Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, February 15, 2014

 

Revelation chapter 4 The Throne Room of God

วิวรณ์ บทที่ 4 พระที่นั่งของพระเจ้า

Taking Revelation 1:19 as an outline of the book, chapter four begins the third section: “the things which shall take place after this.”

การนำวิวรณ์ 1:19 เป็นเค้าโครงของหนังสือเล่มนี้   บทที่สี่เริ่มตอนที่สาม: ". สิ่งทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้"

Revelation 1:19 19 Write therefore the things that you have seen, those that are and those that are to take place after this.

19 จงเขียนเหตุการณ์ซึ่งเจ้าได้เห็นและเหตุการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้   กับทั้งเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นในภายหน้าด้วย

Chapter four begins a heavenly perspective, looking down on the earth. 

บทที่สี่เริ่มด้วยการมองเห็นสวรรค์  มองเห็นแผ่นดินโลก

The Bible has other important references to heaven, such as

พระคัมภีร์มีการอ้างอิงถึงสวรรค์ที่สำคัญอื่น ๆ  เช่น

Isaiah อิสยาห์ 6:1-8 1 In the year that King Uzziah died I saw the Lord sitting upon a throne, high and lifted up; and the train of his robe filled the temple.

1 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์   ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ   ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น   และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร

2 Above him stood the seraphim. Each had six wings: with two he covered his face, and with two he covered his feet, and with two he flew.

2 เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่   แต่ละตนมีปีกหกปีก   ใช้สองปีกบังหน้า   และสองปีกคลุมเท้า  และด้วยสองปีกบินไป

3 And one called to another and said:“Holy, holy, holy is the LORD of hosts; the whole earth is full of His glory!”

3 ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า   “บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  พระเจ้าจอมโยธา  
แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์”  

4 And the foundations of the thresholds shook at the voice of him who called, and the house was filled with smoke.

4 และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย   ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง   และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด

5 And I said: “Woe is me! For I am lost; for I am a man of unclean lips, and I dwell in the midst of a people of unclean lips; for my eyes have seen the King, the LORD of hosts!”

5 และข้าพเจ้าว่า   “วิบัติแก่ข้าพเจ้า   เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว   เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด   และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด   เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์   คือพระเจ้าจอมโยธา”  

6 Then one of the seraphim flew to me, having in his hand a burning coal that he had taken with tongs from the altar.

6 แล้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า   ในมือมีถ่านเพลิง   ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชา

7 And he touched my mouth and said: “Behold, this has touched your lips; your guilt is taken away, and your sin atoned for.”

7 และเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า   “ดูเถิด   สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว   กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย   และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป”

8 And I heard the voice of the Lord saying, “Whom shall I send, and who will go for us?” Then I said, “Here am I! Send me.”

8 และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า   “เราจะใช้ผู้ใดไป   และผู้ใดจะไปแทนเรา”   แล้วข้าพเจ้าทูลว่า   “ข้าพระองค์อยู่นี่   พระเจ้าข้า   ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด”

In the description of heavenly things, John will use symbols. 

ในการบรรยายสิ่งที่อยู่ในสวรรค์  ยอห์นจะใช้สัญลักษณ์ต่างๆ

However, not everything is symbolic.

แต่ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นสัญลักษณ์

From Revelation 4 through 19 we have a section mainly concerned with God's judgment upon the world preceding Jesus' earthly reign, the period known as the Tribulation.

จากวิวรณ์บทที่ 4 ถึง 19 เรามีตอนที่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อโลกก่อนหน้าสมัยพระเยซูทรงครองโลก    ในยุคแห่งความทุกข์ลำเค็ญครั้งใหญ่

God's judgments are announced by a seven-sealed scroll, seven trumpets, seven signs, and seven bowls that pour out God's wrath. 

การพิพากษาของพระเจ้าจะประกาศโดยม้วนหนังสือที่ประทับตราเจ็ดดวง  แตรเจ็ดคัน หมายสำคัญเจ็ดอย่าง และขันเจ็ดใบที่บรรจุพระพิโรธของพระเจ้า

Revelation four introduces us to the place judgment comes from: God's throne in heaven.  So it begins with John being called up into heaven.

