2012

God's Word for Today 1 Corinthians 13 intro

July 8, 2012

 
 

What compels missionaries to leave home and family and go to the other side of the world?

อะไรที่ดลบันดาลใจให้มิชชันนารีออกจากบ้านและครอบครัวและไปยังอีกด้านอื่นของโลก   

Mark มาระโก 4:35 On that day, when evening had come, he said to them, “Let us go across to the other side.”

เย็นวันนั้น   พระองค์ได้ตรัสแก่เหล่าสาวกทั้งหลายว่า “ให้พวกเราข้ามไปฝั่งฟากข้างโน้นเถิด”

     To go takes us out of our comfort zone, to the unknown, to the risky, in order to share the Gospel with those who’ve never heard.

การออกไปเป็นการนำเราออกจากเขตความสะดวกสบายที่เราอยู่    เพื่อไปยังที่เราไม่รู้จัก  เป็นการเสี่ยงอันตราย    เพื่อที่จะแบ่งปันพระกิตติคุณแก่บรรดาผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง

A great missionary text in the Bible besides Romans chapter 10 is 1 Corinthians13. 

เนื้อหาพระคำที่มิชชันนารีคนสำคัญบันทึกในพระคัมภีร์ที่นอกเหนือจากโรมบทที่ 10 คือ 1 โครินธ์ 13

Before we look at that, here are a few other Scriptures and missionary quotes as to why we do missions.

ก่อนที่เราจะมองตรงนั้น   ตรงนี้มีข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ และมิชชันนารีได้ยกมาอ้างถึงสาเหตุที่เรารับใช้พันธกิจ

Luke ลูกา 21:25-27 25     “And there will be signs in sun and moon and stars, and on the earth distress of nations in perplexity because of the roaring of the sea and the waves,

25 “จะมีหมายสำคัญที่ดวงอาทิตย์ที่ดวงจันทร์   และที่ดวงดาวทั้งปวง   และบนแผ่นดินก็จะมีความทุกข์ร้อนตามชาติต่างๆ   ซึ่งมีความฉงนสนเท่ห์   เพราะเสียงกึกก้องของทะเลและคลื่น

26 people fainting with fear and with foreboding of what is coming on the world. For the powers of the heavens will be shaken.

26 มนุษย์ก็จะสลบไสลไปเพราะความกลัว   และเพราะสังหรณ์ถึงเหตุการณ์ซึ่งจะบังเกิดในโลก   ด้วยว่า   บรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน

27 And then they will see the Son of Man coming in a cloud with power and great glory.

27 เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ   ทรงฤทธานุภาพ   และพระสิริเป็นอันมาก

How long do we have to tell people who don’t believe in Jesus yet before Christ returns?

นานแค่ไหนที่เราต้องบอกคนที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู   ก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมา

"I have but one candle of life to burn, and I would rather burn it out in a land filled with darkness than in a land flooded with light" -- John Keith Falconer

"ผมมีแต่เทียนไขแห่งชีวิตเล่มเดียวที่จะจุดไฟ     และผมค่อนข้างอยากจะจุดเทียนไขในดินแดนที่เต็มไปด้วยความมืด  มากกว่าในดินแดนที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง" – จอห์น  คีธ ฟาลโคเนอร์ กล่าว

Lost people matter to God, and so they must matter to us." -- Keith Wright

"คนที่หลงหายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระเจ้า   และพวกเขาก็ต้องสำคัญสำหรับเราด้วย" เคธไรท์ กล่าว

"No one has the right to hear the gospel twice, while there remains someone who has not heard it once." "We talk of the Second Coming; half the world has never heard of the first." -- Oswald J. Smith

"ไม่มีใครได้สิทธิ์ที่จะได้ยินพระกิตติคุณสองครั้ง   ในขณะที่ยังคงมีใครบางคนที่ไม่เคยได้ยินแม้สักครั้งเดียว." "เราพูดถึงการเสด็จมาครั้งที่สอง แต่คนครึ่งโลกไม่เคยได้ยินพระกิตติคุณครั้งแรกเลย." - สมิธ เจ ออสวัลด์ กล่าว

When I went to New York to help in a hospital after September11 terrorist attack, the chaplain of Mt. Sinai Hospital, a Jewish Rabbi, asked me, “why do you Christians always tell others about Jesus? 

เมื่อผมไปนิวยอร์กเพื่อช่วยงานในโรงพยาบาลหลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย 11กันยายน อนุศาสนาจารย์ของโรงพยาบาล เม้าท์ ไซนาย  ผู้สอนศาสนายิวถามผมว่า "ทำไมพวกคริสเตียนชอบบอกคนอื่น ๆ เรื่องพระเยซูเสมอ”

Why don’t you just leave people of other faiths alone?  I thought of two answers to give him.

ทำไมคุณไม่ปล่อยให้ผู้คนนับถือศาสนาอื่นๆ ตามแบบของเขาเองล่ะ    ผมคิดหาคำตอบ 2 อย่างแก่เขา

"If you and I both were dying of the same disease and I found the cure, shouldn't I tell you?

    "ถ้าคุณและผมทั้งสองคนกำลังจะตายด้วยโรคเดียวกัน  และผมพบทางการรักษา ผมไม่ควรที่จะบอกคุณหรือ

If I saw your house on fire and knew you were inside sleeping, shouldn't I try to rescue you?" -- Dana Bratton

ถ้าผมเห็นไฟกำลังไหม้บ้านของคุณ    และรู้ว่าคุณนอนหลับอยู่ภายในบ้าน  ผมไม่ควรพยายามที่จะช่วยชีวิตคุณหรือ " --เดนา แบร็ทตัน กล่าว

For more see www.wdbydana.com/sermon.html