God's Word for Today 1 Corinthians 13

July 11, 2012

 
 

The Way of Love

1If I speak in the tongues of men and of angels, but have not love, I am a noisy gong or a clanging cymbal.

1แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆได้   เป็นภาษามนุษย์ก็ดี   เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี   แต่ไม่มีความรัก   ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง

2And if I have prophetic powers, and understand all mysteries and all knowledge, and if I have all faith, so as to remove mountains, but have not love, I am nothing.

2แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้   และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น   และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้   แต่ไม่มีความรัก   ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย

3If I give away all I have, and if I deliver up my body to be burned, but have not love, I gain nothing.

3แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย   แต่ไม่มีความรัก   จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่  

4Love is patient and kind; love does not envy or boast; it is not arrogant

4ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้   ความรักไม่อิจฉา   ไม่อวดตัว   ไม่หยิ่งผยอง

5or rude. It does not insist on its own way; it is not irritable or resentful;

5ไม่หยาบคาย   ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว   ไม่ฉุนเฉียว   ไม่ช่างจดจำความผิด

6it does not rejoice at wrongdoing, but rejoices with the truth.

6ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด   แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ

7Love bears all things, believes all things, hopes all things, endures all things.

7ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น   และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ   และมีความหวังอยู่เสมอ   และทนต่อทุกอย่าง  

8Love never ends. As for prophecies, they will pass away; as for tongues, they will cease; as for knowledge, it will pass away.

8ความรักไม่มีวันสูญสิ้น   แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไป   แม้การพูดภาษาแปลกๆนั้น   ก็จะมีเวลาเลิกกัน   แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสูญไป

9For we know in part and we prophesy in part,

9เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์   และการเผยพระวจนะนั้นก็ไม่สมบูรณ์

10but when the perfect comes, the partial will pass away.

10แต่เมื่อความสมบูรณ์มาถึงแล้ว   ความบกพร่องนั้นก็จะสูญไป

11When I was a child, I spoke like a child, I thought like a child, I reasoned like a child. When I became a man, I gave up childish ways.

11เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก   ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก   คิดอย่างเด็ก   ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก   แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่   ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย

12For now we see in a mirror dimly, but then face to face. Now I know in part; then I shall know fully, even as I have been fully known.

12เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก   แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน   เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์   เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า

13So now faith, hope, and love abide, these three; but the greatest of these is love.

13ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง   คือความเชื่อ   ความหวังใจ   และความรัก   แต่ความรักใหญ่ที่สุด  For more see www.wdbydana.com/sermon.html