วิวรณ์บทที่สี่แนะนำให้เรารู้จักพระที่นั่งแห่งการพิพากษามาจาก : พระบัลลังก์ของพระเจ้าในสวรรค์  ดังนั้นจึงเริ่มต้นด้วยยอห์นถูกเรียกให้ขึ้นไปสู่สวรรค์

1 After this I looked, and behold, a door standing open in heaven! And the first voice, which I had heard speaking to me like a trumpet, said, “Come up here, and I will show you what must take place after this.”

1 ต่อจากนั้นข้าพเจ้าได้เห็นประตูสวรรค์เปิดอ้าอยู่   และพระสุรเสียงแรกซึ่งข้าพเจ้าได้ยินนั้น   ได้ตรัสกับข้าพเจ้าดุจเสียงแตรว่า   “จงขึ้นมาบนนี้เถิด   และเราจะสำแดงให้เจ้าเห็นเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นในภายหน้า”

Now, after dealing with the church, Jesus calls John up to heaven, "catching him away" with a voice that sounds like a trumpet. 

ตอนนี้  หลังจากทรงจัดการกับคริสตจักร   พระเยซูทรงเรียกยอห์นให้ขึ้นไปบนสวรรค์ "รับเขาขึ้นไป" ด้วยเสียงที่ดังเหมือนเสียงแตร

All this happens before the great wrath that will be described beginning at Revelation 6. 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่เหตุการณ์พระพิโรธ   ที่จะบรรยายในตอนต้นวิวรณ์ บทที่6

As that great judgment on the earth unfolds, John - a representative of the church - is in heaven, looking down on earth.

เมื่อการพิพากษาครั้งใหญ่โลกปรากฏออกไป, ยอห์น - ตัวแทนของคริสตจักร – อยู่ในสวรรค์กำลังมองลงมายังแผ่นดินโลก

2 At once I was in the spirit, and behold, a throne stood in heaven, with one seated on the throne.

2 ในทันใดนั้นพระวิญญาณก็ทรงดลใจข้าพเจ้า   และนี่แน่ะ   มีพระที่นั่งตั้งอยู่ในสวรรค์และมีท่านองค์หนึ่งประทับบนพระที่นั่งนั้น

Where was his body?  Was John's body in heaven also, or was it just his spirit?  This is impossible to know. 

ร่างกายของเขาอยู่ที่ไหน  ร่างกายของยอห์นอยู่ในสวรรค์ด้วยหรือ    หรือจะเป็นเพียงวิญญาณของเขา    เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้คำตอบนี้

Paul, when he had his heavenly experience, didn't know if he was "in the body" or not.

เปาโล  เมื่อเขามีประสบการณ์เกี่ยวกับสวรรค์   เขาไม่ได้รู้ว่าเขาอยู่ "ในร่างกาย" หรือไม่

2 Corinthians 2โครินธ์ 12:1-4 1 I must go on boasting. Though there is nothing to be gained by it, I will go on to visions and revelations of the Lord.

1 ข้าพเจ้าจำจะต้องอวด   ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์อะไร   แต่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไป   ถึงนิมิตและการสำแดงซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

2 I know a man in Christ who fourteen years ago was caught up to the third heaven—whether in the body or out of the body I do not know, God knows.

2 ข้าพเจ้าได้รู้จักชายคนหนึ่งผู้เลื่อมใสในพระคริสต์สิบสี่ปีมาแล้ว   เขาถูกรับขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นที่สาม   (แต่จะไปทั้งกายหรือไปโดยไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้   พระเจ้าทรงทราบ)

3 And I know that this man was caught up into paradise—whether in the body or out of the body I do not know, God knows—

3 ข้าพเจ้าทราบ   (แต่จะไปทั้งกายหรือไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้   พระเจ้าทรงทราบ)   ว่าคนนั้นถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม

4 and he heard things that cannot be told, which man may not utter.

4  และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้   และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม

Verses 3-11

ข้อ 3-11

3 And he who sat there had the appearance of jasper and carnelian, and around the throne was a rainbow that had the appearance of an emerald.

3 และท่านผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นปรากฏประดุจแก้วมณีโชติและแก้วทับทิม   และมีรุ้งล้อมรอบพระที่นั่งนั้น   ดูประหนึ่งแก้วมรกต

4 Around the throne were twenty-four thrones, and seated on the thrones were twenty-four elders, clothed in white garments, with golden crowns on their heads.

