Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, December 25, 2016

 

L

Luke 2 The Christmas Story

ลูกาบทที่ 2 เรื่องคริสตมาส

 

One of the best places to read in the Bible about Christmas is in Luke chapter 2, the birth of Jesus

            แหล่งหนึ่งที่จะอ่านเรื่องคริสตมาสในพระคัมภีร์คือในหนังสือลูกา บทที่ 2   การประสูติของพระเยซู

           

Birth of Jesus at Bethlehem in a Stable

            การประสูติของพระเยซูในคอกสัตว์ที่เบธเลเฮม

1In those days a decree went out from Caesar Augustus that all the world should be registered.

1 อยู่มาคราวนั้น   มีรับสั่งจากมหาจักรพรรดิออกัสตัสให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน

2This was the first registration when Quirinius was governor of Syria.

2นี่เป็นครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว   เกิดขึ้นในสมัยที่คีรินิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย

3And all went to be registered, each to his own town.

3 คนทั้งหลายต่างก็ไปจดทะเบียนที่เมืองของตน

4And Joseph also went up from Galilee, from the town of Nazareth, to Judea, to the city of David, which is called Bethlehem, because he was of the house and lineage of David,

4 โยเซฟก็เดินทางจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี ไปที่เมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮมในแคว้นยูเดียด้วย เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานและเชื้อสายของดาวิด

5to be registered with Mary, his betrothed, who was with child.

5 เขาไปจดทะเบียนพร้อมกับมารีย์หญิงที่เขาหมั้นไว้แล้วและกำลังตั้งครรภ์

6And while they were there, the time came for her to give birth.

6 ขณะเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร 

7And she gave birth to her firstborn son and wrapped him in swaddling cloths and laid him in a manger, because there was no place for them in the inn.

7 นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา

 

It was the plan of God that Jesus would be born in Bethlehem long before Caesar Augustus made his law that everyone must come to their hometown to register for the taxes.  

นี่เป็นแผนการของพระเจ้าที่พระเยซูประสูติในเมืองเบธเลเฮม นานก่อนที่ซีซ่าร์ ออกัสตัส ออกกฎหมายให้ทุกคนต้องกลับบ้านเกิด เพื่อพวกเขาจะไปลงทะเบียนเพื่อสะดวกในการเก็บภาษี

 

Micah 5:2 But you, O Bethlehem Ephrathah, who are too little to be among the clans of Judah, from you shall come forth for me one who is to be ruler in Israel, whose origin is from of old, from ancient days.

มีคาห์ 5:2 แต่เจ้า  เบธเลเฮม เอฟราธาห์ ผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยู        ดาห์จากเจ้า จะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเราเป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลต้นตระกูล    ของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล

 

The difficult three-day journey from Nazareth to Bethlehem may have taken longer because of Mary’s condition.

การเดินทางสามวันที่ยากลำบากจากนาซาเร็ธไปยังเบธเลเฮม  อาจต้องกินเวลานานกว่านั้นเนื่องจากสภาพของนางมารีย์

            Some people who study the Bible are critical of the innkeeper because he did not give Mary a nice place to give birth to her Baby, but the Bible does not speak against the innkeeper, only that there was no room in the inn.

            บางคนที่ศึกษาพระคัมภีร์ต่างวิจารณ์เจ้าของโรงเตี๊ยมนั้น  เพราะเขาไม่ได้ให้สถานที่ที่ดีพอที่นางมารีย์จะให้กำเนิดพระกุมาร   แต่พระคัมภีร์ไม่ได้ตำหนิอะไรเจ้าของโรงเตี๊ยม   เพียงบอกว่าไม่มีห้องพักว่างในโรงเตี๊ยมนั้น

The inn was probably a two-story building where the lower level was for animals.

โรงเตี๊ยมสมัยนั้นน่าจะเป็นอาคารสองชั้น  ซึ่งชั้นล่างสุดไว้เป็นที่สำหรับสัตว์พาหนะ

Some people have suggested the stable area where Jesus was born may have been a cave. 

