Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, December 21, 2013

 

Numbers 22 Prophet for Hire

กันดารวิถี 22  ผู้พยากรณ์สำหรับเช่า

The great multitudes of the people of Israel were camped in the fields of Moab.  The people of Moab, especially their leader Balak, were afraid of them. 

ชนชาติอิสราเอลมากมายตั้งค่ายในทุ่งหญ้าแผ่นดินโมอับ  ชาวโมอับโดยเฉพาะผู้นำของเขาชื่อบาลาค กลัวของพวกอิสราเอล

So Balak thinks it would be best to hire a prophet to come put a curse on the people of Israel.

ดังนั้นบาลาคคิดว่ามันจะดีที่สุดในการจ้างผู้พยากรณ์มาทำการสาปแช่งชนชาติอิสราเอล

1Then the people of Israel set out and camped in the plains of Moab beyond the Jordan at Jericho.

1แล้วคนอิสราเอลก็ยกออกไปตั้งค่ายอยู่ ณ ที่ราบโมอับฟาก ตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนที่เมืองเยรีโค

2And Balak the son of Zippor saw all that Israel had done to the Amorites.

2ฝ่ายบาลาคบุตรศิปโปร์ได้เห็นการทั้งปวงซึ่งอิสราเอล ได้กระทำต่อคนอาโมไรต์

3And Moab was in great dread of the people, because they were many. Moab was overcome with fear of the people of Israel.

3ทั้งโมอับก็ครั่นคร้ามต่อชนชาตินั้นนักหนา   เพราะเขามีคนมากด้วยกัน   โมอับกลัวคนอิสราเอลลานทีเดียว

4And Moab said to the elders of Midian, “This horde will now lick up all that is around us, as the ox licks up the grass of the field.” So Balak the son of Zippor, who was king of Moab at that time,

4จึงพูดกับพวกผู้ใหญ่ของเมืองมีเดียนว่า   “คนเหล่านี้ทั้งสัตว์ของเขาจะมากิน พืชผลที่ล้อมรอบเราอยู่หมด   เหมือนวัวกินหญ้าในนา”   ดังนั้นบาลาคบุตรศิปโปร์ผู้เป็นกษัตริย์เมืองโมอับในเวลานั้น

5sent messengers to Balaam the son of Beor at Pethor, which is near the River in the land of the people of Amaw, to call him, saying, “Behold, a people has come out of Egypt. They cover the face of the earth, and they are dwelling opposite me.

5ใช้ผู้สื่อสารไปยังบาลาอัมบุตร เบโอร์ที่ เปโธร์ใกล้แม่น้ำในแผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน   โดยกล่าวว่า   “ดูเถิด   ชนชาติหนึ่งออกมาจากอียิปต์เข้าแผ่คลุมผิวโลก   กำลังพักอยู่ตรงข้ามข้าพเจ้า

6Come now, curse this people for me, since they are too mighty for me. Perhaps I shall be able to defeat them and drive them from the land, for I know that he whom you bless is blessed, and he whom you curse is cursed.”

6ขอเชิญมาเถิด   ขอสาปแช่งชนชาตินี้ให้แก่ข้าพเจ้า   เพราะเขาเข้มแข็งกว่าข้าพเจ้ามาก   ชะรอยข้าพเจ้าจะสามารถรบชนะ เขาและขับไล่เขาออกไปจากแผ่นดินของข้าพเจ้าได้   เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่ว่า   ถ้าท่านอวยพรแก่ผู้ใดผู้นั้นจะเป็นไปตามพรนั้น   และท่านสาปแช่งผู้ใดผู้นั้นก็ถูกสาปแช่ง”  

7So the elders of Moab and the elders of Midian departed with the fees for divination in their hand. And they came to Balaam and gave him Balak's message.

7ดังนั้นพวกผู้ใหญ่ของเมืองโมอับกับพวกผู้ใหญ่ของ เมืองมีเดียนก็ถือค่าการทำอาถรรพ์นั้นออกไป   ครั้นเขาทั้งหลายมาถึงบาลาอัม   ก็บอกคำของบาลาคแก่เขา

8And he said to them, “Lodge here tonight, and I will bring back word to you, as the LORD speaks to me.” So the princes of Moab stayed with Balaam.

8บาลาอัมกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า   “คืนนี้จงค้างที่นี่ก่อน เมื่อพระเจ้าตรัสอย่างไรแก่ข้าแล้ว   ข้าจึงจะนำคำนั้นมาแจ้งแก่ท่านทั้งหลาย”   ดังนั้นเจ้าเมืองแห่งโมอับจึงยับยั้งอยู่กับบาลาอัม

9And God came to Balaam and said, “Who are these men with you?”

9และพระเจ้าเสด็จมาหาบาลาอัมตรัสว่า   “คนที่มาอยู่กับเจ้าคือผู้ใด”

10And Balaam said to God, “Balak the son of Zippor, king of Moab, has sent to me, saying,

10บาลาอัมทูลพระเจ้าว่า   “บาลาคบุตรศิปโปร์กษัตริย์ เมืองโมอับได้ใช้เขาทั้งหลายมาแจ้งแก่ข้าพระองค์ว่า

11‘Behold, a people has come out of Egypt, and it covers the face of the earth. Now come, curse them for me. Perhaps I shall be able to fight against them and drive them out.’”

11'ดูเถิด   ชนชาติหนึ่งออกจากอียิปต์มาแผ่คลุมผิวโลก   ขอเชิญมาเถิด   ขอสาปแช่งเขาทั้งหลายให้แก่ข้าพเจ้า   ชะรอยข้าพเจ้าจะรบชนะเขาและขับไล่เขาออกไปได้' ”

12God said to Balaam, “You shall not go with them. You shall not curse the people, for they are blessed.”

12พระเจ้าตรัสกับบาลาอัมว่า   “เจ้าอย่าไปกับเขาทั้งหลาย   เจ้าอย่าแช่งชนชาตินั้น   เพราะเขาทั้งหลายเป็นคนที่ได้รับพร”

Balaam had the clear command from the Lord to not go, and of course to not curse the people of Israel. 

บาลาอัมได้รับคำสั่งชัดเจนจากพระเจ้าว่าไม่ต้องไป    และแน่นอนไม่ให้ไปแช่งคนของอิสราเอล

But Balaam thought,” all that money I could get if I just said a few words against Israel.”  Perhaps he said, "Lord,  I'll be good I promise. But let me go, Lord. Just let me go, Lord, please Lord let me go."

แต่บาลาอัมคิดว่า "ฉันคงได้รับเงินทั้งหมดถ้าฉันเพียงแค่กล่าวหาไม่กี่คำกับอิสราเอล" บางทีเขากล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้า  ข้าพระองค์จะเป็นคนดี ขอสัญญา. แต่ขอให้ข้าพระองค์ไปเถิดพระเจ้าข้า. เพียงแค่ให้ให้ข้าพระองค์ไป   พระเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไป. "

I assume that this was the case because the Lord gave him permission to go but yet when he went it wasn't God's will for him to go.

ผมสันนิษฐานว่าคงเป็นแบบนั้น  เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดอนุญาตให้เขาไป. แต่เมื่อเขาไป นี้ไม่ใช่พระประสงค์ที่จะให้เขาไป

I believe that it is possible for us to enter into the permissive will of God. Yes, God will permit you to do it but He doesn't want you to do it.

ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ที่เราจะได้รับอนุญาตจากพระเจ้า   ใช่แล้ว พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้คุณทำ แต่พระองค์ทรงไม่ต้องการให้คุณทำ

And I believe that a person can know the will of God for his life.

และผมเชื่อว่าคนเราสามารถรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเขา

Many years later the people of Israel would ask to have a king, like other nations around them. 

หลายปีต่อมาคนของอิสราเอลทูลขอให้มีกษัตริย์เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ รอบข้าง

God knew that wasn’t the best for them, but they kept on asking God’s prophet Samuel to give them a king and finally God gave in to their request but warned them of the troubles they would have.  So here, God finally allowed Balaam to go.

พระเจ้าทรงรู้ว่าไม่ใช่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา     พวกเขาทูลขอซามูเอลผู้เผยพระวจนะของพระ เจ้า  เพื่อให้พวกเขามีกษัตริย์   และสุดท้ายพระเจ้าทรงประทานให้ตามคำขอของพวกเขา  แต่ทรงเตือนว่าพวกเขาจะมีปัญหาถ้าเขามีกษัตริย์    ในที่นี่ในที่สุดพระเจ้าทรงยอมให้บาลาอัมไป

20And God came to Balaam at night and said to him, “If the men have come to call you, rise, go with them; but only do what I tell you.”