4 และล้อมรอบพระที่นั่งนั้นมีที่นั่งอีกยี่สิบสี่ที่นั่ง   และมีผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั่งอยู่บนที่นั่งเหล่านั้น   ทุกคนนุ่งห่มขาวและสวมมงกุฎทองคำบนศีรษะ

5 From the throne came flashes of lightning, and rumblings and peals of thunder, and before the throne were burning seven torches of fire, which are the seven spirits of God,

5 มีฟ้าแลบฟ้าร้อง   และเสียงต่างๆดังออกมาจากพระที่นั่งนั้น   และมีคบเพลิงเจ็ดดวงจุดไว้ตรงหน้าพระที่นั่ง   คบเพลิงเหล่านั้นคือวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า

6 and before the throne there was as it were a sea of glass, like crystal.  And around the throne, on each side of the throne, are four living creatures, full of eyes in front and behind:

6 และตรงหน้าพระที่นั่งนั้นมองดูเหมือนทะเลแก้วผลึก  และบริเวณรอบพระที่นั่งทั้งสองข้างนั้น   มีสัตว์สี่ตัวซึ่งมีตาเต็มทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

7 the first living creature like a lion, the second living creature like an ox, the third living creature with the face of a man, and the fourth living creature like an eagle in flight.

7 สัตว์ตัวที่หนึ่งนั้นเหมือนสิงห์   สัตว์ตัวที่สองนั้นเหมือนโค   สัตว์ตัวที่สามนั้นมีหน้าเหมือนมนุษย์   และสัตว์ตัวที่สี่เหมือนนกอินทรีกำลังบิน

8 And the four living creatures, each of them with six wings, are full of eyes all around and within, and day and night they never cease to say, “Holy, holy, holy, is the Lord God Almighty, who was and is and is to come!”

8 สัตว์ทั้งสี่นั้นมีปีกหกปีกและมีตาทั้งรอบนอกและข้างใน   และสัตว์เหล่านั้นร้องตลอดวันตลอดคืนไม่ได้หยุดเลยว่า  “บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด   ผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน   ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน  และผู้ซึ่งจะเสด็จมา”  

9 And whenever the living creatures give glory and honor and thanks to him who is seated on the throne, who lives forever and ever,

9 เมื่อสัตว์เหล่านั้นถวายคำสรรเสริญ   ถวายพระเกียรติ   และคำโมทนาแด่พระองค์   ผู้ประทับบนพระที่นั่ง   ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์คราวใด

10 the twenty-four elders fall down before Him who is seated on the throne and worship Him who lives forever and ever. They cast their crowns before the throne, saying,

10 ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น   และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์   และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้าพระที่นั่งร้องว่า  

11 “Worthy are you, our Lord and God, to receive glory and honor and power, for You created all things, and by Your will they existed and were created.”

11 “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย   พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ

พระเกียรติและฤทธิ์เดช   เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง   และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์”

Atheists say there is no throne, no seat of authority or power that the entire universe must answer to, or that it is man who sits on the throne, each man deciding for himself. 

ผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าบอกว่าไม่มีพระบัลลังก์   ไม่มีพระที่นั่งแห่งสิทธิอำนาจ หรือไม่มีอำนาจที่ครองจักรวาลทั้งหมด  หรือว่ามีบุคคลหนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์   แต่ละคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

The throne is not empty.  There is some One who sits on this great heavenly throne. 

พระบัลลังก์นี้ไม่ว่างเปล่า   มีอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ บนบัลลังก์ใหญ่แห่งสวรรค์

The throne is a powerful declaration of not merely God's presence, but of His sovereign, rightful reign, and His prerogative to judge. 

บัลลังก์เป็นการประกาศฤทธานุภาพของไม่เพียงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า  แต่ของกษัตริย์ผ฿สูงสุดครองราชย์ที่ชอบธรรม  และสิทธิพิเศษของพระองค์ที่จะทรงพิพากษา

We can't think rightly about much of anything until we settle in our mind that there is an occupied throne in heaven, and the God of the Bible rules from the throne. 

