2013

God's Word for Today 1 Thessalonians 1

June 23, 2013

 
 

1 Thessalonians 1 First letter to the church in Thessalonica

1 เธสะโลนิกา 1 และ 2 จดหมายฉบับแรกที่ไปถึงคริสตจักรในเธสะโลนิกา

Paul and Silas came to Thessalonica and taught in the Jewish synagogue there on Paul’s second missionary journey, and from that a church was formed. 

    เปาโลและสิลาสมาถึงธสะโลนิกาและได้สอนในธรรมศาลาของชาวยิว ตอนการเดินทางมิชชันนารีครั้งที่สองของเปาโล  และจากนั้นคริสตจักรก็ถูกก่อตั้งขึ้น

This is the first of two follow up letters to the church there.  We read their initial missionary visit in Acts 17.

นี้เป็นจดหมายฉบับแรกของทั้งสองฉบับต่อเนื่องกันที่ไปถึงคริสตจักรที่นั่น  เราได้อ่านการมาเยือนของมิชชันนารีครั้งแรกในหนังสือกิจการ 17

Paul and Silas in Thessalonica verses 1-9 

เปาโลและสิลาสที่เมืองเธสะโลนิกา ข้อที่ 1-9

1Now when they had passed through Amphipolis and Apollonia, they came to Thessalonica, where there was a synagogue of the Jews.

1ครั้นเปาโลกับสิลาสข้ามเมืองอัมฟีบุรี   และเมืองอปอลโลเนียแล้วจึงมา   ยังเมืองเธสะโลนิกา   ที่นั่นมีธรรมศาลาของพวกยิว

2And Paul went in, as was his custom, and on three Sabbath days he reasoned with them from the Scriptures,

2เปาโลจึงเข้าไปในธรรมศาลานั้นตามอย่างเคย   และท่านได้อ้างข้อความในพระคัมภีร์   โต้ตอบกับเขาได้สามวันสะบาโต

3explaining and proving that it was necessary for the Christ to suffer and to rise from the dead, and saying, “This Jesus, whom I proclaim to you, is the Christ.”

3และไขข้อความชี้แจงให้เห็นว่า   จำเป็นที่พระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมานแล้วทรงคืนพระชนม์   และกล่าวต่อไปว่า   “พระเยซูองค์นี้ที่เราประกาศแก่ท่านทั้งหลายคือพระคริสต์”

4And some of them were persuaded and joined Paul and Silas, as did a great many of the devout Greeks and not a few of the leading women.

4บางคนในพวกเขาเห็นด้วย   และสมัครเข้าเป็นพรรคพวกของเปาโลและสิลาส   รวมทั้งชาวกรีกที่ถือพระเจ้าอีกหลายคน   และสุภาพสตรีที่เป็นคนสำคัญๆก็มิใช่น้อยด้วย

5But the Jews were jealous, and taking some wicked men of the rabble, they formed a mob, set the city in an uproar, and attacked the house of Jason, seeking to bring them out to the crowd.

5แต่พวกยิวก็อิจฉาไปคบคิดกับคนพาลตามตลาด   รวบรวมกันมาเป็นอันมากก่อการจลาจลในบ้านเมือง   เข้าบุกบ้านของยาโสน   ตั้งใจจะพาท่านทั้งสองออกมาให้คนทั้งปวง

6And when they could not find them, they dragged Jason and some of the brothers before the city authorities, shouting, “These men who have turned the world upside down have come here also,

6ครั้นไม่พบ   จึงฉุดลากยาโสนกับพวกพี่น้องบางคนไปหาเจ้าหน้าที่ผู้ครองเมือง   ร้องว่า   “คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำโลกมนุษย์มาที่นี่ด้วย

7and Jason has received them, and they are all acting against the decrees of Caesar, saying that there is another king, Jesus.”

7ยาโสนรับรองเขาไว้   และบรรดาคนเหล่านี้ได้กระทำผิดคำสั่งของซีซาร์   โดยเขาสอนว่ามีกษัตริย์อีกองค์หนึ่ง   คือ   พระเยซู”

8And the people and the city authorities were disturbed when they heard these things.

8เมื่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ครองเมืองได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ

9And when they had taken money as security from Jason and the rest, they let them go.

9จึงเรียกประกันตัวยาโสนกับคนอื่นๆ   แล้วก็ปล่อยไป

Thessalonica was about 50 kilometers west of Apollonia on the Egnatian Road, that major Roman highway.

    เธสะโลนิกาอยู่ห่างประมาณ 50 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกของเมืองอโปโลเนีย บนถนน เอกเนเชียน  ที่เป็นทางหลวงสายสำคัญของโรมัน

The city was inland but it is a seaport because three rivers flowed into the sea from there. It was an important city of that day, another Roman colony.

