Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, September 15, 2013

 

Here we have the exhortation towards perseverance.

ที่นี่เรามีคำแนะนำตักเตือนต่อความอดทนอดกลั้น

There was a danger and it was happening that some of the Jews who had come out of Judaism and all of its traditions, they were beginning to slip back into Judaism, going back to the traditions.

มีเรื่องที่อันตราย   มันก็เกิดขึ้นกับชาวยิวบางคนที่เลิกนับถือศาสนายูดายและประเพณีของพวกเขาแต่พวกเขากลับหันไปเริ่มต้นที่แบบศาสนายูดายจะกลับไปใช้ประเพณีนั้นอีก

So the writer is warning them to maintain their hope that they have in Christ and hold fast to that confidence.

ดังนั้น ผู้เขียนเตือนพวกเขาเพื่อรักษาความหวังที่พวกเขามีในพระคริสต์และยึดถือให้มั่นด้วยความมั่นใจ

7เหตุฉะนั้น   ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า   วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์  

8อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น    เหมือนอย่างในวันที่ทดลองในถิ่นทุรกันดาร  

9ซึ่งบรรพบุรุษของท่านทดลองข้าพเจ้าโดยเอาข้าพเจ้าเข้าพิสูจน์   ถึงแม้ว่าเขาเห็นการกระทำของข้าพเจ้าตลอดสี่สิบปี  

10เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงพิโรธคนเหล่านั้น    และว่า “ใจของเขาหลงผิดอยู่เสมอ   เขาไม่รู้จักทางของข้าพเจ้า”  

11ตามที่ข้าพเจ้าปฏิญาณด้วยความพิโรธว่า   “เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งข้าพเจ้าจัดให้”  
The writer makes reference to Psalm 95 a couple of times here in chapters 3 and 4, as he is pointing out the superiority of Jesus over Moses. 

ผู้เขียนอ้างอิงถึงบทเพลงสดุดีที่ 95   หลายครั้งที่ในฮีบรูบทที่ 3 และ 4 ในขณะที่เขาชี้ให้เห็นว่าพระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าโมเสส

For Moses, a servant in the house bringing them the testimony of God and the law of God, could not lead them into the rest.

สำหรับโมเสส  ผู้รับใช้ในพลับพลาและเป็นพยานกับพวกเขาเรื่องของพระเจ้า และชี้ว่าบทบัญญัติของพระเจ้าไม่สามารถนำพวกเขาพบความสบสุขได้

Moses could not lead them into the Promise Land.

โมเสสไม่สามารถนำพวกเขาไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา

They came to the waters of Meribah, which means strife.

พวกเขามาถึงน่านน้ำของเมริบาห์ ซึ่งหมายความว่าการสู้รบกัน

They came to the wilderness to the area of Meribah and they cried unto Moses and said, "You've brought us out here to die.

พวกเขามาถึงที่รกร้างว่างเปล่าในเขตพื้นที่ของเมริบาห์ และพวกเขาร้องไห้ต่อโมเสสและกล่าวว่า "ท่านได้นำพาเราออกมาตายที่นี่

We have no water. We're going to perish. We would have been better to have stayed in Egypt." 

เราไม่มีน้ำเลย  เรากำลังจะไปอดตาย  เราจะได้รับสิ่งที่ดีกว่าหากเราอยู่ในอียิปต์ "

God said, "Moses, they're thirsty. They need water. You go out and speak to the rock that it might bring forth water."

พระเจ้าตรัสว่า "โมเสส  พวกเขากำลังกระหายน้ำ พวกเขาต้องการน้ำ เจ้าออกไปและจงสั่งโขดหินว่าให้มันปล่อยน้ำออกมา"

But Moses was angry. He was upset. He was sick of their murmuring and so he went out and said, "You bunch of hypocrites, always murmuring and complaining. Must I take my rod and smite this rock again to give you water?"