เราไม่สามารถคิดอย่างถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งใดจนกระทั่งเราตัดสินใจว่ามีผู้ครอบครองบัลลังก์ในสวรรค์  และพระเจ้าในพระคัมภีร์ทรงปกครองจากพระที่นั่ง

Like a jasper and a sardius stone in appearance: Instead of describing a specific form or figure, John describes emanations of glistening light in two colors: white (jasper may mean "diamond") and red (sardius).  

ปรากฎเหมือนดังแก้วมณีโชติและแก้วทับทิม : แทนที่จะอธิบายรูปแบบเฉพาะหรือรูปร่าง  ยอห์นได้บรรยายถึงบ่อเกิดของแสงระยิบระยับเป็นสองสี : สีขาว แก้วมณีโชติ อาจหมายถึง "เพชร") และสีแดง (แก้วทับทิม)

And there was a rainbow around the throne: The throne is surrounded by a green-hued rainbow (in appearance like an emerald). 

และมีรุ้งล้อมรอบพระที่นั่ง      พระที่นั่งล้อมรอบด้วยรุ้งสีเขียวมรกต  (ปรากฏเหมือนมรกต)

The rainbow is a reminder of God's commitment to His covenant with man, not destroy the earth again by flood.

รุ้งเป็นเครื่องเตือนให้นึกถึงพันธสัญญาของพระเจ้ากับมนุษย์  ว่าจะไม่ทรงทำลายล้างโลกอีกครั้งด้วยน้ำท่วม

The sovereignty of God means that no good purpose of God relating to the believer will ever be left undone, because He is the supreme ruler.

อำนาจสูงสุดในการปกครองของพระเจ้าหมายความว่า พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่ดีต่อผู้เชื่อที่พวกเขาจะไม่มีวันถูกทอดทิ้ง   เพราะพระองค์ทรงครอบครองสูงสุด

Around the throne were twenty-four thrones, and on the thrones I saw twenty-four elders sitting, clothed in white robes; and they had crowns of gold on their heads.

ล้อมรอบพระที่นั่งใหญ่นั้นมีอีกยี่สิบสี่ที่นั่ง และบนที่นั่งผมเห็นผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คน ทุกคนสวมเสื้อคลุมสีขาว และพวกเขามีมงกุฎทองคำบนศีรษะ

Before the elders catch John's eye, he noticed the twenty-four thrones they sat on. 

ต่อหน้าพวกผู้อาวุโส ยอห์นจับตามองดู เขาสังเกตเห็นพวกเขานั่งอยู่บนที่นั่งทั้งยี่สิบสี่ที่นั่ง

These twenty-four elders sit on lesser thrones, around the throne.  We heard their song of worship.

เหล่าผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คนนั่งบนที่นั่งด้อยกว่า รอบๆ พระที่นั่งใหญ่ เราได้ยินเสียงเพลงแห่งการนมัสการ


Commentators debate whether they are glorified human beings or angelic beings.  They certainly seem to represent God's people.

นักแสดงความคิดเห็นถกเถียงกันว่า   พวกผู้อาวุโสเหล่านี้ได้รับพระเกียรติ   หรือทรงสภาพราชทูตแล้วหรือไม่  แน่นอนพวกเขาดูเหมือนจะเป็นตัวแทนประชากรของพระเจ้า

The 12 tribes and the 12 apostles represent all the faithful.

ชน 12 เผ่า และอัครสาวก 12 คน เป็นตัวแทนทุกคนที่สัตย์ซื่อ

In Revelation 5:9-10, the twenty-four elders sing a song of praise to Jesus, and they cry out: “For You were slain, and have redeemed us to God by Your blood, out of every tribe and tongue and people and nation.” 

ใน วิวรณ์ 5:9-10  ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนร้องเพลงสรรเสริญพระเยซู   และพวกเขาก็ ร้องเสียงดังว่า : "เพราะว่า พระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว  และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่า ทุกภาษา  ทุกชาติ และทุกประเทศ"

In that passage, the twenty-four elders are clearly speaking as representatives of all God's people, of the great company of the redeemed.

ในเนื้อหาตอนนี้ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนกำลังพูดอย่างชัดเจนในฐานะตัวแทนประชากรทั้งหมดของพระเจ้า ของเหล่าคนที่ได้รับการไถ่แล้ว

Clothed in white robes; and they had crowns of gold on their heads: The white robes and crowns of the elders seem to indicate that they are indeed human beings - in glory, of course.

