Sunday, December 8, 2013

 

So college and seminary are not listed in the qualifications and yet many people are not qualified to serve as pastor for other reasons.   

ไม่มีที่ไหนระบุว่าต้องผ่านวิทยาลัยและสถาบันสอนศาสนาจึงจะถือว่ามีคุณสมบัติ  ถ้าเช่นนั้นหลายคนจะไม่มีคุณสมบัตินี้เพื่อจะรับใช้เป็นอาจารย์ด้วยเหตุผลอื่น ๆ

A pastor must be called by God.  Dale Robbins is his book, “What People Ask About the Church” writes:

อาจารย์จะต้องรับการทรงเรียกโดยพระเจ้า  นายเดล ร็อบบินส์ เขียนในหนังสือของเขาว่า "อะไรบ้างที่คนถามเกี่ยวกับคริสตจักร"

Those who answer the call to become ministers, should be mature, Spirit-filled Christians who possess an intense love for Christ and their fellow man.

บรรดาผู้ตอบรับการทรงเรียกให้เป็นอาจารย์   ควรจะเป็นผู้ใหญ่เต็มที่  เป็นคริสเตียนที่มีพระวิญญาณ   เป็นผู้ที่มีความรักในพระคริสต์และรักสมาชิกของเขาอย่างแรงกล้า

They should show signs of the appropriate giftings in their inclined field of ministry, and seek to enhance these through applied study and training — by attending a Bible college or seminary if possible.

พวกเขาควรแสดงให้เห็นชัดว่าได้รับของประทานที่เหมาะสมในงานรับใช้    และหาทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้  ผ่านการศึกษาและการฝึกอบรม – โดยการเข้าเรียนวิทยาลัยพระคริสตธรรมหรือวิทยาลัยถ้าเป็นไปได้

But more than preaching ability or other gifts, a minister of the Gospel must be a person of exceptional character, endowed with spiritual fruit, devoted to prayer and the study of God's Word.

แต่นอกเหนือจากความสามารถในการเทศน์หรือของประทานด้านอื่น  อาจารย์ผู้สอนพระกิตติคุณจะต้องเป็นคนมีลักษณะพิเศษ  ประกอบด้วยผลแห่งพระวิญญาณ   อุทิศเวลาในการอธิษฐานและการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า

A minister must have a sound mind and common sense.

อาจารย์จะต้องมีสติสัมปชัญญะและมีสามัญสำนึก

He should possess wisdom and tact in dealing with people, and be able to communicate clearly and authoritatively.

เขาควรมีสติปัญญาและไหวพริบในการรับมือกับผู้คน   และสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน และมีอำนาจจัดการ

He must understand how people live, work and struggle, and be able to be empathic and compassionate to their concerns.

เขาต้องเข้าใจความเป็นอยู่ของผู้คน    ทำงานและอุตสาหะ     และสามารถที่จะเอาใจใส่และเห็นอกเห็นใจถึงเรื่องราวธุระของพวกเขา

His own financial affairs should be in good order, and he should have a strong understanding of the business aspects of a church.

เรื่องการเงินของเขาควรจัดการเป็นที่เรียบร้อย   และเขาก็ควรมีความเข้าใจชัดเจนงานด้านธุรการของคริสตจักร


A minister must be an impartial person, who will care for all the sheep of his flock equally.

อาจารย์ต้องเป็นบุคคลที่เป็นกลางไม่มีใจลำเอียง   เป็นผู้ที่จะดูแลลูกแกะในฝูงแกะของเขาทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน

He must have a love for the souls of people, and a longing to lead them to a personal relationship with Christ — to contribute to their spiritual growth and development.

เขาต้องมีความรักดวงวิญญาณของผู้คน   และความปรารถนาที่จะนำพวกเขาแต่ละคนไปมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคริสต์ – ทุ่มเททำงานเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาทางจิตวิญญาณของพวกเขา

One of the minister's greatest characteristics must be "patience," as people are very difficult to deal with, and only someone endowed with an unusual measure of patience can tolerate the ordeals of humanity.

ลักษณะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคืออาจารย์จะต้อง "อดทน"   เป็นการยากมากที่จะจัดการกับคน  และใครบางคนเท่านั้นที่กอปรด้วยมาตรฐานความอดทนสูง   สามารถอดทนอย่างทรหดที่สุดเรื่องการพิสูจน์ด้านมนุษยธรรม

The heart of a pastor will be that of a shepherd — one who leads, feeds, cares for, and protects the flock.

หัวใจของอาจารย์จะเป็นเรื่องผู้ดูแลลูกแกะ –เป็นผู้นำ   เลี้ยงดู  ห่วงใยและปกป้องฝูงแกะ

A minister is a general term that refers to any of the Lord's servants or preachers, but probably more specifically relates to what the New Testament calls an "elder."

อาจารย์เป็นคำทั่วไปที่หมายถึงคนใดก็ตามที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า  หรือนักเทศน์ แต่อาจเฉพาะเจาะจง   คล้ายกับตำแหน่งที่พันธสัญญาใหม่เรียกว่า "ผู้ปกตรอง"

Elders are an order of mature believers charged with the spiritual supervision and ministry of the church.

ผู้ปกครองต้องเป็นผู้เชื่อที่เป็นผู้ใหญ่เรียบร้อย ประกอบด้วยความสามารถฝ่ายวิญญาณในการบริหารจัดการงานพันธกิจคริสตจักร

The terms elder, bishop, and pastor were used interchangeably in scripture, and their qualifications were the same (1 Timothy. 3:1-7, Titus 1:5-9)

คำว่าผู้ปกครอง, บิชอปและอาจารย์ถูกนำมาใช้แทนกันได้ในพระคัมภีร์  และคุณสมบัติของพวกเขาก็เหมือนกัน (1 ทิโมธี. 3:1-7 ทิตัส 1:5-9)

Let’s read what Paul wrote to Titus the pastor on the Greek island of Crete,

ให้เราอ่านสิ่งที่เปาโลเขียนถึงทิตัส ผู้เป็นอาจารย์บนเกาะครีตของประเทศกรีซ

Titus ทิตัส1:5-9 5This is why I left you in Crete, so that you might put what remained into order, and appoint elders in every town as I directed you—

5เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต   ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย   และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน

6if anyone is above reproach, the husband of one wife, and his children are believers and not open to the charge of debauchery or insubordination.

6คือตั้งคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   เป็นสามีของหญิงคนเดียว   บุตรของเขามีความเชื่อ   และไม่มีช่องทางให้ผู้ใดกล่าวหาว่า   บุตรนั้นเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อกระด้าง

7For an overseer, as God's steward, must be above reproach. He must not be arrogant or quick-tempered or a drunkard or violent or greedy for gain,

7เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น   ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า   ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง   ไม่เป็นคนเลือดร้อน   ไม่เป็นนักเลงสุรา   ไม่เป็นนักเลงหัวไม้   และไม่เป็นคนโลภมักได้

8but hospitable, a lover of good, self-controlled, upright, holy, and disciplined.

8แต่เป็นคนมีอัชฌาสัยรับแขกดี   เป็นผู้รักความดี   เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนยุติธรรม   เป็นคนบริสุทธิ์   รู้จักบังคับใจตนเอง

9He must hold firm to the trustworthy word as taught, so that he may be able to give instruction in sound doctrine and also to rebuke those who contradict it.

9และเป็นคนยึดมั่นในหลักคำสอนอันแท้ตามที่ได้เรียนมาแล้ว   เพื่อจะสามารถเตือนสติด้วยคำสอนอันมีหลัก   และชี้แจงแก่ผู้ที่คัดค้านคำสอนนั้น

2Timothy 2 ทิโมธี 2:2 2 and what you have heard from me in the presence of many witnesses entrust to faithful men who will be able to teach others also.

2 จงมอบคำสอนเหล่านั้น   ซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายคน   ไว้กับคนที่ซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย

1 Peter 1เปโตร 5:2

2 shepherd the flock of God that is among you, exercising oversight, not under compulsion, but willingly, as God would have you; not for shameful gain, but eagerly;

2 จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ในความดูแลของท่าน   ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจแต่ด้วยความเต็มใจ   ไม่ใช่ด้วยการเห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยทุจริต   แต่ด้วยใจเลื่อมใส

3 not domineering over those in your charge, but being examples to the flock.

3 และไม่ใช่เหมือนเป็นเจ้านายที่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ   แต่เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น

They must shepherd the flock of God.  Peter seems to be remembering Jesus’ three-part commission to him.

พวกเขาจะต้องเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้า ดูเหมือนเปโตรจะจำที่พระเยซูทรงทำพันธกิจกับเขาสามครั้ง

John ยอห์น21:15-1715 When they had finished breakfast, Jesus said to Simon Peter, “Simon, son of John, do you love me more than these?” He said to him, “Yes, Lord; you know that I love you.” He said to him, “Feed my lambs.”

15 เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว   พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า   “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย   เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ”   เขาทูลพระองค์ว่า   “เป็นความจริงพระเจ้าข้า   พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์”   พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า   “จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด”

16 He said to him a second time, “Simon, son of John, do you love me?” He said to him, “Yes, Lord; you know that I love you.” He said to him, “Tend my sheep.”

16 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า   “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย   เจ้ารักเราหรือ”   เขาทูลตอบพระองค์ว่า   “เป็นความจริงพระเจ้าข้า   พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์”   พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “จงดูแลแกะของเราเถิด”

17 He said to him the third time, “Simon, son of John, do you love me?” Peter was grieved because he said to him the third time, “Do you love me?” and he said to him, “Lord, you know everything; you know that I love you.” Jesus said to him, “Feed my sheep.

17 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า   “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย   เจ้ารักข้าพเจ้า หรือ”   เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า   “เจ้ารักข้าพเจ้า หรือ”   เขาจึงทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง   พระองค์ทรงทราบว่า   ข้าพระองค์รักพระองค์”   พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “จงเลี้ยงแกะของข้าพเจ้า เถิด

In that passage, Jesus told Peter to show his love for Jesus by feeding and tending Jesus’ sheep.

ในเนื้อหาพระคัมภีร์ พระเยซูทรงทรงขอให้เปโตรแสดงความรักของเขาต่อพระเยซูด้วยการเลี้ยงดูและรักษาลูกแกะของพระเยซู

How does a spiritual shepherd do his job?  The first job is to feed the sheep.

ผู้เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณทำงานของเขาได้อย่างไร   งานแรกคือการเลี้ยงดูลูกแกะ

Jesus emphasized this to Peter. 

พระเยซูทรงเน้นเรื่องนี้ต่อเปโตร

Another aspect of the job is to tend the sheep, which means protecting, guiding, nurturing, and caring for the sheep.

ลักษณะของงานอีกด้านก็คือการดูแลรักษาลูกแกะซึ่งหมายความว่าการป้องกัน  นำทาง บำรุงเลี้ยงและการดูแลเอาใจใส่ฝูงแกะ

For more see www.wdbydana.com/sermon.html

 

1 Peter 5b