Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, February 1, 2014

 

Revelation chapter 2

วิวรณ์ บทที่ 2

In chapters 2 and 3 the seven churches are addressed.  Each church is addressed to it’s angel or messenger by Jesus.

ในบทที่ 2 และ 3 ได้กล่าวถึงคริสตจักรทั้งเจ็ดแห่ง   แต่ละคริสตจักรที่พระเยซูทรงส่งข่าวไปโดยทูตสวรรค์หรือผู้ส่งข่าวสาร

We come now to the second section of the Book of Revelation, which deals with “the things which are”

ตอนนี้เรามาถึงภาคที่สองของหนังสือวิวรณ์  ซึ่งเกี่ยวข้องกับ "หลายสิ่งซึ่งเป็นอยู่"

Revelation วิวรณ์1:19 19 Write therefore the things that you have seen, those that are and those that are to take place after this.

19 จงเขียนเหตุการณ์ซึ่งเจ้าได้เห็นและเหตุการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้   กับทั้งเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นในภายหน้าด้วย 

The seven messages that follow have a four-fold application.

ข่าวสารที่ส่งไปถึงคริสตจักรทั้งเจ็ด มีการประยุกต์ใช้ สี่ประการ

First, they are to be applied locally. they could be easily circulated among the churches addressed.

ประการแรก  ข่าวสารที่ใช้ในคริสตจักรท้องถิ่น   มันอาจจะแพร่กระจายได้ง่ายในหมู่ คริสตจักรที่กล่าวถึง

Second, they are instructive to all churches.

ประการที่สอง เป็นข่าวเชิงแนะนำแก่คริสตจักรทั้งหมด

Anyone who cares about the church or is involved with the church needs to study these letters because every problem, difficulty, and challenge facing the church is addressed in these seven letters.

ผู้ใดก็ตามที่ใส่ใจเกี่ยวกับ คริสตจักรหรือ มีส่วนร่วมกับคริสตจักร จำเป็นต้องศึกษาจดหมายเหล่านี้ เพราะมีการกล่าวถึงทุกปัญหา ความยากลำบาก และความท้าทาย ท้าทายคริสตจักร ในจดหมายถึงคริสตจักรทั้งเจ็ด

Third, they apply personally. These letters apply to us individually. How do I know? Because each letter ends with “Let he that hath an ear, hear what the Spirit saith.” Thus, this applies to anyone who has an ear.

ประการที่สาม เป็นข่าวสารที่ใช้เป็นส่วนบุคคล   เรานำจดหมายเหล่านี้ไปใช้กับตัวเราเอง ฉันจะรู้ได้อย่างไร เพราะจดหมายแต่ละฉบับจบลงด้วยการ "ให้คนที่มีหูจงฟัง  ฟังในสิ่งที่พระวิญญาณตรัส " ดังนั้นสิ่งนี้จะนำไปใช้กับทุกคนที่มีหู

Fourth, the letters apply prophetically. For us today, most of the events are history because we’re approaching the end of the church age.

ประการที่สี่  ข่าวสารในจดหมายเหล่านี้ใช้การพยากรณ์    สำหรับเราทุกวันนี้ เหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์เพราะเรากำลังใกล้ถึงจุดสิ้นยุคคริสตจักร

But for John, at the beginning of the church age, the events of which he wrote had not yet happened.

แต่สำหรับยอห์น  ในตอนเริ่มต้นยุคคริสตจักร    เหตุการณ์ที่เขาเขียนไว้ยังไม่ได้เกิดขึ้น

In addition to a four-fold application, there is also a four-element pattern seen in each letter.

นอกจากนี้   ในการประยุกต์ใช้สี่ประการ  มีองค์ประกอบ 4 รูปแบบที่พบในจดหมายแต่ละฉบับ

First, there is positive affirmation, where Jesus finds something to affirm in the churches.

แบบแรก  เป็นการยืนยันที่มั่นใจได้  ที่พระเยซูทรงพบบางสิ่งที่จะยืนยันในคริสตจักรทั้งหลาย

Second, there is corrective exhortation.

แบบที่สอง มีคำแนะนำตักเตือนที่ถูกต้อง

Third, there is an eternal motivation or reward.

แบบที่สาม มีแรงจูงใจนิรันดร์หรือรางวัล

And finally, there is partial revelation—as each of the churches reveals something of the nature of Christ.1

และแบบสุดท้าย  มีการเปิดเผยบางส่วน-- เมื่อคริสตจักรแต่ละแห่งเปิดเผยให้เห็นพระลักษณะของพระเยซูคริสต์บางอย่าง

1 “To the angel of the church in Ephesus write: ‘The words of Him who holds the seven stars in His right hand, who walks among the seven golden lampstands.

1 “จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า  'พระองค์ผู้ทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวา และดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นตรัสดังนี้ว่า  

2 “‘I know your works, your toil and your patient endurance, and how you cannot bear with those who are evil, but have tested those who call themselves apostles and are not, and found them to be false.

2 “ 'ข้าพระองค์รู้จักแนวการกระทำของเจ้า   รู้ความเหนื่อยยากและความอดทนของเจ้า   และรู้ว่าเจ้าไม่สามารถทนต่อทุรชนได้   เจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นที่อวดว่าเป็นอัครทูต   แต่หาได้เป็นไม่   และเจ้าก็เห็นว่าเขาเป็นคนมุสา

3 I know you are enduring patiently and bearing up for my name's sake, and you have not grown weary.

3 ข้าพระองค์รู้ว่าพวกเจ้ามีความอดทน และเหนื่อยยากเพราะเห็นแก่นามของข้าพระองค์   และมิได้อ่อนระอาไป

4 But I have this against you, that you have abandoned the love you had at first.

4 แต่ข้าพระองค์มีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง  คือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้า

5 Remember therefore from where you have fallen; repent, and do the works you did at first. If not, I will come to you and remove your lampstand from its place, unless you repent.