20และพระเจ้าเสด็จมาหาบาลาอัมในกลางคืนตรัสแก่เขาว่า   “ถ้ามีผู้ชายมาเรียกเจ้าจงลุกขึ้นไปกับเขา   แต่เจ้าจงกระทำตามที่ข้าพระองค์ สั่งเจ้าเท่านั้น”

21So Balaam rose in the morning and saddled his donkey and went with the princes of Moab.

21ดังนั้นรุ่งเช้าบาลาอัมก็ลุกขึ้นผูกอานลา   ไปกับเจ้านายแห่งโมอับ

22But God's anger was kindled because he went, and the angel of the LORD took his stand in the way as his adversary. Now he was riding on the donkey, and his two servants were with him.

22แต่พระเจ้าทรงกริ้วต่อบาลาอัมเพราะเขาไป   ดังนั้นทูตสวรรค์ของพระเจ้ามายืนเป็นผู้สกัดทางบาลาอัมไว้   ฝ่ายบาลาอัมขี่ลามีคนใช้สองคนไปกับเขา

23And the donkey saw the angel of the LORD standing in the road, with a drawn sword in his hand. And the donkey turned aside out of the road and went into the field. And Balaam struck the donkey, to turn her into the road.

23เมื่อลานั้นเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้าถือดาบยืนอยู่ในหนทาง   ลาก็เลี้ยวออกนอกทาง   เข้าไปในทุ่งนา   บาลาอัมจึงตีลาให้กลับไปทางเดิม

24Then the angel of the LORD stood in a narrow path between the vineyards, with a wall on either side.

24แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้ามายืนอยู่ในทางแคบ ระหว่างสวนองุ่นมีกำแพงทั้งสองข้างทาง

25And when the donkey saw the angel of the LORD, she pushed against the wall and pressed Balaam's foot against the wall. So he struck her again.

25เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้ามันก็ดันไปติดกำแพง   หนีบเท้าของบาลาอัมเข้ากับกำแพง   บาลาอัมก็ตีลาอีก

26Then the angel of the LORD went ahead and stood in a narrow place, where there was no way to turn either to the right or to the left.

26แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็เดินไปข้างหน้า   ยืนอยู่ในที่แคบ   ไม่มีทางที่จะหลีกไปข้างขวาหรือข้างซ้าย

27When the donkey saw the angel of the LORD, she lay down under Balaam. And Balaam's anger was kindled, and he struck the donkey with his staff.

27เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้ามันก็หมอบลง   บาลาอัมยังคงนั่งอยู่บนหลัง   บาลาอัมก็โกรธ   จึงเอาไม้เท้าของเขาตีลา

28Then the LORD opened the mouth of the donkey, and she said to Balaam, “What have I done to you, that you have struck me these three times?”

28แล้วพระเจ้าเปิดปากลา มันจึงพูดกับบาลาอัมว่า   “ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรแก่ท่าน   ท่านจึงได้ตีข้าพเจ้าถึงสามครั้ง”

29And Balaam said to the donkey, “Because you have made a fool of me. I wish I had a sword in my hand, for then I would kill you.”

29บาลาอัมพูดกับลาว่า   “เพราะเจ้าได้แกล้งเรา   เราอยากจะมีดาบอยู่ในมือเดี๋ยวนี้   เราจะได้ฆ่าเจ้าเสีย”

30And the donkey said to Balaam, “Am I not your donkey, on which you have ridden all your life long to this day? Is it my habit to treat you this way?” And he said, “No.”

30ลาก็พูดกับบาลาอัมว่า   “ข้าพเจ้าไม่ใช่ลาของท่าน   ที่ท่านขับขี่อยู่ทุกวันตลอดชีวิตจนบัดนี้ดอกหรือ   ข้าพเจ้าได้เคยกระทำเช่นนี้แก่ท่านหรือ”   บาลาอัมก็บอกว่า “ไม่เคย”  

31Then the LORD opened the eyes of Balaam, and he saw the angel of the LORD standing in the way, with his drawn sword in his hand. And he bowed down and fell on his face.

31แล้วพระเจ้าทรงเบิกตาบาลาอัม   เขาจึงเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า   ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ

32And the angel of the LORD said to him, “Why have you struck your donkey these three times? Behold, I have come out to oppose you because your way is perverse before me.

32และทูตสวรรค์แห่งพระเจ้า พูดกับบาลาอัมว่า   “ทำไมเจ้าจึงตีลาของเจ้าถึงสามครั้ง   ดูเถิด เรามาห้ามเจ้า เพราะเจ้าขัดขืนเรา

33The donkey saw me and turned aside before me these three times. If she had not turned aside from me, surely just now I would have killed you and let her live.”

33ลาได้เห็นเรา และหลีกไปต่อหน้าเราถึงสามครั้ง   ถ้ามันมิได้หลีกไปจากเรา   เราจะได้ฆ่าเจ้าเสียแล้วเมื่อตะกี้นี้แน่   และให้ลารอดตายไป”

34Then Balaam said to the angel of the LORD, “I have sinned, for I did not know that you stood in the road against me. Now therefore, if it is evil in your sight, I will turn back.”

34แล้วบาลาอัมพูดกับทูตสวรรค์ของพระเจ้าว่า   “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป   เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า   ฉะนั้นถ้าท่านไม่เห็นชอบ   ข้าพเจ้าจะกลับไปเสีย”

35And the angel of the LORD said to Balaam, “Go with the men, but speak only the word that I tell you.” So Balaam went on with the princes of Balak.

35แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้าพูดกับบาลาอัมว่า   “จงไปกับชายเหล่านั้นเถิด   แต่เจ้าจงพูดเฉพาะคำที่ข้าพระองค์ ให้เจ้าพูด”   ดังนั้นบาลาอัมก็ไปกับเจ้านายของบาลาคต่อไป

Numbers กันดารวิถี 31:16 16Behold, these, on Balaam's advice, caused the people of Israel to act treacherously against the LORD in the incident of Peor, and so the plague came among the congregation of the LORD.

16ดูเถิด โดยคำปรึกษาของบาลาอัม   หญิงเหล่านี้ได้กระทำให้คนอิสราเอลหลงกระทำผิด ต่อพระเจ้าในเรื่องเปโอร์   และภัยพิบัติจึงได้เกิดขึ้นท่ามกลางชุมนุมชนของพระเจ้า

What happened came as the result of the advice that Balaam had given to king Balak because he was greedy for the rewards that the king was offering.

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากคำแนะนำที่บาลาอัมได้ให้กับกษัตริย์บาลาค  เพราะเขาโลภอยากได้เงินรางวัลที่กษัตริย์ทรงเสนอให้

Balaam, who was guilty of the greatest of sins - leading others into sin, and that for the sake of his own gain.

บาลาอัม ผู้มีความบาปมากที่สุด ได้นำคนมากมายกระทำบาป  และเพื่อเห็นแก่อามิสสินจ้างที่ตนเองอยากได้

In the book of Jude in the New Testament; the book of Jude we are commanded to "keep yourself in the love of God."

ในหนังสือยูดาในพันธสัญญาใหม่   หนังสือยูดาที่เราได้รับบัญชาให้ " รักษาตัวเองอยู่ในความรักของพระเจ้า”


And we are given examples of three persons who failed to keep themselves in the love of God; Korah, Cain and Balaam.

และเราจะได้มีตัวอย่างของบุคคลสามคนที่ไม่สามารถดำรงอยู่ในความรักของพระเจ้าได้แก่โคราห์, คาอินและบาลาอัม

And of Balaam it said, "Because of his greed, his desire for the riches that the king was offering that they have gone the way of Balaam.

และบาลาอัมได้กล่าวว่า "เนื่องจากความโลภของเขา    ความต้องการร่ำรวยที่กษัตริย์ได้เสนอให้มันได้ทำให้ผู้คนเดินไปตามวิถีทางของบาลาอัม

It's referred to as the way of Balaam, who was greedy for reward.  He was bought off.

มันถูกเรียกว่าวิถีทางของบาลาอัม   ผู้โลภอยากได้เงินรางวัล เขาถูกซื้อตัวแล้ว

So the teaching of Balaam was idolatry and fornication that Balaam suggested that king Balak get the people of Israel to be involved in.  