เมืองอยู่ห่างชายฝั่ง แต่เป็นเมืองท่าเพราะแม่น้ำสามสายไหลจากที่นั่นลงสู่ทะเล มันเป็นเมืองที่สำคัญในสมัยนั้น   เป็นอาณานิคมอีกแห่งของอาณาจักรโรมัน

Thessalonica, today known as Thessaloniki was founded by Cassander, king of Macedonia in 315 BC.

เธสะโลนิกา   ปัจจุบันเรียกว่าเธสะโลนิกี ก่อตั้งขึ้นโดยคัสซันเดอร์ กษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย ใน กคศ.315

The city is named after his wife, Alexander the Great's half sister. 

เมืองถูกตั้งชื่อตามชื่อภรรยาของเขา     ซึ่งเป็นน้องสาวต่างบิดาของอเล็กซานเดอร์มหาราช

It became the capital of the Roman province of Macedonia in 148 BC and an important harbor.

มันกลายเป็นเมืองหลวงของแคว้นมาซิโดเนียของโรมันใน กคศ.148 และเป็นท่าเรือที่สำคัญ

Paul arrived in Thessalonica in 50 A.D. Paul followed his usual custom of first preaching in the synagogue in Thessalonica.

เปาโลเดินทางมาถึงในเธสะโลนิกาใน คศ. 50 ตามธรรมเนียมปฏิบัติปกติ  ก่อนอื่นเปาโลจะเทศนาที่คริสตจักรในเธสะโลนิกา

He was there only three Sabbaths, which means that he could not have been there longer than a month.

ท่านอยู่ที่นั่นวันสะบาโต 3 วันซึ่งหมายความว่าท่านไม่ได้อยู่ที่นั่นนานกว่า 1 เดือน

In that short period of time he and his team did much work.

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ท่านและทีมงานของท่านได้ทำการประกาศหนักมาก

Believers came to Christ, a local church was organized, and they taught them.

บรรดาผู้เชื่อมาถึงพระคริสต์   คริสตจักรท้องถิ่นถูกจัดตั้งขึ้น และทีมงานของเปาโลก็สอนพวกพี่น้อง

Later Paul, Silas and Timothy wrote two letters to this church, which we have in our Bibles, first and second Thessalonians. 

ต่อมาเปาโล สิลาสและทิโมธี ได้เขียนจดหมายสองฉบับไปถึงคริสตจักรแห่งนี้   ซึ่งเรามีในพระคัมภีร์ของเรา คือหนังสือเธสะโลนิกาฉบับแรกและฉบับที่สอง

Timothy made a trip back to Thessalonica to find out how the church was doing. 

ทิโมธีได้เดินทางกลับไปยังเธสะโลนิกาเพื่อดูว่าคริสตจักรกำลังทำอะไรกันอยู่

He found the church in good health, found them going on in the Lord. 

ทิโมธีพบว่าคริสตจักรพร้อมเพรียงกันดี, พบว่าพวกเขายังคงติดตามพระเจ้าอยู่

Timothy returned to Corinth to share this with Paul. 

ทิโมธีกลับไปยังเมืองโครินธ์เพื่อบอกเล่าเรื่องนี้แก่เปาโล

There were a few misconceptions or errors in their understanding of Scripture which Paul will correct in these two letters. 

มีความเข้าใจผิดบางเรื่องหรือข้อผิดพลาดในความเข้าใจพระคัมภีร์  ซึ่งเปาโลจะแก้ความเข้าใจโดยเขียนในจดหมายทั้งสองฉบับ

1 Thessalonians 1 verses 1-3

1 เธสะโลนิกา 1 ข้อ 1-3

1Paul, Silvanus, and Timothy, to the church of the Thessalonians in God the Father and the Lord Jesus Christ: Grace to you and peace.

1เปาโล   สิลวานัส   และทิโมธี    เรียน   คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิกา   ในพระบิดาเจ้าและพระเยซูคริสตเจ้า   ขอให้พระคุณและสันติสุขดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด

2We give thanks to God always for all of you, constantly mentioning you in our prayers,

2เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านทั้งหลาย   และเมื่ออธิษฐานเราก็เอ่ยถึงท่านเสมอ

3remembering before our God and Father your work of faith and labor of love and steadfastness of hope in our Lord Jesus Christ.

3ต่อพระพักตร์พระบิดาเจ้าของเรา   เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ   และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก   และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

Paul was a man of prayer. As we look at the men that God has used in the New Testament, those men that were used mightily of God, we find that they were men of prayer.

