Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 

God's Word for Today
Acts 2

October 16, 2011

 
 

Acts 2 The Coming of the Holy Spirit and the Birth of the Church

กิจการ2การเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการบังเกิดของพระศาสนจักร

 

This passage describes the birth of the church by the coming of the Holy Spirit on the Day of Pentecost. It describes the Holy Spirit’s coming and the effect of the Spirit’s coming. 

ตอนนี้จะอธิบายถึงการเกิดของคริสตจักรโดยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคอสที่ห้าสิบวันนับ แต่วันที่พระเยซูมามีชีวิตจากความตายนั้นยังมีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะมาถึง

 

Acts 2:1-13 (NASB)

1 When the day of Pentecost had come, they were all together in one place.

กิจการ2:1-13

1 เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์มาถึง พวกสาวกรวมตัวอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน

 2 And suddenly there came from heaven a noise like a violent rushing wind, and it filled the whole house where they were sitting.

 2ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุแรงกล้าดังก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น

3 And there appeared to them tongues as of fire distributing themselves, and they rested on each one of them.

3และพวกเขาเห็นบางสิ่งที่คล้ายเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแผ่กระจายอยู่บนตัวพวกเขาทุกคน

4 And they were all filled with the Holy Spirit and began to speak with other tongues, as the Spirit was giving them utterance.

4พวกเขาทั้งหมดก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงเริ่มต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงให้พูด

 5 Now there were Jews living in Jerusalem, devout men from every nation under heaven.

5มีพวกยิวจากทุกประเทศทั่วใต้ฟ้าซึ่งเป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า มาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม

6 And when this sound occurred, the crowd came together, and were bewildered because each one of them was hearing them speak in his own language.
6 เมื่อมีเสียงอย่างนั้นเขาทั้งหลายจึงพากันมา และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่างได้ยินพวกเขาพูดภาษาของตัว

7 They were amazed and astonished, saying, "Why, are not all these who are speaking Galileans?

7เขาทั้งหลายจึงแปลกใจและอัศจรรย์ใจพูดว่า “นี่แน่ะ คนทั้งหลายที่พูดอยู่นี้เป็นชาวกาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ?

8 "And how is it that we each hear them in our own language to which we were born?

8ทำไมเราทุกคนถึงได้ยินพวกเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา?

9 "Parthians and Medes and Elamites, and residents of Mesopotamia, Judea and Cappadocia, Pontus and Asia,
9ซึ่งเป็นชาวปารเธีย ชาวมีเดีย ชาวเอลาม และเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย อยู่ในแคว้นยูเดียและแคว้นคัปปาโดเซีย อยู่ในแคว้นปอนทัสและแคว้นเอเชีย

10 Phrygia and Pamphylia, Egypt and the districts of Libya around Cyrene, and visitors from Rome, both Jews and proselytes,

10อยู่ในแคว้นฟรีเจียและแคว้นปัมฟีเลีย เป็นคนที่อยู่ในประเทศอียิปต์และในบางส่วนของเมืองลิเบียซึ่งขึ้นกับนครไซรีน เป็นคนที่มาจากกรุงโรม

 11 Cretans and Arabs—we hear them in our own tongues speaking of the mighty deeds of God.”

11ซึ่งมีทั้งพวกยิวกับพวกที่เข้าจารีตยิว และเป็นชาวครีตและชาวอาระเบีย เราต่างได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงกิจการที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในภาษาของเราเอง”

 12& And they all continued in amazement and great perplexity, saying to one another, “What does this mean?”
12พวกเขาจึงประหลาดใจและฉงนสนเท่ห์พูดกันว่า “นี่อะไรกัน?”

13 But others were mocking and saying, “They are full of sweet wine.”

13แต่บางคนเยาะเย้ยว่า “พวกเขาเมาเหล้าองุ่นใหม่”

 

The Jews had celebrated a holiday they called The Feast of First Fruits, celebrating the time to gather fruit, celebrating new life and can remind us of the resurrection of Jesus Christ.

ชาวยิวที่มีการเฉลิมฉลองวันหยุดพวกเขาเรียกว่าการฉลองผลแรกฉลองเวลาที่จะรวบรวมผลไม้ เฉลิมฉลองชีวิตใหม่และสามารถเตือนเรามาจากความตายของพระเยซูคริสต์

Pentecost means fifty, and it took place fifty days after the Feast of Firstfruits. 