พวกเขาสวมเสื้อคลุมสีขาว และสวมมงกุฎทองคำบนศีรษะ     เสื้อคลุมสีขาวและมงกุฎของผู้อาวุโสชี้ให้เห็นว่าพวกเขาแท้จริงเป็นคนธรรมดา – แน่นอนได้รับการยกย่องให้เกียรติ

From the throne proceeded lightnings, thunderings, and voices:

จากพระที่นั่งนั้นตามมาด้วยฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และเสียงต่างๆ :

The lightning, thunder, voices and fire are reminiscent of God's fearful presence at Mount Sinai. They communicate the awe associated with the throne of God.

ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง เสียงต่างๆ  และไฟ เตือนความทรงจำ เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏอย่างน่าเกรงขามที่ภูเขาซีนาย    สิ่งเหล่านี้สื่อให้เห็นถึงความน่าเกรงขามเกี่ยวกับพระบัลลังก์ของพระเจ้า


Exodus อพยพ 19:16-19 16 On the morning of the third day there were thunders and lightning and a thick cloud on the mountain and a very loud trumpet blast, so that all the people in the camp trembled.

16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม  ก็บังเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ   มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น   จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น

17 Then Moses brought the people out of the camp to meet God, and they took their stand at the foot of the mountain.

17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า   พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา

18 Now Mount Sinai was wrapped in smoke because the LORD had descended on it in fire. The smoke of it went up like the smoke of a kiln, and the whole mountain trembled greatly.

18 ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป   เพราะพระเจ้าเสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดย อาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่   ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด  

19 And as the sound of the trumpet grew louder and louder, Moses spoke, and God answered him in thunder.

19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น  โมเสสก็กราบทูล   พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงฟ้าร้อง

Exodus อพยพ 20:18-19 18 Now when all the people saw the thunder and the flashes of lightning and the sound of the trumpet and the mountain smoking, the people were afraid and trembled, and they stood far off

18 คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน  ได้เห็นฟ้าร้อง  ฟ้าแลบ  เสียงแตร   และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น  ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล

19 and said to Moses, “You speak to us, and we will listen; but do not let God speak to us, lest we die.”

19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า   “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด   พวกข้าพเจ้าจะฟัง   แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย   เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย” 

  Seven lamps of fire were burning before the throne: The Holy Spirit (the seven Spirits of God, as previously referred to in Revelation 1:4 is represented by seven burning lamps. 

คบเพลิง 7 ดวง ที่จุดไว้ต่อหน้าพระบัลลังก์:พระวิญญาณบริสุทธิ์ ( พระวิญญาณของพระเจ้าทั้งเจ็ดองค์  ก่อนหน้านี้ได้อ้างถึงใน วิวรณ์ 1:4 แทนความหมายคบเพลิง 7 ดวง

In other passages, He is represented by a dove or a flame of fire. 

ในเนื้อหาพระคัมภีร์ตอนอื่น  ใช้นกพิราบหรือเปลวไฟเป็นเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์

The lamps of fire are important, because the Holy Spirit is not ordinarily visible. 

คบเพลิงมีความสำคัญ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะไม่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาธรรมดา

To be made visible, He represents Himself in a physical form, like a dove or a tongue of fire.

เพื่อทำให้มองเห็นได้  พระองค์สำแดงองค์เองในสภาพกายภาพ เช่นนกพิราบหรือ เปลวไฟ

Before the throne there was a sea of glass, like crystal.  Is this sea really made of glass, or does it just look like it? 

ต่อหน้าพระที่นั่งนั้นมีทะเลแก้ว เหมือนคริสตัล    ทะเลนี้จริงๆ ทำจากแก้ว หรือ เพียงแค่มีลักษณะเหมือนแก้ว

Whether it looks like glass, or is actually made of glass, it is the finest glass, like crystal.

ไม่ว่าจะมีลักษณะเหมือนแก้ว หรือจริงๆ ทำด้วยแก้ว    มันเป็นแก้วที่ดีที่สุด เหมือนกับคริสตัล

And in the midst of the throne, and around the throne, were four living creatures full of eyes in front and in back.

