Wednesday, April 23, 2014

 

Revelation 19 Heaven Will Rejoice and Christ Will Return

วิวรณ์บทที่ 19 สวรรค์จะดีใจและพระคริสต์จะเสด็จกลับมา

When Babylon fell on the earth, the command was given in heaven, “Rejoice over her!” (Revelation 18:20) and what we read in this section is heaven’s response to that command.

เมื่อบาบิโลนล่มสลายลงในโลก  คำสั่งที่ได้รับในสวรรค์ "ดีใจด้วยกับเธอ" (วิวรณ์ 18:20) และสิ่งที่เราอ่านในส่วนนี้  คือการตอบสนองของสวรรค์ต่อคำสั่งนั้น


The word alleluia is the Greek form of the Hebrew word hallelujah, which means “praise the Lord.” This is heaven’s “Hallelujah Chorus” and it will be sung for three reasons.

คำอาเลลูยา เป็นแบบภาษษกรีกของคำภาษาฮิบรู ฮาเลลูยาซึ่งหมายความว่า "สรรเสริญพระเจ้า." นี่คือ "คำร้องฮาเลลูยา"แห่งสวรรค์ และมันจะร้องด้วยเหตุผลสามประการ

I God has judged His Enemies (verses 1 -4)

I พระเจ้าได้ทรงพิพากษาศัตรูของพระองค์ (ข้อ 1 -4)

1 After this I heard what seemed to be the loud voice of a great multitude in heaven, crying out, “Hallelujah!  Salvation and glory and power belong to our God,

1 ต่อจากนี้ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังกึกก้องดุจเสียงฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องว่า   “อาเลลูยา   ความรอด   พระสิริ   และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเรา  

2 for His judgments are true and just; for He has judged the great prostitute

who corrupted the earth with her immorality, and has avenged on her the blood of His servants.”

2 เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์เที่ยงตรงและยุติธรรม   พระองค์ได้ทรงพิพากษาลงโทษหญิงแพศยาคนสำคัญนั้น   ที่ได้กระทำให้แผ่นดินโลกชั่วไปด้วยการล่วงประเวณีของนาง   และพระองค์ได้ทรงแก้แค้นผู้หญิงนั้น   เพื่อทดแทนโลหิตแห่งผู้รับใช้ของพระองค์”  

3 Once more they cried out, “Hallelujah!  The smoke from her goes up forever and ever.”

3 คนเหล่านั้นร้องอีกเป็นครั้งที่สองว่า   “อาเลลูยา   ควันไฟที่เกิดจากนครนั้น
พลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์”  

4 And the twenty-four elders and the four living creatures fell down and worshiped God who was seated on the throne, saying, “Amen. Hallelujah!”

4 และพวกผู้ปกครองทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่นั้น   ก็ได้ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้าผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น   และร้องว่า   “อาเมน   อาเลลูยา”

Since the “great whore” of Revelation 17 was destroyed by “the beast” and his fellow rulers (Rev. 17:16) in the middle of the Tribulation, the “great whore” referred to here must be Babylon the Great.

เพราะว่า"หญิงแพศยาสำคัญ" ในวิวรณ์บทที่ 17 ถูกทำลายโดย "สัตว์ร้าย" และเพื่อนผู้ปกครองของเขา (วิวรณ์ 17:16) ในตอนกลางของมหากลียุค  "หญิงแพศยาสำคัญ" กล่าวถึงว่าที่นี่จะต้องเป็นบาบิโลนที่ยิ่งใหญ่

Comparing Revelation 17:2 with 18:3 and 9, the connection is obvious. Both the apostate religious system and the satanic economic-political system led the world astray and polluted mankind.

เปรียบเทียบกับวิวรณ์ 17:2 กับ 18:3 และ 9  การต่อเนื่องที่เห็นได้ชัด  ทั้ง ระบบผู้ไม่เชื่อศาสนา และระบบ เศรษฐกิจการเมืองแบบปีศาจ นำโลกหลงผิดไป และทำให้มนุษยชาติเสื่อมไป 

Both were guilty of persecuting God’s people and martyring many of them.

ทั้งสองอย่างมีความผิดฐานข่มเหงคนของพระเจ้า และประหารชีวิตคนมากมายเพราะความเชื่อของพวกเขา

The song emphasizes God’s attributes, which is the proper way to honor Him.

เพลงเน้นคุณลักษณะของพระเจ้า ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์

We do not rejoice at the sinfulness of Babylon, or even the greatness of Babylon’s fall.

เราไม่ได้ ดีใจในความชั่วร้ายของบาบิโลน หรือแม้กระทั่ง ความยิ่งใหญ่ของ การล่มสลาย ของ บาบิโลน

We rejoice that God is “true and righteous” (Rev. 15:3; 16:7; 17:6) and that He is glorified by His holy judgments.

เราชื่นชมยินดีว่าพระเจ้าทรงเป็น "ความจริงและ ความชอบธรรม" (วิวรณ์ 15:3  16:7  17:6 ) และที่พระองค์ทรงได้รับการ ยกย่อง เพราะการพิพากษาอันบริสุทธิ์ของพระองค์

As we discovered in Revelation 8:1-6, God’s throne and altar are related to His judgments.

อย่างที่เรา ค้นพบใน วิวรณ์ 8:1-6  ราชบัลลังก์ของพระเจ้า และแท่นบูชาเกี่ยวข้องกับการพิพากษาของพระองค์

Revelation วิวรณ์ 14:10-11 10 he also will drink the wine of God's wrath, poured full strength into the cup of his anger, and he will be tormented with fire and sulfur in the presence of the holy angels and in the presence of the Lamb.

10 ผู้นั้นจักต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้า   ซึ่งไม่ได้ระคนกับสิ่งใด   ที่ได้เทลงในถ้วยพระพิโรธของพระองค์   และเขาจะต้องถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถัน   ต่อหน้าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายและต่อพระพักตร์พระเมษโปดก

11 And the smoke of their torment goes up forever and ever, and they have no rest, day or night, these worshipers of the beast and its image, and whoever receives the mark of its name.”

11 และควันแห่งการทรมานของเขาพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์   และคนทั้งหลายที่บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน   และที่รับเครื่องหมายชื่อของมัน   จะไม่มีการพักผ่อนเลยทั้งกลางวันและกลางคืน” 

Revelation วิวรณ์  5:6-10 6 And between the throne and the four living creatures and among the elders I saw a Lamb standing, as though it had been slain, with seven horns and with seven eyes, which are the seven spirits of God sent out into all the earth.

6 และระหว่างพระที่นั่งกับสัตว์ทั้งสี่นั้น   และท่ามกลางพวกผู้อาวุโส   ข้าพเจ้าแลเห็นพระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์   พระเมษโปดกทรงมีเขาเจ็ดเขาและมีตาเจ็ดดวง   ซึ่งเป็นวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า   ที่ทรงส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก

7 And He went and took the scroll from the right hand of Him who was seated on the throne.

7 และพระเมษโปดกนั้นได้เข้ามารับม้วนหนังสือจากพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์   ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น

8 And when He had taken the scroll, the four living creatures and the twenty-four elders fell down before the Lamb, each holding a harp, and golden bowls full of incense, which are the prayers of the saints.

8 เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสือนั้นแล้ว   สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้น   ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก   ทุกคนถือพิณและถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม   ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง

9 And they sang a new song, saying, “Worthy are You to take the scroll and to open its seals, for You were slain, and by Your blood You ransomed people for God from every tribe and language and people and nation,

9 และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่   ว่าดังนี้   “พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือ   และแกะตราม้วนหนังสือนั้นออก   เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว   และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้น   พระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่า   ทุกภาษา  ทุกชาติและทุกประเทศเพื่อถวายแด่พระเจ้า  

10 and You have made them a kingdom and priests to our God, and they shall reign on the earth.”

10 พระองค์ได้ทรงโปรดให้เขาเป็นราชอาณาจักร   และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเรา   และพวกเขาจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก”  

II. God is reigning verses 5-6

II. พระเจ้าทรง ครองราชย์ ข้อ 5-6

5 And from the throne came a voice saying, “Praise our God, all you His servants, you who fear Him, small and great.”

5 และมีเสียงออกมาจากพระที่นั่งว่า   “ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้รับใช้ของพระองค์  
  ที่ยำเกรงพระองค์ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยจงสรรเสริญพระเจ้าของเรา”  

6 Then I heard what seemed to be the voice of a great multitude, like the roar of many waters and like the sound of mighty peals of thunder, crying out,

“Hallelujah!  For the Lord our God the Almighty reigns.

6 แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก   ดุจเสียงน้ำมากหลาย   และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า   “อาเลลูยา   เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่  

The literal translation is, “The Lord God omnipotent has begun to reign.”

คำแปลตามตัวอักษรคือ "พระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจไม่สิ้นสุด ได้เริ่มที่จะครองราชย์ "

This does not suggest that heaven’s throne has been empty or inactive, because that is not the case.

นี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า บัลลังก์สวรรค์ได้ว่างเปล่าหรือใช้งานไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่กรณี

The Book of Revelation is the “book of the throne,” and the omnipotent God has indeed been accomplishing His purposes on earth.

หนังสือวิวรณ์ คือ " หนังสือแห่งราชบัลลังก์ " และ พระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจไม่สิ้นสุด แท้จริง ได้บรรลุพระประสงค์ของพระองค์ บนแผ่นดินโลก

Psalm เพลงสดุดี 97:1 1 The LORD reigns, let the earth rejoice; let the many coastlands be glad!

1 พระเจ้าทรงครอบครอง  จงให้แผ่นดินโลกเปรมปรีดิ์   ให้แผ่นดินชายทะเลมากมายนั้นยินดี  

God has been reigning on the throne of heaven, but He is now about to conquer the thrones of earth as well as the kingdom of Satan and “the beast.”

พระเจ้าได้ทรงครองบนบัลลังก์แห่งสวรรค์ แต่ตอนนี้พระองค์กำลังทรงพิชิตบัลลังก์ของโลก เช่นเดียวกับอาณาจักรของซาตานและ "สัตว์ร้าย"

In His sovereignty, He has permitted evil men and evil angels to do their worst; but now the time has come for God’s will to be done on earth as it is in heaven.

ในอำนาจอธิปไตย ของพระองค์   ทรงอนุญาตให้คนชั่ว และทูตสวรรค์ชั่วร้ายที่จะ ทำสิ่งเลวร้ายที่สุด แต่ ตอนนี้เวลามาถึงแล้ว สำหรับพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะสำเร็จในโลก เหมือนในสวรรค์

Domitian was emperor of Rome when John was on Patmos, and one of his assumed titles was “Lord and God.”

ดอมีทิอันเป็น จักรพรรดิ แห่งกรุงโรม เมื่อยอห์นอยู่ที่เกาะปัทมอส และเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่คนสมมุติว่า พระองค์คือ" เจ้านาย และพระเจ้า”

How significant it must have been, then, to John’s readers that he used the word alleluia four times in the first six verses of this chapter—truly, only Jehovah is worthy of worship and praise.

มันต้องสำคัญ แค่ไหนต่อผู้อ่านพระธรรมยอห์น ว่าเขาใช้ คำว่า อาเลลูยา  สี่ครั้งในข้อพระคัมภีร์หกข้อของบทนี้ --แท้จริง พระยะโฮวาเท่านั้นที่ ทรงสมควรแก่การนมัสการและ การสรรเสริญ


III The Bride is ready verses 7-10

III เจ้าสาวพร้อมแล้ว ข้อ 7-10

7 Let us rejoice and exult and give Him the glory, for the marriage of the Lamb has come, and His Bride has made herself ready;

7 ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและเต้นโลดถวายพระเกียรติแด่พระองค์  
  เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว   และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว”  

8 it was granted her to clothe herself with fine linen, bright and pure”—

for the fine linen is the righteous deeds of the saints.

8 ทรงโปรดให้เจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์   เพราะผ้าป่านเนื้อดีนั้นได้แก่   การประพฤติอันชอบธรรมของพวกธรรมิกชน”  

9 And the angel said to me, “Write this: Blessed are those who are invited to the marriage supper of the Lamb.” And he said to me, “These are the true words of God.”

9 และทูตสวรรค์องค์นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า   “จงเขียนไว้เถิดว่า   ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลาย   ที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก”   และท่านบอกข้าพเจ้าว่า   “ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า”

10 Then I fell down at his feet to worship him, but he said to me, “You must not do that! I am a fellow servant with you and your brothers who hold to the testimony of Jesus. Worship God.” For the testimony of Jesus is the spirit of prophecy.

10 แล้วข้าพเจ้าได้ทรุดตัวลงแทบเท้าของท่านเพื่อจะนมัสการท่าน   แต่ท่านได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า   “อย่าเลย   ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้เหมือนกับท่าน   และพวกพี่น้องของท่านที่ยึดถือคำพยานของพระเยซู   จงนมัสการพระเจ้าเถิด”   เพราะว่าคำพยานกล่าวถึงพระเยซูนั้นเป็นหัวใจของการเผยพระวจนะ

The bride, of course, is the Church.

แน่นอน  เจ้าสาวคือ คริสตจักร

2 Corinthians 2โครินธ์ 11:2 2 I feel a divine jealousy for you, for I betrothed you to one husband, to present you as a pure virgin to Christ.

2 เพราะว่าข้าพเจ้าหวงแหนท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวงแหน   เพราะว่าข้าพเจ้าได้หมั้นพวกท่านไว้สำหรับสามีผู้เดียว   เพื่อถวายพวกท่านให้แก่พระคริสต์เป็นพรหมจารีบริสุทธิ์

Ephesians เอเฟซัส 5:22-33 22 Wives, submit to your own husbands, as to the Lord.

22 ฝ่ายภรรยา   จงยอมฟังสามีของตน   เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า

23 For the husband is the head of the wife even as Christ is the head of the Church, his body, and is Himself her Savior.

23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา   เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร   ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์   และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร

24 Now as the Church submits to Christ, so also wives should submit in everything to their husbands.

24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด   ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น

25 Husbands, love your wives, as Christ loved the Church and gave himself up for her,

25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร   และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร

26  that He might sanctify her, having cleansed her by the washing of water with the Word,

26 เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์   โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ

27 so that He might present the Church to himself in splendor, without spot or wrinkle or any such thing, that she might be holy and without blemish.

27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี   ไม่มีตำหนิริ้วรอย   หรือมลทินใดๆเลย   แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ

28 In the same way husbands should love their wives as their own bodies. He who loves his wife loves himself.

28 เช่นนั้นแหละ   สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง   ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง

29 For no one ever hated his own flesh, but nourishes and cherishes it, just as Christ does the church,

29 เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง   มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม   เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร

30 because we are members of His body.

30 เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์

31 “Therefore a man shall leave his father and mother and hold fast to his wife, and the two shall become one flesh.”

31 เพราะเหตุนี้  ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน   ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน

32 This mystery is profound, and I am saying that it refers to Christ and the church.

32 ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ   ส่วนข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร

33 However, let each one of you love his wife as himself, and let the wife see that she respects her husband.

33 ถึงอย่างไรก็ดี   ท่านทุกคนจงต่างก็รักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง   และภรรยาก็จงยำเกรงสามีของตน

Jesus Christ, the Lamb, is the Bridegroom.

พระเยซูคริสต์ พระเมษโปดก ทรงเป็น เจ้าบ่าว

John ยอห์น 3:29 29 The one who has the bride is the bridegroom. The friend of the bridegroom, who stands and hears him, rejoices greatly at the bridegroom's voice. Therefore this joy of mine is now complete.

29 ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว   สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง   เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว   ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว

At a wedding, it is customary to focus attention on the bride; but in this case, it is the Bridegroom who receives the honor!

ในงานแต่งงานแห่งหหนึ่ง  ก็เป็น ธรรมเนียมที่จะต้อง มุ่งเน้น ความสนใจไปที่ เจ้าสาว ; แต่ในกรณีนี้ เจ้าบ่าวต่างหากที่ทรงได้รับ เกียรติ!

“Let us be glad and rejoice, and give honor to Him.” 

"ให้เรา ยินดีและเปรมปรีดิ์ และให้ เกียรติ ต่อพระองค์"

“What did the bride wear?” is the usual question asked after a wedding.

"เจ้าสาวสวมใส่อะไร" เป็นคำถามปกติที่ชอบถามเรื่องแต่งงาน

The Lamb’s bride is dressed “in the righteous acts of the saints” (literal translation).

เจ้าสาวของพระเมษโปดก แต่งตัว "ผู้ชอบธรรมที่ประพฤติอย่างชอบธรรม" (แปล ตามตัวอักษร)

When the bride arrived in heaven at the Judgment Seat of Christ, she was not at all beautiful (in fact, she was covered with spots, wrinkles, and blemishes according to Paul)

เมื่อ เจ้าสาว มาถึง ในสวรรค์ต่อหน้าพระที่นั่งการพิพากษาของพระคริสต์   เธอไม่ได้สวยเลย (ในความเป็นจริงเธอเต็มไปด้วยจุดด่าง  ริ้วรอยย่น และสิวตามที่เปาโลว่า)

But now she is radiant in her glory. She has “made herself ready” for the public ceremony.

แต่ตอนนี้ เธอสดใสสง่างาม เธอได้ "เตรียมตัวเองพร้อม" สำหรับพิธีในสาธาณชน

Jewish weddings in that day were quite unlike weddings in the Western world.

งานแต่งงาน ของชาวยิว ในวันนั้น ค่อนข้าง แตกต่างจาก งานแต่งงาน ในโลกตะวันตก

First, there was an engagement, usually made by the parents when the prospective bride and groom were quite young.

ประการแรกที่มีการหมั้น มักจะทำโดยพ่อแม่เมื่อเจ้าสาวและเจ้าบ่าวในอนาคตยังเด็กมาก

This engagement was binding and could be broken only by a form of divorce.

การหมั้นเป็นการผูกพัน และอาจแตกหักโดยรูปแบบของการหย่าร้าง

Any unfaithfulness during the engagement was considered adultery.

ความไม่สัตย์ซื่อใด ๆ ในระหว่างการหมั้นจะถูกนับว่าเป็นการมีชู้

When the public ceremony was to be enacted, the groom would go to the bride’s house and claim her for himself.

เมื่อกระทำพิธีการต่อหน้าประชาชน   เจ้าบ่าวจะไปบ้าน ของเจ้าสาว และเรียกร้อง สิทธิ์ขอเธอสำหรับตัวเอง

He would take her to his home for the wedding supper, and all the guests would join the happy couple. This feast could last as long as a week.

เขาจะพาเธอไปที่ บ้านของเขาเพื่อเลี้ยงแต่งงานอาหารมื้อเย็น และแขกทุกท่านจะเข้าร่วมฉลองความสุขกับทั้งคู่ งานฉลองนี้อาจกินเวลานานเป็น สัปดาห์

Today, the church is “engaged” to Jesus Christ; and we love Him even though we have not seen Him.

วันนี้ คริสตจักรคือ " ทำงาน " เพื่อ พระเยซูคริสต์ และเรา รักพระองค์ แม้ว่าเรา ยังไม่ได้ เห็นพระองค์

1 Peter 1เปโตร1:8 8 Though you have not seen him, you love him. Though you do not now see him, you believe in him and rejoice with joy that is inexpressible and filled with glory,

8 พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น   แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์   แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม   ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้

One day, He will return and take His bride to heaven.

วันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมา และนำ เจ้าสาวของพระองค์ไปสวรรค์

John ยอห์น 14:1-6 1 “Let not your hearts be troubled. Believe in God; believe also in me.

1 “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย   ท่านวางใจในพระเจ้า   จงวางใจในเราด้วย

2 In My Father's house are many rooms. If it were not so, would I have told you that I go to prepare a place for you?

2 ในพระนิเวศของพระบิดาข้าพระองค์มีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะข้าพระองค์ไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย

3 And if I go and prepare a place for you, I will come again and will take you to myself, that where I am you may be also.

3 เมื่อข้าพระองค์ไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   ข้าพระองค์จะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับข้าพระองค์   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย

4 And you know the way to where I am going.”

4 และท่านรู้จักทางที่ข้าพระองค์จะไปนั้น”

5 Thomas said to him, “Lord, we do not know where you are going. How can we know the way?”

5 โธมัสทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน   พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร”

6 Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through Me.

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ข้าพระองค์เป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางข้าพระองค์

1 Thessalonians 1เธสะโลนิกา 4:13-18 13 But we do not want you to be uninformed, brothers, about those who are asleep, that you may not grieve as others do who have no hope.

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว   เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า   อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง

14 For since we believe that Jesus died and rose again, even so, through Jesus, God will bring with Him those who have fallen asleep.

14 เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์   และทรงคืนพระชนม์แล้ว   โดยพระเยซูนั้น   พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น   มากับพระองค์

15 For this we declare to you by a word from the Lord, that we who are alive, who are left until the coming of the Lord, will not precede those who have fallen asleep.

15 ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ   ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา   จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่

16 For the Lord himself will descend from heaven with a cry of command, with the voice of an archangel, and with the sound of the trumpet of God. And the dead in Christ will rise first.

16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง   ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า   และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน

17 Then we who are alive, who are left, will be caught up together with them in the clouds to meet the Lord in the air, and so we will always be with the Lord.

17 หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่   จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น   และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ   อย่างนั้นแหละ   เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์

18 Therefore encourage one another with these words.

18 เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด

At the Judgment Seat of Christ, her works will be judged and all her spots and blemishes removed.

ที่พระบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ การกระทำของเธอจะได้รับการพิพากษา  และรอยจุดทุกจุด และสิวของเธอจะถูกลบออกไป

This being completed, the church will be ready to return to earth with her Bridegroom at the close of the Tribulation to reign with Him in glory.

นี้เป็นการเสร็จสมบูรณ์  คริสตจักรจะเตรียมพร้อมที่จะกลับไปยังโลกพร้อมกับเจ้าบ่าวของเธอ เมื่อใกล้ถึงยุคแห่งความยากลำเค็ญ เพื่อที่จะได้ครองราชย์ร่วมกับ พระองค์ในพระสิริ

Luke ลูกา 13:29 29 And people will come from east and west, and from north and south, and recline at table in the kingdom of God.

29 จะมีคนมาจากทิศตะวันออก   ทิศตะวันตก   ทิศเหนือ   ทิศใต้   จะมาร่วมสำรับในแผ่นดินของพระเจ้า

Matthew มัทธิว 8:1111 I tell you, many will come from east and west and recline at table with Abraham, Isaac, and Jacob in the kingdom of heaven,

11 ข้าพระองค์บอกท่านทั้งหลายว่า   คนเป็นอันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก   จะมาร่วมสำรับกับอับราฮัม   และอิสอัค   และยาโคบในแผ่นดินสวรรค์

Certainly the bride is not invited to her own wedding!

แน่นอนว่า เจ้าสาวจะไม่ได้รับเชิญไปงานแต่งงานของเธอเอง

This invitation goes out to the guests, believers from the Old Testament era and the Tribulation.

คำเชิญนี้ออกไปเชิญแขกหลายคน  ผู้เชื่อทั้งหลายในสมัยพันธสัญญาเดิม และมหากลียุค

During the eternal state, no distinctions will be made among the people of God; but in the Kingdom Age, differences will still exist as the church reigns with Christ and as Israel enjoys the promised messianic blessings.

ในช่วงเวลานิรันดร์กาลจะไม่มีความแตกต่างในหมู่คนของพระเจ้า แต่ในยุคราชอาณาจักรมีความแตกต่างกันอยู่  เมื่อคริสตจักรครองราชย์ร่วมกับพระคริสต์ และอิสราเอลจะรับพระพรตามพระสัญญาของพระเมสิยาห์

John was so overwhelmed by all of this that he fell down to worship the angel who was guiding him, an act that he later repeats!

ยอห์น จึงเต็มล้นโดยสิ่งเหลานี้ทั้งหมด  เขาจึงคุกเข่าลงเพื่อนมัสการทูตสวรรค์ที่กำลังนำทาง  เป็นการกระทำที่ต่อมาภายหลัง เขาทำซ้ำ!

Revelation วิวรณ์ 22:8-98 I, John, am the one who heard and saw these things. And when I heard and saw them, I fell down to worship at the feet of the angel who showed them to me,

8 ข้าพเจ้าคือยอห์นเป็นผู้ได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้   และครั้นข้าพเจ้าได้ยินและได้เห็นแล้ว   ข้าพเจ้าก็ทรุดตัวลงจะนมัสการแทบเท้าทูตสวรรค์   ที่ได้สำแดงเหตุการณ์เหล่านี้แก่ข้าพเจ้า

9 but he said to me, “You must not do that! I am a fellow servant with you and your brothers the prophets, and with those who keep the words of this book. Worship God.”

9 แต่ท่านห้ามข้าพเจ้าว่า   “อย่าเลย   ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้เช่นเดียวกับท่านและพวกพี่น้องของท่าน   ซึ่งเป็นพวกผู้เผยพระวจนะ   และพวกที่ถือรักษาถ้อยคำในหนังสือนี้   ท่านจงนมัสการพระเจ้าเถิด”  

Of course, worshiping angels is wrong and John knew this. 

แน่นอน  การนมัสการทูตสวรรค์นั้นไม่ถูกต้อง และยอห์นรู้เรื่องนี้

Colossians โคโลสั 2:18 18 Let no one disqualify you, insisting on asceticism and worship of angels, going on in detail about visions, puffed up without reason by his sensuous mind,

18 อย่าให้ผู้ใดตัดสิทธิ์ของท่าน   ด้วยเขาทำทีถ่อมตัวลง   กราบไหว้ทูตสวรรค์   ใฝ่ฝันอยู่ในนิมิต   ผยองขึ้นเปล่าๆตามความคิดของเนื้อหนัง

We must take into account the tremendous emotional content of John’s experience.

เราต้องคำนึงถึงเรื่องราวที่ยอห์นได้ประสบมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่น่ากลัว

Like John himself, this angel was only a servant of God and we do not worship servants.

เช่นเดียวกับยอห์น  ทูตสวรรค์ นี้เป็นเพียง ผู้รับใช้ของพระเจ้า  และเราไม่นมัสการบูชาผู้รับใช้

Hebrews ฮีบรู1:14 14 Are they not all ministering spirits sent out to serve for the sake of those who are to inherit salvation?

14 ทูตสวรรค์ทั้งปวง   เป็นแต่เพียงวิญญาณผู้ปรนนิบัติ   ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอดกระนั้นมิใช่หรือ

Acts กิจการ10:25-26 25 When Peter entered, Cornelius met him and fell down at his feet and worshiped him.

25 ครั้นเปโตรเข้าไป   โครเนลิอัสก็ต้อนรับเปโตรและหมอบที่เท้ากราบไหว้ท่าน

26 But Peter lifted him up, saying, “Stand up; I too am a man.”

26 ฝ่ายเปโตรจึงจับตัวโครเนลิอัสให้ลุกขึ้น   และกล่าวว่า   “จงยืนขึ้นเถิด   ข้าพเจ้าก็เป็นแต่มนุษย์เหมือนกัน”

We will continue further in Revelation 19 next week.

เราจะยังคงต่อไปในวิวรณ์ 19 สัปดาห์ถัดไป

I God has judged His Enemies

I พระเจ้าได้ทรงพิพากษาศัตรูของพระองค์

II. God is reigning 

II. พระเจ้าทรง ครองราชย์

III The Bride is ready

III เจ้าสาวพร้อมแล้ว ข้อ

 

Revelation 19