    เปาโลเป็นนักอธิษฐาน ขณะที่เรามองไปที่คนที่พระเจ้าทรงใช้ในพันธสัญญาใหม่  คนเหล่านั้นรับใช้โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เราพบว่าพวกเขาเป็นนักอธิษฐาน

If you want God to really use your life, it is necessary that you be in close relation with God.

ถ้าคุณต้องการให้พระเจ้าใช้ชีวิตคุณจริงๆ   จำเป็นที่คุณจะต้องติดสนิทกับพระเจ้า

And prayer, of course, is that means by which we remain in close touch with Him. 

และการอธิษฐาน  แน่นอน เป็นวิธีที่เราติดสนิทกับพระองค์อย่างใกล้ชิด

Again, as in Galatians, Ephesians, and in the Corinthian letters, Paul links these three: faith, hope, and love.

อีกครั้ง  ดังเช่นหนังสือกาลาเทีย หนังสือเอเฟซัสและในจดหมายถึงโครินธ์ เปาโลเชื่อมโยงสามอย่างเหล่านี้ คือ ความเชื่อ  ความหวังและความรัก

Remember in first Corinthians thirteen? "And now abide these three: faith, hope, love." And so, he is constantly relating these three things.

จำใน1 โครินธ์ 13 ได้ไหม  "และดังนั้น จงตั้งมันคงอยู่ในสามสิ่ง: ความเชื่อ  ความหวัง, ความรัก." และดังนั้นท่านยังตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับสามสิ่งนี้

First of all, they had the work of faith. If you have true faith, there is that work that is the natural result of faith.

    ก่อนอื่น พวกเขาทำงานด้วยความเชื่อ  ถ้าคุณมีความเชื่อจริง   เป็นธรรมดาการทำงานจะเกิดผลเพราะความเชื่อ

If the faith does not affect your actions, then it is not a true faith.

ถ้าความเชื่อไม่ส่งผลต่อการกระทำของคุณแล้ว   มันไม่ได้เป็นความเชื่อที่แท้จริง

A person with true faith, that faith will affect what they do. It has an effect upon their actions, upon their works; it is producing a work in their life.  

คนที่มีความเชื่อแท้ ความเชื่อจะส่งผลต่อสิ่งที่พวกเขาทำ   มันส่งผลต่อการประพฤติของเขาเองต่อการงานของพวกเขา   ก็จะเกิดผลการกระทำในชีวิตของเขา

Then the labor of love, this indicates again some strenuous work to benefit others.  Like the love a mother shows to her young children.  

แล้วจงกระทำด้วยความรัก   อีกครั้งที่บ่งชี้การทำงานหนักเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ๆ  เหมือนดังความรักที่แม่มีต่อลูกเล็กๆ ของเธอ

Paul also mentions a “steadfastness of hope”  in other words a waiting upon the Lord.  To wait upon God takes great faith.

เปาโลยังกล่าวถึง "ความหวังอันมั่นคง" อีกนัยหนึ่ง การรอคอยพระเจ้า การรอคอยพระเจ้าต้องมีความเชื่อมาก

I have to believe that God is in control and that God is working, though I may not see it.

ผมต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่  และพระเจ้าทรงกำลังทำงานอยู่  แต่ผมอาจไม่เห็นด้วยตา

How many problems have been created because we didn't wait upon God?

    มีปัญหามากเท่าไหร่ที่ได้ถูกสร้างขึ้นเพราะเราไม่ได้รอคอยพระเจ้า

How many times, like Abraham and Sarah do we move to take things into our own hands?  

มีกี่ครั้ง เหมือนเช่นอับราฮัมและซาราห์   ที่เราพยายามคว้าเอาสิ่งต่างๆ ไว้ในมือของเราเอง

Knowing what God has purposed, knowing what God has planned, but God has not done it in the timeframe that I feel He should, and so Lord, we know you want to do it, and so I’ll just step in and help God out. 

รู้ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์   รู้ว่าพระเจ้าทรงวางแผนอะไรไว้ แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงทำมันในกรอบเวลาที่ผมรู้สึกว่าพระองค์ควรทำ    ดังนั้นพระเจ้า  เรารู้ว่าพระองค์ทรงต้องการที่จะทำสิ่งนั้น   และดังนั้นผมจะก้าวเข้ามา  และช่วยทำงานให้พระเจ้า

But we really need to wait upon the Lord, waiting on Him to work in His time.  Then Paul speaks of being both loved and chosen by God. 

แต่จำเป็นจริงๆที่เราจะต้องรอคอยพระเจ้า    รอคอยที่พระองค์จะทำงานในเวลาของพระองค์  จากนั้นเปาโลพูดถึงการเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรักและทรงเลือก