Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, November 17, 2013

 

1 Peter 1 Born Again to a Living Hope

1 เปโตร 1 เกิดใหม่อีกครั้งเพื่อชีวิตที่มีความหวัง

The Book of 1 Peter was likely written between A.D. 60 and 65. 

หนังสือ 1 เปโตรมีแนวโน้มที่เขียนขึ้นในระหว่างที่ 60 และ 65

Peter was one of the 12 disciples and later became one of the leaders of the church in Jerusalem. 

เปโตรเป็นหนึ่งในสาวก 12 คนและต่อมากลายเป็นผู้นำคนหนึ่งของคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม

His purpose in writing is to encourage and instruct believers who had been dispersed throughout the Mediterranean world and who were under persecution. 

จุดมุ่งหมายของเขาในการเขียนคือการสนับสนุนและสั่งสอนผู้เชื่อที่ได้กระจัดกระจายออกไปทั่วโลกในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและผู้ที่อยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหง

Peter understood persecution; he was beaten, threatened, punished and jailed for preaching the Word of God.

เปโตรเข้าใจการกดขี่ข่มเหง  เขาถูกทุบตี ถูกขู่ลงโทษและถูกจำคุก เพราะการเทศนาพระวจนะของพระเจ้า

He knew what it took to endure without bitterness, without losing hope and in faith living an obedient, victorious life.

เขารู้ว่าเขาต้องได้รับสิ่งนั้น  อดทนโดยไม่ต้องขมขื่นใจ โดยไม่สูญเสียความหวังและความเชื่อ มีชีวิตเชื่อฟัง  และจะได้ชีวิตที่มีชัยชนะ

Key Verses:

คำสำคัญ:

1 Peter 1 เปโตร 1:3 3 Blessed be the God and Father of our Lord Jesus Christ! According to His great mercy, He has caused us to be born again to a living hope through the resurrection of Jesus Christ from the dead,

3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา   ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่   เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่   โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์

1 Peter 1 เปโตร 2:9 9 But you are a chosen race, a royal priesthood, a holy nation, a people for His own possession, that you may proclaim the excellencies of Him who called you out of darkness into His marvelous light.

9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว   เป็นพวกปุโรหิตหลวง   เป็นประชาชาติบริสุทธิ์   เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ   เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด   เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์

1 Peter 1 เปโตร 2:24 24 He himself bore our sins in His body on the tree, that we might die to sin and live to righteousness. By His wounds you have been healed.

24 พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์   ที่ต้นไม้นั้น   เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้   และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม   ด้วยบาดแผลของพระองค์   ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย

1 Peter 1 เปโตร 5:8-9 8 Be sober-minded; be watchful. Your adversary the devil prowls around like a roaring lion, seeking someone to devour.

8 ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี   ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ   ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้

9 Resist him, firm in your faith, knowing that the same kinds of suffering are being experienced by your brotherhood throughout the world.

9 จงต่อสู้กับศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ   เพราะว่า   พวกพี่น้องทั้งหลายของท่านทั่วโลก   ก็ประสบความทุกข์ลำบากอย่างเดียวกัน

Though this time of persecution was desperate, Peter says it is still a time to rejoice.

แม้ว่าช่วงเวลาของการกดขี่ข่มเหงทำให้เขาหมดหวัง เปโตรบอกว่ามันยังคงเป็นเวลาที่น่าชื่นชมยินดี

He says to count it a privilege to suffer for the sake of Christ, as their Savior suffered for them.

เขาบอกว่า เขาถือเป็นเกียรติที่ทนทุกข์เพื่อเห็นแก่พระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงยอมทนเพื่อพวกเขา



This letter makes reference to Peter’s personal experiences with Jesus and his sermons from the book of Acts.

จดหมายฉบับนี้อ้างอิงถึงประสบการณ์ส่วนตัวเปโตรกับพระเยซูและคำเทศนาของเขาจากหนังสือกิจการของอัครทูต


Peter confirms Satan as the great enemy of every Christian.  

เปโตรยืนยันว่าซาตานเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของคริสเตียนทุกคน


But he also gives assurance of Christ's future return giving us hope.