บางคนให้ข้อเสนอแนะว่า   พื้นที่คอกสัตว์ที่พระเยซูทรงบังเกิดอาจเคยเป็นถ้ำมาก่อน

The manger was the animals feeding trough.  Amazing isn’t it to consider that the most important person ever born, the King of Kings and Lord of Lords was not born into a nice hospital or a great palace but in a stable. 

รางหญ้าเป็นรางอาหารไว้เลี้ยงสัตว์    มันน่าประหลาดที่ใครจะคิดว่า  คนที่สำคัญที่สุดได้ประสูติที่นี่  จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย    จอมเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งหลาย  ไม่ได้ทรงบังเกิดในโรงพยาบาลใหญ่โตหรือพระราชวังใหญ่โต แต่ประสูติในคอกสัตว์

 

Philippians 2:6-7

6who, though He was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

ฟีลิปปี 2:6-7

 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า  แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ

7but made himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7แต่ได้กลับทรงสละ  และทรงรับสภาพทาส  ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์

2 Corinthians 8:9 For you know the grace of our Lord Jesus Christ, that though He was rich, yet for your sake He became poor, so that you by His poverty might become rich.

2โครินธ์ 8:9 เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราแล้วว่า   แม้พระองค์มั่งคั่งพระองค์ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน   เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งมีเนื่องจากความยากจนของพระ

องค์

 

Who was Caesar Augustus? He was the adopted son of Julius Caesar.

ใครคือออกัสทัสซีซาร์? จูเลียสซีซาร์รับเขาเป็นบุตรชายบุญธรรม

Actually his name was Octavius and he became emperor of Rome and so took the name Caesar which means king.

ที่จริงชื่อของเขาคือ Octavius และเขาก็กลายเป็นจักรพรรดิของกรุงโรมและอื่น ๆ เอาชื่อซีซาร์ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์

The name Augustus meant most high or holy.  He wanted to be thought of as a god to the Roman people.   

ออกัส'ทัส ชื่อหมายถึงมากที่สุดสูงหรือศักดิ์สิทธิ์ เขาต้องการจะคิดว่าเป็นพระเจ้าเพื่อคนโรมัน

This king signed a tax bill that the whole world of that day be taxed.

กษัตริย์องค์นี้ได้ทรงลงพระนามในใบเรียกเก็บเงินภาษี    ที่คนทั่วโลกสมัยนั้นจะต้องถูกหักภาษี

He needed money to raise an army to control his large empire and to live in luxury himself. 

เขาต้องการเงินเพื่อบำรุงกองทัพขนาดใหญ่   ในการควบคุมอาณาจักรของเขา  และเพื่อเขาจะอยู่อย่างสำราญได้

Luke tells us when this happened by saying it was when Cyrenius was governor of Syria.

ลูกาบอกเราเมื่อนี้เกิดขึ้นโดยการบอกเป็นเมื่อ Cyrenius เป็นผู้ว่าราชการของประเทศซีเรีย

Joseph and Mary came out of Nazareth in Galilee and went into Judea to Bethlehem, the city of King David.

โยเซฟและมารีย์มาจากนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี  และเข้าไปอยู่ในเบธเลเฮ็ม แคว้นจูเดีย เมืองที่กษัตริย์ดาวิดประสูติ

Joseph did this because he was of the family line of David.

โจเซฟทำอย่างนี้เพราะเขาสืบเชื้อสายมาจากพงศ์พันธุ์ของกษัตริย์ดาวิด

Why did Mary have to go to Bethlehem? She also was of the family line of David. [1]

ทำไมนางมารีย์ ต้องไปเบธเลเฮมล่ะ   เธอก็เป็นเชื้อสายพงศ์พันธุ์ของกษัตริย์ดาวิดด้วย

 

The tax of Caesar Augustus caused Mary and Joseph, poor people, living in Nazareth, to journey to Bethlehem to enroll for the census.

