Search the site

Calvary Chapel at the Bridge Phuket ThailandCalvary Chapel at the Bridge

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 12 Avoid Hypocrisy, Have No Fear in Sharing Christ, and the Parable of the Rich Fool

ลูกาบทที่ 12  หลีกเลี่ยงความหน้าซื่อใจคด อย่ากลัวในการแบ่งปันเรื่องพระเยซูคริสต์ และอุปมาเรื่องเศรษฐีโง่

 

Last time we talked about the Lord's Prayer and that Jesus healed a man who couldn’t speak because of a demon. 

            ครั้งที่แล้วเราพูดถึงการอธิษฐานตามแบบของพระเจ้า  และว่าพระเยซูได้ทรงรักษาคนใบ้เพราะผีเข้า

A woman said blessed was the mother of Jesus to have a Son like Him but Jesus answered blessed are those who hear and obey the Word of God.

ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่ามารดาของพระเยซูเป็นสุขที่มีบุตรชายเหมือนพระองค์  แต่พระเยซูทรงตอบว่าความสุขมีแก่บรรดาคนที่ได้ยินและเชื่อฟังพระคำของพระเจ้า

Jesus said that people are often looking for signs or miracles and in that day He said they would only have the Sign of Jonah. 

พระเยซูตรัสว่าผู้คนมักจะมองหาหมายสำคัญหรือปาฏิหาริย์  และในวันนั้นพระองค์ตรัสว่าพวกเขาจะได้รับหมายสำคัญของโยนาห์เท่านั้น

Jonah was in the fish three days and three nights and Jesus would be in the grave three days and three nights.

โยนาห์อยู่ในท้องปลาสามวันสามคืน  และพระเยซูจะอยู่ในอุโมงค์สามวันสามคืน

Now in this chapter Jesus addresses hypocrisy.

ตอนนี้ในบทนี้พระเยซูสอนเรื่องความหน้าซื่อใจคด

Jesus first stated that it is foolish to be hypocritical because eventually everything will be made known.

เป็นครั้งแรกพระเยซูตรัสว่าเป็นเรื่องโง่ที่คนหน้าซื่อใจคดเพราะในที่สุดทุกอย่างก็จะเปิดเผยออกมา

So, the disciples should be open, not two-faced, about the way they lived.

ดังนั้น พวกสาวกควรเป็นคนเปิดเผย ไม่ใช่คนสองหน้า ในการดำเนินชีวิตอยู่

He warned them to guard against the yeast of the Pharisees, that is, their teaching, for it is hypocrisy.

พระองค์ทรงเตือนพวกเขาระวังติดเชื้อของพวกฟาริสี  นั่นหมานถึงคำสอนของพวกเขา  เพราะมันคือความหน้าซื่อใจคด 

In the Scriptures yeast often refers to something evil.[1]

ในพระคัมภีร์ยีสต์มักจะหมายถึงบางสิ่งที่ชั่วร้าย

 

1 In the meantime, when so many thousands of the people had gathered together that they were trampling one another, he began to say to his disciples first, “Beware of the leaven of the Pharisees, which is hypocrisy.

1ในช่วงนั้นมีฝูงชนนับเป็นพันๆ ชุมนุมเบียดเสียดกันอยู่ พระเยซูทรงเริ่มตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์ก่อนว่า “ท่านทั้งหลายจงระวังเชื้อของพวกฟาริสีคือความหน้าซื่อใจคด 

2 Nothing is covered up that will not be revealed, or hidden that will not be known.

2 แต่ไม่มีอะไรที่ปิดบังไว้ที่จะไม่เปิดเผย หรือความลับที่จะไม่เผยให้ประจักษ์

3 Therefore whatever you have said in the dark shall be heard in the light, and what you have whispered in private rooms shall be proclaimed on the housetops.

3 ถ้าอย่างนั้น สิ่งสารพัดซึ่งท่านทั้งหลายกล่าวในที่มืดจะได้ยินในที่แจ้ง และซึ่งกระซิบในหูที่ห้องส่วนตัวจะประกาศบนดาดฟ้าหลังคาบ้าน

 

There is a special application we can make for pastors and teachers to avoid hypocrisy, but also for any Christian. 

            เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นพิเศษสำหรับศิษยาภิบาลและครูอาจารย์ที่จะหลีกเลี่ยงไม่เป็นคนหน้าซื่อใจคด และสำหรับพวกคริสเตียนด้วย

If you say one thing and are doing another you really take away from your testimony.

ถ้าคุณพูดอย่างหนึ่งและกำลังทำอีกอย่างหนึ่ง จริงๆ คุณก็ไม่ได้เป็นพยาน

When the two planes struck the twin towers in New York I went as a pastor to try to help. 

            เมื่อเครื่องบินทั้งสองลำพุ่งชนอาคารแฝดในนิวยอร์ก ผมไปในฐานะศิษยาภิบาลที่นั่นและพยายามที่จะช่วย

I volunteered to serve at Mt. Sinai Hospital in New York. 

ผมเป็นอาสาสมัครรับใช้ที่โรงพยาบาลไซนายในกรุงนิวยอร์ก

I had been serving as chaplain for many years in California and so offered to help the chaplain at Mt. Sinai. 

ผมรับใช้เป็นอนุศาสกอยู่หลายปีในรัฐแคลิฟอร์เนีย  แล้วก็เสนอตัวช่วยเหลือเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาลไซนาย

He was a Jewish Rabbi. 

มีรับบีชาวยิวคนหนึ่ง

He asked me, “how come you Christians always try to tell people about Jesus and get them to become Christians?” 

เขาถามผมว่า " ทำไมพวกคริสเตียนจะพยายามบอกผู้คนเกี่ยวกับพระเยซูเสมอและพาพวกเขามาเป็นคริสเตียน"

I replied, "If you and I both were dying of the same disease and I found the cure, shouldn't I tell you? 

ผมตอบว่า "ถ้าคุณและผมทั้งสองกำลังจะตายด้วยโรคเดียวกัน และผมพบวิธีการรักษา ผมจะไม่ควรจะบอกคุณหรือ 

If I saw your house on fire and knew you were inside sleeping, shouldn't I try to rescue you?" 

ถ้าผมเห็นบ้านของคุณไฟไหม้และรู้ว่าคุณนอนหลับอยู่ในบ้าน ผมไม่ควรพยายามที่จะช่วยเหลือคุณหรือ "

Evangelism is telling the Good News. 

การประกาศคือการบอกข่าวดี

God wants a relationship with people.

พระเจ้าทรงต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้คน

 

I Corinthians 15:3-4 3 For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures,

1โครินธ์15:3-4 3 เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4 that He was buried, that He was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

Romans 10:9 because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved.

โรม10:9คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

 

Three reasons to evangelize

            มีเหตุผลสามข้อที่เราประกาศ

1     Evangelize to follow Christ’s example, Jesus called people to discipleship.

1    ประกาศตามแบบอย่างของพระคริสต์  พระเยซูทรงเรียกคนมาเป็นสานุศิษย์

2.      Evangelize to obey the Lord’s command

2    ประกาศให้เชื่อฟังพระบัญชาของพระ เจ้า

3.      Evangelize to meet the world’s need

3   ประกาศ ให้โลกได้รู้จัก

 

Jesus teaching about witnessing without fear

พระเยซูทรงสอนให้เป็นพยานโดยไม่ต้องกลัว

The religious leaders were trying to trap Jesus, the crowds were surrounding Jesus, but He was not afraid of the enemy nor impressed by the crowds.

ผู้นำทางศาสนากำลังพยายามที่จะดักจับพระเยซู ฝูงชนได้ล้อมรอบพระเยซู แต่พระองค์ทีงไม่กลัวศัตรูและฝูงชนไม่พอใจพระองค์

He lived to please God alone.

พระองค์ทรงดำรงชีวิตเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าเท่านั้น

He saw that the Twelve were worried about the Pharisees, so He warned them to fear God alone and not fear men.