แต่เขาก็ยังให้ความมั่นใจในพระคริสต์เรื่องอนาคตที่ทำให้เรามีความหวัง


Peter’s familiarity with the Old Testament law and prophets enabled him to explain various Old Testament passages in relation to the life and work of Jesus.

เปโตรรู้จักคุ้นเคยกับบทบัญญัติในพันธสัญญาเดิมและผู้พยากรณ์ทำให้เขาสามารถที่จะอธิบายเนื้อหาพันธสัญญาเดิมในเรื่องชีวิตที่สัมพันธ์กับงานของพระเยซู


Let’s compare 1 Peter 2:22  with Isaiah 53:9.

ลองเปรียบเทียบ 1 เปโตร 2:22 อิสยาห์ 53:9 ด้วย

22 He committed no sin, neither was deceit found in his mouth.

22 พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำบาปเลย   และไม่ได้ตรัสคำเท็จเลย

9 And they made His grave with the wicked and with a rich man in His death, although He had done no violence, and there was no deceit in His mouth.

9 และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนอธรรม   ในความตายของท่าน เขาจัดไว้กับเศรษฐี   แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน  


He gives admonitions to holy living through the power of God which brings blessings. 

เขาเตือนสอนเรื่องการใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์โดยกำลังของพระเจ้าซึ่งนำพระพร

Peter quotes from Psalm 34:12-16 in 1 Peter 3:10-12

เปโตรได้อ้างจากพระธรรมสดุดี 34:12-16 ใน 1 เปโตร 3:10-12

10 For  “Whoever desires to love life and see good days, let him keep his tongue from evil and his lips from speaking deceit;

10 เพราะว่า   ผู้ที่จะรักชีวิต    และปรารถนาที่จะเห็นวันดี  
   ก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้นของตนไม่พูดสิ่งชั่ว    และห้ามปากไม่ให้พูดเป็นอุบายล่อลวง  

11 let him turn away from evil and do good; let him seek peace and pursue it.

11 ให้เขาละความชั่วและกระทำความดี   ให้เขาใฝ่หาสันติสุขและมุ่งดำเนินไป  

12 For the eyes of the Lord are on the righteous, and His ears are open to their prayer.

But the face of the Lord is against those who do evil.”

12 เพราะว่าพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม   และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา  แต่พระพักตร์ของพระองค์ไม่เป็นมิตรกับคนทั้งหลายที่ทำความชั่ว  

He quotes Proverbs 3:34 in 1 Peter 5:5

เขาอ้างถึงสุภาษิต 03:34 ใน 1 เปโตร 5:5

5 Likewise, you who are younger, be subject to the elders. Clothe yourselves, all of you, with humility toward one another, for “God opposes the proud but gives grace to the humble.”

5 ในทำนองเดียวกันท่านที่อ่อนอาวุโส   ก็จงเชื่อฟังคำของพวกผู้ใหญ่   อันที่จริงให้ท่านทุกคนมีความถ่อมใจในการปฏิบัติต่อกันและกัน   ด้วยว่าพระเจ้าทรงเป็นปฏิปักษ์กับคนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง   แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน  

The application for us is the assurance of eternal life given to all Christians.

สิ่งที่เรานำมาใช้กับเราคือความเชื่อมั่นในชีวิตนิรันดร์ให้กับคริสเตียนทุกคน

One way to identify with Christ is to share in His suffering.

ทางเดียวคิดว่าเหมือนกับพระคริสต์คือการมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของพระองค์


To us that would be to endure insults and mockery. 

คือเราจะต้องทนคำสบประมาทและเยาะเย้ย

This is so minor compared to what Christ suffered for us on the Cross.

