Sunday, December 1, 2013

 

1 Peter 4 Stewards of God’s grace

1 เปโตร 4    ผู้อารักขาพระคุณพระเจ้า

1 Since therefore Christ suffered in the flesh, arm yourselves with the same way of thinking, for whoever has suffered in the flesh has ceased from sin,

1 ฉะนั้นในเมื่อพระคริสต์ได้ทรงทนทุกข์ทางพระกายแล้ว   พวกท่านเองจงเตรียมตัวให้พร้อมด้วยท่าทีอย่างเดียวกัน   เพราะผู้ที่ทนทุกข์ทางกายก็ได้ตัดสินใจที่จะไม่ทำบาปอีกต่อไปแล้ว

2 so as to live for the rest of the time in the flesh no longer for human passions but for the will of God.

2 เพื่อจะได้ไม่ดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกตามใจปรารถนาของมนุษย์   แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า

This is similar to the point the Paul makes in Romans chapter 6.

นี้จะคล้ายกับประเด็นที่เปาโลสอนใน โรมบทที่ 6

Romans โรม 6:1-2 1What shall we say then? Are we to continue in sin that grace may abound?

1ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร   ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป   เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ

2By no means! How can we who died to sin still live in it?

2อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย   พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้

A great Bible teacher in America, Bill Gothard, challenges people who are struggling with sin in their lives, to memorize this passage of Scripture, at least the first few verses.  

บิล โกธาร์ด ครูสอนพระคัมภีร์ที่เก่งในอเมริกา    ท้าทายคนที่กำลังดิ้นรนเพราะความบาปในชีวิตของพวกเขา    ให้จดจำพระธรรมตอนนี้จากพระคัมภีร์ อย่างน้อย 2-3 ข้อแรก


The verses say, “what shall we say,” but you can make it personal and say, what shall I say, shall I continue in sin that grace may abound? 

ข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า " แล้วเราจะว่าอย่างไร" แต่โดยส่วนตัวคุณสามารถกล่าวว่า ผมจะว่าอย่างไร ผมจะยังคงอยู่ในความบาปเพื่อให้ทรงประทานพระคุณมากขึ้นหรือ

God forbid how can I who am dead to sin continue to live in it?  

พระเจ้าทรงห้าม   ผมตายต่อบาปแล้วแล้ว  ผมจะยังคงสามารถมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไร

About twenty nine years ago, I believed God was calling me to be a pastor.  

ประมาณยี่สิบเก้าปีที่ผ่านมา  ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ผมมาเป็นผู้สอนศาสนา

One of the things I was convicted about, that I must stop doing, if I ever was going to be effective in the ministry, was to stop smoking.

สิ่งหนึ่งที่ผมประจักษ์ในใจ ว่าผมต้องหยุดทำบางอย่าง   ถ้าผมอยากให้งานรับใช้พระเจ้ามีประสิทธิภาพ    คือผมต้องหยุดสูบบุหรี่

I knew I was harming my body, which is the temple of the Holy Spirit and this would be a bad testimony, for a man who would be a pastor to be a smoker. 

ผมรู้ว่าผมกำลังทำร้ายร่างกายตัวเอง   ซึ่งเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์   และนี้จะเป็นพยานที่ไม่ดีสำหรับคนที่จะเป็นผู้สอนศาสนาที่เป็นนักสูบบุหรี่

Yet, it seemed since I had smoked for many years, since I was ten years old, it was very difficult for me to quit.

แต่ดูเหมือนตั้งแต่ที่ผมได้สูบบุหรี่เป็นเวลาหลายปี   ตั้งแต่ผมอายุ 10 ปีมันก็ยากมากสำหรับผมที่จะเลิกสูบ

I did two things that made me able to quit this habit.

ผมได้ทำ 2 สิ่งที่ทำให้ผมสามารถที่จะเลิกนิสัยนี้

I memorized these verses in Romans 6, and when I was tempted to smoke, I would say them, and the second thing I became accountable to a group of people.

ผมท่องข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ในโรมบทที่ 6 และเมื่อผมถูกทดลองให้ไปสูบบุหรี่อีก

ผมจะกล่าวพระคัมภีร์ข้อนี้ และสิ่งที่สอง ผมเริ่มเป็นที่ยอมรับว่าเป็นคนใช้การได้ในคนกลุ่มหนึ่ง

I was teaching a home Bible study and I told them, I have been a smoker for about 20 years and God has convicted me, that I must quit, please pray for me and hold me accountable.  

