Search the site

Calvary Chapel at the Bridge Phuket ThailandCalvary Chapel at the Bridge

Luke 15-part 2 The Parable of the Prodigal Son

ลูกาบทที่ 15 ตอนที่ 2 อุปมาเรื่องบุตรหาย

 

Last time we talked about two parables dealing with things lost. 

            ครั้งที่แล้วเราได้พูดเรื่องอุปมาสองเรื่อง เกี่ยวกับสิ่งที่หายไป

The parable of the lost sheep and the parable of the lost coin. 

อุปมาเรื่องแกะหายไปและอุปมาเรื่องเงินเหรียญที่หายไป

We learned that the angels rejoice in heaven when one who was lost is found.

เราได้เรียนรู้ว่าทูตสวรรค์ชื่นชมยินดีในสวรรค์เมื่อได้พบคนที่หลงหาย

 

The parable of the prodigal son

            อุปมาเรื่องบุตรหายไป

We call this story “The Parable of the Prodigal Son” (the word prodigal means “wasteful”), and he was very wasteful. 

เราเรียกเรื่องนี้ "อุปมาเรื่องบุตรหายไป" (คำว่าสุรุ่ยสุร่าย หมายความว่า "สิ้นเปลือง") และเขาใช้จ่ายเปลืองมาก

He wasted his inheritance in living a wild party type of life in rebellion.  

เขาผลาญเงินมรดกของเขาใช้ชีวิตแบบเฮฮาปาร์ตี้โดยไม่เชื่อฟัง

But the story could also be called “The Parable of the Loving Father,” for it shows the great love of the father when the wayward son returns home.

แต่เรื่องนี้อาจจะมีชื่อว่า "อุปมาของบิดาที่รัก"  เพราะมันแสดงให้เห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของบิดาเมื่อลูกชายที่เอาแต่ใจได้กลับมาบ้าน

Unlike the shepherd and the woman in the first two parables, the father did not go out to seek the son, but the son remembered his father’s goodness which brought the boy to repentance and forgiveness. 

ซึ่งแตกต่างจากคนเลี้ยงแกะและผู้หญิงในอุปมาสองเรื่องแรก  บิดาไม่ได้ออกไปตามหาบุตรชาย  แต่บุตรชายระลึกถึงความดีของบิดาของเขาที่นำเขาให้กลับใจและยอมให้อภัย

We read of three experiences of the younger son. [1]

เราอ่านประสบการณ์สามด้านของบุตรชายคนเล็ก

 

Rebellion—he went to the far country

การขัดขืน—เขาออกเดินทางไปชนบทที่ห่างไกล

11 And he said, “There was a man who had two sons.

11 พระเยซูตรัสว่า   “ชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน

12 And the younger of them said to his father, ‘Father, give me the share of property that is coming to me.’ And he divided his property between them.

12 บุตรคนเล็กพูดกับบิดาว่า   ' พ่อ   ขอแบ่งทรัพย์สินส่วนที่ตกเป็นของลูกให้ลูกด้วย'   บิดาจึงแบ่งสมบัติให้แก่บุตรทั้งสอง

13 Not many days later, the younger son gathered all he had and took a journey into a far country, and there he squandered his property in reckless living.

13 ต่อมาไม่กี่วันบุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเดินทางไปยังเมืองไกล   และผลาญทรัพย์สินของตนที่นั่นด้วยการใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือย

14 And when he had spent everything, a severe famine arose in that country, and he began to be in need.

14 เมื่อใช้จ่ายจนหมดสิ้นทุกอย่างแล้วก็เกิดกันดารอาหารอย่างรุนแรงทั่วเมืองนั้น   เขาจึงเริ่มขาดแคลน

15 So he went and hired himself out to one of the citizens of that country, who sent him into his fields to feed pigs.

15 เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง   และคนนั้นก็ใช้เขาไปเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา

16 And he was longing to be fed with the pods that the pigs ate, and no one gave him anything.

16 เขาใคร่จะได้อิ่มท้องด้วยฝักถั่วที่หมูกินนั้น แต่ไม่มีใครให้อะไรเขากิน

 

By Jewish law, the older son received twice as much as the other son and a father could distribute his wealth while still alive if he desired.