นี้เป็นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทนทุกข์แทนเราบนไม้กางเขน

Stand up for what you know and believe is right and rejoice when the world and Satan aim to hurt you.1

ลุกขึ้นยืนเพื่อสิ่งที่คุณรู้จักและเชื่อว่าชอบธรรม  และมีความสุขเมื่อโลกและซาตานมุ่งหวังที่จะทำร้ายคุณ

1 Peter 1เปโตร 1:11 Peter, an apostle of Jesus Christ, To those who are elect exiles of the dispersion in Pontus, Galatia, Cappadocia, Asia, and Bithynia,

1 เปโตร   อัครทูตของพระเยซูคริสต์   เรียน   พวกที่กระจัดกระจายไปอยู่ในแคว้นปอนทัส   แคว้นกาลาเทีย   แคว้นคัปปาโดเซีย   แคว้นเอเชีย   และแคว้นบิธีเนีย

The word elect means chosen and is used in the Bible to refer either to the people of Israel or to Christians. 

คำว่าถูกเลือกหมายถึงการที่ทรงเลือก  และคำนี้ใช้ในพระคัมภีร์เฃ็งถึงฝ่ายคนอิสราเอลหรือฝ่ายคริสเตียน

Most early Christians were Jews so in this case it probably refers to both. 

คริสเตียนส่วนใหญ่เป็นชาวยิวดังนั้นในกรณีนี้มันอาจจะหมายถึงทั้งสองฝ่าย

Christian Jews were dispersed throughout the Mediterranean world because of Roman persecution, plus in previous history many Jews had been exiled from Israel.  

คริสเตียนชาวยิวกระจัดกระจายออกไปทั่วแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพราะการที่ถูกโรมันกดขี่ข่มเหง บวกในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ชาวยิวหลายคนได้ถูกเนรเทศออกจากอิสราเอล


These are the ones Peter addresses in his letter that would be circulated among them. 

เหล่านี้เป็นคนที่เปโตรพูดถึงในจดหมายของเขา   ที่ได้กล่าวกันทั่วไปในหมู่พวกเขา


2 according to the foreknowledge of God the Father, in the sanctification of the Spirit, for obedience to Jesus Christ and for sprinkling with his blood: May grace and peace be multiplied to you.

2 ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกและทรงกำหนดไว้แล้ว   และพระวิญญาณได้ทรงชำระแล้ว   เพื่อให้มีความนบนอบเชื่อฟังพระเยซูคริสต์   และให้ได้รับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระองค์  

ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด


This election and foreknowledge of God can be compared to Paul’s letter to the Ephesians 

เรื่องการทรงเลือกและการที่พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้านี้  เราสามารถอ่านจดหมายของเปาโลที่เขียนถึงเอเฟซัสเพื่อเปรียบเทียบได้


Ephesians เอเฟซัส 1:4-9 4 even as He chose us in Him before the foundation of the world, that we should be holy and blameless before Him. In love

4 ในพระเยซูคริสต์นั้น   พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก   เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์

5 He predestined us for adoption through Jesus Christ, according to the purpose of His will,

5 พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์   ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์

6 to the praise of His glorious grace, with which He has blessed us in the Beloved.

6 เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์   ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์

7 In Him we have redemption through his blood, the forgiveness of our trespasses, according to the riches of His grace,

7 ในพระเยซูนั้น   เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์   คือได้รับการอภัยโทษบาป   ของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์

8 which He lavished upon us, in all wisdom and insight

8 ซึ่งได้ทรงประทานแก่เราอย่างเหลือล้น   ให้มีปัญญาสุขุมและมีความเข้าใจ

9 making known to us the mystery of His will, according to His purpose, which He set forth in Christ

9 พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์   ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์   ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์

Romans โรม 8:29-30 29 For those whom He foreknew He also predestined to be conformed to the image of His Son, in order that He might be the firstborn among many brothers.

29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว   ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย   แห่งพระบุตรของพระองค์   เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

30 And those whom He predestined He also called, and those whom He called He also justified, and those whom He justified He also glorified.

30 และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น   พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย   และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น   พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย  

1 Peter 1เปโตร 1:3 3 Blessed be the God and Father of our Lord Jesus Christ! According to His great mercy, He has caused us to be born again to a living hope through the resurrection of Jesus Christ from the dead,

3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา   ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่   เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่   โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์


This is the only place other than John 3, where the phrase born again is used.