พระองค์ทรงเห็นว่าสาวกสิบสองคนกังวลเกี่ยวกับพวกฟาริสี ดังนั้นพระองค์ทรงเตือนพวกเขาให้ยำเกรงพระเจ้าองค์เดียวและไม่กลัวคน

If we fear God, we need not fear anyone or anything else.

ถ้าเรายำเกรงพระเจ้า   เราไม่จำเป็นต้องกลัวใครหรือสิ่งอื่นใด

When we start fearing people, then we are in danger of compromising in order to please them and protect ourselves, and this leads to hypocrisy (“play acting or pretending”).

เมื่อเราเริ่มกลัวคน มันอันตรายที่เราจะประนีประนอมกับเขาเพื่อให้พวกเขาพอใจและปกป้องตัวเราเอง และสิ่งนี้นำไปสู่ความหน้าซื่อใจคด (" กระทำเล่นๆ หรือแสร้งทำ")

The fear of man grieves the Father who cares for us, the Son who died for us, and the Holy Spirit who enables us to be strong in the Lord.

            การที่มนุษย์กลัวทำให้พระบิดาผู้ทรงหวงใยเราเสียพระทัย  พระบุตรที่สิ้นพระชนม์เพื่อเรา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงช่วยให้เรามีเข้มแข็งในพระเจ้า

In the power of the Spirit, we must confess Christ boldly and let men do what they will. God is in control.[2]

โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณ  เราต้องกล้าสารภาพต่อพระคริสต์ และยอมให้คนทำสิ่งที่อยากจะทำ พระเจ้าทรงควบคุมได้

 

Have no fear

ผู้ที่เราควรกลัว

4 “I tell you, my friends, do not fear those who kill the body, and after that have nothing more that they can do.

4  “มิตรสหายของเราเอ๋ย เราบอกพวกท่านว่า อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย เสร็จแล้วไม่มีอะไรที่จะทำได้อีก

5 But I will warn you whom to fear: fear him who, after he has killed, has authority to cast into hell. Yes, I tell you, fear him!

5 แต่เราจะเตือนให้ท่านรู้ก่อนว่าควรจะกลัวใคร จงกลัวพระองค์ผู้ที่เมื่อทรงฆ่าแล้วก็ยังมีสิทธิอำนาจที่จะทิ้งลงในนรกได้ แท้จริง เราบอกพวกท่านว่าจงกลัวพระองค์นั้นแหละ

6 Are not five sparrows sold for two pennies? And not one of them is forgotten before God.

6 นกกระจาบห้าตัวเขาขายสองอาส์ซาริอันไม่ใช่หรือ และนกนั้นแม้สักตัวเดียวพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงลืมเลย

7 Why, even the hairs of your head are all numbered. Fear not; you are of more value than many sparrows.

7ถึงผมของพวกท่านก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น อย่ากลัวเลย ท่านก็มีค่ามากกว่านกกระจาบหลายตัว

Acknowledge Christ before men

การรับพระคริสต์ต่อหน้ามนุษย์

8 “And I tell you, everyone who acknowledges me before men, the Son of Man also will acknowledge before the angels of God,

8 “และเราบอกท่านทั้งหลายว่า ทุกคนที่รับเราต่อหน้ามนุษย์ บุตรมนุษย์จะรับคนนั้นต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้า

9 but the one who denies me before men will be denied before the angels of God.

9 แต่คนที่ปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ คนนั้นจะถูกปฏิเสธต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้า

10 And everyone who speaks a word against the Son of Man will be forgiven, but the one who blasphemes against the Holy Spirit will not be forgiven.

10ทุกคนที่กล่าวร้ายบุตรมนุษย์จะได้รับการยกโทษ แต่คนที่กล่าวหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะไม่ได้รับการยกโทษ

11 And when they bring you before the synagogues and the rulers and the authorities, do not be anxious about how you should defend yourself or what you should say,

11 เมื่อเขาทั้งหลายพาพวกท่านเข้าไปอยู่ต่อหน้าธรรมศาลา หรือต่อหน้าเจ้าเมืองและผู้ที่มีอำนาจ อย่ากระวนกระวายว่าจะตอบอย่างไร หรือจะกล่าวอะไร 

12 for the Holy Spirit will teach you in that very hour what you ought to say.”

