Saturday, November 23, 2013

 

Peter continues to speak of holy living in chapter 2. 

เปโตรยังคงพูดถึงการมีชีวิตบริสุทธิ์ในบทที่ 2

If we are going to live holy we must put away the old ways. 

ถ้าเรากำลังจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เราจะต้องเลิกวิถีชีวิตแบบเดิม

1 So put away all malice and all deceit and hypocrisy and envy and all slander.

1 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงละความชั่วทั้งปวง   การอุบายต่างๆความไม่จริงใจ   ความริษยา   และคำพูดส่อเสียดทั้งหลาย

We must be thirsty for more of the Word of God.

เราจะต้องมีความกระหายอยากรู้จักพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น

2 Like newborn infants, long for the pure spiritual milk, that by it you may grow up to salvation—

2 เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด   จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์   เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอด

3 if indeed you have tasted that the Lord is good.

3 เพราะท่านได้ลิ้มรสพระกรุณาคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า  

4 As you come to Him, a living stone rejected by men but in the sight of God chosen and precious,

4 จงมาหาพระองค์   คือพระศิลาที่ทรงชีวิต   ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว   แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้นเป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้   และทรงค่าอันประเสริฐ

Jesus is that living stone, the cornerstone on which our faith is built.

พระเยซูทรงเป็นพระศิลาที่มีชีวิต    เป็นศิลามุมเอกที่สำคัญที่ซึ่งความเชื่อของเราถูกสร้างขึ้น

5 you yourselves like living stones are being built up as a spiritual house, to be a holy priesthood, to offer spiritual sacrifices acceptable to God through Jesus Christ.

5 และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต   ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ   เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์   เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ   ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์

6 For it stands in Scripture: “Behold, I am laying in Zion a stone, a cornerstone chosen and precious, and whoever believes in him will not be put to shame.”

6 เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้วว่า   ดูก่อน  เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน   เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว  และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็จะไม่ได้รับความอับอาย  

7 So the honor is for you who believe, but for those who do not believe, “The stone that the builders rejected has become the cornerstone,”

7 พระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ   แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น  
  ศิลาที่ช่างก่อทิ้งเสียแล้วนั้น  ได้กลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว  
In ancient building practices, the cornerstone was the principal stone placed at the corner of the building.

ในการก่อสร้างตึกในสมัยโบราณ, ศิลามุมเอกเป็นรากฐานที่สำคัญที่วางไว้ที่มุมของตึก


The cornerstone was usually one of the largest, the most solid, and the most carefully constructed of any in the building.

ศิลามุมเอก โดยปกติสำคัญที่สุด  แข็งที่สุดและสร้างอย่างระมัดระวังที่สุดในการก่อสร้างอาคาร

Jesus describes Himself as the Cornerstone that His church would be built upon, a unified body of believers, both Jew and Gentile.

พระเยซูทรงอธิบายว่าพระองค์เองว่าเป็นศิลามุมเอก   ที่คริสตจักรของพระองค์จะได้รับการสร้างขึ้นเป็นพระกายเดียวกันแห่งผู้เชื่อ  ทั้งชาวยิวและคนต่างชาติ

The Book of Isaiah has many references to the Messiah to come.

หนังสืออิสยาห์มีการอ้างอิงถึงพระเจ้าที่จะเสด็จมาถึงหลายตอน

In several places He is referred to as “The Cornerstone,”

ในพระธรรมนั้นหลายแห่ง มีการเรียกพระองค์ว่า "ศิลามุมเอก"

Isaiah อิสยาห์ 28:16-17: “So this is what the sovereign Lord says: ‘See, I lay a stone in Zion, a tested stone, a precious cornerstone for a sure foundation; the one who trusts will never be dismayed. I will make justice the measuring line and righteousness the plumb line.’”

เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า "ดูเถิด ข้าพระองค์ วางศิลาไว้ในศิโยนเพื่อเป็นรากฐาน คือศิลาที่ทดสอบแล้ว เป็นศิลามุมเอกอย่างประเสริฐ เป็นรากฐานอันมั่นคง เขาผู้นั้นที่เชื่อจะไม่รีบร้อน และข้าพระองค์ จะกระทำความยุติธรรมให้เป็นเชือกวัด และความชอบธรรมให้เป็นลูกดิ่ง”

God is speaking to scoffers and boasters when He refers to the Cornerstone, His precious Son, who provides the firm foundation for their lives, if they would trust in Him.

พระเจ้าทรงตรัสกับคนเย้ยหยันและคนมุสา  เมื่อพระองค์ทรงหมายถึงศิลามุมเอก   พระบุตรแสนประเสริฐ ผู้ทรงวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับชีวิตของพวกเขา    ไม่ว่าพวกเขาจะวางใจในพระองค์หรือไม่

Isaiah uses construction terminology (measuring line and plumb line) to make his point; these are things the people would understand.

อิสยาห์ใช้คำศัพท์ก่อสร้าง (วัดเส้นและลูกดิ่ง) เพื่อกำหนดจุดตำแหน่ง   สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนจะเข้าใจได้

Psalm บทเพลงสดุดี 118:22 22 The stone that the builders rejected has become the cornerstone.