นอกเหนือจากยอห์น บทที่ 3 นี้เป็นที่เดียวที่คำว่าเกิดใหม่ถูกนำมาใช้

John ยอห์น 3:3-163 Jesus answered him, “Truly, truly, I say to you, unless one is born again he cannot see the kingdom of God.”

3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ข้าพเจ้า บอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่   ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”

4 Nicodemus said to Him, “How can a man be born when he is old? Can he enter a second time into his mother's womb and be born?”

4 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้   จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ”

5 Jesus answered, “Truly, truly, I say to you, unless one is born of water and the Spirit, he cannot enter the kingdom of God.

5 พระเยซูตรัสว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้

6 That which is born of the flesh is flesh, and that which is born of the Spirit is spirit.

6 ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง   และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

7 Do not marvel that I said to you, ‘You must be born again.’

7 อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่

8 The wind blows where it wishes, and you hear its sound, but you do not know where it comes from or where it goes. So it is with everyone who is born of the Spirit.” 

8 ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น   และท่านได้ยินเสียงลมนั้น   แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน   คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ7   ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน”

9 Nicodemus said to Him, “How can these things be?”

9 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้”

10 Jesus answered him, “Are you the teacher of Israel and yet you do not understand these things?

10 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล   และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ

11 Truly, truly, I say to you, we speak of what we know, and bear witness to what we have seen, but you do not receive our testimony.

11 ข้าพเจ้า บอกความจริงแก่ท่านว่า   พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้   และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น   แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่

12 If I have told you earthly things and you do not believe, how can you believe if I tell you heavenly things?

12 ถ้าข้าพเจ้า บอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ  ถ้าข้าพเจ้า บอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ท่านจะเชื่อได้อย่างไร

13 No one has ascended into heaven except He who descended from heaven, the Son of Man.

13 ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์   นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์

14 And as Moses lifted up the serpent in the wilderness, so must the Son of Man be lifted up,

14 โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด   บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น

15 that whoever believes in Him may have eternal life.

15 เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์”  

16 “For God so loved the world, that He gave his only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

Paul also wrote about all things become new.

เปาโลยังได้เขียนว่าหลายสิ่งได้กลายเป็นสิ่งใหม่

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17 Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation. The old has passed away; behold, the new has come.

17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

So in Christ we have a new start, a new beginning, we have been born again.  The spirit in us that before was dead is now alive. 

ดังนั้นในพระคริสต์เรามีการเริ่มต้นใหม่    ที่เราได้เริ่มต้นเกิดใหม่อีกครั้ง  จิตวิญญาณในตัวเราที่ก่อนนี้ตายแล้วแต่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่

Again 1 Peter 1เปโตร 1:3 3 Blessed be the God and Father of our Lord Jesus Christ! According to His great mercy, He has caused us to be born again to a living hope through the resurrection of Jesus Christ from the dead,

3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา   ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่   เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่   โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์

4 to an inheritance that is imperishable, undefiled, and unfading, kept in heaven for you,

4 และเพื่อให้ได้รับมรดก   ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า   ปราศจากมลทิน   และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย

5 who by God's power are being guarded through faith for a salvation ready to be revealed in the last time.

5 ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด   ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย


Isn't it wonderful to know that we believers have an inheritance in heaven that never depreciates and cannot be stolen?

มันไม่ยอดเยี่ยมหรือที่จะรู้ว่าเราผู้มีความเชื่อได้รับมรดกในสวรรค์ที่ไม่มีวันด้อยค่าลงและไม่สามารถถูกขโมยไปได้


Our inheritance is from God and given to us when we placed our hope in Christ and will never be taken away because it's reserved and protected for us in heaven.

มรดกของเรามาจากพระเจ้าและทรงมอบให้แก่เราเมื่อเราตั้งความหวังของเราในพระคริสต์   และจะไม่ถูกนำออกไป   เพราะพระองค์ทรงสงวนไว้ให้เราและคุ้มครองเราในสวรรค์

Someday, when we see Jesus face to face, we will enjoy all the riches of God's grace and receive the fullness of our inheritance.