ผมสอนการศึกษาพระคัมภีร์ตามบ้าน   และผมบอกพวกเขาว่าผมได้เคยสูบบุหรี่ประมาณ 20 ปีและพระเจ้าได้ทรงทำให้ผมประจักษ์ในใจว่าผมต้องหยุดสูบบุหรี่ให้ได้ โปรดอธิษฐานเผื่อผมและทำให้ผมใช้เป็นคนใช้การได้ด้วย

If I continue to smoke, I will tell you.  After that night at the Bible study I have never smoked again. 

ถ้าผมยังคงสูบบุหรี่ต่อไป  ผมจะบอกพวกคุณ   หลังจากคืนนั้นที่ศึกษาพระคัมภีร์  ผมไม่เคยสูบบุหรี่อีกเลย

It makes a big difference when you consider yourself dead to sin, because a dead person doesn’t sin. 

เกิดความแตกต่างทันทีเมื่อคุณคิดว่าตัวเองตายต่อบาปแล้ว เพราะคนที่ตายแล้วทำบาปไม่ได้

Romans โรม 6:33Do you not know that all of us who have been baptized into Christ Jesus were baptized into His death?

3ท่านไม่รู้หรือว่า   เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติสมาเข้าในพระเยซูคริสต์   ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์

What did Paul mean by the word baptize?

เปาโลหมายถึงอะไรโดยคำว่าบัพติสมา

He is not talking about water baptism.

ท่านไม่ได้พูดถึงบัพติสมาด้วยน้ำ

Don't misunderstand me; I believe in water baptism, and I believe that total immersion is the proper mode of baptism compared to sprinkling.

โปรดอย่าเข้าใจผมผิดนะ ผมเชื่อในการรับบัพติสมาด้วยน้ำ  และผมเชื่อว่าการดำลงมิดในน้ำเป็นการให้บัพติสมาที่เหมาะสม  เมื่อเทียบกับการให้บัพติสมาโดยการพรมด้วยน้ำ

I don’t believe baptism is necessary for salvation but gives a public testimony of what has already taken place in the heart of the believer.

ผมไม่เชื่อว่าบัพติสมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความรอด  แต่นี่เป็นพยานต่อหน้าสาธารณชนให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตใจผู้เชื่อ

But actually here Paul is talking about identification with Christ and being immersed or placed inside of Christ spiritually.

แต่จริงๆแล้วที่นี่เปาโลจะพูดเกี่ยวกับการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระคริสต์และวิญญาณของพระคริสต์เข้าอยู่ในจิตใจ

We were baptized, that is identified with, and immersed into His death.

เราได้รับบัพติสมา  ที่เป็นการชี้บ่งว่าเราได้เข้ามีส่วนในความตายของพระองค์

So my old man was crucified with Christ, dead, and buried and now I have new life in Christ. 

ดังนั้นตัวเก่าของฉันถูกตรึงอยู่กับพระเยซูคริสต์   ตายและถูกฝังอยู่   และตอนนี้ฉันมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์

That is what water baptism pictures; as I come up it's the resurrection, it's the new life in the Spirit.

นั่นคือภาพของบัพติสมาด้วยน้ำ  เมื่อฉันขึ้นจากน้ำ นั่นคือการฟื้นจากความตาย  มันเป็นชีวิตใหม่ในพระวิญญาณ

They who are really living the new life in the Spirit have ceased from a regular practice of sin. I still sin, but not at all like before.

พวกเขาที่มีชีวิตใหม่ในพระวิญญาณจริง   ได้หยุดจากปกติชอบทำบาป ฉันยังคงทำบาป แต่ไม่ได้ทั้งหมดเหมือนเมื่อก่อน

John tells us in his epistle, and we'll be getting to that a couple of weeks. 

ยอห์น บอกเราในจดหมายของท่าน และเราจะเรียนพระธรรมนี้ในอีกสองสามสัปดาห์

1 John 1ยอห์น 3:9 9 No one born of God makes a practice of sinning, for God's seed abides in him, and he cannot keep on sinning because he has been born of God.