5 เหตุฉะนั้นจงระลึกถึงสภาพเดิมที่เจ้าได้หล่นจากมาแล้วนั้น  จงกลับใจเสียใหม่และประพฤติตามอย่างเดิม   มิฉะนั้นข้าพระองค์จะมาหาเจ้า  และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่   เว้นไว้แต่เจ้าจะกลับใจใหม่

6 Yet this you have: you hate the works of the Nicolaitans, which I also hate.

6 แต่ว่าพวกเจ้ายังมีความดีอยู่บ้าง   คือว่าเจ้าเกลียดชังกิจการของพวกนิโคเลาส์นิยม   ที่ข้าพระองค์เองก็เกลียดชัง

7 He who has an ear, let him hear what the Spirit says to the churches. To the one who conquers I will grant to eat of the tree of life, which is in the paradise of God.’

7 ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความ   ซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย   ผู้ใดมีชัยชนะ   ข้าพระองค์จะให้ผู้นั้นกินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต   ที่อยู่ในอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า'


The Ephesian church is commended for their patient endurance and identifying false apostles and not accepting their authority or listening to their teaching.

คริสตจักรเอเฟซัสได้รับคำชมเชยสำหรับ ความอดทนนาน และการชี้บ่งอัครสาวกเทียมเท็จและไม่ยอมรับสิทธิอำนาจของพวกเขา หรือฟังคำสอนของพวกเขา

The negative criticism is they have forgotten their first love, perhaps a zeal for evangelism that they used to have. 

การวิจารณ์เชิงลบก็คือว่า  พวกเขาได้ลืมความรักครั้งแรกของพวกเขา  อาจจะเป็นความกระตือ รือร้นในการประกาศที่เคยมี

Or a thirsting for the Word of God. So what the Lord was really longing for is not so much works, but just a loving relationship with his people.

หรือการกระหายพระวจนะของพระเจ้า   ดังนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจริงๆ ไม่ใช่ให้เราทำงานมากมาย ขอเพียงมีความผูกพันธ์รักใคร่กับคนของพระองค์

That is what God longs to have with you. The Lord is just looking for a loving relationship with you.

นั่นคือสิ่งที่ พระเจ้าทรงปรารถนาต่อคุณ พระเจ้าทรงเพียงแต่มองหาการติดสนิทใกล้ชิดรักใคร่กับคุณ

We are so often trying to substitute our works, efforts, for just fellowship with Him. And the Lord longs for just fellowship with each of us.

เราจึงมักจะพยายามที่จะทดแทนด้วยการประพฤติต่างๆ     ความพยายาม    เพียงขอมีการติดสนิทกับพระองค์ และพระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามีการสามัคคีธรรมต่อกันและกัน

Rather than busying yourself for Him, He would rather that you just sit, relax and share time and love and fellowship with Him. 

แทนที่ท่านเองมัวสาละวนทำเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงประสงค์แค่ให้คุณนั่งลง ผ่อนคลายและใช้เวลาร่วมกัน  รักกัน และติดสนิทกับพระองค์มากกว่า

I won't stay", He is saying, "in a church that lacks love."2 

พระองค์ตรัสว่า "เราจะไม่อยู่ในคริสตจักรที่ปราศจากความรัก. "

Unless they repent, He will remove their light and His presence.

ถ้าหากพวกเขาไม่กลับใจสารภาพผิด     พระองค์จะทรงให้แสงสว่างของพระองค์และการทรงปรากฏพระองค์เลือนหายไป

They are also commended for a hatred of the deeds of the Nicolaitans. 

พวกเขาได้รับการยกย่องชมเชย เพราะพวกเขาเกลียดชังการกระทำของพวกนิโคเลาส์นิยม

The exact origin of the Nicolaitans is unclear.

ต้นกำเนิดที่แท้จริงของพวกนิโคเลาส์นิยมไม่มีความชัดเจน

Some Bible commentators believe they were a heretical group who followed the teachings of Nicolas, whose name means “one who conquers the people,” who was possibly one of the deacons of the early church mentioned in Acts 6:5.

นักวิจารณ์พระคัมภีร์บางคนเชื่อว่าพวกเขาเป็นกลุ่มนอกรีตศาสนา ที่ติดตามคำสอนของนิโคลัส  ผู้ที่ชื่อของเขาหมายถึง " คนที่ครอบครองผู้คน" ผู้ที่อาจจะเป็นมัคนายกคนหนึ่งในคริสตจักรยุคแรกที่กล่าวถึงในกิจการ 6:5

It is possible that Nicolas became an apostate, denying the true faith and became part of a group holding "the doctrine of Balaam," who taught Israel "to sin by eating food sacrificed to idols and by committing sexual immorality."

เป็นไปได้ว่า นิโคลัส กลายเป็นผู้ละทิ้งศาสนา    ปฏิเสธความเชื่อที่แท้จริง และกลายเป็น ส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยึดถือ " หลักของบาลาอัม " ผู้สอนชนชาติอิสราเอล " ทำบาปโดยการรับประทาน อาหารที่ถวายบูชาแก่รูปเคารพ และกระทำการผิดศีลธรรมทางเพศ"For more see www.wdbydana.com/sermon.html

 

Revelation 1 and 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top