Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, October 16, 2013

 

Hebrews 11 The Faith Hall of Fame

ฮีบรู บทที่ 11 ยกย่องให้เกียรติผู้มีความเชื่อ

Why do most Christians go to church every Sunday, and many come on Wednesday night also? 

ทำไมคริสเตียนส่วนใหญ่ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์และหลายคนยังไปคืนวันพุธด้วย

We come to worship God, to learn more about God, to fellowship with one another, to pray for one another.   

เรามานมัสการพระเจ้า   เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระเจ้า   เพื่อสามัคคีธรรมกับคนอื่น  เพื่อจะสวดอธิษฐานเผื่อกันและกัน

Here the writer of Hebrews says to stir up one another to love and good works. 

ที่นี่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสอนเพื่อจะกระตุ้นให้รักกันและกันและจงทำดีต่อกัน

So we don’t forsake the assembling of ourselves together, like some do, but gather to encourage one another, as the time of the Lord’s return draws near.  

ดังนั้นเราจึงไม่ละทิ้งการประชุมของเราด้วยกัน    เหมือนเช่นบางคนกระทำ  แต่มาร่วมด้วยกันเพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกัน  เพราะเวลาของพระเจ้าที่จะเสด็จกลับมาใกล้เข้ามาแล้ว

The writer wants to encourage especially the Jew who has become a Christian to press on, stay with the faith, even if you are persecuted or have doubts, don’t waver, don’t turn back. 

ผู้เขียนต้องการหนุนใจชาวยิวโดยเฉพาะผู้ที่ได้กลับใจเป็นคริสเตียนให้มุ่งหน้าต่อไป  ยึดมั่นความเชื่อ แม้ว่าจะถูกข่มเหง  หรือมีข้อสงสัย  อย่าลังเล  อย่าหันหลังกลับ

What is faith?  Faith is believing in and trusting in God.  Relying on Him, counting on the promises made in the Bible.  Believing in what we cannot see.

ความเชื่อคืออะไร   ความเชื่อคือความไว้วางใจในพระเจ้า พึ่งพาพระองค์   พึ่งในพระสัญญาในพระคัมภีร์ เชื่อในสิ่งที่เรามองไม่เห็น

1Now faith is the assurance of things hoped for, the conviction of things not seen.

1ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้   เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า   สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง

I am convinced of truths, though I may not have seen them, I'm absolutely certain of their existence.

ผมแน่ใจในความจริง แม้ว่าผมอาจจะไม่ได้เห็นความจริงเหล่านั้น   ผมแน่ใจในการดำรงอยู่ของมัน

There is evidence for the existence of God, and this causes me to believe in God.

มีหลักฐานสำหรับการทรงพระชนม์อยู่ของพระเจ้าและสิ่งนี้ทำให้ผมเชื่อในพระเจ้า

Though I have never seen God, the evidence of His existence creates that faith in my heart.

แม้ว่าผมไม่เคยเห็นพระเจ้า   หลักฐานของการทรงพระชนม์อยู่ของพระองค์ สร้างความเชื่อในหัวใจของผม

2For by it the people of old received their commendation.

2โดยความเชื่อนี้เองคนในสมัยก่อนก็ได้รับการรับรองจากพระเจ้า

3By faith we understand that the universe was created by the word of God, so that what is seen was not made out of things that are visible.

3โดยความเชื่อนี้เอง   เราจึงเข้าใจว่า   พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาล   ด้วยพระดำรัสของพระองค์   ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น  

God spoke the universe into existence. 

พระเจ้าทรงตรัสแล้วก็เกิดมีจักรวาล

Genesis ปฐมกาล 1:2-10 2The earth was without form and void, and darkness was over the face of the deep. And the Spirit of God was hovering over the face of the waters.

2แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น  

3And God said, “Let there be light,” and there was light.

3พระเจ้าตรัสว่า   “จงเกิดความสว่าง”   ความสว่างก็เกิดขึ้น

4And God saw that the light was good. And God separated the light from the darkness.

4พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี   และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด

5God called the light Day, and the darkness he called Night. And there was evening and there was morning, the first day.

5พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า   วัน  และความมืดนั้นว่า   คืน   มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก  

6And God said, “Let there be an expanse in the midst of the waters, and let it separate the waters from the waters.”

6พระเจ้าตรัสว่า   “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”

7And God made the expanse and separated the waters that were under the expanse from the waters that were above the expanse. And it was so.

7พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น   แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น   ก็เป็นดังนั้น

8And God called the expanse Heaven. And there was evening and there was morning, the second day.

8พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า   มีเวลาเย็น   และเวลาเช้า เป็นวันที่สอง  

9And God said, “Let the waters under the heavens be gathered together into one place, and let the dry land appear.” And it was so.

9พระเจ้าตรัสว่า   “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน   ที่แห้งจงปรากฏขึ้น”   ก็เป็นดังนั้น

10God called the dry land Earth, and the waters that were gathered together he called Seas. And God saw that it was good.

10พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน   และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

Now we come to a list of people who demonstrated faith.

ตอนนี้เรามาถึงรายชื่อของผู้ที่ได้สำแดงความเชื่อ

4By faith Abel offered to God a more acceptable sacrifice than Cain, through which he was commended as righteous, God commending him by accepting his gifts. And through his faith, though he died, he still speaks.

4เพราะอาแบลมีความเชื่อ   จึงได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า   ซึ่งทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าเป็นคนชอบธรรม   พระเจ้าก็ได้ทรงยืนยันโดยการทรงรับของถวายของท่าน   แม้ว่าอาแบลตายไปแล้วก็จริง   แต่เพราะท่านมีความเชื่อ   ท่านจึงยังคงพูดอยู่

Abel is the first in the faith hall of fame. 

อาเบลเป็นคนแรกที่ถูกบันทึกยกย่องเรื่องความเชื่อ

Abel realized perhaps through teaching from his parents Adam and Eve that God required a blood sacrifice. 

อาเบลตระหนักว่าบางทีโดยผ่านการสอนจากบรรพบุรุษคืออาดัมและอีฟ ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาเครื่องบูชาจากเลือด

Cain on the other hand, wanted to do things his own way and give a fruit offering to God. 

ในอีกนัยหนึ่งคาอิน อยากจะทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองและมอบถวายเครื่องบูชาพืชผลแด่พระเจ้า

The blood offering was a prefigure of the sacrifice Jesus would one day make on the cross.   Abel believed God.

เครื่องบูชาด้วยเลือดเป็นภาพเล็งถึงวันหนึ่งที่พระเยซูจะทรงเป็นสละพระชนม์บนไม้กางเขน อาเบลเชื่อในพระเจ้า

5By faith Enoch was taken up so that he should not see death, and he was not found, because God had taken him. Now before he was taken he was commended as having pleased God.

5เพราะเอโนคมีความเชื่อ   ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงรับท่านขึ้นไป   เพื่อไม่ให้ท่านประสบกับความตาย   ไม่มีผู้ใดพบท่าน   เพราะพระเจ้าทรงรับท่านไปแล้ว   ก่อนที่ทรงรับท่านขึ้นไปนั้น   มีผู้เป็นพยานว่าท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

Enoch was taken up to be with the Lord without dying first.  He had a very close relationship with the Lord.

เอโนคถูกรับตัวขึ้นไปอยู่กับพระเจ้าโดยไม่ตายก่อน เขามีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้ามาก

6And without faith it is impossible to please Him, for whoever would draw near to God must believe that He exists and that He rewards those who seek Him.

6แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว   จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย   เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น   ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่   และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์

It was the faith of people during the Old Testament times, faith of people during the New Testament times, and faith today that is required for a relationship with God, to please God, we must believe God exists and rewards those who seek Him.