9 ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้า   ผู้นั้นไม่กระทำบาป   เพราะสภาพของพระเจ้าดำรงอยู่กับผู้นั้นและเขากระทำบาปไม่ได้   เพราะเขาเกิดจากพระเจ้า

We've been born again by the Spirit of God and we cannot practice sin.

เราได้บังเกิดอีกครั้งโดยพระวิญญาณของพระเจ้าและเราไม่สามารถทำบาปได้

If you are living a life of practicing sin, then you better take inventory, to make sure you are really trusting Jesus. 

หากคุณกำลังมีชีวิตอยู่โดยยังคงทำบาปแล้ว    คุณควรกลับใจหันหลังทั้งหมด     เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจริงๆไว้วางใจพระเยซู

The Bible says, Whosoever is born of God does not practice sin.

พระคัมภีร์กล่าวว่าผู้ใดที่ได้เกิดจากพระเจ้าไม่ได้ทำบาป

We've been born of a new nature, not a sinful nature anymore. That old nature died.

เราเกิดใหม่ มีธรรมชาติใหม่   ไม่ใช่ธรรมชาติบาปอีกต่อไป ธรรมชาติเก่าตายไปแล้ว

Galatians กาลาเทีย 2:20 20 I have been crucified with Christ. It is no longer I who live, but Christ who lives in me. And the life I now live in the flesh I live by faith in the Son of God, who loved me and gave Himself for me.

20 ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว   ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป   แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า   ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้   ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า   และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า

So I am now dead to the old life of sin.

ดังนั้นตอนนี้ฉันตายต่อชีวิตเก่าที่ทำบาป

I Peter 1เปโตร 4:3-8 3 The time that is past suffices for doing what the Gentiles want to do, living in sensuality, passions, drunkenness, orgies, drinking parties, and lawless idolatry.

3 จงให้เวลาที่ผ่านไปแล้วนั้น   เพียงพอสำหรับการกระทำสิ่งที่คนต่างชาติชอบกระทำ   คือประพฤติตัวตามราคะตัณหา   ตามใจปรารถนาอันชั่ว   เมาเหล้าองุ่น   เลี้ยงกันอย่างถึงใจ   กินเหล้าวุ่นวายกัน   และการไหว้รูปเคารพซึ่งผิดธรรม

4 With respect to this they are surprised when you do not join them in the same flood of debauchery, and they malign you;

4 เขาประหลาดใจที่บัดนี้ท่านทั้งหลายไม่ได้ประพฤติชั่วเหมือนอย่างเขา   และเขาก็กล่าวร้ายท่าน

5 but they will give account to Him who is ready to judge the living and the dead.

5 คนเหล่านั้นจะต้องให้การแก่พระองค์   ผู้พร้อมแล้วที่จะทรงพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย

6 For this is why the gospel was preached even to those who are dead, that though judged in the flesh the way people are, they might live in the spirit the way God does.

6 ด้วยเหตุนี้เอง   ข่าวประเสริฐจึงได้ประกาศแม้แก่คนที่ตายไปแล้ว   เพื่อเขาจะมีชีวิตทางจิตวิญญาณเช่นพระเจ้า   แม้ว่าเมื่อเขายังอยู่ในโลกนี้   เขาถูกพิพากษาลงโทษเหมือนอย่างมนุษย์ทั่วๆไป  

7 The end of all things is at hand; therefore be self-controlled and sober-minded for the sake of your prayers.

7 อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว   เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ   และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน

8 Above all, keep loving one another earnestly, since love covers a multitude of sins.

8 ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก   เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้

Consider 1 Corinthians chapter 13 for more on what love really is.

พิจารณา 1 โครินธ์บทที่ 13 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่รักจริงๆ

1 If I speak in the tongues of men and of angels, but have not love, I am a noisy gong or a clanging cymbal.

1 แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆได้   เป็นภาษามนุษย์ก็ดี   เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี   แต่ไม่มีความรัก   ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง

2 And if I have prophetic powers, and understand all mysteries and all knowledge, and if I have all faith, so as to remove mountains, but have not love, I am nothing.