22 ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย  ได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว  

In the New Testament the cornerstone metaphor is continued.  Peter in his sermon says this: 

ในพันธสัญญาใหม่ ยังคงใช้คำอุปมาศิลามุมเอกต่อไป    เปโตรกล่าวใน พระธรรมเทศนาว่า:

Acts กิจการ 4:11 11 This Jesus is the stone that was rejected by you, the builders, which has become the cornerstone.

11 พระองค์เป็น   ศิลา    ที่ท่านทั้งหลายผู้เป็น   ช่างก่อได้ทอดทิ้ง  ซึ่งได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว

Paul speaks of this,

เปาโลพูดถึงเรื่องนี้

Ephesians เอเฟซัส 2:19-21 19 and what is the immeasurable greatness of His power toward us who believe, according to the working of His great might

19  และรู้ว่า   ฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร   สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ   ตามอำนาจของพระกำลัง   และฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์

20  And are built upon the foundation of the apostles and prophets, Jesus Christ himself being the chief corner stone; 

20  ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้นบนรากแห่งพวกอัครสาวกและพวกศาสดาพยากรณ์ พระเยซูคริสต์เองทรงเป็นศิลามุมเอก

21  In whom all the building fitly framed together groweth unto an holy temple in the Lord:

21  ในพระองค์นั้น ทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า

22  And He put all things under his feet and gave Him as head over all things to the church,

22  พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์   และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร

In 1 Peter 2:6, what Isaiah said centuries before is affirmed in exactly the same words.1

ใน 1 เปโตร 2:6 พระคำที่อิสยาห์กล่าวในหลายศตวรรษก่อน ได้รับการยืนยันตรงกัน

8 and “A stone of stumbling, and a rock of offense.”  They stumble because they disobey the word, as they were destined to do.

8 และ   เป็นหินที่ทำให้คนสะดุด  และเป็นที่ทำให้คนหกล้ม   ที่เขาสะดุดนั้น   เพราะเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า   ตามที่เขาถูกกำหนดให้กระทำเช่นนั้น  

9 But you are a chosen race, a royal priesthood, a holy nation, a people for his own possession, that you may proclaim the excellencies of him who called you out of darkness into his marvelous light.

9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว   เป็นพวกปุโรหิตหลวง   เป็นประชาชาติบริสุทธิ์   เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ   เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด   เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์

This speaks of the priesthood of the believer.

นี้กล่าวถึงว่าผู้เชื่อมีสถานะเป็นปุโรหิต

Old Testament priests were chosen by God, not self-appointed; and they were chosen for a purpose: to serve God with their lives by offering up sacrifices.  

พวกปุโรหิตในพันธสัญญาเดิมได้รับการคัดเลือกโดยพระเจ้า     ไม่ใช่การแต่งตั้งด้วยตัวเอง  และพวกเขาได้รับการคัดเลือกเพื่อจุดประสงค์ที่จะรับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตโดยมีหน้าที่ถวายเครื่องสักการบูชา

The high priest especially was a mediator between God and man. 

เฉพาะมหาปุโรหิตที่เป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์

He came to God with requests from the people and sacrifices from the people.

ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้าโดยนำคำร้องทูลขอและการถวายเครื่องบูชาจากประชาชน

The priesthood served as a picture or "type" of the coming ministry of Jesus Christ--a picture that was then no longer needed once His sacrifice on the cross was completed.

ภาพปุโรหิตทำหน้าที่เป็น "แบบชนิด" พันธกิจของพระเยซูคริสต์ที่กำลังมาถึง – ภาพที่ว่านั้นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปทันทีที่มีการสละพระชนม์บนไม้กางเขนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

When the thick temple veil that covered the doorway to the Holy of Holies was torn in two by God at the time of Christ's death, God was indicating that the Old Testament priesthood was no longer necessary.

เมื่อผ้าม่านหนาในวิหารที่ปกปิดทางเข้าประตูอภิสุทธิสถานถูกฉีกออกเป็นสองท่อนโดยพระเจ้าในเวลาที่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์    พระเจ้ากำลังแสดงให้เห็นว่าปุโรหิตในพันธสัญญาเดิมก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

Matthew มัทธิว 27:51 51 And behold, the curtain of the temple was torn in two, from top to bottom. And the earth shook, and the rocks were split.

51 และดูเถิด   ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน   ตั้งแต่บนตลอดล่าง   แผ่นดินก็ไหว   ศิลาก็แตกออกจากกัน

Now people can come directly to God through the great High Priest, Jesus Christ.

ตอนนี้ผู้คนสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้โดยตรง  โดยผ่านมหาปุโรหิตคือพระเยซูคริสต์

Hebrews ฮีบรู4:14-16 14 Since then we have a great high priest who has passed through the heavens, Jesus, the Son of God, let us hold fast our confession.

14 เหตุฉะนั้น   เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว   คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า   ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา

15 For we do not have a high priest who is unable to sympathize with our weaknesses, but one who in every respect has been tempted as we are, yet without sin.

15 เพราะว่า   เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา   แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ   ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป

16 Let us then with confidence draw near to the throne of grace, that we may receive mercy and find grace to help in time of need.

16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย   จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ   เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา   และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ


 

1 Peter 2