            โดยบทบัญญัติของยิว  บุตรชายคนโตได้รับมรดกเป็นสองเท่าของบุตรคนอื่น  และบิดาสามารถแจกจ่ายสมบัติของเขาในขณะที่ท่านยังคงมีชีวิตอยู่ถ้าเขาต้องการ

It was legal for the younger son to ask for his inheritance, but it was not a very loving thing on his part.

มันถูกต้องตามบทบัญญัติสำหรับบุตรชายคนเล็กที่จะขอมรดกของเขา   แต่ในส่วนของเขามันก็ดูไม่น่ารัก

As if he were saying to his father, “I wish you were dead.”

ราวกับว่าเขากำลังพูดกับพ่อของเขาว่า "ผมอยากให้พ่อตาย"

We are in trouble when we value money and possessions more than people, or when we value pleasure more than responsibility. 

เรามีปัญหาเมื่อเราตีคุณค่าเงินและทรัพย์สินมากกว่าคน  หรือเมื่อเราตีราคาความสุขมากกว่าความรับผิดชอบ

The son was being very short sighted. 

บุตรชายคนนี้ไม่มองด้วยสายตายาวไกล

How long would these riches last?

ความร่ำรวยทั้งหลายจะยืนนานสักเท่าใด

What would he do when the money ran out?  

เขาจะทำอย่างไรเมื่อเขาใช้เงินหมด?

But he was only thinking things will be better if only I could just be somewhere else, instead of enjoying the blessings he had right at home. [2]

แต่เขาก็คิดเพียงว่าสิ่งต่างๆ จะดีขึ้นถ้าเพียงแค่ฉันสามารถไปที่อื่นสักแห่ง  แทนที่จะมีความสุขกับพระพรที่เขามีสิทธิที่บ้าน

            When I was a teenager I wanted more freedom. 

เมื่อผมเป็นวัยรุ่นผมต้องการอิสระมากขึ้น

I thought my parents were very strict and restrictive. 

ผมคิดว่าพ่อแม่ของผมเข้มงวดมากและมีขอบเขตจำกัด

I wanted to come and go as I pleased. 

ผมต้องการไปไหนมาไหนก็ได้ที่ผมพอใจ

I wanted to have fun. 

ผมอยากจะสนุกสนาน

I didn’t like to do chores around the house. 

ผมไม่ชอบที่จะงานบ้านต่างๆ

I also wanted to smoke and get drunk. 

ผมยังต้องการที่จะสูบบุหรี่และดื่มให้เมา

I was very rebellious. 

ผมดิ้นรนขัดขืน

My friends and I broke into vacation homes and stole people’s liquor and we began stealing their groceries too, because we had a plan to run away and live in Mexico where we could do whatever we wanted. 

เพื่อนของผมและผมแอบเข้าไปในบ้านที่เขาไว้พักผ่อนและขโมยสุราของเจ้าของไปและเราเริ่มขโมยของชำในบ้านของพวกเขาด้วย เพราะเราวางแผนที่จะหลบหนีไปอาศัยอยู่ในเม็กซิโกที่เราจะทำอะไรที่เราต้องการได้

Thankfully the plan was discovered before we carried it out. 

ด้วยความขอบคุณ   แผนการของเราถูกจับได้ก่อนที่เราจะลงมือทำ

I came home from school one afternoon drunk and went to my room to sleep it off before dinner. 

จากโรงเรียนผมกลับมาที่บ้านบ่ายวันหนึ่งเมามาก  และไปที่ห้องพักของผมเพื่อจะหลับนอนก่อนมื้ออาหารค่ำ

My parents found my stolen liquor and groceries in my closet and my Dad asked me to leave home. 

พ่อแม่ของผมพบสุราที่ผมขโมยมาและของใช้ในตู้เสื้อผ้าของผม  และพ่อของผมไล่ผมออกจากบ้าน

He said, “I won’t have a drunk and a thief live in my house.”

พ่อกล่าวว่า "พ่อไม่ยอมให้คนขี้เมาและคนขโมยอาศัยอยู่ในบ้านของพ่อ"

But since he loved me so much, he arranged for me to have a job at a Christian camp and live there working with my grandparents.

แต่เพราะว่าพ่อรักผมมาก  ท่านจัดให้ผมมีงานทำที่ค่ายคริสเตียนและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นกับปู่ย่าตายายของผม

Soon afterward I became a Christian.