ระบบการเก็บภาษีของซีซาร์ ออกัสทัส เป็นเหตุให้โจเซฟและมารีย์  และคนยากจนที่อาศัยอยู่ในเมืองนาซาเร็ธ ต้องเดินทางไปยังเมืองเบธเลเอ็ม   ในการลงทะเบียนสำมะโนครัว

Mary was carrying in her womb the Son of God!  Everything that happened was arranged by God.  

แมรี่ กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ถูกจัดเตรียมโดยพระเจ้า

Caesar might have said, "I do not care about babies or their mothers; I am only interested in taxes, armies, money and luxury."

ซีซาร์อาจกล่าวว่า  "ข้าพเจ้าไม่สนใจเกี่ยวกับเด็กทารกหรือมารดาของพวกเขา   ข้าพเจ้าสนใจเฉพาะในเรื่องภาษี, กองทัพ, เงินและความหรูหราเท่านั้น

But God used the Caesar to bring about His plan for the baby Jesus to be born in Bethlehem as God had promised.

แต่พระเจ้าทรงใช้ซีซาร์ เข้าในแผนการที่ทรงวางให้พระกุมารเยซู  ทรงบังเกิดในเบธเลเฮม  เป็นดังที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้

Dr. Luke gets right down to the little human details in this passage. He tells us Mary put baby clothes and diapers on the Son of God!

หมอลูกาได้บันทึกลงไปทันทีในข้อมูลละเอียดของการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์   เขากล่าวว่ามารีย์ได้ให้พระกุมาร  พระบุตรของพระเจ้า สวมเสื้อผ้าและผ้าอ้อมเด็ก

How human He was, like us, but yet the perfect Son of God. [2]

พระเยซูทรงเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา แต่ยังทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ

    

            Angels announce His birth to shepherds and the shepherds visit the stable

            พวกทูตสวรรค์แจ้งข่าวการประสูติของพระองค์แก่คนเลี้ยงแกะ   และพวกเขาพากันไปยังคอกสัตว์

8And in the same region there were shepherds out in the field, keeping watch over their flock by night.

8 ในแถบนั้นมีพวกคนเลี้ยงแกะอยู่กลางทุ่งกำลังเฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน

9And an angel of the Lord appeared to them, and the glory of the Lord shone around them, and they were filled with fear.

9 มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่พวกเขา และพระรัศมีขององค์พระผู้เป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา และเขากลัวนัก 

10And the angel said to them, “Fear not, for behold, I bring you good news of a great joy that will be for all the people.

10 ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังพวกท่าน เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่จะมาถึงคนทั้งหลาย

11For unto you is born this day in the city of David a Savior, who is Christ the Lord.

11 เพราะว่าในวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของพวกท่านคือพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้ามาประสูติที่เมืองของดาวิด

12And this will be a sign for you: you will find a baby wrapped in swaddling cloths and lying in a manger.”

12  นี่จะเป็นหมายสำคัญสำหรับพวกท่าน  คือท่านจะพบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า”

13And suddenly there was with the angel a multitude of the heavenly host praising God and saying,

13ในทันใดนั้น   ชาวสวรรค์หมู่หนึ่งมาปรากฏอยู่กับทูตสวรรค์องค์นั้นร่วมสรรเสริญพระเจ้าว่า  

14“Glory to God in the highest, and on earth peace among those with whom He is pleased!”

14พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด   ส่วนบนแผ่นดินโลกสันติสุขจงมีท่าม

กลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”  

15When the angels went away from them into heaven, the shepherds said to one another, “Let us go over to Bethlehem and see this thing that has happened, which the Lord has made known to us.”

15 เมื่อทูตสวรรค์เหล่านั้นไปจากพวกเขาขึ้นสู่สวรรค์แล้ว บรรดาคนเลี้ยงแกะก็พูดกันว่า “ให้เราไปยังเมืองเบธเลเฮมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแจ้งกับเรา”

16And they went with haste and found Mary and Joseph, and the baby lying in a manger.

16 เขาก็รีบไป แล้วพบนางมารีย์กับโยเซฟ และพบพระกุมารนั้นนอนอยู่ในรางหญ้า 

17And when they saw it, they made known the saying that had been told them concerning this child.

17  เมื่อพวกเขาเห็นแล้วจึงเล่าเรื่องที่เขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น 

18And all who heard it wondered at what the shepherds told them.

18 คนทั้งหลายที่ได้ยินก็ประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องที่คนเลี้ยงแกะบอกกับเขา

19But Mary treasured up all these things, pondering them in her heart.

19 ส่วนนางมารีย์ก็เก็บสิ่งเหล่านั้นไว้และรำพึงอยู่ในใจ

20And the shepherds returned, glorifying and praising God for all they had heard and seen, as it had been told them.

20 บรรดาคนเลี้ยงแกะจึงกลับไปถวายพระเกียรติและสรรเสริญพระเจ้า สำหรับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เขาได้ยินและได้เห็นดังที่กล่าวไว้กับพวกเขา

 

In that day, shepherds were considered to the lowest people socially.

ในสมัยนั้นคนเลี้ยงแกะถูกนับว่าเป็นคนต่ำต้อยที่สุดในสังคม

Their work kept them away from the temple and the synagogue, and it made them ceremonially unclean.

งานของพวกเขาไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาห่างจากพระวิหารและธรรมศาลา  แต่มันทำให้พวกเขาไม่สะอาดในการเข้าร่วมพิธีกรรม

They were to take care of the sheep that other people would use to worship God by sacrificing them in the Temple. 

พวกเขาต้องดูแลฝูงแกะ ในขณะที่คนอื่นนำแกะไปใช้เป็นเครื่องบูชานมัสการพระเจ้าในพระวิหาร   

Yet in His grace, God gave the first announcement of the Savior’s birth to lowly shepherds, rather than to wealthy, powerful, well educated people.  

แต่โดยพระคุณของพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงบอกข่าวการประสูติของพระผู้ช่วยให้รอด   แก่พวกเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยเป็นพวกแรก   ไม่ใช่พวกที่ร่ำรวยและมีอำนาจ หรือคนมีการศึกษาดี

The first to hear the Good News and then to tell the Good News to others, were shepherds.  How appropriate since Jesus is the Lamb of God. 

พวกแรกที่ได้ยินข่าวดีแล้วได้บอกข่าวดีแก่คนอื่น ๆ คือคนเลี้ยงแกะ ช่างเหมาะสมจริงๆ  เพราะพระเยซูทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า

 

John 1:29 The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

ยอห์น1:29 วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาหาท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป

 

What a privilege this messenger angel had to tell about the coming of the Messiah!

ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทูตสวรรค์เป็นผู้ส่งข่าวดีไปบอกเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์!

We have the privilege of sharing the good news with the world, and angels cannot take our place. [3]

เราได้รับสิทธิพิเศษในการแบ่งปันข่าวประเสริฐกับคนในโลกและทูตสวรรค์ไม่สามารถมาแทนหน้าที่เราได้

 

The gospel of Luke is filled with praise.  The shepherds, like the angels before them, glorified and praised God.

พระกิตติคุณลูกาเต็มไปด้วยคำสรรเสริญ   เช่นเดียวกับพวกทูตสวรรค์ก่อนหน้านี้พวกคนเลี้ยงแกะถวายเกียรติและสรรเสริญพระเจ้า

The timing of Jesus birth was quite remarkable. 

จังหวะเวลาการประสูติของพระเยซูค่อนข้างน่าทึ่งมาก

This was the time of Pax Romana or Roman peace where much of the world spoken common languages and there were roadways and ships of commerce that would allow the Gospel to spread.  