คริสตชน หมายถึงห้าสิบ และมันเอาวาง๕๐วันหลังจากงานเลี้ยงของ ผลแรก

The Feast of First Fruits is among the feasts or holidays described in Leviticus 23:4-14.

งานเลี้ยงของผลไม้แรกเป็นหนึ่งในเลี้ยงหรือวันหยุดที่อธิบายไว้ใน เลวีนิติ23:4-14

This took place the day following the start of the seven-day Feast of Unleavened Bread. 

นี้เกิดขึ้นวันที่ตามจุดเริ่มต้นของงานเลี้ยงเจ็ดวันของขนมปัง ไร้เชื้อ

 

Leviticus 23:4-14 (ESV)
4 “These are the appointed feasts of the LORD, the holy convocations, which you shall proclaim at the time appointed for them.

เลวีนิติ23:4-14

4 “ต่อไปนี้เป็นเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดแด่พระยาห์เวห์ เป็นการประชุมบริสุทธิ์ ซึ่งเจ้าจะต้องประกาศกำหนดเวลาให้เขารับรู้

5In the first month, on the fourteenth day of the month at twilight, is the LORD's Passover.

5ในเวลาเย็นวันที่สิบสี่เดือนที่หนึ่งเป็นวันเทศกาลปัสกาของพระยาห์เวห์

6And on the fifteenth day of the same month is the Feast of Unleavened bread to the LORD; for seven days you shall eat unleavened bread.

6และในวันที่สิบห้าเดือนเดียวกัน เป็นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อถวายแด่พระยาห์เวห์ ให้พวกเจ้ารับประทานขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวัน

7On the first day you shall have a holy convocation; you shall not do any ordinary work.

7ในวันแรกจงมีการประชุมบริสุทธิ์ ห้ามทำงานประจำ 8But you shall present a food offering to the LORD for seven days. On the seventh day is a holy convocation; you shall not do any ordinary work.”

8แต่เจ้าจงถวายเครื่องบูชาด้วยไฟแด่พระยาห์เวห์ให้ครบเจ็ดวัน ในวันที่เจ็ดเป็นวันประชุมบริสุทธิ์ ห้ามทำงานประจำใดๆ”

9And the LORD spoke to Moses, saying,

9พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า

10“Speak to the people of Israel and say to them, When you come into the land that I give you and reap its harvest, you shall bring the sheaf of the firstfruits of your harvest to the priest,

10 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อพวกเจ้ามาถึงแผ่นดินซึ่งเราให้เจ้า และเกี่ยวพืชผลของแผ่นดินนั้น พวกเจ้าจงเอาพืชผลส่วนหนึ่งที่เก็บเกี่ยวในรุ่นแรกนำไปให้ปุโรหิต

11and he shall wave the sheaf before the LORD, so that you may be accepted. On the day after the Sabbath the priest shall wave it.

11และปุโรหิตจะนำพืชผลส่วนนั้น ทำพิธีโบกถวายแด่พระยาห์เวห์ เพื่อพวกเจ้าจะเป็นที่โปรดปราน ในวันรุ่งขึ้นหลังวันสะบาโตปุโรหิตจะทำพิธีโบกถวาย

12And on the day when you wave the sheaf, you shall offer a male lamb a year old without blemish as a burnt offering to the LORD.

12ในวันที่เจ้าทำพิธีโบกถวายพืชผล จงถวายลูกแกะผู้อายุหนึ่งปีที่ไม่มีตำหนิเป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวถวายแด่พระยาห์เวห์

Then Pentecost or the Feast of Weeks was celebrated 50 days later

 แล้ว คริสตชนหรืองานเลี้ยงของสัปดาห์ได้รับการเฉลิมฉลอง50วันต่อมา

 

Leviticus 23:15-16

15“You shall count seven full weeks from the day after the Sabbath, from the day that you brought the sheaf of the wave offering.