12 เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสอนท่านในเวลานั้นเองว่าควรจะพูดอะไรบ้าง

Jesus went on to teach that His disciples (My friends) should be fearless because God would take care of them.

            พระเยซูยังทรงสอนต่อไปว่าพวกสาวกของพระองค์ (สหายของเรา) ไม่ควรจะกลัวเพราะพระเจ้าจะทรงดูแลพวกเขา.

Instead of fearing men who could kill their bodies, they should fear God, the One who has the power to throw one into hell.

แทนที่พวกเขา จะกลัวคนที่สามารถฆ่าได้แต่ร่างกาย พวกเขาควรจะเกรงกลัวพระเจ้า พระผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจที่จะโยนเราลงในนรก

God knows everything.

พระเจ้าทรงรู้ทุกอย่าง

The disciples were far more valuable to God than sparrows, which were sold for a small amount (five birds for two pennies).

พวกสาวกมีคุณค่ามากสำหรับพระเจ้ายิ่งกว่านกกระจอกมากนัก ซึ่งถูกขายเป็นเงินได้เล็กน้อยมาก (นกห้าตัวราคาสองเพนนี)

Since God takes care of common little birds, He will also care for His own, even knowing the number of hairs on our heads. [3]

เพราะว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูเหล่านกน้อยธรรมดา  พระองค์ก็จะทรงดูแลเราเพื่อพระองค์เอง  แม้แต่ผมบนศีรษะของเรามีจำนวนเท่าไหร่ก็ทรงทราบ

 

People must make a choice about Jesus.

ผู้คนต้องตัดสินใจเรื่องของพระเยซู

Those who did not acknowledge Him were denying the way of salvation.

บรรดาคนที่ไม่ยอมรับพระองค์ก็ปฏิเสธทางแห่งความรอด

Jesus said the one who blasphemes against the Holy Spirit will not be forgiven.   

พระเยซูตรัสว่าคนที่หมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ได้รับการอภัย

That means denying the work of the Holy Spirit and perhaps saying that the devil did the miracle instead of God. 

นั่นหมายถึงเป็นการปฏิเสธการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์   และบางทีกำลังบอกว่ามารทำการอัศจรรย์แทนพระเจ้า

Jesus then promised the disciples that when they were brought before officials because of their preaching and teaching, the Holy Spirit would teach them what to say.

พระเยซูทรงสัญญากับพวกสาวกว่าเมื่อใดที่พวกเขาถูกนำมาต่อหน้าเจ้าหน้าที่เพราะการเทศนาสั่งสอน  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะมรงสอนพวกเขาว่าสิ่งใดควรพูด

In contrast to Jesus’ enemies, who blasphemed the Holy Spirit, Jesus’ followers would be helped by the Holy Spirit.

ในทางตรงกันข้ามกับศัตรูองพระเยซูที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกสาวกของพระเยซูจะได้รับการช่วยเหลือโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

The parable of the rich fool

อุปมาเรื่องเศรษฐีโง่

13 Someone in the crowd said to him, “Teacher, tell my brother to divide the inheritance with me.”

13มีคนหนึ่งในฝูงชนนั้นทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ ช่วยบอกพี่ชายของข้าพเจ้าให้แบ่งมรดกแก่ข้าพเจ้าด้วย”

14 But he said to him, “Man, who made me a judge or arbitrator over you?”

14 แต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “พ่อหนุ่ม ใครตั้งเราให้เป็นผู้พิพากษาหรือเป็นผู้แบ่งมรดกให้ท่าน”

15 And he said to them, “Take care, and be on your guard against all covetousness, for one's life does not consist in the abundance of his possessions.”

15 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ระวังให้ดี จงหลีกเลี่ยงจากความโลภทุกอย่าง เพราะว่าชีวิตของคนไม่ได้อยู่ที่การมีของฟุ่มเฟือย”

16 And he told them a parable, saying, “The land of a rich man produced plentifully,

16แล้วพระองค์ตรัสอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังว่า “ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก

17 and he thought to himself, ‘What shall I do, for I have nowhere to store my crops?’