นี้เป็นช่วงเวลาของสันติภาพออกัสตัสหรือสันติภาพโรมัน  ซึ่งส่วนใหญ่คนในโลกรับเอาภาษาพูดเดียวกันและมีถนนหนทางและเรือพาณิชย์มากมาย ซึ่งช่วยให้พระกิตติคุณเพร่กระจายออกไป

But there was no real peace on earth, nor can there be until Jesus the Prince of Peace rules the earth.   

แต่ไม่มีความสงบสุขที่แท้จริงในโลก และไม่สามารถมีได้จนกว่าพระเยซูองค์สันติราชมาครองโลก

This is the way the Son of God entered the world. He could have entered, like He will when He comes to earth the second time, in power and great glory.

นี่เป็นวิธีที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลก  พระองค์ควรได้เสด็จมา เหมือนที่พระองค์จะเสด็จมายังโลกเป็นครั้งที่สอง ด้วยฤทธิ์อำนาจและพระสิริยิ่งใหญ่

Instead, He came in the weakest way possible, as a baby. Luke is emphasizing His humanity. He came into this world as a human being. Jesus knows what it is to be human. 

แต่ พระองค์กลับเสด็จมาในแบบที่อ่อนแอที่สุดที่เป็นไปได้ในสภาพทารก ลูกากำลังเน้นความเป็นมนุษย์ของพระองค์    ทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้ในฐานะมนุษย์  พระเยซูทรงรู้ดีว่าจะเป็นยังไงในสภาพมนุษย์

God knows about mankind. He knows you, and He knows me.

พระเจ้าทรงรู้เกี่ยวกับมนุษยชาติ พระองค์ทรงรู้จักคุณและทรงรู้จักข้าพเจ้า

He understands us because He came into this world a human being.

พระองค์ทรงเข้าใจเราเพราะพระองค์เสด็จมาในโลกนี้ในสภาพมนุษย์

What love He has for us that He was willing to become a man and live among us.

ช่างเป็นความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา  ที่ทรงยินดีรับสภาพเป็นมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรา

The shepherds hurried to Bethlehem. There they found Mary, Joseph, and the baby Jesus.

พวกคนเลี้ยงแกะรีบมาที่เบธเลเฮม ที่นั่นพวกเขาพบนางมารีย์ โยเซฟ และพระกุมารเยซู

They were probably the first to visit the Baby since Matthew tells us that the wise men did not arrive until much later.

พวกเขาอาจเป็นพวกแรกที่มาเฝ้าพระกุมาร   เพราะมัทธิวบอกเราว่าพวกโหราจารย์ไม่ได้มาเข้าเฝ้าจนกระทั่งต่อมาภายหลัง

In fact, when the wise men finally found the Lord Jesus, He was living in a house and probably many months had gone by.

อันที่จริง  เมื่อพวกนักปราชญ์พบองค์พระเยซูในที่สุด   พระองค์ทรงอาศัยอยู่ในบ้านและอาจจะหลายเดือนผ่านไปแล้ว

Mary pondered many things in her heart as mothers do.

 นางมารีย์ตรึกตรองหลายสิ่งในจิตใจของนางในฐานะมารดาจะทำยังไง

Because of danger to His life, Mary and Joseph took the young child into Egypt for a time and later returned to Nazareth.

เพราะเกรงเป็นอันตรายต่อชีวิตของพระกุมาร  นางมารีย์และโยเซฟพากุมารน้อยเข้าไปอยู่ในอียิปต์ชั่วระยะหนึ่ง  และกลับมานาซาเร็ธในภายหลัง

Since Jesus had come into the human family, and since He had been born under the Laws of Moses, they followed the Law, Jesus was circumcised the eighth day and the poor family made a sacrifice offering to God.

