came near.

            ตอนนี้สำหรับเมืองนี้ มันจะทนทานมากกว่าโสโดม เพราะแผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้

They had the exposure, but they did not enter in.

พวกเขามีการเปิดเผยให้ทราบ  แต่พวกเขาไม่ได้เข้าไปข้างใน

And so, for that city it would be more tolerable for Sodom than for that city, because Sodom did not have the same exposure to the truth.

และดังนั้น  สำหรับเมืองนั้น มันจะทนทานสำหรับโสโดมมากกว่าสำหรับเมืองนั้น เพราะเมืองโสโดมไม่ได้มีการเปิดเผยแบบเดียวกันต่อความจริง

Woe to Unrepentant Cities

            วิบัติแก่เมืองที่ไม่ได้กลับใจใหม่

These cities had the gospel preached in them and saw miracles from God, but still refused to believe.  

คนในเมืองเหล่านี้รับข่าวประเสริฐที่สั่งสอนแก่พวกเขาและเห็นการอัศจรรย์จากพระเจ้าแต่ยังปฏิเสธที่จะเชื่อ

Jesus also mentions Capernaum, the city where He and His disciples lived much of the time. 

พระเยซูยังกล่าวถึงเมืองคาเปอร์นาอุม เมืองที่พระองค์และพวกสาวกของพระองค์ใช้เวลาอยู่ที่นั่นส่วนใหญ่

Many there did not believe either. 

หลายคนที่นั่นก็ไม่ได้รับเชื่อเช่นกัน

 

13 “Woe to you, Chorazin! Woe to you, Bethsaida! For if the mighty works done in you had been done in Tyre and Sidon, they would have repented long ago, sitting in sackcloth and ashes.

13 “วิบัติแก่เจ้าเมืองโคราซิน   วิบัติแก่เจ้า  เมืองเบธไซดา   ถ้าการอัศจรรย์ต่างๆซึ่งทำท่ามกลางพวกเจ้าได้ทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน      คนในเมืองทั้งสองคงไม่นุ่งห่มผ้ากระสอบ   นั่งบนขี้เถ้า   กลับใจใหม่นานแล้ว

14 But it will be more bearable in the judgment for Tyre and Sidon than for you.

14 แต่ในวันพิพากษานั้น   โทษของเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของพวกเจ้า

15 And you, Capernaum, will you be exalted to heaven? You shall be brought down to Hades.

15 ส่วนเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม   เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ   เปล่าเลย  เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก

 

            These are two cities around the Sea of Galilee where Jesus had ministered, where His light did come, who rejected that light.

            ทั้งสองเมืองนี้อยู่แถวทะเลกาลิลีที่พระเยซูได้เทศนาสั่งสอน  ที่ซึ่งความสว่างของพระองค์มาถึง  ผู้ที่ปฏิเสธความสว่างนั้น

They rejected the kingdom. 

พวกเขาปฏิเสธแผ่นดินของพระเจ้า

These cities had the gospel preached in them and saw miracles from God, but still refused to believe.  

พระกิตติคุณเทศนาแก่พวกเขาชาวเมืองเหล่านี้  และเห็นการอัศจรรย์จากพระเจ้าแต่ยังปฏิเสธที่จะเชื่อ

Jesus also mentions Capernaum, the city where He and His disciples lived much of the time.  Many there did not believe either.    

พระเยซูยังกล่าวถึงเมืองคาเปอร์นาอุม เมืองที่พระองค์และพวกสาวกของพระองค์ใช้เวลาอยู่ที่นั่นส่วนใหญ่ คนมากมายก็ยังไม่เชื่อเช่นกัน

 

16 “The one who hears you hears me, and the one who rejects you rejects me, and the one who rejects me rejects him who sent me.”

16 “ผู้ที่ยอมฟังพวกท่านก็ยอมฟังเรา      ผู้ที่ไม่ยอมรับพวกท่านก็ไม่ยอมรับเรา   ผู้ที่ไม่ยอมรับเราก็ไม่ยอมรับผู้ที่ใช้เรามา”

 

         Notice the purpose for these teams:  The Lord sent them ahead of Him to every town and place where He was about to go.

            สังเกตจุดประสงค์ของทีมเหล่านี้: พระเจ้าทรงส่งพวกเขาไปล่วงหน้าพระองค์ไปทุกเมืองและสถานที่ที่พระองค์กำลังจะเสด็จไป

Their message was the same as for the Twelve, "Heal the sick who are there and tell them, the kingdom of God is near you.  