2 แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้   และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น   และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้   แต่ไม่มีความรัก   ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย

3 If I give away all I have, and if I deliver up my body to be burned, but have not love, I gain nothing.

3 แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย   แต่ไม่มีความรัก   จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่  

4 Love is patient and kind; love does not envy or boast; it is not arrogant

4 ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้   ความรักไม่อิจฉา   ไม่อวดตัว   ไม่หยิ่งผยอง

5 or rude. It does not insist on its own way; it is not irritable or resentful;

5 ไม่หยาบคาย   ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว   ไม่ฉุนเฉียว   ไม่ช่างจดจำความผิด

6 it does not rejoice at wrongdoing, but rejoices with the truth.

6 ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด   แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ

7 Love bears all things, believes all things, hopes all things, endures all things. 

7 ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น   และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ   และมีความหวังอยู่เสมอ   และทนต่อทุกอย่าง  

8 Love never ends. As for prophecies, they will pass away; as for tongues, they will cease; as for knowledge, it will pass away.

8 ความรักไม่มีวันสูญสิ้น   แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไป   แม้การพูดภาษาแปลกๆนั้น   ก็จะมีเวลาเลิกกัน   แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสูญไป

9 For we know in part and we prophesy in part, 9 เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์   และการเผยพระวจนะนั้นก็ไม่สมบูรณ์

10 but when the perfect comes, the partial will pass away.

10 แต่เมื่อความสมบูรณ์มาถึงแล้ว   ความบกพร่องนั้นก็จะสูญไป

11 When I was a child, I spoke like a child, I thought like a child, I reasoned like a child. When I became a man, I gave up childish ways.

11 เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก   ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก   คิดอย่างเด็ก   ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก   แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่   ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย

12 For now we see in a mirror dimly, but then face to face. Now I know in part; then I shall know fully, even as I have been fully known.

12 เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก   แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน   เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์   เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า

13 So now faith, hope, and love abide, these three; but the greatest of these is love.

13 ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง   คือความเชื่อ   ความหวังใจ   และความรัก   แต่ความรักใหญ่ที่สุด

I Peter เปโตร4:9-11 9 Show hospitality to one another without grumbling.

9 ท่านทั้งหลายจงต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันโดยไม่บ่น

10 As each has received a gift, use it to serve one another, as good stewards of God's varied grace:

10 ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว   ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน   เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี   ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า

11 whoever speaks, as one who speaks oracles of God; whoever serves, as one who serves by the strength that God supplies—in order that in everything God may be glorified through Jesus Christ. To him belong glory and dominion forever and ever. Amen.

11 ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูด   ก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า   ถ้าคนใดกระทำบริการ   ก็จงให้บริการตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทาน   เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวง   โดยทางพระเยซูคริสต์   พระสิริและไอศวรรยานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์   อาเมน


Peter mainly mentions two spiritual gifts, that of hospitality and speaking or teaching.  Paul has given us more detailed lists of spiritual gifts in 1 Corinthians 12 and Romans 12.

ปีเตอร์ส่วนใหญ่กล่าวถึง-องประทานฝ่ายวิญญาณ 2 อย่าง    นั่นคือความมีน้ำใจไมตรี และการพูดหรือการการสอน   เปาโลได้แจกแจงรายละเอียดของประทานฝ่ายวิญญาณ ใน 1 โครินธ์ 12 และโรม 12

We learned then that every believer is given at least one spiritual gift for building up the local body of Christ.  

เราได้เรียนรู้แล้วว่าผู้เชื่อทุกคนได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณอย่างน้อย 1 อย่างสำหรับการเสริมสร้างขึ้นเป็นพระกายในคริสตจักรท้องถิ่น

There, Paul made many comparisons to the parts of the individual human body and the members of the church. 

ที่นั่น เปาโลได้เปรียบเทียบกับส่วนต่าง ๆ มากมายในร่างกายมนุษย์แต่ละคน กับสมาชิกในคริสตจักร

We noticed that we are not all the same we have different gifts and abilities, but each one of us is important to the whole. 

เราสังเกตเห็นว่า เราทุกคนไม่ได้เหมือนกัน เรามีของประทานและความสามารถที่แตกต่างกัน  แต่เราแต่ละคนก็สำคัญเช่นกันทุกคน

The work of Jesus Christ in the world is in the hands of those who belong to Him. In that sense, He has no hands but our hands, no feet but our feet.

พระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในโลกอยู่ในมือของบรรดาผู้ที่เป็นของพระองค์ ในความหมายที่ว่า  พระองค์ทรงไม่มีพระหัตถ์ แต่พวกเรามีมือ  ทรงไม่มีพระบาท แต่พวกเรามีเท้า

Each believer has a gift (or gifts) to be used for the building up of the body and the perfecting of the other members of the body.

ผู้เชื่อแต่ละคนมีของประทานอย่างหนึ่ง (หรือของประทานหลายอย่าง)  ที่จะใช้สำหรับการสร้างพระกายขึ้น   และช่วยให้สมาชิกคนอื่น ๆ ไปสู่ความสมบูรณ์ของพระกาย

In short, we belong to each other, we minister to each other, and we need each other.

กล่าวโดยย่อ เราเป็นของกันและกัน   เราต่างรับใช้พันธกิจด้วยกัน  และเราจำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน

I Corinthians 1โครินธ์ 12:1-11 1Now concerning spiritual gifts, brothers, I do not want you to be uninformed.

1ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้น

2You know that when you were pagans you were led astray to mute idols, however you were led.

2ท่านรู้แล้วว่า   แต่ก่อนท่านยังเป็นคนต่างศาสนาอยู่นั้น   ท่านถูกชักนำให้หลงไปนับถือรูปเคารพซึ่งพูดไม่ได้   ไม่ว่าท่านถูกนำไปอย่างไร

4Now there are varieties of gifts, but the same Spirit;

4ของประทานนั้นมีต่างๆกัน   แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน

5and there are varieties of service, but the same Lord;

5งานรับใช้มีต่างๆกัน   แต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน

6and there are varieties of activities, but it is the same God who empowers them all in everyone.

6กิจกรรมมีต่างๆกัน   แต่มีพระเจ้าองค์เดียวกันเป็นต้นเหตุแห่งกิจกรรมนั้นๆในทุกคน

7To each is given the manifestation of the Spirit for the common good.

7การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

8To one is given through the Spirit the utterance of wisdom, and to another the utterance of knowledge according to the same Spirit,

8พระเจ้าทรงโปรดประทานโดยทางพระวิญญาณ   ให้คนหนึ่งมีถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญา   และให้อีกคนหนึ่งมีถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้   แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน

9to another faith by the same Spirit, to another gifts of healing by the one Spirit,

9และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ   แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน   และให้อีกคนหนึ่งมีความสามารถรักษาคนป่วยได้   แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน

10to another the working of miracles, to another prophecy, to another the ability to distinguish between spirits, to another various kinds of tongues, to another the interpretation of tongues.

10และให้อีกคนหนึ่งทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ   และให้อีกคนหนึ่งเผยพระวจนะได้   และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ   และให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆ   และให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆได้

11All these are empowered by one and the same Spirit, who apportions to each one individually as he wills.

11สิ่งสารพัดเหล่านี้   พระวิญญาณองค์เดียวกันทรงบันดาลและประทานแก่แต่ละคนตามชอบพระทัยพระองค์


Each Christian must know what his spiritual gifts are and what ministry (or ministries) he is to have in the local church.

คริสเตียนแต่ละคนต้องรู้ว่าเขามีของประทานฝ่ายวิญญาณใด   และพันธกิจรับใช้ด้านใด (หรืองานพันธกิจทั้งหลาย) ที่เขาต้องกระทำในคริสตจักรท้องถิ่น

It is not wrong for a Christian to recognize gifts in his own life and in the lives of others.

ไม่ผิดสำหรับคริสเตียนที่จะยอมรับของประทานในชีวิตของเขาเองและในชีวิตของผู้อื่น

What is wrong is the tendency to have a false evaluation of ourselves.

สิ่งที่ผิดปกติ  คือแนวโน้มที่จะประเมินค่าของตัวเองและผู้อื่นผิดพลาดไป

A believer who over rates himself and tries to perform a ministry that he cannot do can cause damage in the church fellowship.

ผู้เชื่อ ที่ประเมินค่าตัวเองสูงเกินไป  และพยายามที่จะกระทำพันธกิจที่เขาไม่สามารถทำได้   จะทำให้เกิดความเสียหายในการสามัคคีธรรมของคริสตจักร

Sometimes the opposite is true, and people undervalue themselves. Both attitudes are wrong. 