เพราะพระเยซูได้ประทับอยู่ในครอบครัวของคนธรรมดา  และเพราะพระองค์ได้ทรงอยู่ภายใต้บทบัญญัติของโมเสส   พระองค์ทรงทำตามบทบัญญัตินั้น    และพระเยซูทรงเข้าสุหนัตในวันที่แปด   และครอบครัวที่ยากจนได้ถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า

    

            Adoration

            ความรักใคร่บูชา

25Now there was a man in Jerusalem, whose name was Simeon, and this man was righteous and devout, waiting for the consolation of Israel, and the Holy Spirit was upon him.

25 มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน เป็นคนชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า ท่านคอยเวลาที่พวกอิสราเอลจะได้รับการปลอบโยนใจ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็สถิตกับท่าน

26And it had been revealed to him by the Holy Spirit that he would not see death before he had seen the Lord's Christ.

26 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงแก่ท่านว่าท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นพระคริสต์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

27And he came in the Spirit into the temple, and when the parents brought in the child Jesus, to do for him according to the custom of the Law,

27 เมื่อสิเมโอนเข้าไปในบริเวณพระวิหารโดยการทรงนำของพระวิญญาณ และขณะที่บิดามารดานำพระกุมารเยซูเข้าไปเพื่อจะทำต่อพระกุมารตามธรรมเนียมของธรรมบัญญัตินั้น 

28he took him up in his arms and blessed God and said,

28สิเมโอนเข้าไปอุ้มพระกุมาร   และสรรเสริญพระเจ้าว่า  

29“Lord, now you are letting your servant depart in peace, according to your word;

            29“ข้าแต่องค์เจ้านาย บัดนี้ขอทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข ตามพระดำรัส      ของพระองค์

            30for my eyes have seen your salvation

30เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว  

31that you have prepared in the presence of all peoples,

31ซึ่งพระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าชนชาติทั้งหลาย  

32a light for revelation to the Gentiles, and for glory to your people Israel.”

32เป็นความสว่างที่ส่องแก่คนต่างชาติ   และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์”  

33And his father and his mother marveled at what was said about Him.

33 ส่วนบิดามารดาของพระกุมารนั้นก็ประหลาดใจเพราะถ้อยคำที่ท่านกล่าวถึงพระกุมาร

34And Simeon blessed them and said to Mary his mother, “Behold, this child is appointed for the fall and rising of many in Israel, and for a sign that is opposed

34 แล้วสิเมโอนก็อวยพรเขา แล้วกล่าวแก่นางมารีย์มารดาพระกุมารนั้นว่า “นี่แน่ะ พระกุมารนี้ได้รับการเลือกสรรเพื่อเป็นเหตุให้หลายคนในพวกอิสราเอลล้มลงหรือลุกขึ้น และจะเป็นหมายสำคัญที่คนจะปฏิเสธ 

35(and a sword will pierce through your own soul also), so that thoughts from many hearts may be revealed.”

35 เพื่อที่ว่าความคิดในใจของคนจำนวนมากจะปรากฏแจ้ง ถึงหัวใจของท่านเองก็จะถูกดาบแทงทะลุด้วย

36And there was a prophetess, Anna, the daughter of Phanuel, of the tribe of Asher. She was advanced in years, having lived with her husband seven years from when she was a virgin,

36 มีผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่ออันนา เป็นบุตรีของฟานูเอลในเผ่าอาเชอร์ นางชรามากแล้ว นางอยู่กับสามีได้เพียงเจ็ดปีหลังจากแต่งงาน

37and then as a widow until she was eighty-four. She did not depart from the temple, worshiping with fasting and prayer night and day.

37 แล้วก็เป็นม่ายมาจนถึงอายุแปดสิบสี่ปี นางไม่เคยออกไปจากบริเวณพระวิหารเลย แต่อยู่นมัสการถืออดอาหารและอธิษฐานทั้งกลางวันกลางคืน 

38And coming up at that very hour she began to give thanks to God and to speak of him to all who were waiting for the redemption of Jerusalem.

38ในขณะนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาขอบพระคุณพระเจ้า   และกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งหลายที่คอยการทรงไถ่กรุงเยรูซาเล็มฟัง

39And when they had performed everything according to the Law of the Lord, they returned into Galilee, to their own town of Nazareth.

39 เมื่อโยเซฟกับนางมารีย์ทำสิ่งต่างๆ ตามธรรมบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสร็จแล้ว จึงกลับไปยังนาซาเร็ธเมืองของตนในแคว้นกาลิลี

40And the child grew and became strong, filled with wisdom. And the favor of God was upon Him.

40 พระกุมารนั้นก็เจริญวัยแข็งแรงขึ้น เต็มเปี่ยมด้วยสติปัญญา และพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน

           

Jesus was circumcised on the eighth day and given the name "Jesus," which means "Jehovah is salvation."

            พระเยซูทรงเข้ารับสุหนัตในวันที่แปดและได้ทรงพระนามว่า "เยซู"ซึ่งหมายถึง"พระยะโฮวาทรงเป็นความรอด"

 There was a few believing Jews, waiting for their Redeemer; Simeon and Anna were among them.

มีชาวยิวบางคนเฝ้ารอคอยพระมหาไถ่ของพวกเขา สิเมโอนและอันนาอยู่ในท่ามกลางคนพวกนั้น

We do not know how old Simeon was, but he was probably elderly about to die. The Spirit both taught him and led him, so he was right there when Mary and Joseph came with their Baby. 

เราไม่ทราบว่าสิเมโอนอายุเท่าไหร่  แต่เขาอาจจะเป็นผู้สูงอายุที่ใกล้จะตาย  พระวิญญาณทรงสอนเขาและนำพาเขาด้วย   ดังนั้นเขาจึงอยู่ที่นั่นพอดีตอนที่นางมารีย์และโยเซฟมาพระวิหารพร้อมกับพระกุมาร

Simeon was now ready to die because he had seen the Messiah with his own eyes. Simeon blessed God, and he also blessed Mary and Joseph; but he did not bless the Baby, because Jesus is the source of every blessing.  [4]

บัดนี้สิเมโอนพร้อมที่จะตายเพราะเขาได้เห็นพระกุมารด้วยตาของเขาเอง สิเมโอนสรรเสริญพระเจ้าและเขายังอวยพรแก่โยเซฟนางมารีย์ แต่เขาไม่ได้ให้พรพระกุมารเพราะพระเยซูทรงเป็นแหล่งที่มาของทุกพระพร      

God had promised Simeon that he would see the salvation of God.

พระเจ้าทรงให้สัญญากับสิเมโอนว่าเขาจะเห็นความรอดของพระเจ้า

What did he see? He saw a little Baby. Salvation comes through faith in Jesus.

เขาเห็นอะไร? เขาเห็นพระกุมารน้อย  ความรอดมาถึงโดยความเชื่อในพระเยซู

Salvation is through a Person, and that Person is the Lord Jesus Christ. You either have Him, or you don't have Him. You either trust Him, or you don't trust Him.

ความรอดมาโดยผ่านทางองค์หนึ่งและองค์นั้นคือพระเยซูคริสต์เจ้า  คุณอาจรับพระองค์หรือคุณไม่รับพระองค์  คุณอาจเชื่อวางใจในพระองค์ หรือคุณไม่เชื่อวางใจในพระองค์

Simeon saw the One who was to be the Savior of the world. Notice that Luke calls them "Joseph and His mother," not His father and mother. [5]

สิเมโอนเห็นพระผู้นั้นที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก สังเกตว่าลูกาเรียกพวกเขาว่า  "โยเซฟและมารดาของพระองค์"ไม่ใช่บิดามารดาของพระองค์

 

How old was Anna?

นางอันนาอายุเท่าไหร่?

It depends on how you interpret the text.

ขึ้นอยู่กับวิธีตีความเนื้อหาอย่างไร

Was she then eighty-four years old, or had she been a widow for eighty-four years?