เลวีนิติ 23:15-16

 15 “ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นจนถึงวันสะบาโต จงนับให้ได้ครบเจ็ดสัปดาห์เต็มๆ คือนับจากวันที่พวกเจ้านำพืชผลรุ่นแรกเข้ามาทำพิธีโบกถวายเป็นต้นไป

16You shall count fifty days to the day after the seventh Sabbath. Then you shall present a grain offering of new grain to the LORD

16นับไปให้ได้ห้าสิบวัน จนถึงวันถัดจากวันสะบาโตที่เจ็ด แล้วเจ้าจงนำเมล็ดใหม่มาถวายแด่พระยาห์เวห์เป็นธัญบูชา

 

The Feast of First Fruits prefigures the resurrection of Jesus Christ.

ชาวยิวที่มีการเฉลิมฉลองวันหยุดพวกเขาเรียกว่าการฉลองผลแรกฉลองเวลาที่จะรวบรวมผลไม้ เฉลิมฉลองชีวิตใหม่และสามารถเตือนเรามาจากความตายของพระเยซูคริสต์

 

I Corinthians 15:20-23 

 20But in fact Christ has been raised from the dead, the firstfruits of those who have fallen asleep.

1 โครินธ์ 15:20-23

20แต่บัดนี้ พระคริสต์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกของพวกที่ล่วงหลับไป21For as by a man came death, by a man has come also the resurrection of the dead.

21เพราะว่าในเมื่อความตายเกิดขึ้นโดยมนุษย์คนหนึ่ง การเป็นขึ้นจากความตายก็เกิดขึ้นโดยมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

22For as in Adam all die, so also in Christ shall all be made alive.

22เพราะว่าเช่นเดียวกับที่ทุกคนต้องตายโดยเกี่ยวเนื่องกับอาดัม ทุกคนก็จะได้รับชีวิตโดยเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์

23But each in his own order: Christ the firstfruits, then at His coming those who belong to Christ.

23แต่ว่าจะเป็นไปตามลำดับ คือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรก ต่อจากนั้นก็คือคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์ในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา

 

So, you see Jesus died on the Passover, and arose on the Feast of Firstfruits, and then fifty days later on Pentecost, the Holy Spirit came.  

ดังนั้นคุณจะเห็นพระเยซูสิ้นพระชนม์เมื่อเทศกาลปัสกาและเกิดขึ้นในงานฉลองของผลไม้ก่อนและจากนั้นห้าสิบวันต่อมา เพ็นเทคอสพระวิญญาณบริสุทธิ์มา

In 1 Corinthians chapter 5 Paul wrote that Jesus Christ is our Passover Lamb sacrificed for us.

ใน 1 โครินธ์บทที่ 5 เปาโลเขียนว่าพระเยซูคริสต์เป็นแกะปัสกาของเราเสียสละเพื่อเรา

The Passover Feast was symbolic of what Jesus would do and has been fulfilled in the death of Christ, and the Feast of First Fruits has been fulfilled in His resurrection.

งานฉลองเทศกาลปัสกาคือสัญลักษณ์ของสิ่งที่พระเยซูจะทำและได้รับการปฏิบัติในการตายของพระคริสต์และงานฉลองของผลไม้แรกที่ได้รับการปฏิบัติในการฟื้นคืนพระชนม์

The Feast of Pentecost is now fulfilled in the birth of Church and the coming of the Holy Spirit. 

ฉลองเพ็นเทคอสเป็นจริงในขณะนี้ในการเกิดของคริสตจักรและการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์

Before the Holy Spirit came on the Day of Pentecost there was no church.

ก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มาในวันเพ็นเทคอสมีคริสตจักรไม่ได้

After the Holy Spirit came on the Day of Pentecost there was a church.  

หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มาในวันเพ็นเทคอสมีคริสตจักรได้

Pentecost, which Israel had been celebrating for many generations, was now fulfilled.

เพ็นเทคอสซึ่งอิสราเอลได้รับการเฉลิมฉลองสำหรับหลายรุ่นถูกจริงในขณะนี้

When the Holy Spirit came, He was not visible. But He still made His presence known; they heard a sound from heaven like a rushing mighty wind. 

เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเขามองไม่เห็น แต่เขาก็ยังทำให้สถานะของเขาที่รู้จักพวกเขาได้ยินเสียงจากสวรรค์เหมือนลมอันยิ่งใหญ่วิ่ง

The Bible doesn’t say this was wind, but the sound of the wind.  Secondly they could see tongues of fire.  This was not fire, but looked like fire.