วันหนึ่ง เมื่อเราเห็นพระพักตร์พระเยซูตรงหน้าเรา   เราจะเพลิดเพลินไปกับพระคุณของพระเจ้าเหลือล้น และได้รับมรดกอันไพบูลย์ของเรา

Ephesians เอเฟซัส 1:18 18 having the eyes of your hearts enlightened, that you may know what is the hope to which He has called you, what are the riches of his glorious inheritance in the saints,

18 และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น   เพื่อท่านจะได้รู้ว่า   ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น   พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน   และรู้ว่า   มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร


But did you know that every day we live on this earth, we have an opportunity to build up that inheritance by investing in the things the Lord values and credits to our account?

แต่ท่านทราบไหมว่าทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้   เราทุกคนมีโอกาสที่จะส่ำสมมรดกโดยการลงทุนในสิ่งที่พระเจ้าเห็นว่าทรงคุณค่า และทรงยกย่องให้เกียรติเรา


That's what Jesus was talking about in Matthew 6:20:

นั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงกล่าวสั่งสอนในมัทธิว 6:20:

20 but lay up for yourselves treasures in heaven, where neither moth nor rust destroys and where thieves do not break in and steal.

20 แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์   ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด   และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้


Dr. Charles Stanley says,  “Whenever we live righteously in obedience to God, we're laying up good works and adding to our inheritance.

ดร. ชาร์ลส์ สแตนลี่ย์ กล่าวว่า "เมื่อใดก็ตามที่เรามีชีวิตชอบธรรมในการเชื่อฟังพระเจ้า  เรากำลังส่ำสมผลงานที่ดีและกำลังเพิ่มพูนมรดกของเรา

Are you more concerned with investments in this life than with everlasting riches?

คุณกังวลใจเกี่ยวกับการลงทุนในชีวิตนี้มากกว่าแสวงหาความมั่งคั่งถาวรนิรันดร์หรือ



It's easy to let daily demands and responsibilities overshadow the importance of building our eternal inheritance.

มันง่ายที่จะยอมให้ความต้องการในชีวิตประจำวันและความรับผิดชอบมีอิทธิพลเหนือความสำคัญของการสร้างมรดกนิรันดร์ของเรา

Take time each day to refocus your mind and heart. Then start sending up some heavenly treasures.2”

ใช้เวลาในแต่ละวันเพื่อพุ่งไปที่ความคิดและจิตใจของคุณ แต่นั้นเท่ากับคุณเริ่มส่ำสมสมบัติไปไว้ในสวรรค์”

1 Peter 1เปโตร 1:6-13 6 In this you rejoice, though now for a little while, if necessary, you have been grieved by various trials,

6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี   ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้   จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

7 so that the tested genuineness of your faith—more precious than gold that perishes though it is tested by fire—may be found to result in praise and glory and honor at the revelation of Jesus Christ.

7 เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน   อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ   ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ   จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญ   เกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ   ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ

8 Though you have not seen Him, you love Him. Though you do not now see Him, you believe in Him and rejoice with joy that is inexpressible and filled with glory,

8 พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น   แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์   แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม   ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้

9 obtaining the outcome of your faith, the salvation of your souls.

9 แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ  

10 Concerning this salvation, the prophets who prophesied about the grace that was to be yours searched and inquired carefully,

10 บรรดาผู้เผยพระวจนะผู้ได้พยากรณ์ถึงพระคุณซึ่งจะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย   ก็ได้สืบค้นและสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความรอดนี้

11inquiring what person or time the Spirit of Christ in them was indicating when he predicted the sufferings of Christ and the subsequent glories.

11 เขาได้สืบค้นหาบุคคลและเวลา   ซึ่งพระวิญญาณของพระคริสต์ผู้ทรงสถิตอยู่ในตัวเขาได้ทรงบ่งไว้   เมื่อเขาได้ทำนายถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์   และถึงพระสิริที่จะมาภายหลัง

12 It was revealed to them that they were serving not themselves but you, in the things that have now been announced to you through those who preached the good news to you by the Holy Spirit sent from heaven, things into which angels long to look.