ไม่นานหลังจากนั้นผมก็กลับใจเป็นคริสเตียน

Like me, this young man didn’t know how good he already had it at home. 

เช่นเดียวกับผม  ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้รู้ว่ามันดีเพียงไรที่เขาได้อยู่ที่บ้าน

I lived in a nice home with parents who loved me, provided good food, clothing and shelter. 

ผมอาศัยอยู่ในบ้านที่สุขสบายกับพ่อแม่ที่รักผม   จัดหาอาหารที่ดี  เสื้อผ้าและที่พักอาศัย

I had two brothers and two sisters.

ผมมีพี่น้องชายสองคนและหญิงสองคน

The younger son wanted freedom far from home and away from his father and older brother, perhaps he wanted to see the world.

บุตรชายคนเล็กต้องการอิสระออกจากบ้านและไปห่างพ่อของเขาและพี่ชายคนโต  บางทีเขาต้องการที่จะเห็นโลกภายนอก

It must have broken his father’s heart but the father gave him his inheritance. 

มันต้องทำให้หัวใจพ่อของเขาผิดหวัง แต่พ่อก็แบ่งมรดกให้เขาไป

In the parable of the lost sheep the sheep was foolish as sheep are. 

ในคำอุปมาเรื่องแกะหาย  ฝูงแกะนั้นโง่ที่สุดอย่างที่แกะทั่วไป

Perhaps the woman lost her coin being careless, or accidentally. 

บางทีผู้หญิงสูญเสียเหรียญของเธอเพราะประมาทเลินเล่อหรือโดยไม่ได้ตั้งใจ

But this son was lost because he chose to be.

แต่บุตรชายคนนี้หลงหายไปเพราะเขาเลือกที่จะเป็น

He wanted to have his own way, so he rebelled against his father. [3]

เขาต้องการที่จะมีทางชีวิตของตัวเอง  ดังนั้นเขาดื้อดึงขัดขืนต่อบิดาของเขา

Life in the far country was not what he expected.

ชีวิตในชนบทห่างไกลไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวัง

It was fun for a while. With all his money he had friends. 

มันสนุกสนานชั่วขณะ   ด้วยเงินของเขาทั้งหมดทำให้เขามีเพื่อน

But his money ran out, his friends left him, they were just “fair weather friends.” 

แต่เมื่อเขาหมดเงิน  เพื่อนของเขาละทิ้งเขาไป   พวกเขาเป็นเพียง "เพื่อนในยามมั่งมี"

He went around to see some of these fair-weather friends, they wouldn’t help him. 

เขาไปทั่วเลยเพื่อจะพบเพื่อนในยามมั่งมีเหล่านี้  แต่พวกเขาไม่ช่วยเหลือเขา

Some people are only our friends when we have money and give them things. 

บางคนเป็นเพียงเพื่อนของเราเมื่อเรามีเงินและให้สิ่งของแก่พวกเขา

When we are sick or have no money than those kinds of friends are gone.

เมื่อเราป่วยหรือไม่มีเงินเลย  เพื่อนเหล่านั้นก็หายไป

 

“There is no such thing as a fair-weather friend.

                "ไม่มีสิ่งดังกล่าวเหมือนเพื่อนในยามมั่งมี

Pay attention to those who are there for you in your time of need, and those who are not.

จงเอาใจใส่บรรดาผู้ที่อยู่กับคุณในเวลาที่คุณต้องการและบรรดาผู้ที่ไม่ได้อยู่

Some people are only there when skies are sunny.

บางคนอยู่ที่นั่นเมื่อท้องฟ้ามีแสงแดด

A fair-weather friend is not a friend.

         เพื่อนในยามมั่งมีไม่เรียกว่าเพื่อน

Give your time and energy to those who care about you, who love and respect you.

จงให้เวลาและพลังงานของคุณแก่ผู้ที่เอาใจใส่คุณ  ผู้ที่รักและเคารพคุณ

Find those type of people to be friends with.

จงตามหาบรรดาคนประเภทนี้ที่จะเป็นเพื่อนด้วย

Friendship is reciprocated, respectful, honest, and loyal.” [4]

มิตรภาพตอบแทนกันได้ น่าเคารพ  ซื่อสัตย์และภักดี

 

A famine came where there was no food in the land.  