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่านี้คือลม แต่เสียงของลม ประการที่สองพวกเขาได้เห็นลิ้นของไฟ นี้ไม่ได้ถูกไฟไหม้ แต่เหมือนไฟไหม้

Jesus told the disciples to wait and they would be baptized by the Holy Spirit.

พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกที่ต้องรอและพวกเขาจะบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

Acts กิจการ1:4-5 (NASB)

4 Gathering them together, He commanded them not to leave Jerusalem, but to wait for what the Father had promised, "Which," He said, "you heard of from Me;
4 ขณะพระองค์ทรงพำนักอยู่กับพวกอัครทูต ทรงกำชับพวกเขาว่า “อย่าออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้รอคอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา” ซึ่งพวกท่านได้ยินจากเรา

5 for John baptized with water, but you will be baptized with the Holy Spirit not many days from now."

 5“นั่นก็คือยอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่อีกไม่นานพวกท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

I Corinthians 12:13 (ESV) For in one Spirit we were all baptized into one body—Jews or Greeks, slaves or free—and all were made to drink of one Spirit.

1โครินธ์12:13 เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นยิวหรือกรีก ทาสหรือเสรีชน เราได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน และพระวิญญาณองค์เดียวกันเป็นเหมือนน้ำที่ประทานให้เราทุกคนได้ดื่ม

Acts 2:4 (NASB) And they were all filled with the Holy Spirit and began to speak with other tongues, as the Spirit was giving them utterance.

กิจการ2:4 พวกเขาทั้งหมดก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงเริ่มต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงให้พูด

 

Let’s look at some other passages that talk about the work of Holy Spirit in the life of the believer. 

ลองดูที่ข้อความอื่นๆที่พูดถึงการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของผู้เชื่อ

When we place our faith in Jesus Christ, the Holy Spirit makes us a new creation. 

เมื่อเราวางความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้เราสร้างใหม่

We need both a physical birth and a spiritual birth. 

เราจำเป็นต้องใช้ทั้งคลอดทางกายภาพและทางจิตวิญญาณคลอด

 

John 3:5 (ESV) Jesus answered, “Truly, truly, I say to you, unless one is born of water and the Spirit, he cannot enter the kingdom of God.

ยอห์น3:5พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้

 

The Holy Spirit now lives in us.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ตอนนี้อาศัยอยู่ในเรา

 

Romans 8: 9 (ESV) You, however, are not in the flesh but in the Spirit, if in fact the Spirit of God dwells in you. Anyone who does not have the Spirit of Christ does not belong to him.

โรม8:9ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่านแล้ว ท่านก็ไม่อยู่ในเนื้อหนัง แต่อยู่ในพระวิญญาณ ใครไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ คนนั้นก็ไม่เป็นของพระองค์

 

Another work of the Holy Spirit in the life of the believer is sealing us into an eternal relationship with God.

งานอื่นของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของผู้เชื่อจะปิดผนึกเราเป็นความสัมพันธ์นิรันดร์กับพระเจ้า

 

Ephesians 1:13-14 (ESV)

13 In him you also, when you heard the word of truth, the gospel of your salvation, and believed in him, were sealed with the promised Holy Spirit,

13ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นด้วย คือเมื่อพวกท่านได้ยินสัจวาทะคือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และวางใจในพระองค์แล้ว พวกท่านก็ได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามที่ทรงสัญญาไว้

14 who is the guarantee of our inheritance until we acquire possession of it, to the praise of his glory.

14พระวิญญาณนั้นเป็นมัดจำในการรับมรดกของเรา จนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ เพื่อเป็นการยกย่องพระเกียรติของพระองค์

    

This marked the beginning of the church.

 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของคริสตจักร

Ever since that day every believer in the Lord Jesus Christ is placed into the body of Christ by the baptism of the Holy Spirit.

นับตั้งแต่วันที่ศรัทธาในองค์พระเยซูคริสต์ทุกคนจะอยู่ในกายของพระคริสต์โดยการบัพติศมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์

Then there is the filling of the Holy Spirit for service and to live a life of victory over sin.

