Sunday, December 25, 2016

 

Luke 2 The Christmas Story

One of the best places to read in the Bible about Christmas is in Luke chapter 2, the birth of Jesus

หนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการอ่านในพระคัมภีร์เกี่ยวกับคริสมาสต์อยู่ในลูกา บทที่2   เกิดของ

พระเยซู

I.  Birth of Jesus at Bethlehem in a Stable verses 1-7

I. การเกิดของพระเยซูที่เบ ธ เลเฮในคอกข้อ 1-7

1In those days a decree went out from Caesar Augustus that all the world should be registered.

1 อยู่มาคราวนั้น   มีรับสั่งจากมหาจักรพรรดิซีซาร์   ออกัสตัส   ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน

2This was the first registration when Quirinius was governor of Syria.

2นี่เป็นครั้งแรกที่ได้จดทะเบียนสำมะโนครัว   เมื่อคีรินิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย

3And all went to be registered, each to his own town.

3คนทั้งปวงต่างคนต่างได้ไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน

4And Joseph also went up from Galilee, from the town of Nazareth, to Judea, to the city of David, which is called Bethlehem, because he was of the house and lineage of David,

4ฝ่ายโยเซฟก็ขึ้นไปจากเมืองนาซาเร็ธ   แคว้นกาลิลีถึงเมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮมแคว้นยูเดียด้วย   เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานและเชื้อสายของดาวิด

5to be registered with Mary, his betrothed, who was with child.

5เขาได้ไปกับมารีย์ที่เขาได้หมั้นไว้แล้ว   เพื่อจะขึ้นทะเบียน   และนางมีครรภ์

6And while they were there, the time came for her to give birth.

6เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่ที่นั่น   ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะประสูติบุตร

7And she gave birth to her firstborn son and wrapped him in swaddling cloths and laid him in a manger, because there was no place for them in the inn.

7นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี   เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า   เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม

It was the plan of God that Jesus would be born in Bethlehem long before Caesar Augustus made his law that everyone must come to their hometown to register for the taxes.  

ก็เป็นแผนการของพระเจ้าที่พระเยซูจะเกิดในเบ ธ เลเฮ นานก่อนที่ซีซ่าร์ ออกัส'ทัส ทำกฎหมายของเขาที่ทุกคนต้องมาบ้านเกิดของพวกเขาในการลงทะเบียนสำหรับภาษี

Micah มีคาห์ 5:2  But you, O Bethlehem Ephrathah, who are too little to be among the clans of Judah, from you shall come forth for me one who is to be ruler in Israel, whose origin is from of old, from ancient days.

โอ  เบธเลเฮม  เอฟราธาห์  แต่เจ้า    ผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์   จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเชื่อในพระเยซู   เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล   ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า   จากสมัยโบราณกาล  

The difficult three-day journey from Nazareth to Bethlehem may have taken longer because of Mary’s condition.

การเดินทางสามวันที่ยากลำบากจากนาซาเร็ธ ไปยังเบธเลเฮม  อาจต้องกินเวลานานมากกว่านั้นเนื่องจากสภาพของนางมารีย์

Some people who study the Bible are critical of the innkeeper because he did not give Mary a nice place to give birth to her Baby, but the Bible does not speak against the innkeeper, only that there was no room in the inn.

บางคนที่ศึกษาพระคัมภีร์  ต่างวิจารณ์เจ้าของโรงเตี๊ยมนั้น  เพราะเขาไม่ได้ให้สถานที่ที่ดีพอที่นางมารีย์จะให้กำเนิดทารก   แต่พระคัมภีร์ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเจ้าของโรงเตี๊ยม   เพียงบอกว่าไม่มีห้องพักว่างในโรงเตี๊ยมนั้น

The inn was probably a two-story building where the lower level was for animals.

โรงเตี๊ยมสมัยนั้นน่าจะเป็นอาคารสองชั้น  ซึ่งระดับล่างสุดไว้เป็นที่สำหรับสัตว์พาหนะ

Some people have suggested the stable area where Jesus was born may have been a cave. 

บางคนได้ให้ข้อแนะนำว่า   พื้นที่โรงวัวที่พระเยซูทรงบังเกิดอาจเป็นเหมือนถ้ำ

The manger was the animals feeding trough.  Amazing isn’t it to consider that the most important person ever born, the King of Kings and Lord of Lords was not born into a nice hospital or a great palace but in a stable. 