ข่าวประเสริฐของพวกเขาเหมือนกับพวกสาวกสิบสองคน "จงรักษาผู้ป่วยที่อยู่ที่นั่นและบอกพวกเขาว่า แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้ท่านแล้ว”

Jesus was moving south into Judea, into a new area that wasn't familiar with His message of the nearness of the Kingdom of God. 

พระเยซูกำลังทรงเคลื่อนย้ายไปทางทิศใต้เข้าในแคว้นยูเดีย  เข้าในพื้นที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับข่าวประเสริฐของพระองค์เรื่องแผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้แล้ว

Jesus was planning on going to the towns but couldn’t go to everyone Himself.

พระเยซูทรงกำลังวางแผนที่จะเข้าในเมืองแต่ไม่สามารถไปพบทุกคนด้วยพระองค์เอง

These Seventy disciples have an awesome responsibility, "He who listens to you listens to Me; he who rejects you rejects Me; but He who rejects Me rejects Him who sent Me".[5]

พวกสาวกเจ็ดสิบคนเหล่านี้มีความรับผิดชอบที่สุดยอด "คนที่ฟังท่านก็ฟังเรา คนที่ปฏิเสธท่านก็ปฏิเสธเรา แต่ผู้ที่ไม่ยอมรับเราก็ปฏิเสธพระองค์ที่ส่งเรามา "

 

The Return of the Seventy-Two

พวกสาวกเจ็ดสิบสองคนกลับมา

17 The seventy-two returned with joy, saying, “Lord, even the demons are subject to us in your name!”

17 สาวกเจ็ดสิบสองคนนั้นกลับมาด้วยความยินดีทูลว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   แม้แต่พวกผีก็อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์  โดยพระนามของพระองค์”

18 And he said to them, “I saw Satan fall like lightning from heaven.

18 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า   “เราเห็นซาตาน   ตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ

Revelation 12:7-12 7 Now war arose in heaven, Michael and his angels fighting against the dragon. And the dragon and his angels fought back,

วิวรณ์ 12:7-12 7 ขณะนั้นเกิดสงครามขึ้นในสวรรค์   มีคาเอล กับบรรดาทูตสวรรค์ของท่านต่อสู้กับพญานาค   และพญานาคกับบริวารของมันก็ต่อสู้

8 but he was defeated and there was no longer any place for them in heaven.

8 แต่มันพ่ายแพ้และพบว่าไม่มีที่อยู่สำหรับพวกมันในสวรรค์อีกต่อไป

9 And the great dragon was thrown down, that ancient serpent, who is called the devil and Satan, the deceiver of the whole world—he was thrown down to the earth, and his angels were thrown down with him.

9 พญานาคใหญ่ตัวนั้นคืองูดึกดำบรรพ์   ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตานผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก  มันถูกโยนลงมาที่แผ่นดินโลก  และเหล่าบริวารของมันถูกโยนลงมากับมันด้วย

10 And I heard a loud voice in heaven, saying, “Now the salvation and the power and the kingdom of our God and the authority of his Christ have come, for the accuser of our brothers has been thrown down, who accuses them day and night before our God.

10 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังในสวรรค์กล่าวว่า   “บัดนี้ความรอดและฤทธิ์เดชและอาณาจักรของพระเจ้าของเรา   และสิทธิอำนาจของพระคริสต์ของพระองค์มาถึงแล้ว   เพราะว่าผู้กล่าวหาพี่น้องของเราถูกโยนลงไปแล้ว คือผู้ที่กล่าวหาพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าของเราทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น  

11 And they have conquered him by the blood of the Lamb and by the word of their testimony, for they loved not their lives even unto death.

11 พวกเขาชนะมารด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก   และด้วยคำพยานของพวกเขาเอง   และพวกเขาไม่ได้รักตัวกลัวตาย

12 Therefore, rejoice, O heavens and you who dwell in them! But woe to you, O earth and sea, for the devil has come down to you in great wrath, because he knows that his time is short!”

12 เพราะเหตุนี้จงรื่นเริงยินดีเถิด   สวรรค์และบรรดาผู้ที่อยู่ในสวรรค์ แต่วิบัติจะมีแก่แผ่นดินโลกและทะเล   เพราะว่ามารได้ลงมาหาเจ้าทั้งหลายด้วยความเดือดดาลอย่างยิ่ง   เพราะมันรู้ว่าเวลาของมันมีน้อย”

  

Continuing in Luke 10:19 19 Behold, I have given you authority to tread on serpents and scorpions, and over all the power of the enemy, and nothing shall hurt you.