แล้วมีการกรอกข้อมูลของพระวิญญาณบริสุทธิ์สำหรับการบริการที่เป็นและเพื่อ

We are commanded to be filled with the Holy Spirit:

เรามีบัญชาให้เป็นคนที่เต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ :

 

Ephesians 5:18 (ESV) And do not get drunk with wine, for that is debauchery, but be filled with the Spirit,

เอเฟซัส5:18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ

 

The baptism of the Holy Spirit is an act of God where the believer in Jesus Christ is indwelt by the Spirit of God, sealed unto the day of redemption, and placed into the church, the body of Christ, by the baptism of the Spirit.

การรับบัพติศมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการกระทำของพระเจ้าที่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ประทับอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้าประทับตราไว้จนถึงวันที่ได้รับการไถ่ถอนและวางไว้ในคริสตจักรพระกายของพระคริสต์โดยการบัพติศมาของพระวิญญาณ

The filling of the Holy Spirit is power from God enabling us to live a productive Christian life. 

การเติมพระวิญญาณบริสุทธิ์คือฤทธิ์เดชจากพระเจ้าทำให้เรามีชีวิตคริสเตียนที่มีประสิทธิผล

Now these first believers, were filled with the Holy Spirit, and began to speak with other tongues.  They were able to speak other languages.  

ตอนนี้เหล่าบรรดาผู้ศรัทธาครั้งแรกเต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และเริ่มที่จะพูดคุยกับภาษาอื่น ๆ พวกเขาสามารถพูดภาษาอื่น ๆ

These Jewish worshipers of God had come from the different areas of the Roman Empire for the Feast of Pentecost. 

เหล่านี้เป็นบ่าวของพระเจ้าของชาวยิวมาจากพื้นที่ที่แตกต่างกันของจักรวรรดิโรมันสำหรับการฉลอง เพ็นเทคอส

All male Jews were required to come to Jerusalem for three of the feasts (special religious holidays).

ชายชาวยิวทั้งหมดถูกต้องที่จะมาถึงกรุงเยรูซาเล็มสำหรับที่สามของการฉลอง (วันหยุดทางศาสนาพิเศษ)

They were in Jerusalem because of that, and many of them couldn't speak Hebrew. 

พวกเขาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มเนื่องจากการที่และมากของพวกเขาไม่สามารถพูดภาษาฮิบรู

Peter and others were able to communicate with these people in their own language without having known or studied that language before.

ปีเตอร์และคนอื่น ๆ ก็สามารถที่จะสื่อสารกับผู้คนเหล่านี้ในภาษาของตนเองได้โดยไม่ต้องรู้จักกันหรือเรียนภาษาก่อนที่จะ

The language of their country was spoken and also each man heard his own dialect as it was spoken in his area of the country.

ภาษาของประเทศของพวกเขาได้พูดและยังทุกคนได้ยินสำเนียงภาษาของเขาเองเพราะมันเป็นอะไรที่พูดในพื้นที่ของเขาของประเทศ

They were not talking in unknown tongues. These men were speaking the dialects or languages of the people in the multitude. 

พวกเขาไม่ได้พูดในภาษาที่ไม่รู้จัก คนเหล่านี้มาพูดภาษาถิ่นหรือภาษาของผู้คนในฝูงชน

In Thailand Southern Thai speak different than Central Thai and different than the North East and the North.   So it was in Israel, there were different dialects and different languages of people who came from around the world. 

ในประเทศไทยภาคใต้ของไทยที่แตกต่างกว่าพูดภาษาไทยกลางและแตกต่างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เพื่อให้มันเป็นในอิสราเอลมีภาษาถิ่นที่แตกต่างกันและภาษาที่แตกต่างกันของผู้คนที่มาจากทั่วโลกที่ถูก

People from Israel and from other countries didn't understand what was taking place.  Some were mocking and said, these men are full of new wine hearing all these different languages. 

คนที่มาจากอิสราเอลและจากประเทศอื่น ๆ ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นคือ   บางคนถูกเยาะเย้ยและกล่าวว่าคนเหล่านี้จะเต็มไปด้วยไวน์ใหม่ทั้งหมดเหล่านี้ได้ยินภาษาที่แตกต่าง

The Bible describes a gift of tongues, the ability to speak in a language not studied, whether a human language or a heavenly one.  Some Christians have that gift.