แต่โมเสสโกรธ เขารู้สึกเสียใจ เขาเหนื่อยหน่ายเสียงบ่นรำพันของพวกเขา  ดังนั้นเขาจึงออกไปและกล่าวว่า "พวงเจ้าหน้าซื่อใจคดเสมอ และชอบบ่นรำพัน. ฉันต้องใช้ไม้เท้าของฉันและฟาดศิลาก้อนนี้อีกครั้งเพื่อให้พวกเจ้ามีน้ำดื่มหรือ"

He took his rod and he smote the rock. The water came forth and the people drank.

เขาจึงยกเอาไม้เท้าของเขาและเขาฟาดลงบนศิลานั้น  น้ำก็ไหลพุ่งออกมาและผู้คนดื่มน้ำ

But God said, "Moses, did I tell you to strike the rock?" "No." "What did I tell you?"

แต่พระเจ้าตรัสว่า "โมเสส  ข้าพเจ้าได้บอกเจ้าให้ตีหินนั้นหรือ" "ไม่ใช่ พระเจ้าข้า" "ข้าพเจ้าได้สั่งอะไรเจ้าล่ะ?"

God said, "Speak to the rock." "Why did you smite it?" "I was angry."

พระเจ้าตรัสว่า "จงพูดสั่งหินนั้น" "ทำไมเจาจึงฟาดมันล่ะ" "ข้าพเจ้าโกรธ."

"Yes. Moses, you are my representative to those people. They look to you to understand Me, my attitudes. Moses, you misrepresented Me.

"ใช่ โมเสส เจ้าเป็นตัวแทนของข้าพเจ้าไปยังคนเหล่านั้น พวกเขามองไปที่เจ้าเพื่อจะเข้าใจข้าพเจ้า ทัศนคติของเรา โมเสส เจ้าเป็นตัวแทนผิดพลาดของข้าพเจ้า

You represented Me as being angry and upset. I'm not angry and upset.

เจ้าเป็นตัวแทนของข้าพเจ้า  กำลังโกรธและไม่พอใจ เจ้าไม่น่าโกรธและไม่พอใจ

They need water and I know that. I'm compassionate. I know and understand their need.

พวกเขาต้องการน้ำและข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้าเห็นอกเห็นใจพวกเขา  ข้าพเจ้ารู้และเข้าใจถึงความจำเป็นของพวกเขา

Because you failed to represent Me before the people, Moses, I just can't let you lead them into the land."

เพราะเจ้าพลาดในการเป็นตัวแทนของข้าพเจ้าต่อหน้าผู้คน โมเสส ข้าพเจ้าไม่สามารถปล่อยให้เจ้านำพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินนั้น"

The Lord would not let him lead them into the land.

พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เขานำพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินนั้น

He could not take them into the rest.

เขาไม่สามารถพาพวกเขาเข้าไปที่พักสงบ

That is significant in that Moses being representative of the law through history, it is interesting to observe the fact that the law, or the works of the law, can never bring you into the place of rest in the Lord.

นี่คือความสำคัญของโมเสสที่เป็นตัวแทนของบทบัญญัติตลอดในประวัติศาสตร์  เป็นที่น่าสนใจที่จะสังเกตเห็นความจริงของกฎหมาย  หรือการใช้กฎหมาย  ไม่สามารถนำมาให้พวกเขาเข้าไปพักสงบในดินแดนของพระเจ้าได้

By your obedience to the law, by your keeping the law, it will never bring you into rest. The law cannot bring you into the rest of God.

โดยการเชื่อฟังบทบัญญัติ  โดยการรักษาบทบัญญัติ  มันไม่เคยจะคุณนำเข้าไปพักสงบได้ บทบัญญัติไม่สามารถนำคุณเข้าพักสงบในพระเจ้า

The people provoked God earlier in their history, then they came to Kadesh-Barnea. It is an eleven-day journey from Mount Horeb to Kadesh-Barnea the scripture says, but it took them forty years.

ในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ผู้คนกระทุ้งพระเจ้า  แล้วพวกเขามาถึงคาเดชบารเนีย-มันเป็นการเดินทางสิบเอ็ดวันจากเทือกเขาโฮเร็บไปถึงคาเดช-บาร์เนีย  ข้อพระคัมภีร์กล่าว แต่พวกเขาใช้เวลาสี่สิบปี

They came to Kadesh-Barnea in the beginning.

พวกเขามาถึงคาเดช-บารเนีย-ในการเริ่มต้น

Moses sent spies into the land, of which ten came back with an evil report bringing fear into the hearts of the people, which ended in unbelief.

โมเสสส่งสายลับเข้าไปในดินแดน  ที่ซึ่งสายลับสิบคนกลับมารายงานความชั่วร้ายนำความกลัวเข้ามาสู่จิตใจของผู้คน  ซึ่งจบลงด้วยความไม่เชื่อพระเจ้า

They said, "We can't go in. We can't do it. We can't take the land."

พวกเขากล่าวว่า "เราไม่สามารถเข้าไปในนั้น  เราไม่สามารถทำได้ เราไม่สามารถครองแผ่นดินนั้น"

Because of that heart of unbelief, God was provoked.

เพราะหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ  พระเจ้าทรงถูกยั่วเย้า

God said, "because you're not trusting in Me, you say that you're afraid if you go in there your children will all be killed, now you're going to stay here in the wilderness until you all die and your children for whom you feared, they will be the ones who will go in and take the land."

พระเจ้าตรัสว่า "เพราะพวกเจ้าไม่ไว้วางใจในเรา  เจ้าบอกว่าเจ้ากลัวถ้าเจ้าเข้าไปที่นั่น กลัวว่าหลานของเจ้าทั้งหมดจะถูกฆ่าตาย  ตอนนี้พวกเจ้ากำลังจะได้พักที่นี่ในที่รกร้างว่างเปล่า  จนกว่าพวกเจ้าจะตายทั้งหมด และลูกหลานของเจ้าที่เจ้ากลัว   พวกเขาจะเป็นคนที่ได้เข้าไปในแผ่นดินนั้นและได้ครอบครอง"

So they never entered into God's rest. Moses couldn't bring them into God's rest, and so he quotes from this Psalm.

ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยได้เข้าไปในที่พักสงบของพระเจ้า โมเสสไม่สามารถนำพวกเขาเข้าไปในที่พักสงบของพระเจ้า   และดังนั้นเขาจึงร้องทูลในบทสดุดีนี้

12ดูก่อน   ท่านพี่น้องทั้งหลาย   จงระวังให้ดี   เพื่อจะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านมีใจชั่วและไม่เชื่อ   คือใจซึ่งพาท่านหลงไปจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

This was the choice by the people to depart from God.

นี้เป็นทางเลือกที่ผู้คนเลือกออกห่างจากพระเจ้า

These people had been delivered from slavery in Egypt.

คนเหล่านี้ได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสในอียิปต์

The issue isn't the deliverance from sin, the issue is the entering into the fullness that God has for you.

สาระไม่ได้เป็นการปลดปล่อยจากบาป  สาระคือการเข้ามาในความสมบูรณ์ที่พระเจ้าทรงเตรียมให้สำหรับคุณ

There are many people who have peace with God because they have been delivered from the power of sin from darkness into the kingdom of light, but they don't have the peace of God.

มีหลายคนที่มีสันติสุขในพระเจ้า   เพราะพวกเขาได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจของบาป จากความมืดสู่อาณาจักรของแสงสว่าง แต่พวกเขาไม่ได้มีความสงบสุขในพระเจ้า

They have not entered into the rest.

พวกเขาไม่ได้เข้าไปในที่พักสงบ

They haven't entered into that full, rich, abundant life of the Spirit that God has promised unto us.