17 เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า ‘ข้าจะทำอย่างไรดี? เพราะว่าข้าไม่มีที่ที่จะเก็บพืชผลของข้า’ 

18 And he said, ‘I will do this: I will tear down my barns and build larger ones, and there I will store all my grain and my goods.

18 เขาจึงคิดว่า ‘ข้าจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของข้าและจะสร้างใหม่ให้ใหญ่โตขึ้น แล้วข้าจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของข้าไว้ที่นั่น 

19 And I will say to my soul, Soul, you have ample goods laid up for many years; relax, eat, drink, be merry.’

19 แล้วจะบอกกับจิตใจของข้าว่า “จิตใจเอ๋ย เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด”

20 But God said to him, ‘Fool! This night your soul is required of you, and the things you have prepared, whose will they be?’

20 แต่พระเจ้าตรัสกับเขาว่า ‘โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของที่เจ้ารวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใคร’ 

21 So is the one who lays up treasure for himself and is not rich toward God.”

                21 คนที่สะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และไม่ได้มั่งมีฝ่ายพระเจ้าก็เป็น       เช่นนั้นแหละ”

 

This passage explains Jesus’ teaching to guard against all kinds of greed.

            พระธรรมตอนนี้อธิบายคำสอนของพระเยซูเพื่อป้องกันความโลภทุกชนิด

Someone wanted Jesus to instruct his brother to divide up the inheritance which was due him.

คนหนึ่งต้องการให้พระเยซูทรงสั่งสอนพี่ชายของเขาให้แบ่งมรดกแก่เขาที่เขาควรจะได้

Jesus’ point was that life isn’t about having many possessions. [4]

พระเยซูทรงชี้ว่าชีวิตไม่ใช่เรื่องของการมีทรัพย์สินมากมาย

 

This rich man was more concerned about getting money than hearing the Word of God.

เศรษฐีร่ำรวยคนนี้กังวลใจมากเหลือเกินเกี่ยวกับการหาเงินมากกว่าการฟังพระคำของพระเจ้า

He wanted Jesus to solve his problems but not save him from his covetousness!

เขาต้องการให้พระเยซูทรงแก้ปัญหาของเขา แต่ไม่ได้ช่วยเขาพ้นจากความโลภ

Had Jesus made a just division of the property, this would not have solved the problem, for “the heart of every problem is the problem in the heart.”

ถ้าพระเยซูทรงทำการแบ่งแยกทรัพย์สิน เรื่องนี้ไม่ได้แก้ไขปัญหาเลย  เพราะว่า

"หัวใจของทุกปัญหาคือปัญหาในจิตใจ"

Money does not necessarily solve problems; it created new problems for this farmer.

            เงินไม่ใช่ตัวสำคัญในการแก้ปัญหา มันได้สร้างปัญหาใหม่สำหรับชาวนาคนนี้

It is not a sin to be wealthy, but it is a sin to make wealth your god.

การที่จะร่ำรวยไม่ได้เป็นบาปอะไร  แต่มันเป็นบาปที่จะให้ความร่ำรวยเป็นพระเจ้าของคุณ

Note the emphasis the farmer gave to himself (“I” and “my”). Wealth may make us generous or selfish, depending on what is in our hearts.

สังเกตชาวนาเน้นย้ำที่ตนเอง ("ผม" และ "ของผม") ความมั่งคั่งอาจทำให้เรามีน้ำใจหรือเห็นแก่ตัว ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเรา

The rich are prone to be covetous, and the poor are prone to worry.

            คนรวยมีแนวโน้มที่จะโลภมาก  และคนยากจนมีแนวโน้มที่จะกังวล

Both are sins. When we substitute things for life, we stop living by faith and trusting God.

ทั้งสองก็เป็นความบาป เมื่อเราเอาสิ่งต่างๆ มาแทนชีวิต เราจะหยุดมีชีวิตโดยความเชื่อและไว้วางใจพระเจ้าเลย

All of nature trusts God to meet their needs, and so should we.