มันเป็นความเชื่อของคนในสมัยพระคัมภีร์เดิม   ความเชื่อของประชาชนในช่วงสมัยพันธสัญญาใหม่   และความเชื่อในวันนี้    ที่ว่าจำเป็นที่เราต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานในพระเจ้า   เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นอยู่จริง  ผู้ที่แสวงหาพระองค์จะได้รับรางวัล

7By faith Noah, being warned by God concerning events as yet unseen, in reverent fear constructed an ark for the saving of his household. By this he condemned the world and became an heir of the righteousness that comes by faith.

7เพราะโนอาห์มีความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเตือนให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ   ท่านจึงยำเกรงและต่อเรือใหญ่   เพื่อช่วยครอบครัวของตนให้รอดพ้นจากความตาย   และด้วยเหตุนี้เองท่านจึงได้ติเตียนชาวโลก   และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม   ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ

Perhaps it had never rained before, and yet Noah was told there was going to be a flood. 

บางทีฝนอาจจะไม่เคยตกมาก่อน   อย่างไรก็ตามโนอาห์ได้รับการบอกว่าเป็นไปได้ที่น้ำจะท่วม

He spent the next 120 years building an ark in the desert and warning people to repent before the floods came that covered the earth.  Now that is faith.   

เขาใช้เวลา 120 ปีถัดไปในการสร้างเรือในทะเลทราย   และเตือนประชาชนให้กลับใจก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมมาปกคลุมโลก ตรงนี้ที่นับว่าเป็นความเชื่อ

8By faith Abraham obeyed when he was called to go out to a place that he was to receive as an inheritance. And he went out, not knowing where he was going.

8เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก   ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน

Abraham left the land of his ancestors because God told him to.  He believed and obeyed.

อับราฮัมออกจากที่ดินของบรรพบุรุษของพวกเขาเพราะพระเจ้าทรงบอกให้เขา เขาเชื่อและเชื่อฟัง

9By faith he went to live in the land of promise, as in a foreign land, living in tents with Isaac and Jacob, heirs with him of the same promise.

9เพราะความเชื่อของท่าน   ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น   คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว   ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน   ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น

10For he was looking forward to the city that has foundations, whose designer and builder is God.

10ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน   ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง

11By faith Sarah herself received power to conceive, even when she was past the age, since she considered him faithful who had promised.

11เพราะนางซาราห์มีความเชื่อ   นางจึงได้รับพลังตั้งครรภ์เมื่อชรามากแล้ว   เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ

12Therefore from one man, and him as good as dead, were born descendants as many as the stars of heaven and as many as the innumerable grains of sand by the seashore.

12เหตุฉะนั้นจากชายคนเดียวซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า   เป็นเสมือนคนที่ตายแล้วนั้น   ก็ได้ทำให้มีผู้สืบเชื้อสายเกิดมามากมายดังดวงดาวในท้องฟ้า   และเป็นดังเม็ดทรายอันนับไม่ถ้วน   ที่ฝั่งทะเล  

13These all died in faith, not having received the things promised, but having seen them and greeted them from afar, and having acknowledged that they were strangers and exiles on the earth.

13คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่   และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้   แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล   และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก

They believed in God's salvation that He promised that He would provide.

พวกเขาเชื่อในพระเจ้าที่ทรงสัญญาว่าจะทรงประทานความรอดให้

They all died in faith not having received the promises, they looked forward to Jesus coming but He did not come during their life time. 

พวกเขาทั้งหลายเสียชีวิตโดยไม่เชื่อว่าจะได้รับพระสัญญา  พวกเขามุ่งหวังไปที่พระเยซูจะเสด็จมา  แต่พระองค์ไม่ได้เสด็จมาในช่วงเวลาที่เขามีชีวิต

They believed God, looked forward to the salvation He would someday provide for mankind, and looked forward to Heaven. 

พวกเขาเชื่อในพระเจ้า   มุ่งหวังจะได้รับความรอด สักวันหนึ่งพระองค์จะทรงเตรียมไว้สำหรับมนุษย์   และมุ่งหวังจะไปยังสวรรค์

For more see www.wdbydana.com/sermon.html

Hebrews 11

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top