12 ก็ทรงโปรดเผยให้ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นทราบว่า   ที่เขาเหล่านั้นได้ปรนนิบัติในเหตุการณ์ทั้งปวงนั้น   ไม่ใช่สำหรับเขาเองแต่สำหรับท่านทั้งหลาย   บัดนี้คนเหล่านั้นที่ประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลาย   ก็ได้กล่าวสิ่งเหล่านั้นแก่ท่านแล้ว   โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงโปรดประทานจากสวรรค์   เป็นสิ่งซึ่งพวกทูตสวรรค์ปรารถนาจะได้ดู

13 Therefore, preparing your minds for action, and being sober-minded, set your hope fully on the grace that will be brought to you at the revelation of Jesus Christ.

13 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวเตรียมใจของท่านไว้ให้ดี   และจงข่มใจ   ตั้งความหวังให้เต็มเปี่ยมในพระคุณ   คือพระคุณซึ่งจะทรงโปรดประทานแก่ท่าน   เมื่อพระเยซูคริสต์จะทรงสำแดงพระองค์


I mentioned before that I like Bill Gothard’s definition of grace as “the power and the desire to do the will of God”.

ผมได้กล่าวมาก่อนว่าผมชอบที่นายบิล โกธาร์ด ให้คำนิยามคำว่า "กำลังและความปรารถนาที่จะกระทำตามพระทัยของพระเจ้า"

14 As obedient children, do not be conformed to the passions of your former ignorance,

14 โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง   ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลสตัณหา   อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน

15 but as He who called you is holy, you also be holy in all your conduct,

15 แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ

16 since it is written, “You shall be holy, for I am holy.”

16 ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า   ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์

In 1 Peter 1:16, he quotes Leviticus 11:44: “Be holy, for I am holy.”

ใน 1 เปโตร 1:16, เขาอ้างพระธรรมเลวีนิติ 11:44: "จงบริสุทธิ์เพราะเราบริสุทธิ์."


But he prefaces it by explaining that holiness is not achieved by keeping the law, but by the grace bestowed upon all who believe in Christ, or the power received from God to be holy (verse 13). 

แต่เขาได้กล่าวไว้ก่อนโดยอธิบายว่าความบริสุทธิ์ไม่ได้ประสบความสำเร็จโดยการรักษาบทบัญญัติแต่โดยพระคุณที่ทรงมอบให้แก่ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์  หรืออำนาจที่ได้รับจากพระเจ้าให้เป็นคนบริสุทธิ์ (ข้อ 13)


We can live a holy life by being obedient to God in all areas of life.

เราสามารถมีชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์โดยการเชื่อฟังพระเจ้าในทุกพื้นที่ของชีวิต


Knowing and obeying God’s Word is very important.

การศึกษาและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าเป็นกุญแจสำคัญ

John ยอห์น 17:17 17 Sanctify them in the truth; your word is truth.

17 ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง   พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง

Hiding God’s Word in our hearts keeps us from sin

ฝังพระวจนะของพระเจ้าในหัวใจของเราที่ทำให้เราห่างจากบาป

Psalm บทเพลงสดุดี 119:1111 I have stored up your word in my heart, that I might not sin against you.

11 ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์   เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์  


When we live in obedience to God, we are staying separate from evil.

เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้า  เราจะอยู่แยกต่างหากจากความชั่วร้าย


We are offering our bodies as “living sacrifices” to God.

เรากำลังเสนอร่างกายของเราเป็น "เครื่องบูชาอันมีชีวิต" ต่อพระเจ้า


Romans โรม 12:1–2 1 I appeal to you therefore, brothers, by the mercies of God, to present your bodies as a living sacrifice, holy and acceptable to God, which is your spiritual worship.

1 พี่น้องทั้งหลาย   ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า   ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์   เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย

2 Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้  แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ  แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม  


The purpose of living a holy life is to glorify God and display His nature to those around us.

วัตถุประสงค์ของการใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์คือ  การถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและแสดงพระลักษณะของเขาแก่ผู้ที่อยู่รอบตัวเรา


Matthew มัทธิว 5:16  16 In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง  จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์


Living a holy life of obedience to God is living in true freedom from the bondage of sin. 3

มีชีวิตที่บริสุทธิ์ โดยการเชื่อฟังพระเจ้า   มีชีวิตในเสรีภาพที่แท้จริงหลุดจากการเป็นทาสของบาป

Romans โรม 6:6 6 We know that our old self was crucified with him in order that the body of sin might be brought to nothing, so that we would no longer be enslaved to sin.

6 เราทั้งหลายรู้แล้วว่า   ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว   เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป   และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป


Don’t settle for a mediocre Christian life, live holy.

อย่าใช้ชีวิตคริสเตียนแบบธรรมดา   จงมีชีวิตที่บริสุทธิ์

1 Peter 1 เปโตร1:17-25 17 And if you call on Him as Father who judges impartially according to each one's deeds, conduct yourselves with fear throughout the time of your exile,

17 และถ้าท่านอธิษฐานขอต่อพระองค์   เรียกพระองค์ว่า   พระบิดาผู้ทรงพิพากษาทุกคนตามการกระทำของเขา   โดยไม่มีอคติ   จงประพฤติตนด้วยความยำเกรงตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในโลกนี้

18 knowing that you were ransomed from the futile ways inherited from your forefathers, not with perishable things such as silver or gold,

18 ท่านรู้ว่าพระองค์ได้ทรงไถ่ท่านทั้งหลายออกจากการประพฤติอันหาสาระมิได้   ซึ่งท่านได้รับต่อจากบรรพบุรุษของท่าน   มิใช่ไถ่ไว้ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้   เช่นเงินและทอง

19 but with the precious blood of Christ, like that of a lamb without blemish or spot.

19 แต่ทรงไถ่ด้วยพระโลหิตประเสริฐของพระคริสต์   ดังเลือดลูกแกะที่ปราศจากตำหนิหรือจุดด่าง

20 He was foreknown before the foundation of the world but was made manifest in the last times for your sake,

20 แท้จริงพระเจ้าได้ทรงกำหนดพระคริสต์นั้นไว้ก่อนทรงสร้างโลก   แต่ทรงให้พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในวาระสุดท้ายนี้   เพื่อท่านทั้งหลาย

21 who through Him are believers in God, who raised Him from the dead and gave him glory, so that your faith and hope are in God.

21 เพราะพระคริสต์ท่านจึงวางใจในพระเจ้า   ผู้ทรงชุบพระคริสต์ให้ฟื้นจากความตาย   และทรงประทานพระเกียรติแก่พระองค์   เพื่อให้ความเชื่อและความหวังใจของท่านดำรงอยู่ในพระเจ้า  

22 Having purified your souls by your obedience to the truth for a sincere brotherly love, love one another earnestly from a pure heart,

22 ที่ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์แล้ว   ด้วยการเชื่อฟังความจริง   จนมีใจรักพวกพี่น้องอย่างจริงใจ   ท่านทั้งหลายจงรักกันให้มากด้วยน้ำใสใจจริง

23 since you have been born again, not of perishable seed but of imperishable, through the living and abiding word of God;

23 ท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่แล้ว   ไม่ใช่จากพันธุ์มตะ   แต่จากพันธุ์อมตะ   คือด้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่

24 for“All flesh is like grass and all its glory like the flower of grass.  The grass withers, and the flower falls,

24 เพราะว่า   บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า  และบรรดาศักดิ์ศรีของเขาก็เป็นเสมือนดอกหญ้า  
  ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป  และดอกก็ร่วงโรยไป  

25 but the word of the Lord remains forever.” And this word is the good news that was preached to you.

25 แต่พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์   พระวจนะนั้นคือข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว



Have you been born again?  You can be this morning by putting your faith in Jesus,  His death on the cross and resurrection. 

คุณได้เกิดใหม่อีกครั้งหรือไม่? เช้านี้คุณสามารถเชื่อในพระเยซู  เรื่องการสิ้นพระชนม์  การทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนและการฟื้นคืนขึ้นมาไหม


John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์


 

1 Peter 1 intro.

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top