พระคัมภีร์อธิบายของขวัญของลิ้นความสามารถในการพูดในภาษาที่ไม่ได้ศึกษาไม่ว่าจะเป็นภาษามนุษย์หรือสวรรค์ คริสเตียนบางคนมีของขวัญที่

I have prayed for the gift to be able to speak Thai, but so far God has not given me that gift, I can speak some but only through much study.

ผมได้อธิษฐานสำหรับของขวัญที่จะสามารถพูดภาษาไทย แต่เพื่อให้ห่างไกลพระเจ้าไม่ได้ให้ของขวัญฉันที่ฉันสามารถพูดได้ แต่เพียงบางส่วนผ่านการศึกษามาก

 Some Christians speak a kind of heavenly language and God gives others the gift to be able to interpret. 

  คริสเตียนบางคนพูดชนิดของภาษาสวรรค์และพระเจ้าประทานให้คนอื่น ๆ ของขวัญที่จะสามารถที่จะตีความ

But many Christians today do not have that gift of tongues at all, and it doesn’t mean they are any less spiritual.

แต่คริสเตียนหลายคนในวันนี้ไม่ได้มีของขวัญของลิ้นที่ที่ทั้งหมดและไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีจิตวิญญาณน้อย ๆ

 

I Corinthians 14:1-19 (ESV)

1Pursue love, and earnestly desire the spiritual gifts, especially that you may prophesy.

1โครินธ์14:1-19

1จงมุ่งหาความรัก และขวนขวายของประทานจากพระวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยพระวจนะ

2For one who speaks in a tongue speaks not to men but to God; for no one understands him, but he utters mysteries in the Spirit.

2เพราะว่าคนที่พูดภาษาแปลกๆ นั้น ไม่ได้พูดกับมนุษย์ แต่ทูลต่อพระเจ้า เพราะว่าไม่มีใครเข้าใจได้ เขาพูดเป็นความล้ำลึกโดยพระวิญญาณ

3On the other hand, the one who prophesies speaks to people for their upbuilding and encouragement and consolation.

3แต่ผู้ที่เผยพระวจนะนั้น พูดกับมนุษย์เพื่อให้เจริญขึ้น ให้มีการชูใจและการปลอบใจ

4The one who speaks in a tongue builds up himself, but the one who prophesies builds up the church.

4คนที่พูดภาษาแปลกๆ นั้นก็ทำให้ตัวเองเจริญขึ้น แต่ผู้เผยพระวจนะนั้นทำให้คริสตจักรเจริญขึ้น

5Now I want you all to speak in tongues, but even more to prophesy. The one who prophesies is greater than the one who speaks in tongues, unless someone interprets, so that the church may be built up.

5ข้าพเจ้าต้องการให้พวกท่านทุกคนพูดภาษาแปลกๆ แต่ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าต้องการให้พวกท่านเผยพระวจนะ เพราะว่าคนที่เผยพระวจนะนั้นก็ใหญ่กว่าคนที่พูดภาษาแปลกๆ นอกจากว่ามีคนแปลได้ เพื่อคริสตจักรจะได้รับความเจริญ6Now, brothers, if I come to you speaking in tongues, how will I benefit you unless I bring you some revelation or knowledge or prophecy or teaching?

6แต่ว่าพี่น้องทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้ามาหาท่านและพูดภาษาแปลกๆ จะเป็นประโยชน์อะไรต่อพวกท่าน หากข้าพเจ้าไม่พูดกับพวกท่านด้วยคำวิวรณ์ คำที่ให้ความรู้ คำเผยพระวจนะ หรือคำสั่งสอน?

7If even lifeless instruments, such as the flute or the harp, do not give distinct notes, how will anyone know what is played?

7แม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตที่ทำเสียงได้ เช่นปี่และพิณ ถ้าไม่ให้เสียงสูงต่ำที่แตกต่างกัน คนจะรู้ทำนองที่เป่าหรือดีดได้อย่างไร?

8And if the bugle gives an indistinct sound, who will get ready for battle?

8ถ้าแตรให้เสียงไม่ชัดเจน ใครจะเตรียมตัวเข้าทำศึกสงคราม?

9So with yourselves, if with your tongue you utter speech that is not intelligible, how will anyone know what is said? For you will be speaking into the air.

9ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น คือในการพูดภาษาแปลกๆ ถ้าท่านไม่ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจได้ คนจะเข้าใจคำพูดนั้นได้อย่างไร? สิ่งที่ท่านพูดนั้นจะหายไปกับสายลม

10There are doubtless many different languages in the world, and none is without meaning,

10แน่นอน ในโลกนี้มีภาษามากมาย และไม่มีภาษาใดที่ปราศจากความหมาย

11but if I do not know the meaning of the language, I will be a foreigner to the speaker and the speaker a foreigner to me.

11เพราะฉะนั้น ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้าใจความหมายของภาษานั้นๆ ข้าพเจ้าจะกลายเป็นคนต่างภาษากับคนที่พูด และคนที่พูดนั้นจะเป็นคนต่างภาษากับข้าพเจ้าด้วย

12So with yourselves, since you are eager for manifestations of the Spirit, strive to excel in building up the church.

12ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น เมื่อท่านกำลังขวนขวายของประทานจากพระวิญญาณ ก็จงพยายามเพิ่มพูนสิ่งที่จะทำให้คริสตจักรเจริญขึ้น

13Therefore, one who speaks in a tongue should pray for the power to interpret.

13ฉะนั้นคนที่พูดภาษาแปลกๆ ก็ควรอธิษฐานขอให้แปลได้ด้วย

14For if I pray in a tongue, my spirit prays but my mind is unfruitful.

14เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ จิตวิญญาณของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์

15What am I to do? I will pray with my spirit, but I will pray with my mind also; I will sing praise with my spirit, but I will sing with my mind also.

15เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าควรทำอย่างไร? ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยจิตวิญญาณและด้วยความคิด และจะร้องเพลงด้วยจิตวิญญาณและด้วยความคิด

16Otherwise, if you give thanks with your spirit, how can anyone in the position of an outsider say “Amen” to your thanksgiving when he does not know what you are saying?

16มิฉะนั้นถ้าท่านสรรเสริญพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ คนที่อยู่ในกลุ่มที่ไม่เข้าใจจะว่า “อาเมน” กับคำขอบพระคุณของท่านได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่รู้ว่าท่านพูดอะไร?

17For you may be giving thanks well enough, but the other person is not being built up.

17เพราะว่าแม้ท่านจะขอบพระคุณอย่างไพเราะ แต่คนอื่นก็ไม่เจริญขึ้น

18I thank God that I speak in tongues more than all of you.

18ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆ มากกว่าท่านทั้งหลายอีก

19Nevertheless, in church I would rather speak five words with my mind in order to instruct others, than ten thousand words in a tongue.

19แต่ว่าในคริสตจักรข้าพเจ้าต้องการที่จะพูดสักห้าคำด้วยความคิด เพื่อสอนคนอื่นดีกว่าที่จะพูดหมื่นคำเป็นภาษาแปลกๆ

The tongues we really need today is giving the gospel in the language that the unbeliever can understand.

พูดภาษาแปลก ๆ ที่เราต้องการจริงๆในวันนี้จะให้พระกิตติคุณในภาษาที่ผู้ไม่เชื่อจะสามารถเข้าใจ

Now Simon Peter is going to stand up and answer about the evidence of the Holy Spirit’s coming at Pentecost, shown by the sound of the rushing wind, what looked like flames of fire, and many languages being spoken so that all could understand was not drunkenness but the work of God.

ตอนนี้ไซมอนเตอร์จะไปยืนขึ้นและคำตอบเกี่ยวกับหลักฐานของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาที่ เพนทิคอสทฺ แสดงโดยเสียงของลมวิ่งที่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเปลวไฟจากไฟไหม้และหลายภาษาที่ถูกพูดเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ไม่เมา แต่การทำงานของพระเจ้า

We will look at Peter’s sermon next time.  

เราจะดูที่คำเทศนาของเปโตรในครั้งต่อไป

Here are some things you need to do if you are a Christian:  be careful not to grieve the Holy Spirit.

ที่นี่บางสิ่งบางอย่างที่คุณต้องทำถ้าคุณเป็นคริสเตียนที่ : ระมัดระวังไม่ให้เศร้าโศกเสียใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

The Holy Spirit wants to express Himself in our actions and attitudes.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงต้องการที่จะแสดงตัวเองในการกระทำและทัศนคติของเรา

When believers do not allow the Spirit to be seen in their actions, when we do what we know is wrong; then we suppress or quench the Spirit and we do not allow the Spirit to reveal Himself the way that He wants to. 