มีต่อในลูกา10:19 19 นี่แน่ะ เราให้พวกท่านมีสิทธิอำนาจเหยียบงูร้ายและแมงป่อง และให้มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าฤทธานุภาพของศัตรูนั้น ไม่มีอะไรจะมาทำอันตรายพวกท่านได้เลย

20 Nevertheless, do not rejoice in this, that the spirits are subject to you, but rejoice that your names are written in heaven.”

20 แต่ว่าอย่าชื่นชมยินดีในสิ่งนี้   คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของท่าน   แต่จงชื่นชมยินดีที่ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์”

 

            You see when you believe in Jesus, your name too can be written in the Lamb’s Book of Life. 

            เห็นไหมเมื่อคุณเชื่อในพระเยซู ชื่อของคุณก็ได้ถูกจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก

When you stand before God after death at the Great White Throne Judgment, God will look in this book for your name. 

เมื่อคุณยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าหลังความตายเมื่อถึงการพิพากษาที่พระบัลลังก์สีขาว พระเจ้าจะมองหาชื่อของคุณในหนังสือเล่มนี้

If it is there, you may come into Heaven, if not, then He will say, “depart from Me, I never knew you.”

ถ้ามันมีอยู่  คุณอาจจะเข้าในสวรรค์  ถ้าไม่มี  แล้วพระองค์จะตรัสว่า "จงไปให้พ้นจากเรา  เราไม่เคยรู้จักเจ้า”

 

Revelation วิวรณ์ 20:12-15 12 And I saw the dead, great and small, standing before the throne, and books were opened. Then another book was opened, which is the book of life. And the dead were judged by what was written in the books, according to what they had done.

12 ข้าพเจ้ายังเห็นบรรดาคนตาย   ทั้งคนใหญ่โตและคนเล็กน้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น   แล้วหนังสือต่างๆก็ถูกเปิดออก   และหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็ถูกเปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต   คนตายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของเขาทั้งหลายที่เขียนไว้ในหนังสือเหล่านั้น  

13 And the sea gave up the dead who were in it, Death and Hades gave up the dead who were in them, and they were judged, each one of them, according to what they had done.

13 ทะเลก็ส่งคืนคนตายที่อยู่ในทะเล   ความตายและแดนคนตายก็ส่งคืนคนตายที่อยู่ในนั้น   แต่ละคนก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน

14 Then Death and Hades were thrown into the lake of fire. This is the second death, the lake of fire.

14 แล้วความตาย และแดนคนตายก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟ   บึงไฟนี่แหละคือความตายครั้งที่สอง

15 And if anyone's name was not found written in the book of life, he was thrown into the lake of fire.

15 และถ้าพบว่าใครไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต   เขาก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟ

Revelation 21:27 But nothing unclean will ever enter it, nor anyone who does what is detestable or false, but only those who are written in the Lamb's book of life.

 วิวรณ์ 21:27 และไม่มีสิ่งใดที่เป็นมลทิน   หรือคนใดที่ประพฤติอย่างน่าสะอิดสะเอียน   หรือประพฤติการหลอกลวงจะเข้าไปในนครนั้นได้   นอกจากพวกที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้น

 

Jesus Rejoices in the Holy Spirit

พระเยซูทรงเปรมปรีดิ์ ในพระวิญญาณ

Continuing in Luke 10:21 21 In that same hour he rejoiced in the Holy Spirit and said, “I thank you, Father, Lord of heaven and earth, that you have hidden these things from the wise and understanding and revealed them to little children; yes, Father, for such was your gracious will.

มีต่อในลูกา10:21 21 ในเวลานั้นเองพระเยซูทรงเปรมปรีดิ์ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า   “ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลก   ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์   ที่พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีปัญญาและคนฉลาด   แต่ทรงสำแดงแก่พวกทารก   ถูกแล้ว ข้าแต่พระบิดา   พระองค์พอพระ

ทัยเช่นนั้น  

22 All things have been handed over to me by my Father, and no one knows who the Son is except the Father, or who the Father is except the Son and anyone to whom the Son chooses to reveal him.”

22 “พระบิดาของเราทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เราไม่มีใครรู้ว่าพระบุตรเป็นใครนอกจากพระบิดา  และไม่มีใครรู้ว่าพระบิดาเป็นใครนอกจากพระบุตร และผู้ที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้”  

23 Then turning to the disciples he said privately, “Blessed are the eyes that see what you see!

23 พระองค์ทรงหันมาหาพวกสาวก  ตรัสกับพวกเขาเป็นการส่วนตัวว่า  “ผู้ที่ได้เห็นสิ่งที่พวกท่านเห็นก็เป็นสุข

24 For I tell you that many prophets and kings desired to see what you see, and did not see it, and to hear what you hear, and did not hear it.”

24 เพราะเราบอกพวกท่านว่า ผู้เผยพระวจนะหลายคน และกษัตริย์หลายองค์ปรารถนาจะเห็นสิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้  แต่เขาทั้งหลายไม่เคยเห็น  และอยากจะได้ยินสิ่งที่พวกท่านได้ยิน  แต่เขาก็ไม่เคยได้ยิน”

 

           Jesus says about the seventy, "Oh, it's so beautiful, see these simple people," they weren't the Pharisees, they weren't the rulers.

พระเยซูตรัสเกี่ยวกับคนเจ็ดสิบคน "โอ ช่างสวยงามมาก  จงดูคนที่เรียบง่ายเหล่านี้" พวกเขาไม่ใช่พวกฟาริสี พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ปกครอง

They were just plain, simple people.

พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาและเรียบง่าย

And He says, "Oh Father, it's so great that You hid these things from those self-important people.

และพระองค์กล่าวว่า "โอ พระบิดา ช่างดีจริงๆ ที่พระองค์ทรงซ่อนสิ่งเหล่านี้จากคนที่สำคัญตนเองผิด

You've revealed them unto these babes, because it seemed good to You."

พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสิ่งเหล่านี้กับเด็กทารกเหล่านี้  เพราะดูเหมือนดีต่อพระองค์"

Many important people would give everything to have what you have if you are Christian, in that wonderful relationship with God, through Jesus Christ.  Jesus said, "you're blessed that you have seen these things." [6]  

คนสำคัญมากมายจะให้ทุกอย่างที่มีสิ่งที่คุณมี ถ้าคุณเป็นคริสเตียน เพื่อมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูตรัสว่า "คุณเป็นสุขแล้วที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้"

Is your name written in the Lamb’s Book of Life? 

            ชื่อของท่านจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกแล้วหรือ

Jesus is the Lamb of God. 

พระเยซูทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า

Your name can be written today in His book, if you will believe in Jesus Christ as your Lord and Savior.   Revelation 21 tells us about a “New Jerusalem,” the City of God -Heaven. 

ชื่อของคุณสามารถถูกจดบันทึกในวันนี้ในหนังสือของพระองค์ ถ้าคุณจะเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ วิวรณ์บทที่21บอกเราเกี่ยวกับ "กรุงเยรูซาเล็มใหม่" เมืองแห่งพระเจ้า-สวรรค์

Jesus said, “The harvest is plentiful, but the laborers are few.

            พระเยซูตรัสว่า "ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่

Therefore pray earnestly to the Lord of the harvest to send out laborers into His harvest”.  

เพราะฉะนั้นท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา  ให้ทรงส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์ "

Many more Christian workers are needed so that all the people here in Southern Thailand who are searching for the truth, can be helped in finding that Jesus is the Truth. 

จำเป็นต้องมีคนงานคริสเตียนอื่นอีกมากมาย เพื่อว่าทุกคนที่นี่ในภาคใต้ของประเทศไทยที่กำลังแสวงหาความจริง  จะสามารถรับการช่วยให้พบว่าพระเยซูคือความจริง

           If you're not sure that your name is written in heaven, then why don't you pray, and ask God's forgiveness for all your sins.

            ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าชื่อของคุณถูกบันทึกไว้ในสวรรค์หรือไม่  ถ้าเช่นนั้นทำไมคุณไม่อธิษฐานและขอให้พระองค์ทรงอภัยความบาปทั้งสิ้นของคุณ

Ask Him to cleanse you, come into your life, and make you one of Jesus' disciples.

จงทูลขอให้พระองค์ชำระคุณ  เสด็จเข้ามาในชีวิตของคุณ และทำให้คุณเป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซู

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



            [3] ibid.

[4] ibid.

[5] ibid.

[6] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Luke 10.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top