ธรรมชาติททั้งหมดเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้ เราควรเชื่อเช่นนั้น Worry only tears us down.

ความกังวลทำให้เราน้ำตาตก

The key to a worry-free life is a heart devoted God and relying upon Him.

กุญแจสำคัญในการมีชีวิตที่ปราศจากความกังวล   คือจิตใจที่มอบถวายแด่พระเจ้าและพึ่งพาอาศัยพระองค์

If we belong to God, then it is His obligation to care for us; so, we need not worry.  [5]

ถ้าเราเป็นของพระเจ้า  แล้วพระองค์ก็ทรงรับหน้าที่ในการดูแลเรา ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกังวล

 

Matthew 6:33 But seek first the kingdom of God and his righteousness, and all these things will be added to you.

มัทธิว6:33 แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้

 

The disciples needed to learn the lesson that life is more important than material things.

            สาวกที่จำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนนี้ว่า  ชีวิตที่มีความสำคัญมากกว่าวัตถุสิ่ง

ของ

To explain this teaching Jesus told a parable about a rich man who continued to build bigger and bigger barns to store all his grain and… goods. His attitude was that he would have an easy life because he had everything he could possibly want or need.

เพื่ออธิบายคำสอนนี้ พระเยซูทรงสอนอุปมาเกี่ยวกับคนร่ำรวยที่ยังคงสร้างยุ้งฉางให้ใหญ่ขึ้นกว่าที่จะเก็บเมล็ดพืชและ ... สินค้าของเขาได้ ทัศนคติของเขาคือว่าเขาจะได้มีชีวิตที่สบายเพราะเขาอาจจะมีทุกอย่างที่เขาต้องการหรือจำเป็น

God’s response in the parable was that the man was foolish (You fool!) because when he died that night his goods would do nothing for him.

ในอุปมาพระเจ้าทรงตอบว่าชายคนนั้นโง่ (คนโง่!)  เพราะถ้าเขาตายคืนนั้น ทรัพย์

สินของเขาก็ไม่มีความหมายสำหรับเขา

They would simply pass on to someone else.

ของเหล่านั้นก็จะถูกส่งต่อไปยังคนอื่น

Such a person is not rich toward God.[6]

            คนเช่นนั้นไม่ได้รวยในสายพระเนตรพระเจ้า 

           

Don’t let hypocrisy stop you, don’t let fear stop you, and don’t let greed stop you, from sharing Christ with others.  

อย่าปล่อยให้ความหน้าซื่อใจคดหยุดยั้งคุณ อย่าให้ความกลัวหยุดยั้งคุณ และอย่าให้ความโลภหยุดยั้งคุณ ในการแบ่งปันเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นๆ

 

May the Lord grant you courage to tell others in our village and beyond about Jesus.

ขอพระเจ้าทรงให้คุณกล้าหาญที่จะบอกผู้อื่นในหมู่บ้านของเราและที่ไกลออกไปเรื่องของพระเยซู

How may I pray for you today?

ผมจะอธิษฐานเผื่อคุณในวันนี้ได้อย่างไร?

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] John Walvoord and Roy Zuck, ed., The Bible Knowledge Commentary: An Exposition of the Scriptures by Dallas Seminary Faculty, (Colorado Springs, CO: Cook Communications, 1985), WORDsearch CROSS e-book, 237.

[2] Warren W. Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, (Colorado Springs, CO: Victor, 1992), WORDsearch CROSS e-book, 177.

[3] John Walvoord and Roy Zuck, ed., The Bible Knowledge Commentary: An Exposition of the Scriptures by Dallas Seminary Faculty, (Colorado Springs, CO: Cook Communications, 1985), WORDsearch CROSS e-book, 237

                [4] Walvoord and Zuck, ed., The Bible Knowledge Commentary: An Exposition of the Scriptures by Dallas Seminary Faculty, 238.

                 [5] Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, 177.

                [6] Walvoord and Zuck, ed., The Bible Knowledge Commentary: An Exposition of the Scriptures by Dallas Seminary Faculty, 238.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top