พวกเขาไม่ได้เข้าไปในชีวิตที่เต็มไปชีวิตที่ครบบริบูรณ์ของพระวิญญาณที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาแก่เรา

Their Christian experience is a wilderness experience, as they wander through the wilderness.

ประสบการณ์ของคริสเตียนเป็นประสบการณ์ในที่ทุรกันดาร  ขณะที่พวกเขาเดินวนเวียนในที่ทุรกันดาร

They don't really enjoy the walk with the Lord as they should be enjoying it.

จริงๆพวกเขาไม่ได้เพลิดเพลินกับการเดินกับพระเจ้าที่พวกเขาควรจะมีความสุข

God wants you to come into that fullness of the life in the Spirit and know the victory of the Spirit of God within your life, entering into that rich fullness of the Lord.

พระเจ้าทรงต้องการให้ท่านอยู่ในความสมบูรณ์ของชีวิต  ในพระวิญญาณ   และให้รู้ว่ามีชัยชนะของพระวิญญาณของพระเจ้าในชีวิตคุณ   เข้ามาในความอุดมสมบูรณ์ขององค์พระเจ้า

So they wandered for forty years as an example of what happens when we, by our unbelief, fail to receive the promises of God.

ดังนั้นพวกเขาจึงเดินวนเวียนเป็นเวลาสี่สิบปี   เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้น    เมื่อเราโดยความไม่เชื่อของเรา เราก็จะพลาดโอกาสที่ได้รับพระสัญญาของพระเจ้า

So we too need to take heed that we not depart from God.

ดังนั้นเราก็ต้องระมัดระวังที่เราจะไม่ออกห่างจากพระเจ้าเช่นกันด้วย

13ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน   ตลอดเวลาที่เรียกว่า   “วันนี้”   เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไป   เพราะเล่ห์กลของบาป

14เพราะข้าพเจ้ามีส่วนร่วมกับพระคริสต์   ถ้าข้าพเจ้าเพียงแต่ยึดความไว้วางใจที่ข้าพเจ้ามีอยู่   ในตอนต้นไว้ให้มั่นคงจนถึงที่สุด  

15เมื่อมีคำกล่าวไว้ว่า   วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์   อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น 

Oftentimes people put off a decision for God. 

บ่อยครั้งที่คนเราตัดสินใจออกจากพระเจ้า

God convicts them of sin, He shows them that His Word is true and that change is needed, but some people at that point then harden their heart and think they will take care of it at some later time.  

พระเจ้าชำระโทษบาปของพวกเขา   พระองค์ทรงสำแดงให้พวกเขาเห็นว่าพระวจนะของพระองค์เป็นความจริง  และจำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนแปลง แต่บางคนที่จุดนั้นแล้วหัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง  และคิดว่าพวกเขาจะดูแลมันในเวลาต่อมา

16ใครหนอที่ได้ยินแล้วแต่ยังได้กบฏก็คือ   ทุกคนที่โมเสสได้นำออกจากประเทศอียิปต์มิใช่หรือ

17และใครหนอที่พระองค์ได้ทรงพระพิโรธตลอดสี่สิบปีนั้น   ก็คนเหล่านั้นที่กระทำบาป   และซากศพของเขาทิ้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารมิใช่หรือ

18และแก่ใครหนอที่พระองค์ได้ทรงปฏิญาณว่า   เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งพระองค์ทรงประทาน   ก็คนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อฟังมิใช่หรือ

19ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงรู้ว่า   เขาไม่สามารถเข้าไปสู่การพำนักนั้นได้ก็เพราะเขาไม่ได้เชื่อ

Again, there is the exhortation towards perseverance. 

อีกครั้ง  มีคำแนะนำตักเตือนต่อความอดทนอดกลั้น

Keep on believing, keep on trusting.

จงรักษาความเชื่อไว้ต่อไป  จงรักษาความไว้วางใจไว้

 

Hebrews 3

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top