รางหญ้าเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์    มันน่าประหลาดที่ใครจะคิดว่า  คนที่สำคัญที่สุดได้ประสูติที่นี่  กษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย    เจ้านายเหนือเจ้านายทั้งหลาย  ไม่ได้ทรงบังเกิดในโรงพยาบาลที่ดีหรือพระราชวังที่ดี แต่ประสูติในคอกวัว

Philippians ฟีลิปปี 2:6-7 6who, though He was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ

7but made himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์

2 Corinthiansโครินธ์ 8:9 For you know the grace of our Lord Jesus Christ, that though He was rich, yet for your sake He became poor, so that you by His poverty might become rich.

เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าของเราแล้วว่า   แม้พระองค์มั่งคั่ง   พระองค์ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน   เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งมี   เนื่องจากความยากจนของพระองค์

Who was Caesar Augustus? He was the adopted son of Julius Caesar.

ใครเป็น ออกัสทัสซีซาร์? เขาเป็นบุตรชายบุญธรรมของจูเลียสซีซาร์

Actually his name was Octavius and he became emperor of Rome and so took the name Caesar which means king.

ที่จริงชื่อของเขาคือ Octavius และเขาก็กลายเป็นจักรพรรดิของกรุงโรมและอื่น ๆ เอาชื่อซีซาร์ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์

The name Augustus meant most high or holy.  He wanted to be thought of as a god to the Roman people.  

ออกัส'ทัส ชื่อหมายถึงมากที่สุดสูงหรือศักดิ์สิทธิ์ เขาต้องการจะคิดว่าเป็นพระเจ้าเพื่อคนโรมัน

This king signed a tax bill that the whole world of that day be taxed.

กษัตริย์องค์นี้ได้ทรงลงพระนามในใบเรียกเก็บเงินภาษี    ที่คนทั่วโลกสมัยนั้นจะต้องถูกหักภาษี

He needed money to raise an army to control his large empire and to live in luxury himself. 

เขาต้องการเงินเพื่อบำรุงกองทัพขนาดใหญ่   ในการควบคุมอาณาจักรของเขา  และเพื่อเขาจะอยู่อย่างสำราญได้

Luke tells us when this happened by saying it was when Cyrenius was governor of Syria.

ลูกาบอกเราเมื่อนี้เกิดขึ้นโดยการบอกเป็นเมื่อ Cyrenius เป็นผู้ว่าราชการของประเทศซีเรีย

Joseph and Mary came out of Nazareth in Galilee and went into Judea to Bethlehem, the city of King David.

โยเซฟและมารีย์มาจากนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี  และเข้าไปอยู่ในเบธเลเฮ็ม แคว้นจูเดีย เมืองที่กษัตริย์ดาวิดประสูติ

Joseph did this because he was of the family line of David.

โจเซฟทำอย่างนี้เพราะเขาสืบเชื้อสายมาจากพงศ์พันธุ์ของกษัตริย์ดาวิด

Why did Mary have to go to Bethlehem? She also was of the family line of David.

ทำไมนางมารีย์ ต้องไปเบธเลเฮมล่ะ   เธอก็เป็นเชื้อสายพงศ์พันธุ์ของกษัตริย์ดาวิดด้วย

The tax of Caesar Augustus caused Mary and Joseph, poor people, living in Nazareth, to journey to Bethlehem to enroll for the census.

ระบบการเก็บภาษีของซีซาร์ ออกัสทัส เป็นเหตุให้โจเซฟและมารีย์  และคนยากจนที่อาศัยอยู่ในเมืองนาซาเร็ธ ต้องเดินทางไปยังเมืองเบธเลเอ็ม   ในการลงทะเบียนสำมะโนครัว

Mary was carrying in her womb the Son of God!  Everything that happened was arranged by God.  

แมรี่ กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ถูกจัดเตรียมโดยพระเจ้า

Caesar might have said, "I do not care about babies or their mothers; I am only interested in taxes, armies, money and luxury."

ซีซาร์อาจกล่าวว่า  "ข้าพเจ้าไม่สนใจเกี่ยวกับเด็กทารกหรือมารดาของพวกเขา   ข้าพเจ้าสนใจเฉพาะในเรื่องภาษี, กองทัพ, เงินและความหรูหราเท่านั้น

But God used the Caesar to bring about His plan for the baby Jesus to be born in Bethlehem as God had promised.

แต่พระเจ้าทรงใช้ซีซาร์ เข้าในแผนการที่ทรงวางให้พระกุมารเยซู  ทรงบังเกิดในเบธเลเฮม  เป็นดังที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้

Dr. Luke gets right down to the little human details in this passage. He tells us Mary put baby clothes and diapers on the Son of God!

หมอลูกาได้บันทึกลงไปทันทีในข้อมูลละเอียดของการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์   เขากล่าวว่ามารีย์ได้ให้พระกุมาร  พระบุตรของพระเจ้า สวมเสื้อผ้าและผ้าอ้อมเด็ก

How human He was, like us, but yet the perfect Son of God.

พระเยซูทรงเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา แต่ยังทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ

II. Angels announce His birth to shepherds and the shepherds visit the stable verses 8-20

II ทูตสวรรค์แจ้งข่าวการประสูตินี้แก่คนเลี้ยงแกะ    และเหล่าคนเลี้ยงแกะได้ไปยังโรงวัว ข้อ 8-20

8And in the same region there were shepherds out in the field, keeping watch over their flock by night.

8ในแถบนั้นมีคนเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่งนา   เฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน

9And an angel of the Lord appeared to them, and the glory of the Lord shone around them, and they were filled with fear.

9มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏแก่เขา   และพระสิริของพระเป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา   และเขากลัวนัก

10And the angel said to them, “Fear not, for behold, I bring you good news of a great joy that will be for all the people.

10ฝ่ายทูตองค์นั้นกล่าวแก่เขาว่า   “อย่ากลัวเลย   เพราะข้าพเจ้านำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย   คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง

11For unto you is born this day in the city of David a Savior, who is Christ the Lord.

11เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย   คือพระคริสตเจ้า   มาบังเกิดที่เมืองดาวิด

12And this will be a sign for you: you will find a baby wrapped in swaddling cloths and lying in a manger.”

12นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย   คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า”

13And suddenly there was with the angel a multitude of the heavenly host praising God and saying,

13ในทันใดนั้น   มีชาวสวรรค์หมู่หนึ่งมาอยู่กับทูตองค์นั้นร่วมสรรเสริญพระเจ้าว่า  

14“Glory to God in the highest, and on earth peace among those with whom He is pleased!”

14พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด   ส่วนบนแผ่นดินโลก   สันติสุขจงมี
ท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง   ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”  

15When the angels went away from them into heaven, the shepherds said to one another, “Let us go over to Bethlehem and see this thing that has happened, which the Lord has made known to us.”

15เมื่อทูตสวรรค์เหล่านั้น   ไปจากเขาขึ้นสู่สวรรค์แล้ว   พวกเลี้ยงแกะได้พูดกันว่า   “ให้เราไปยังเมืองเบธเลเฮมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น   ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงแจ้งแก่เรา”

16And they went with haste and found Mary and Joseph, and the baby lying in a manger.

16เขาก็รีบไปแล้วพบนางมารีย์กับโยเซฟ   และพบพระกุมารนั้นนอนอยู่ในรางหญ้า

17And when they saw it, they made known the saying that had been told them concerning this child.

17ครั้นเขาได้เห็นแล้ว   จึงเล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น

18And all who heard it wondered at what the shepherds told them.

18คนทั้งปวงที่ได้ยินก็ประหลาดใจ   ด้วยเนื้อความที่คนเลี้ยงแกะได้บอกแก่เขา

19But Mary treasured up all these things, pondering them in her heart.

19ฝ่ายนางมารีย์ก็เก็บบรรดาสิ่งเหล่านั้นไว้ในใจและรำพึงอยู่

20And the shepherds returned, glorifying and praising God for all they had heard and seen, as it had been told them.

20คนเลี้ยงแกะจึงกลับไปยกย่องสรรเสริญพระเจ้า   เพราะเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งเขาได้ยิน   และได้เห็นดังได้กล่าวไว้แก่เขาแล้ว

In that day, shepherds were considered to the lowest people socially. Their work kept them away from the temple and the synagogue, and it made them ceremonially unclean.

ในสมัยนั้นคนเลี้ยงแกะถูกนับว่าเป็นคนต่ำต้อยที่สุดในสังคม    งานของพวกเขาไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาห่างจากวิหารและธรรมศาลา  แต่เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาไม่สะอาดพอจะเข้าในพิธีได้

They were to take care of the sheep that other people would use to worship God by sacrificing them in the Temple. 

พวกเขาต้องดูแลฝูงแกะ ในขณะที่คนอื่นจะใช้ แกะเป็นเครื่องบูชาการนมัสการพระเจ้าในวิหาร   แต่โดยพระคุณของพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงบอกข่าวการประสูติของพระผู้ช่วยให้รอด  

Yet in His grace, God gave the first announcement of the Savior’s birth to lowly shepherds, rather than to wealthy, powerful, well educated people.  

แก่พวกเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยเป็นพวกแรก   ไม่ใช่พวกที่ร่ำรวยและมีอำนาจ หรือคนมีการศึกษาดี

The first to hear the Good News and then to tell the Good News to others, were shepherds.  How appropriate since Jesus is the Lamb of God. 

พวกแรกที่ได้ยินข่าวดีแล้วได้บอกข่าวดีแก่คนอื่น ๆ คือคนเลี้ยงแกะ ช่างเป็นวิธีการที่เหมาะสมจริงๆ  เพราะพระเยซูทรงเป็นลูกแกะของพระเจ้า

John ยอห์น1:29 The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูลูกแกะของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย

What a privilege this messenger angel had to tell about the coming of the Messiah!

สิทธิพิเศษอะไรทูตสวรรค์ร่อซู้ล นี้มีการบอกเกี่ยวกับการเข้ามาของอัล!

We have the privilege of sharing the good news with the world, and angels cannot take our place. 

ขณะนี้มีสิทธิพิเศษในการแบ่งปันข่าวที่ดีกับโลกและเทวดาไม่สามารถใช้สถานที่ของเรา

The gospel of Luke is filled with praise.  The shepherds, like the angels before them, glorified and praised God.

พระกิตติคุณลูกาเต็มไปด้วยการสรรเสริญ คนเลี้ยงแกะเช่นมลาอิกะก่อนที่พวกเขาและยกย่องสรรเสริญพระเจ้า

The timing of Jesus birth was quite remarkable.  This was the time of Pax Romana or Roman peace where much of the world spoken common languages and there were roadways and ships of commerce that would allow the Gospel to spread.  

ระยะเวลาของการเกิดพระเยซูเป็นที่น่าทึ่งมาก นี้เป็นช่วงเวลาของ Pax Romana หรือสันติภาพโรมันซึ่งส่วนใหญ่ของโลกที่พูดภาษาเดียวกันและมีทางหลวงและเรือพาณิชย์ที่จะช่วยให้พระวรสารเพื่อกระจาย

But there was no real peace on earth, nor can there be until Jesus the Prince of Peace rules the earth.  

แต่ไม่มีความสงบสุขที่แท้จริงในโลกได้และไม่สามารถมีได้จนกว่าพระเยซูเจ้าชายของกฎสันติภาพโลก

This is the way the Son of God entered the world. He could have entered, like He will when He comes to earth the second time, in power and great glory.

นี่เป็นวิธีที่พระบุตรของพระเจ้าเข้าสู่โลก เขาก็จะใส่เหมือนเขาจะเมื่อเขามาถึงแผ่นดินครั้งที่สองในอำนาจและพระสิริยิ่งใหญ่

Instead, He came in the weakest way possible, as a baby. Luke is emphasizing His humanity. He came into this world as a human being. Jesus knows what it is to be human. 

แต่เขามาในทางที่อ่อนแอที่สุดที่เป็นไปได้เป็นทารก ลูกาเป็นมนุษย์ของพระองค์เน้น เขามาในโลกนี้ในฐานะมนุษย์ พระเยซูทรงรู้ดีว่ามันคือการเป็นมนุษย์

God knows about mankind. He knows you, and He knows me. He understands us because He came into this world a human being. What love He has for us that He was willing to become a man and live among us.

พระเจ้ารู้เกี่ยวกับมนุษย์ พระองค์ทรงรู้จักคุณและเขารู้ว่าฉัน เขาเข้าใจเราเพราะเขามาในโลกนี้มนุษย์ สิ่งที่รักเขามีให้เราว่าเขายินดีที่จะกลายเป็นมนุษย์และอาศัยอยู่ในหมู่พวกเรา

The shepherds hurried to Bethlehem. There they found Mary, Joseph, and the baby Jesus.

คนเลี้ยงแกะรีบมาที่เบ ธ เลเฮ พวกเขาจะพบแมรี่โจเซฟ และทารกพระเยซู

They were probably the first to visit the Baby since Matthew tells us that the wise men did not arrive until much later.

พวกเขาอาจเป็นคนแรกที่เข้าชมเด็กตั้งแต่มัทธิวบอกเราว่าคนฉลาดไม่ได้มาถึงจนมากภายหลัง

In fact, when the wise men finally found the Lord Jesus, He was living in a house and probably many months had gone by.

ในความเป็นจริงเมื่อคนฉลาดจนพบองค์พระเยซูเขาได้อาศัยอยู่ในบ้านและอาจจะหลายเดือนไปแล้วโดย

Mary pondered many things in her heart as mothers do.

แมรี่ ไตร่ตรองหลายสิ่งในหัวใจของเธอเป็นแม่จะทำยังไง

Because of danger to His life, Mary and Joseph took the young child into Egypt for a time and later returned to Nazareth.

เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเขาแมรี่และโจเซฟเอาเด็กหนุ่มเข้าไปในอียิปต์เป็นครั้งและส่งกลับมาในภายหลังเพื่อชาวนาซาเร็ธ

Since Jesus had come into the human family, and since He had been born under the Laws of Moses, they followed the Law, Jesus was circumcised the eighth day and the poor family made a sacrifice offering to God.

เพราะพระเยซูได้ประทับอยู่ในครอบครัวของคนธรรมดา  และตั้งแต่นั้นมาพระองค์ได้ทรงอยู่ภายใต้กฎหมายของโมเสส   พระองค์ทำตามกฎหมายนั้น    และได้เข้าสุหนัตในวันที่แปด   และครอบครัวที่ยากจนได้เสียสละเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า

III. Adoration verses 25-40

III การเคารพข้อ 25-40

25Now there was a man in Jerusalem, whose name was Simeon, and this man was righteous and devout, waiting for the consolation of Israel, and the Holy Spirit was upon him.

25นี่แน่ะ   มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน   เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า   และคอยเวลาซึ่งพวกอิสราเอลจะได้รับความบรรเทาทุกข์   และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับท่าน

26And it had been revealed to him by the Holy Spirit that he would not see death before he had seen the Lord's Christ.

26พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงสำแดงแก่ท่านว่า   ท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นพระคริสต์ของพระเป็นเจ้า

27And he came in the Spirit into the temple, and when the parents brought in the child Jesus, to do for him according to the custom of the Law,

27สิเมโอนเข้าไปในบริเวณพระวิหาร   โดยพระวิญญาณทรงนำ   และเมื่อบิดามารดาได้นำพระกุมารเยซูเข้าไป   เพื่อจะกระทำแก่พระกุมารตามธรรมเนียมแห่งธรรมบัญญัติ

28he took Him up in his arms and blessed God and said,

28สิเมโอนจึงอุ้มพระกุมาร   และสรรเสริญพระเจ้าว่า  

29“Lord, now you are letting your servant depart in peace, according to your word;

29“ข้าแต่พระเจ้า   บัดนี้พระองค์ทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข   ตามพระดำรัสของพระองค์  

30for my eyes have seen your salvation

30เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว  

31that you have prepared in the presence of all peoples,

31ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติทั้งหลาย  

32a light for revelation to the Gentiles, and for glory to your people Israel.”

32เป็นสว่างส่องแสงแก่คนต่างชาติ   และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์”  

33And His father and His mother marveled at what was said about Him.

33ฝ่ายบิดามารดาของพระกุมารก็ประหลาดใจ   เพราะถ้อยคำซึ่งท่านได้กล่าวถึงพระกุมารนั้น

34And Simeon blessed them and said to Mary his mother, “Behold, this child is appointed for the fall and rising of many in Israel, and for a sign that is opposed

34แล้วสิเมโอนก็อวยพรแก่เขา   แล้วกล่าวแก่นางมารีย์มารดาพระกุมารนั้นว่า  
  “ดูก่อน  ท่านทรงตั้งพระกุมารนี้ไว้   เป็นเหตุให้หลายคนในพวกอิสราเอลล้มลงหรือยกตั้งขึ้น   และจะเป็นหมายสำคัญซึ่งคนปฏิเสธ  

35(and a sword will pierce through your own soul also), so that thoughts from many hearts may be revealed.”

35เพื่อความคิดในใจของคนเป็นอันมากจะได้ปรากฏแจ้ง   ถึงหัวใจของท่านเองก็ยังจะถูกดาบแทงทะลุด้วย”  

36And there was a prophetess, Anna, the daughter of Phanuel, of the tribe of Asher. She was advanced in years, having lived with her husband seven years from when she was a virgin,

36ยังมีผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่ออันนา   บุตรีฟานูเอลในเผ่าอาเชอร์   นางเป็นคนชรามากแล้ว   มีสามีตั้งแต่สาวๆและอยู่ด้วยกันเจ็ดปี

37and then as a widow until she was eighty-four. She did not depart from the temple, worshiping with fasting and prayer night and day.

37แล้วก็เป็นม่ายมาจนถึงแปดสิบสี่ปี   นางมิได้ไปจากบริเวณพระวิหารเลย   อยู่นมัสการถืออดอาหารและอธิษฐานทั้งกลางวันกลางคืน

38And coming up at that very hour she began to give thanks to God and to speak of him to all who were waiting for the redemption of Jerusalem.

38ในขณะนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาโมทนาพระเจ้า   และกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่กรุงเยรูซาเล็มฟัง

39And when they had performed everything according to the Law of the Lord, they returned into Galilee, to their own town of Nazareth.

39ครั้นโยเซฟกับนางมารีย์ได้กระทำการทั้งปวง   ตามธรรมบัญญัติของพระเป็นเจ้าเสร็จแล้ว   จึงกลับไปถึงนาซาเร็ธเมืองของตนในแคว้นกาลิลี

40And the child grew and became strong, filled with wisdom. And the favor of God was upon Him.

40พระกุมารนั้นก็เจริญวัยแข็งแรงขึ้น   ประกอบด้วยสติปัญญาและพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน

Jesus was circumcised on the eighth day and given the name "Jesus," which means "Jehovah is salvation."

พระเยซูเข้าสุหนัตในวันที่แปดและได้รับชื่อ"พระเยซู"ซึ่งหมายถึง"พระยะโฮวาเป็นความรอด."

There was a few believing Jews, waiting for their Redeemer; Simeon and Anna were among them.

มีไม่กี่เชื่อว่าชาวยิวรอให้พวกเขามหาไถ่; สิเมโอนและแอนนาในหมู่พวกเขา

We do not know how old Simeon was, but he was probably elderly about to die. The Spirit both taught him and led him, so he was right there when Mary and Joseph came with their Baby. 

เราไม่ทราบว่าวิธีการเก่าสิเมโอนได้ แต่เขาอาจจะเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่จะตาย วิญญาณทั้งสอนเขาและทำให้เขาดังนั้นเขาที่ตอนนี้เมื่อมารีย์และโยเซฟของพวกเขามาพร้อมกับเด็ก

Simeon was now ready to die because he had seen the Messiah with his own eyes. Simeon blessed God, and he also blessed Mary and Joseph; but he did not bless the Baby, because Jesus is the source of every blessing.  

สิเมโอนได้ในขณะนี้พร้อมที่จะตายเพราะเขาได้เห็นอัลด้วยตาของตัวเอง สิเมโอนอวยพรพระเจ้าและเขายังมีความสุขและโจเซฟแมรี่ แต่เขาไม่ได้ให้ศีลให้พรเด็กเพราะพระเยซูทรงเป็นแหล่งที่มาของความสุขทุก

Mary did feel "the sword" in her heart repeatedly as she watched her Son during His ministry and then stood at the cross where He died. 

แมรี่ไม่รู้สึก"ดาบ"ในหัวใจของเธอซ้ำ ๆ ที่เธอดูเธอสนระหว่างกระทรวงของเขาแล้วอยู่ที่ข้ามที่เขาตาย

God had promised Simeon that he would see the salvation of God. What did he see? He saw a little Baby. Salvation comes through faith in Jesus..

พระเจ้าได้มีสัญญาโอนเมสิว่าเขาจะเห็นความรอดของพระเจ้า เขาไม่เห็นอะไร? เขาเห็นเด็กน้อย ความรอดเป็นเชื่อในพระเยซู

Salvation is through a Person, and that Person is the Lord Jesus Christ. You either have Him, or you don't have Him. You either trust Him, or you don't trust Him.

ความรอดเป็นบุคคลและบุคคลนั้นเป็นองค์พระเยซูคริสต์ คุณอาจมีเขาหรือคุณไม่ได้เขา คุณอาจวางใจพระองค์หรือคุณไม่มั่นใจในพระองค์

Simeon saw the One who was to be the Savior of the world. Notice that Luke calls them "Joseph and His mother," not His father and mother.

สิเมโอนเห็นที่คนที่เป็นผู้ช่วยให้รอดของโลก พ่อและสังเกตเห็นว่าลูเรียกพวกเขา"ยูซุฟและแม่ของเขา"ไม่ใช่แม่ของเขา

Mary paid a tremendous price to bring the Savior into the world. She paid an awful price to stand beneath the cross of the Lord Jesus and watch Him die.  But even before Jesus was born, Mary was willing to become pregnant and carry the Son of God when she was engaged to be married to Joseph. 

ประเมินว่านางมารีย์ได้จ่ายราคาสูงมาก     เพื่อที่จะให้พระผู้ช่วยให้รอดเสด็จมาในโลก เธอจ่ายราคาอันยิ่งใหญ่  เมื่อยืนอยู่ข้างใต้ไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า  และเฝ้าดูพระองค์สิ้นพระชนม์  แต่ก่อนที่พระเยซูทรงบังเกิด  มารีย์ก็ยินดีที่จะตั้งครรภ์พระบุตรของพระเจ้า   ขณะเมื่อเธอเป็นคู่หมั้นหมายที่จะแต่งงานกับโจเซฟ

Luke ลูกา 1:27-35 27to a virgin betrothed to a man whose name was Joseph, of the house of David. And the virgin's name was Mary.

27มาถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่ง   ที่ได้หมั้นกันไว้กับชายคนหนึ่งที่ชื่อโยเซฟ   เป็นคนในเชื้อวงศ์ดาวิด   หญิงพรหมจารีนั้นชื่อมารีย์

28And he came to her and said, “Greetings, O favored one, the Lord is with you!”

28ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น   แล้วว่า   “เธอผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมาก   จงจำเริญเถิด   พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ”

29But she was greatly troubled at the saying, and tried to discern what sort of greeting this might be.

29ฝ่ายมารีย์ก็ตกใจเพราะคำของทูตนั้น   และรำพึงว่า   คำทักทายนั้นจะหมายว่าอะไร

30And the angel said to her, “Do not be afraid, Mary, for you have found favor with God.

30แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า   “มารีย์เอ๋ย   อย่ากลัวเลย   เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว

31And behold, you will conceive in your womb and bear a son, and you shall call his name Jesus.

31ดูเถิด   เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู  

32He will be great and will be called the Son of the Most High. And the Lord God will give to him the throne of his father David,

32“บุตรนั้นจะเป็นใหญ่   และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด  
  พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน  

33and He will reign over the house of Jacob forever, and of His kingdom there will be no end.”

33และท่านจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์   และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จัก   สิ้นสุดเลย”  

34And Mary said to the angel, “How will this be, since I am a virgin?”

34ฝ่ายมารีย์ทูลทูตสวรรค์นั้นว่า   “เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้   เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วมกับชายไม่”

35And the angel answered her, “The Holy Spirit will come upon you, and the power of the Most High will overshadow you; therefore the child to be born will be called holy—the Son of God.

35ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า     “พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมา

People thought and Joseph thought until the angel told him otherwise, that Mary had relations with another man, for which she could have been killed. 

คนคิดและโจเซฟคิดจนกระทั่งแองเจิลบอกเขาเป็นอย่างอื่นที่มีความสัมพันธ์กับแมรี่คนอื่นที่เธอจะต้องถูกฆ่า

But the angel said to Joseph don’t be afraid to take Mary as your wife. 

แต่ทูตสวรรค์กล่าวแก่ยูซุฟไม่ต้องกลัวที่จะเป็นภรรยาของคุณแมรี่

Matthew มัทธิว 1:20-21 20But as he considered these things, behold, an angel of the Lord appeared to him in a dream, saying, “Joseph, son of David, do not fear to take Mary as your wife, for that which is conceived in her is from the Holy Spirit.

20แต่เมื่อโยเซฟยังคิดในเรื่องนี้อยู่   ก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้า   มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า   “โยเซฟบุตรดาวิด   อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย   เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

21She will bear a son, and you shall call His name Jesus, for He will save his people from their sins.”

21เธอจะประสูติบุตรชาย   แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า   เยซู   เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา”

Luke 2