            การกันดารอาหารมาถึงเมื่อไม่มีอาหารในแผ่นดิน

He had to take a job feeding pigs and eating their food. 

เขาต้องหางานทำโดยเลี้ยงสุกรและกินอาหารของพวกมัน

Jews don’t eat pork, so this would not be a job he would like at all. 

ชาวยิวไม่กินหมู   ดังนั้นมันไม่ใช่เป็นงานที่เขาต้องการเลย

How embarrassing for him.

ช่างน่าอายสำหรับเขามาก

 

            Repentance—he came to himself

                การกลับใจ—เขารู้สึกสำนึกตัวเอง

17 “But when he came to himself, he said, ‘How many of my father's hired servants have more than enough bread, but I perish here with hunger!

17 เมื่อเขารู้สึกสำนึกตัวแล้ว จึงพูดว่า   'ลูกจ้างของบิดาเรามีมาก ยังมีอาหารกินอิ่มและเหลืออีก ส่วนเราจะมาตายเสียที่นี่เพราะอดอาหาร

18 I will arise and go to my father, and I will say to him, “Father, I have sinned against heaven and before you.

18 จำเราจะลุกขึ้นไปหาบิดาเรา และพูดกับท่านว่า “บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์และผิดต่อท่านด้วย

19 I am no longer worthy to be called your son. Treat me as one of your hired servants.”’

19 ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด”” 

 

This young man has hit the bottom.   

            ชายหนุ่มคนนี้มาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุด

But this led the son to repent. 

แต่สิ่งนี้นำให้บุตรชายสารภาพบาป

To “repent” means “to change one’s mind,” and that is exactly what the young man did as he cared for the pigs. 

ที่จะ "กลับใจ" หมายถึง "การเปลี่ยนความคิดของคนหนึ่ง" และนั่นคือสิ่งที่คนหนุ่มนี้ทำในขณะที่เขาดูแลสุกร

He remembered how good he had it back at home with his father and brother. 

เขาจำได้ว่ามันดีแต่ไหนที่เขาได้กลับมาบ้านพ่อและพี่ชายของเขา

He thought his father would not receive him back as a son, but perhaps he could return as a servant. 

เขาคิดว่าพ่อของเขาจะไม่ต้อนรับเขากลับเป็นบุตร  แต่บางทีเขาก็จะกลับมาเป็นคนรับใช้

He was ready to confess his sin to his father, and ask for forgiveness. 

เขาพร้อมที่จะสารภาพบาปของเขาต่อบิดาของเขาและขอให้บิดาอภัย

Wow, this young man has changed. 

วาว  ชายหนุ่มคนนี้ได้เปลี่ยนแปลงใหม่

If his father was so good to servants, maybe he would be willing to forgive a son. [5]

ถ้าบิดาของเขาดีต่อพวกคนใช้   บางทีท่านอาจเต็มใจที่จะให้อภัยลูกชาย

If he stopped there and didn’t return home, he would have experienced only regret. 

ถ้าเขาหยุดที่นั่นและไม่ได้กลับบ้าน  เขาจะมีประสบการณ์เพียงแค่รู้สึกเสียใจ

Sometimes bad people, such as prisoners in the jail, are sorry but they are mostly sorry that the police caught them, not really wanting to change their ways. 

บางครั้งคนเลว  เช่นนักโทษในคุก   เสียใจแต่พวกเขาส่วนใหญ่เสียใจที่ตำรวจจับพวกเขา ไม่ใช่ต้องการจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขาจริงๆ

But true repentance involves the will as well as the mind and the emotions. 

แต่การกลับใจที่แท้จริงจะเกี่ยวข้องกับความคิดและอารมณ์

We must take action, “I will return home.”

เราต้องลงมือทำ "ผมจะกลับบ้าน"

“I will ask my father to forgive me and to take me back as a servant.”  

"ผมจะขอให้พ่อของผมให้อภัยและรับผมเป็นคนใช้สักคน"

If repentance is truly the work of Holy Spirit in your life, then you will obey God and put saving faith in Jesus Christ. [6]

หากการกลับใจเป็นการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานจริงๆในชีวิตของคุณแล้ว  คุณจะเชื่อฟังพระเจ้าและเชื่อว่าจะรอดในพระเยซูคริสต์

  Or if you are living away from the Lord, you will return to Him.