และในท่ามกลางพระที่นั่งและรอบพระที่นั่งนั้น   มีสิ่งมีชีวิต  4 ตัว ที่มี ตาด้านหน้าและ ตาด้านหลัง

The first living creature was like a lion, the second living creature like a calf, the third living creature had a face like a man, and the fourth living creature was like a flying eagle.

สัตว์มีชีวิตแรกเป็นเหมือนสิงโต สัตว์ที่มีชีวิตที่สองเหมือนโค  สิ่งมีชีวิตที่สามมีหน้าเหมือนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่สี่เหมือนนกอินทรีกำลังบิน

The four living creatures, each having six wings, were full of eyes around and within.

สิ่งมีชีวิตทั้งสี่ตัว แต่ละอย่างมีปีกหกปีก มีนัยน์ตารอบนอกและข้างใน

From comparison with Ezekiel we understand these creatures to be cherubim, the spectacular angelic beings who surround the throne of God.  Satan was once one of these high angelic beings.

จากการเปรียบเทียบโดยพระธรรมเอเสเคียล  เราเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะเป็น เทวดามีปีก เหมือนทูตสวรรค์ที่สวยงาม ที่ล้อมรอบพระที่นั่งของพระเจ้า ครั้งหนึ่งซาตานเคยเป็นหนึ่งในทูตสวรรค์ชั้นสูง

The way these super-intelligent beings worship God reminds us that our worship must be intelligent.  

วิธีการที่สิ่งมีชีวิตฉลาดยอดเยี่ยมเหล่านี้นมัสการพระเจ้า เตือนเราว่า การนมัสการของเราจะต้องฉลาดด้วย

Like a lion, like a calf, a face like a man, like a flying eagle: John describes four cherubim, each with a different face. 

เหมือนสิงโต เหมือนโค ใบหน้าเหมือนคน  เหมือนนกอินทรีกำลังบิน : ยอห์น บรรยายถึงเทวดามีปีกสี่องค์ แต่ละองค์มีใบหน้าที่แตกต่างกัน

We can see that each of the cherubim have four faces, and at the moment, John sees each one of the four different faces pointed in his direction. 

เราจะเห็นว่าเทวดามีปีกแต่ละองค์ มีใบหน้าสี่หน้า และในขณะนั้น ยอห์นมองเห็นใบหน้าของแต่ละองค์ในสี่องค์นั้นมีใบหน้าที่แตกต่างกันไปตามความมุ่งหมายของเขา

The four different faces of the cherubim are often taken as symbols of Jesus as represented in each gospel. 

เทวดามีปีกที่มีใบหน้าที่แตกต่างทั้งสี่นั้น  พระเยซูมักจะทรงใช้เป็นสัญลักษณ์แทนหนังสือพระกิตติคุณแต่ละเล่ม

Most have seen Matthew as the "Lion" gospel, showing Jesus as the Lion of the Tribe of Judah. 

ส่วนใหญ่เห็นว่า " สิงโต" แทนพระกิตติคุณ มัทธิว  ชี้ให้เห็นพระเยซูเป็นสิงโตแห่งเผ่ายูดาห์

Mark is seen as the "Ox" gospel, showing Jesus as a humble servant, a worker. 

พระกิตติคุณมาระโก แทนด้วย" โค " ชี้ให้เห็นพระเยซูเป็นผู้รับใช้หรือคนงานที่ต่ำต้อย

Luke is seen as the "Man" gospel, showing Jesus as the perfect man, the second Adam. 

พระกิตติคุณลูกา ถูกมองว่าเป็น" ผู้ชาย" ชี้ให้เห็นพระเยซูว่าทรงเป็นคนที่ดีพร้อม คืออดัมคนที่สอง

John is seen as the "Eagle" gospel, showing Jesus as the man from heaven, the sky. 

พระกิตติคุณยอห์น ถูกมองว่าเป็น" นกอินทรี " ชี้ให้เห็นพระเยซูว่าทรงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า

Ezekiel เอเสเคียล 1:4-14 4 As I looked, behold, a stormy wind came out of the north, and a great cloud, with brightness around it, and fire flashing forth continually, and in the midst of the fire, as it were gleaming metal.