ดังนั้นคำสอนของบาลาอัมคือการนับถือรูปเคารพบูชาและการเล่นชู้ผิดศีลธรรม  เป็นสิ่งที่บาลาอัมทูลเสนอต่อกษัตริย์บาลาค ให้กระทำแก่ชนชาติอิสราเอล

The women at this mountain of Peor, invited the men of Israel to come worship and sacrifice to their idols. 

หญิงเหล่านี้ที่ภูเขาเปโอร์ก็ได้เชิญชนชาติอิสราเอลให้ไปนมัสการและสักการบูชาพระของนาง  

They knew better than to do this, they should have said, “no way, we worship only the Lord our God.”  But for the sake of having sexual relations with these women they went along with them to their false worship. 

พวกเขารู้ดีในการทำเช่นนี้    พวกเขาควรจะได้กล่าวว่า "ไม่มีทาง   เราเคารพบูชาพระเจ้าของเราเท่านั้น      " แต่เพราะเห็นแก่การมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้หญิงเหล่านี้     พวกเขาพร้อมกันไปบูชาพระเทียมเท็จของพวกนาง

3So Israel yoked himself to Baal of Peor. And the anger of the LORD was kindled against Israel.

3ดังนั้นอิสราเอล ก็เข้าถือพระบาอัลแห่งเปโอร์   และพระเจ้าทรงพระพิโรธต่ออิสราเอล

2 Peter  2 เปโตร 2:17-21 17 These are waterless springs and mists driven by a storm. For them the gloom of utter darkness has been reserved.

17 คนเหล่านี้เป็นบ่อที่ไร้น้ำ   เป็นหมอกที่ถูกพายุพัดไป   พระองค์ทรงเตรียมขุมนรกมืดไว้แล้วสำหรับคนเหล่านั้น

18 For, speaking loud boasts of folly, they entice by sensual passions of the flesh those who are barely escaping from those who live in error.

18 เพราะว่าเขาได้พูดโอ้อวดตัว   และเขาใช้ความปรารถนาชั่วทางกาย   ล่อลวงคนทั้งหลายที่กำลังหนีไปจากผู้ที่หลงประพฤติผิด

19 They promise them freedom, but they themselves are slaves of corruption. For whatever overcomes a person, to that he is enslaved.

19 เขาสัญญาว่าจะให้คนเหล่านั้นพ้นจากการเป็นทาส   แต่ตัวเขาเองยังเป็นทาสของความเสื่อมทราม   เพราะว่ามนุษย์พ่ายแพ้แก่สิ่งใด   เขาก็เป็นทาสของสิ่งนั้น

20 For if, after they have escaped the defilements of the world through the knowledge of our Lord and Savior Jesus Christ, they are again entangled in them and overcome, the last state has become worse for them than the first.

20 เพราะว่าถ้าหลังจากที่เขาพ้นจากสรรพมลทินของโลกนี้แล้ว   ด้วยการที่เขาได้รู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าและผู้ช่วยให้รอด   เขากลับเกี่ยวข้องและพ่ายแพ้แก่การชั่วนั้นอีก   บั้นปลายของเขาก็กลับชั่วร้ายยิ่งกว่าตอนต้น

21 For it would have been better for them never to have known the way of righteousness than after knowing it to turn back from the holy commandment delivered to them.

21 เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลย   ก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว   แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น

Knowledge is responsibility. Once you've come to the knowledge of truth, you are responsible. 

ความรู้คือความรับผิดชอบ ทันทีที่คุณได้มาถึงความรู้ในความจริง  คุณก็มีความรับผิดชอบ

22 What the true proverb says has happened to them: “The dog returns to its own vomit, and the sow, after washing herself, returns to wallow in the mire.”

22 พฤติกรรมได้เกิดกับเขาตามสุภาษิตซึ่งเป็นความจริงที่ว่า   สุนัขเลียกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา   และสุกรที่คนล้างมันให้สะอาด   แล้วกลับลุยลงไปนอนในปลักอีก

This is a quote of Proverbs 26:11. 

นี่คือข้อพระคัมภีร์ที่อ้างพระธรรม สุภาษิต 26:11

 

2 Peter 2 part 3

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top