  หรือถ้าคุณกำลังอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า  คุณจะกลับไปหาพระองค์

 

He came to his father

 บุตรมาถึงบิดาของตน

20 And he arose and came to his father. But while he was still a long way off, his father saw him and felt compassion, and ran and embraced him and kissed him.

20 แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปหาบิดาของตน แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาแลเห็นเขาก็มีความเมตตา จึงวิ่งออกไปกอดคอจุบเขา 

21 And the son said to him, ‘Father, I have sinned against heaven and before you. I am no longer worthy to be called your son.’

21 ฝ่ายบุตรนั้นจึงกล่าวแก่บิดาว่า ‘บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์และต่อท่าน ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป

22 But the father said to his servants, ‘Bring quickly the best robe, and put it on him, and put a ring on his hand, and shoes on his feet.

22 แต่บิดาสั่งบ่าวของตนว่า ‘จงรีบไปเอาเสื้ออย่างดีที่สุดมาสวมให้เขา และเอาแหวนมาสวมนิ้วมือ กับเอารองเท้ามาสวมให้เขา 

23 And bring the fattened calf and kill it, and let us eat and celebrate.

23 จงเอาลูกวัวอ้วนพีมาฆ่าเลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด 

24 For this my son was dead, and is alive again; he was lost, and is found.’ And they began to celebrate.

24 เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก’ เขาทั้งหลายต่างก็มีความรื่นเริงยินดี

         The loving father was so excited to see his lost son. 

          บิดาที่รักรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะเห็นบุตรชายของเขาที่หลงหายไป

He had a huge feast prepared and ordered a robe for him, a ring for his finger, and shoes to wear. 

บิดาจัดเตรียมงานเลี้ยงใหญ่โตและสั่งเสื้อคลุมสำหรับเขา  แหวนให้พอดีนิ้วของเขา และรองเท้าที่จะสวมใส่

He invited the people of the village to attend.

บิดาได้เชิญคนในหมู่บ้านเข้าร่วมงาน

The father didn’t allow the son to finish his confession; he interrupted him, forgave him, and ordered the celebration to begin.

บิดาไม่ยอมให้บุตรจบคำสารภาพของเขา   ท่านขัดจังหวะเขา  ยกโทษให้เขาและสั่งให้เริ่มงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง

This father pictures for us the attitude of our Heavenly Father toward sinners who repent. 

บิดาคนนี้ให้เราเห็นภาพท่าทีของพระบิดาบนสวรรค์ที่มีต่อคนบาปผู้กลับใจ

He is ready and willing to receive you.  Because of the death of Jesus on the cross. [7]

พระองค์ทรงพร้อมและเต็มใจที่จะต้อนรับคุณ เพราะพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน

If you haven’t believed in Jesus already God has a robe of righteousness to put on you if you will come to Him today.

            ถ้าคุณยังไม่เชื่อในพระเยซู   พระเจ้าทรงมีเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมที่จะสวมทับคุณถ้าคุณจะมาหาพระองค์วันนี้

 

Isaiah 61:10 I will greatly rejoice in the LORD; my soul shall exult in my God, for he has clothed me with the garments of salvation; he has covered me with the robe of righteousness, as a bridegroom decks himself like a priest with a beautiful headdress, and as a bride adorns herself with her jewels.

อิสยาห์ 61:10  ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์อย่างยิ่งในพระยาห์เวห์  ใจของข้าพเจ้าจะ         ลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า  เพราะพระองค์ทรงสวมเสื้อผ้าแห่งความรอดให้           ข้าพเจ้า  พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรม  เหมือน     เจ้าบ่าวที่โพกศีรษะแบบปุโรหิต และเหมือนเจ้าสาวที่แต่งตัวด้วยเพชรพลอย

 

If the young man were dealt with according to the Law, there would have been a funeral, not a feast.

         ถ้าคนหนุ่มถูกจัดการตามบทบัญญัติ  ก็จะเกิดมีงานศพไม่ใช่งานเลี้ยง

According to Deuteronomy 21 he could have been stoned to death for dishonoring his family.

ตามเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 21 เขาอาจถูกก้อนหินขว้างตายที่ไม่สัตย์ซื่อต่อครอบครัวของเขา

The father said about his son, “he was dead but is now alive, he was lost but is now found.”

บิดากล่าวเกี่ยวกับบุตรชายของเขา "เขาตายแล้วแต่ตอนนี้มีชีวิตอยู่  เขาหลงหายไปแต่ตอนนี้หาพบแล้ว"

That is our situation exactly before we come to Christ. 

แน่นอนนั่นคือสถานการณ์ของเราก่อนที่เราจะมาพบพระคริสต์

We are lost and dead.  Like the lost sheep, the lost coin and the lost son.

เราหลงหายและตาย  เช่นเดียวกับแกะที่หลงหาย เหรียญที่หายไปและบุตรที่หลงหายไป

 

Colossians 2:13 And you, who were dead in your trespasses and the uncircumcision of your flesh, God made alive together with him, having forgiven us all our trespasses,

โคโลสี 2:13 และท่านที่ตายแล้วด้วยการละเมิดทั้งหลายของท่าน และด้วยเหตุที่      เนื้อหนังของท่านมิได้เข้าสุหนัต พระองค์ได้ทรงให้ท่านมีชีวิตร่วมกับพระองค์          และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน

 

The jealousy of the older brother

ความอิจฉาริษยาของพี่ชายคนโต

Luke 15:25-32

ลูกา15:25-32

25 “Now his older son was in the field, and as he came and drew near to the house, he heard music and dancing.

25 “ฝ่ายบุตรคนโตนั้นกำลังอยู่ที่ทุ่งนา เมื่อเขากลับมาใกล้ตึกแล้ว ก็ได้ยินเสียงมโหรีและเต้นรำ

26 And he called one of the servants and asked what these things meant.

26 เขาจึงเรียกบ่าวคนหนึ่งมาถามว่า   เขาทำอะไรกัน

27 And he said to him, ‘Your brother has come, and your father has killed the fattened calf, because he has received him back safe and sound.’

27 บ่าวจึงตอบว่า   'น้องของท่านกลับมาแล้ว   บิดาได้ให้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเพราะได้ลูกกลับมาโดยสวัสดิภาพ’ '

28 But he was angry and refused to go in. His father came out and entreated him,

28 ฝ่ายพี่ชายก็โกรธไม่ยอมเข้าไป   บิดาจึงออกมาชักชวนเขา

29 but he answered his father, ‘Look, these many years I have served you, and I never disobeyed your command, yet you never gave me a young goat, that I might celebrate with my friends.

29 แต่เขาบอกบิดาว่า   ' ดูแน่ะ ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติท่านกี่ปีมาแล้ว และมิได้ละเมิดคำบัญชาของท่านสักข้อหนึ่งเลย แม้แต่เพียงลูกแพะสักตัวหนึ่งท่านก็ยังไม่เคยให้ข้าพเจ้า เพื่อจะเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริงยินดีกับเพื่อนฝูงของข้าพเจ้า

30 But when this son of yours came, who has devoured your property with prostitutes, you killed the fattened calf for him!’

30 แต่เมื่อลูกคนนี้ของท่าน ผู้ได้ผลาญสิ่งเลี้ยงชีพของท่าน โดยคบหญิงชั่วมาแล้ว ท่านยังได้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเลี้ยงเขา’'

31 And he said to him, ‘Son, you are always with me, and all that is mine is yours.

31 บิดาจึงตอบเขาว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าอยู่กับเราเสมอ และสิ่งของทั้งหมดของเราก็เป็นของเจ้า

32 It was fitting to celebrate and be glad, for this your brother was dead, and is alive; he was lost, and is found.’”

32 แต่สมควรที่เราจะได้รื่นเริงและยินดี เพราะน้องของเจ้าคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก’' ”

 

         The Pharisees and scribes were guilty of the sins pride and jealousy. 

            พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ทำผิดที่มีความหยิ่งยโสและอิจฉาริษยา

Their outward actions may have been good, but their inward attitudes were terrible. 

การกระทำด้านนอกของพวกเขาอาจจะดี, แต่ทัศนคติภายในของพวกเขานั้นน่ากลัว.

The older brother had some good qualities in his life, he worked hard and always obeyed his father.[8]

พี่ชายคนโตมีคุณสมบัติดีในชีวิตของเขา  เขาทำงานอย่างหนักและมักจะเชื่อฟังบิดาของเขา

The older son did not love his brother and would not forgive him. 

บุตรชายคนโตไม่ได้รักน้องชายของเขาและจะไม่ให้อภัยเขา

Now rather than rejoicing he was angry at his father and jealous of his brother.  

ตอนนี้แทนที่จะยินดีเขากลับโกรธบิดาของเขาและอิจฉาน้องชายของเขา

He was self-righteous and proud.  He didn’t want to share the estate with his brother.

เขาเป็นคนที่คิดว่าตนเองชอบธรรมและหยิ่ง เขาไม่ต้องการที่จะแบ่งปันทรัพย์สินกับน้องชายของเขา

He was angry that he had never had a party thrown for him.

เขาโกรธที่ไม่เคยมีใครจัดงานเลี้ยงให้เขาเลย

The father loved this son too very much. 

บิดารักบุตรชายคนนี้มากเกินไป

He came out to plead with him.

บิดาออกมาเพื่อเอาใจเขา

How gracious and loving our God is, and how patient He is with our weaknesses.

พระเจ้าของเราช่างมีน้ำพระทัยรักและเมตตา  และพระองค์ช่างทรงอดทนต่อความอ่อนแอของเรา.

The father explained that he would have been willing to host a feast for the older son and his friends, but the young man had never asked him.

บิดาได้อธิบายว่าเขาจะมีความยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงสำหรับบุตรคนโตและเพื่อนของเขา  แต่ชายหนุ่มไม่เคยขอจากเขา

Ever since the division of the estate, the older brother owned everything, and he could use it as he pleased. 

ตั้งแต่มีการแบ่งสรรมรดกที่ดิน   พี่ชายคนโตเป็นเจ้าของทุกอย่าง  และเขาสามารถใช้มันตามที่เขาพอใจ

The older brother refused to go in; he stayed outside feeling sorry for himself.

พี่ชายคนโตปฏิเสธที่จะเข้าไปข้างใน เขาอยู่ข้างนอกรู้สึกเสียใจเรื่องตัวเอง

He missed the joy of forgiving his brother and restoring the broken fellowship, the joy of pleasing his father and uniting the family again.[9]

เขาพลาดความสุขของการให้อภัยน้องชายของเขาและทำลายสายสัมพันธ์    ความยินดีที่ทำให้บิดาพอใจ และการสมานไมตรีกันในครอบครัวอีกครั้ง

If we are out of fellowship with God, we cannot be in fellowship with our brothers and sisters and if we have an unforgiving attitude toward others, we cannot be in close relationship with God.[10]

ถ้าเราไม่ร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้า   เราไม่สามารถมีสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเรา  และถ้าเรามีทัศนคติไม่อภัยผู้อื่นเราไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า

Are you still lost?  Make the angels rejoice today and place your faith in Jesus.  

คุณยังหลงหายไปไหม ? ทำให้ทูตสวรรค์ชื่นชมยินดีในวันนี้และเชื่อวางใจในพระเยซู

We have seen how precious the lost are to God and the angels.  Are they precious to you? 

เราได้เห็นว่าคนที่หลงหายมีค่าต่อพระเจ้าและทูตสวรรค์ พวกเขามีคุณค่าสำหรับคุณหรือไม่

Are you joining Jesus, who came to seek and to save the lost?

คุณกำลังเข้าร่วมกับพระเยซู  ผู้เสด็จมาหาและช่วยคนหลงหายให้รอดหรือไม่

 

Luke 19:10 For the Son of Man came to seek and to save the lost.”

ลูกา19:10 เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



                [2] Wiersbe, Bible Exposition Commentary - Be Courageous (Luke 14-24), 235.

   [3] ibid.

[  4] Akiroq Brost, “Fair Weather Friend Quotes,” Goodreads.com https://www.goodreads.com/quotes/tag/fair-weather-friends (accessed June 13, 2018).

                [6] Ibid.

                [7] ibid. 236.

    [8] ibid, 238.

    [9] ibid.

              [10] Ibid.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top