บางครั้ง  ในอีกแง่หนึ่งก็จริงอยู่ ที่คนเราประเมินค่าตัวเองต่ำไป  แต่ท่าทีทั้ง 2 แบบนี้ไม่ถูกต้อง

What we need to do, as Paul says here, is "to think soberly."

เปาโลกล่าวว่า สิ่งที่เราจำต้องทำคือ "การคิดอย่างสุขุมรอบคอบ."

We need to have a correct estimation of ourselves in relationship to other members of the church.

เราจำเป็นต้องมีการประมาณค่าตัวเองให้เหมาะสมเวลามีสัมพันธภาพกับสมาชิกอื่น ๆ ของคริสตจักร

The gifts that we have came because of God’s grace.

ของประทานที่เราได้รับมาก็เนื่องจากพระคุณของพระเจ้า

Since our gifts are from God, we cannot take the credit for them. All we can do is accept them and use them to honor His name. 

เพราะว่าของประทานนั้นเราได้รับจากพระเจ้า   เราไม่สามารถยกเครดิตให้ตนเองได้  ทั้งหมดที่เราสามารถทำได้คือรับของประทานนั้นและใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระนามนั้น

When the individual believers in a church know their gifts, accept them by faith, and use them for God’s glory, then God can bless in a wonderful way. 

เมื่อผู้เชื่อแต่ละคนในคริสตจักรรู้จักของประทานของพวกเขา    ยอมรับโดยความเชื่อและใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า    แล้วพระเจ้าจะทรงประทานพรให้อย่างอัศจรรย์

Every believer receives the exact gift and resources best suited to fulfill his role in the body of Christ. 

ผู้เชื่อทุกคนได้รับของประทานเฉพาะอย่าง   และแหล่งพระพรที่ดีที่สุดที่เหมาะสมกับเขาในการแสดงบทบาทหน้าที่ของเขาในพระกายของพระคริสต์

Each believer has a different gift, and God has bestowed these gifts so the local body can grow in a balanced way.

ผู้เชื่อแต่ละคนมีของประทานที่แตกต่างกัน   และพระเจ้าได้ทรงมอบของประทานเหล่านี้เพื่อให้คริสตจักรท้องถิ่นสามารถเจริญเติบโตได้ในลักษณะที่สมดุล

But each Christian needs to participate for the church to be healthy, and each individual needs to use their gift. 

แต่คริสเตียนแต่ละคนต้องมีส่วนร่วมสำหรับงานคริสตจักร  เพื่อให้คริสตจักรที่จะเติบโตมั่นคง  และแต่ละคนต้องใช้ของประทานของตนเอง

We might not see the result of our ministry, but the Lord sees it and He blesses.

เราอาจไม่เห็นผลงานจากพันธกิจที่เราได้ทำ  แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นและจะทรงอวยพร

Encouraging others is just as much a spiritual ministry as preaching or teaching.

การให้กำลังใจผู้อื่นก็ถือเป็นงานพันธกิจฝ่ายวิญญาณ เหมือนเช่นการเทศนาหรือการสอน

Giving and showing mercy are also important gifts.

นอกจากนี้ของประทานด้านการให้และการแสดงความเมตตาก็สำคัญ

To some people, God has given the ability to rule, or to administer the various functions of the church.

สำหรับบางคน  พระเจ้าทรงประทานความสามารถในการปกครอง     หรือการจัดการงานหน้าที่ต่างๆของคริสตจักร

Whatever gift we have must be dedicated to God and used for the good of the whole church.

ไม่ว่าเราได้รับของประทานอะไร เราต้องถวายเพื่อรับใช้พระเจ้า และใช้เพื่อให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวมในคริสตจักร

It is tragic when any one gift is emphasized in a local church beyond all the other gifts.

เป็นที่น่าเศร้าเมื่อมีการเน้นใช้ของประทานเพียงอย่างเดียวในคริสตจักรท้องถิ่น โดยละเลยของประทานด้านอื่น ๆ

We are not the same, as Christians, we have different gifts and abilities, also different callings and offices. 

เราเป็นพวกคริสเตียนแต่เราจะไม่เหมือนกัน   เรามีของประทานที่แตกต่างกัน  และความสามารถที่แตกต่างกัน     นอกจากนี้ยังได้รับการทรงเรียกและทำงานต่างกัน

Not everyone is a pastor, a teacher, a leader, nor is everyone one who shows hospitality or mercy. 

ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นศิษยาภิบาล   ครู    ผู้นำ   หรือไม่ใช่ทุกคนที่แสดงความมีน้ำใจหรือความเมตตา

But each gift is given for the common good of the Body, this is true both for the local church and the Body of Christ that includes all Christians.

แต่ของประทานที่แต่ละคนได้รับ ก็เพื่อประโยชน์ร่วมกันในพระกาย นี้เป็นจริงสำหรับคริสตจักรท้องถิ่นและพระกายของพระคริสต์ที่ประกอบด้วยพวกคริสตชนทั้งหมด

The spiritual gifts mentioned in the New Testament, primarily in Romans 12 and in 1 Corinthians 12, fall into three categories: sign, speaking, and serving.  

ของประทานฝ่ายวิญญาณที่กล่าวถึงในพันธสัญญาใหม่   ใจความหลักในโรม 12 และใน 1 โครินธ์ 12  แยกเป็น 3 อย่างคือ: หมายสำคัญ  การพูดภาษา  และการรับใช้

Wisdom is fearing God and seeing life from His perspective.

สติปัญญา คือการยำเกรงพระเจ้าและเห็นชีวิตจากภาพรวมของพระองค์

Knowledge is knowing about God and having some special insights from God.  

ความรู้คือรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและมีความเข้าใจบางอย่างลึกซึ้งจากพระเจ้า

Those with the gift of faith, really can step out and trust God in a greater way than others. 

They really believe God for things. 

ผู้ที่มีของประทานด้านความเชื่อ    แท้จริงสามารถก้าวเดินไปและวางใจในพระเจ้าได้ดีกว่าคนอื่น ๆ     จริงๆ พวกเขาเชื่อพระเจ้าในทุกสิ่ง

Some have a gift of healing, a sign gift especially in New Testament times when the Bible had been written completely yet, that would authenticate the message from God.  

บางคนมีของประทานด้านการรักษาโรค   ของประทานที่ได้ปรากฏการกระทำมาแล้ว โดยเฉพาะในสมัยพันธสัญญาใหม่    ที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ครบถ้วน   อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ยังทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นจริงน่าเชื่อถือ

Prophecy can be foretelling of the future as told by God or forth telling of what God has already said. 

การเผยพระวจนะที่สามารถ ทำนายอนาคตที่ตรัสโดยพระเจ้า     หรือสามารถบอกล่วงหน้าในสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว

The person with the gift of prophecy can easily distinguish between right and wrong. 

คนที่มีของประทานด้านการเผยพระวจนะ   สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด

The next gift of discernment, is the ability to see and understand spiritual things or spirits.

ต่อไปคือของประทานด้านการหยั่งรู้สังเกตวิญญาณ  คือความสามารถที่จะเห็นและเข้าใจสิ่งที่อยู่ฝ่ายวิญญาณหรือจิตวิญญาณ

Then there is the gift of tongues, the ability to speak in a language you have not studied which may be used to share the Gospel with others who do speak that language or a heavenly language giving a special message from God. 

แล้วก็มีของประทานด้านการพูดภาษาแปลกๆ   คือความสามารถในการพูดภาษาแปลกๆ ที่คุณไม่รู้จัก   ซึ่งอาจจะใช้ในการแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้อื่นที่ไม่พูดภาษานั้น   หรือใช้ภาษาสวรรค์กล่าวพระวจนะพิเศษจากพระเจ้า

The next gift is the ability to interpret one of those special messages in tongues. 

ของประทานต่อไปคือความสามารถในการแปลภาษาแปลกๆ   จากพระวจนะที่กล่าวเป็นภาษาแปลก ๆนั้น


Are you using the spiritual gift or gifts that God has given to you to bless the church, to bless other Christians and other people?

คุณกำลังใช้เป็นของขวัญฝ่ายจิตวิญญาณหรือของขวัญที่พระเจ้าทรงประทานแก่คุณเพื่อที่จะอวยพร คริสเตียนคนอื่น และคนอื่น ๆไหม 

Are you being a good steward of God’s grace?

คุณเป็นผู้อารักขาพระคุณพระเจ้าที่ดีไหม

1 Peter 4