4 ดูเถิด   เมื่อข้าพเจ้ามองดู   ลมพายุก็พัดมาจากทางเหนือ   มีเมฆก้อนใหญ่ที่มีความสว่างอยู่รอบ   และมีไฟลุกวาบออกมาอยู่เสมอ   ท่ามกลางไฟนั้นดูประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบ

5 And from the midst of it came the likeness of four living creatures. And this was their appearance: they had a human likeness,

5 และจากท่ามกลางไฟนี้มีร่างดังสัตว์สี่ตัวออกมา      รูปร่างของสัตว์นั้นเป็นเช่นนี้คือ   มีสัณฐานเหมือนมนุษย์

6 but each had four faces, and each of them had four wings.

6 แต่สัตว์ทุกตัวมีหน้าสี่หน้า  และมีปีกสี่ปีกทุกตัว

7 Their legs were straight, and the soles of their feet were like the sole of a calf's foot. And they sparkled like burnished bronze.

7 ขาของสัตว์นั้นตรง  และฝ่าตีนก็เหมือนฝ่าตีนลูกวัว   และเป็นประกายอย่างทองสัมฤทธิ์ขัด

8 Under their wings on their four sides they had human hands. And the four had their faces and their wings thus:

8 ที่ใต้ปีกข้างตัวมันทั้งสี่ข้างมีเป็นมือคน   สัตว์ทั้งสี่มีหน้าและมีปีกดังนี้

9 their wings touched one another. Each one of them went straight forward, without turning as they went.

9 คือปีกของมันต่างก็จดปีกของกันและกัน   มันบินตรงไปข้างหน้าขณะที่ไปก็ไม่หันเลย

10 As for the likeness of their faces, each had a human face. The four had the face of a lion on the right side, the four had the face of an ox on the left side, and the four had the face of an eagle.

10 สัณฐานหน้าของมันทุกตัวมีหน้าเหมือนหน้าคน   สัตว์ทั้งสี่มีหน้าสิงห์อยู่ด้านขวา   สัตว์ทั้งสี่มีหน้าวัวอยู่ด้านซ้าย   สัตว์ทั้งสี่มีหน้านกอินทรีอยู่ด้านหลัง

11 Such were their faces. And their wings were spread out above. Each creature had two wings, each of which touched the wing of another, while two covered their bodies.

11 หน้าของมันเป็นดังนี้แหละ   ปีกของมันกางแผ่ขึ้นข้างบน   สัตว์แต่ละตัวมีสองปีก   แต่ละปีกจดปีกของกันและกัน   ส่วนอีกสองปีกคลุมกายของมัน

12 And each went straight forward. Wherever the spirit would go, they went, without turning as they went.

12 สัตว์ทุกตัวบินตรงไปข้างหน้า   ไม่ว่าวิญญาณจะไปทางไหนมันก็ไปทางนั้น   เมื่อไปก็ไม่หันเลย

13 As for the likeness of the living creatures, their appearance was like burning coals of fire, like the appearance of torches moving to and fro among the living creatures. And the fire was bright, and out of the fire went forth lightning.

13 ในหมู่สัตว์นั้นมีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนถ่านคุ เหมือนคบเพลิงหลายอัน   เคลื่อนไปมาอยู่ในหมู่สัตว์เหล่านั้น   ไฟนั้นสุกใสและมีแสงฟ้าแลบออกมาจากไฟนั้น

14 And the living creatures darted to and fro, like the appearance of a flash of lightning.

14 สัตว์นั้นก็พุ่งไปพุ่งมาดั่งฟ้าแลบแปลบปลาบ  

Ezekiel เอเสเคียล 10:20-22 20 These were the living creatures that I saw underneath the God of Israel by the Chebar canal; and I knew that they were cherubim.

20 เหล่านี้เป็นสัตว์ซึ่งข้าพเจ้าได้ เห็นภายใต้พระเจ้าแห่งอิสราเอลที่ริมแม่น้ำเคบาร์   และข้าพเจ้าทราบว่าเป็นเหล่าเครูบ

21 Each had four faces, and each four wings, and underneath their wings the likeness of human hands.

21 เครูบทุกตนมีสี่หน้าและสี่ปีก   และภายใต้ปีกมีสัณฐานเหมือนมือมนุษย์

22 And as for the likeness of their faces, they were the same faces whose appearance I had seen by the Chebar canal. Each one of them went straight forward.

22 ส่วนสัณฐานของหน้าเหล่านั้น   เป็นหน้าทั้งรูปทั้งตัว   ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นที่ริมแม่น้ำเคบาร์   เครูบทุกตนออกตรงไปข้างหน้าของตน

Cherubim were also part of the decor of the tabernacle, particularly in the Most Holy Place.

เรายังใช้ทูตสวรรค์น้อยเป็นส่วนหนึ่งของงานตกแต่งพลับพลา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่บริสุทธิ์ที่สุด

Exodus อพยพ 25:17-22 17 “You shall make a mercy seat of pure gold. Two cubits and a half shall be its length, and a cubit and a half its breadth.

17 แล้วจงทำพระที่นั่งกรุณาด้วยทองคำบริสุทธิ์ยาวสองศอกคืบ   กว้างศอกคืบ

18 And you shall make two cherubim of gold; of hammered work shall you make them, on the two ends of the mercy seat.

18 จงทำเครูบทองคำสองรูป   โดยใช้ฝีค้อนทำตั้งไว้ที่ปลายพระที่นั่งกรุณาทั้งสองข้าง

19 Make one cherub on the one end, and one cherub on the other end. Of one piece with the mercy seat shall you make the cherubim on its two ends.

19 ทำเครูบไว้ที่ปลายพระที่นั่งกรุณาข้างละรูป  ทำเครูบนั้น   และให้ตอนปลายทั้งสองข้างติดเป็นเนื้อเดียวกับพระที่นั่งกรุณา

20 The cherubim shall spread out their wings above, overshadowing the mercy seat with their wings, their faces one to another; toward the mercy seat shall the faces of the cherubim be.

20 ให้เครูบกางปีกออกไว้เบื้องบนปกพระที่นั่งกรุณา ไว้ด้วยปีก   และให้หันหน้าเข้าหากัน  ให้เครูบหันหน้ามาตรงพระที่นั่งกรุณา

21 And you shall put the mercy seat on the top of the ark, and in the ark you shall put the testimony that I shall give you.

21 แล้วจงตั้งพระที่นั่งกรุณานั้นไว้บนหีบ   จงบรรจุพระโอวาทซึ่งเราจะให้ไว้แก่เจ้าไว้ในหีบนั้น

22 There I will meet with you, and from above the mercy seat, from between the two cherubim that are on the ark of the testimony, I will speak with you about all that I will give you in commandment for the people of Israel.

22 ณ ที่นั้น  ข้าพระองค์จะอยู่ให้เจ้าเข้าเฝ้า  และจะสนทนากับเจ้า   จากเหนือพระที่นั่งกรุณาระหว่างกลางเครูบ  ซึ่งตั้งอยู่บน หีบพระโอวาท   ข้าพระองค์จะสนทนากับเจ้าทุกเรื่อง   ซึ่งเราจะสั่งเจ้าให้ประกาศแก่ชนชาติอิสราเอล

Exodus อพยพ 26:1 1 “Moreover, you shall make the tabernacle with ten curtains of fine twined linen and blue and purple and scarlet yarns; you shall make them with cherubim skillfully worked into them.

1 “นอกจากนั้น   เจ้าจงทำพลับพลาด้วยม่านสิบผืน  ทำด้วยผ้าป่านเนื้อดี   และผ้าทอด้วยด้ายย้อมสีฟ้า   สีม่วง  สีแดงเข้ม  กับให้มีภาพเครูบฝีมือช่างออกแบบไว้

The Scriptures show us that the tabernacle is a model of Heaven.

พระคัมภีร์แสดงให้เราเห็นว่าพลับพลาเป็นรูปแบบของสวรรค์

Exodus อพยพ 25:8-9 8 And let them make me a sanctuary, that I may dwell in their midst.

8 แล้วให้เขาสร้างสถานนมัสการถวายแก่เรา   เพื่อเราจะได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา

9 Exactly as I show you concerning the pattern of the tabernacle, and of all its furniture, so you shall make it.

9 แบบอย่างพลับพลา และเครื่องทั้งปวงของพลับพลานั้น   เจ้าจงทำตามที่เราแจ้งไว้แก่เจ้านี้ทุกประการ

 

Revelation 4 and Andy

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top