เมื่อบรรดาผู้ศรัทธาไม่อนุญาตให้มีจิตวิญญาณที่จะเห็นในการกระทำของพวกเขาเมื่อเราทำสิ่งที่เรารู้ไม่ถูกต้องแล้วเราปราบปรามหรือดับพระวิญญาณบริสุทธิ์และเราไม่อนุญาตให้วิญญาณที่จะเปิดเผยพระองค์เองด้วยวิธีการที่เขาต้องการ

We can grieve the Holy Spirit by living like an unbeliever, by yielding to our sin nature, by lying, by anger, by stealing, by cursing, by bitterness, and by being unforgiving.

เราสามารถโศกเศร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยอาศัยอยู่เช่นเชื่อโดยผลผลิตที่ธรรมชาติบาปของเราโดยโกหกโดยความโกรธโดยการขโมยโดยการแช่งด้วยความขม, และโดยการไม่ยอมให้อภัย

Also we should not grieve or quench the Holy Spirit by refusing to listen to His leading. 

นอกจากนี้เราไม่ควรเสียใจหรือดับของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยไม่ยอมที่จะฟังพระองค์ชั้นนำ

Second if you believe you have the gift of tongues, don’t use the gift in the church unless you have an interpreter and don’t be critical of others who don’t have the gift, they probably have other spiritual gifts that you don’t have. 

ที่สองถ้าคุณเชื่อว่าคุณมีของขวัญของลิ้นที่ไม่ได้ใช้ของขวัญในคริสตจักรจนกว่าคุณจะมีล่ามและไม่เป็นที่สำคัญของผู้อื่นที่ไม่ได้มีของขวัญที่พวกเขาอาจจะมีของประทานฝ่ายวิญญาณอื่น ๆ ที่คุณดอน  มี

You are sealed by the Holy Spirit, the guarantee of your salvation.  The Holy Spirit lives in you and gives you power to live the Christian life. 

คุณจะปิดผนึกโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์รับประกันความรอดของคุณ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีชีวิตอยู่ในคุณและช่วยให้คุณสามารถดำเนินชีวิตคริสเตียน

If you believe in Jesus you have been baptized already by the Holy Spirit.  We are commanded to be filled with the Spirit. 

ถ้าคุณเชื่อในพระเยซูที่คุณได้รับบัพติศมาแล้วโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรามีบัญชาให้เป็นคนที่เต็มไปด้วยพระวิญญาณ

We want God to pour out His Spirit upon us so completely so that we are filled with joy, victorious over sin, and bold to witness.

เราต้องการให้พระเจ้าทรงเทพระวิญญาณของพระองค์แก่เราเพื่อให้สมบูรณ์เพื่อที่เราจะเต็มไปด้วยความสุข, มีชัยชนะเหนือความบาปและตัวหนาเพื่อเป็นสักขีพยาน

We don’t need to seek a secondary experience of the baptism of the Holy Spirit because that already has happened at salvation. 

เราไม่จำเป็นต้องแสวงหาประสบการณ์รองรับบัพติศมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะที่เกิดขึ้นแล้วในความรอด

But we do need to seek to be filled with the Holy Spirit every day.

แต่เราต้องพยายามที่จะเต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทุกวัน

The first step is of course salvation, by faith in Jesus.

ขั้นตอนแรกคือความรอดของหลักสูตรโดยศรัทธาในพระเยซู

 

Acts 16:31 (ESV)… “Believe in the Lord Jesus, and you will be saved, …”

กิจการ16:31 … “จงวางใจในพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วท่านและครอบครัวจะได้รับความรอด”

 

But many of you listening today are not Christians yet.  Will you believe today?

แต่ส่วนมากของคุณฟังในวันนี้จะไม่ส่งคริสเตียน คุณจะเชื่อวันนี้?

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 7 Acts copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 7 พระธรรมกิจการ ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อเสนอจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดย The Lockman Foundation
ใช้โดยได้รับอนุญาต
www.Lockman.org

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 

 For more see www.wdbydana.com/sermon.html

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top