นางอายุแปดสิบสี่ปีหรือว่านางเป็นหญิงม่ายมาแปดสิบสี่ปีแล้ว

If the latter, then she was over a hundred years old.

ถ้าเป็นหญิงม่ายมาแปดสิบสี่ปีแล้ว ถ้างั้นนางอายุเกินกว่าร้อยปีแล้ว

Mary did feel "the sword" in her heart repeatedly as she watched her Son during His ministry and then stood at the cross where He died.  [6]

นางมารีย์รู้สึกเหมือนมี "ดาบ" ในหัวใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำอีก ขณะนางดูพระบุตรทำพระราชกิจ   แล้วมายืนอยู่ที่กางเขนที่พระองค์สิ้นพระชนม์

 

“Mary paid a tremendous price to bring the Savior into the world. She paid an awful price to stand beneath the cross of the Lord Jesus and watch Him die.” [7]  

นางมารีย์ต้องรับผลที่เจ็บปวดสาหัสตามมาที่เข้ามีส่วนให้พระผู้ช่วยให้รอดเสด็จมาในโลก  เธอต้องรับผลที่เจ็บปวดสาหัสเมื่อยืนอยู่ใต้กางเขนของพระเยซูเจ้า  และเฝ้าดูพระองค์สิ้นพระชนม์  

 

But even before Jesus was born, Mary was willing to become pregnant and carry the Son of God when she was engaged to be married to Joseph. 

แต่ก่อนที่พระเยซูทรงบังเกิด  มารีย์ก็ยินดีที่จะตั้งครรภ์พระบุตรของพระเจ้าเมื่อเธอหมั้นหมายที่จะแต่งงานกับโยเซฟ

People thought and Joseph thought until the angel told him otherwise, that Mary had relations with another man, for which she could have been killed. 

ประชาชนคิดและโยเซฟคิดจนกระทั่งทูตสวรรค์บอกเขา  มิฉะนั้น หากมารีย์มีความสัมพันธ์กับชายอื่น  นางก็จะต้องถูกฆ่า

But the angel said to Joseph don’t be afraid to take Mary as your wife. 

แต่ทูตสวรรค์กล่าวกับโยเซฟว่าอย่ากลัวที่จะรับนางมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย

 

Matthew 1:20-21

20But as he considered these things, behold, an angel of the Lord appeared to him in a dream, saying, “Joseph, son of David, do not fear to take Mary as your wife, for that which is conceived in her is from the Holy Spirit.

มัทธิว1:20-2120 เมื่อโยเซฟยังคิดเรื่องนี้อยู่ ก็มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

21She will bear a son, and you shall call His name Jesus, for He will save his people from their sins.”

21 เธอจะให้พระกำเนิดบุตรชาย แล้วจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านจะทรงช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากบาปของพวกเขา ”

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make. God is the Creator. God loves you.

การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้ พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ

He loves all people. But God is perfect, and we are not.

พระองค์ทรงรักทุกคน แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราก็ไม่ใช่เช่นนั้น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะมนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน   ตั้งแต่นั้นมาทุกคนได้ทำผิด  คิดผิดและพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า   เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ได้ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

แต่พระเยซูบุตรของพระเจ้าทรงรับการลงโทษเพื่อบาปของเราโดยสิ้นพระชนม์บนกางเขน

He came alive again three days later.

ทรงกลับฟื้นพระชนม์อีกสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม 10:9  คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน(ภาษาอังกฤษเท่านั้น)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



 [1] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 2.

             [3] Warren Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, (Colorado Springs, CO: Victor, 1992), WORDsearch CROSS e-book, 151.

              [4] Wiersbe, Wiersbe’s Expository Outlines - Wiersbe’s Expository Outlines of the New Testament, 151.

              [5] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 2.

   [6] Wiersbe, Wiersbe’s Expository Outlines on the New Testament, 151.

               [7] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 2.

Luke 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top