Search the site

Calvary Chapel at the Bridge Phuket ThailandCalvary Chapel at the Bridge

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, January 29, 2014

 

This was the Roman province of Asia, which is the western part of modern day Turkey.

นี่เป็นจังหวัดของโรมันในเอเชีย     ซึ่งอยู่ในเขตทางตะวันตกของตุรกีในปัจจุบัน

Pastor David Guzik suggests that the seven spirits refers to seven aspects of the Holy Spirit. 

บาทหลวงเดวิด กูซิค แนะนำว่าวิญญาณทั้งเจ็ดหมายถึงพระลักษณะเจ็ดด้านของพระวิญญาณบริสุทธิ์

The idea of the seven Spirits quotes from the Old Testament.6 

เรื่องพระวิญญาณทั้งเจ็ด  ยกคำกล่าวอ้างมาจากพันธสัญญาเดิม

Isaiah อิสยาห์  11:2 2 And the Spirit of the LORD shall rest upon him, the Spirit of wisdom and understanding, the Spirit of counsel and might, the Spirit of knowledge and the fear of the LORD.

2 และพระวิญญาณของพระเจ้าจะอยู่บนท่านนั้น    คือวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ   วิญญาณแห่งการวินิจฉัยและอานุภาพ    วิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า   

Revelation วิวรณ์ 1:5-7

5 and from Jesus Christ the faithful witness, the firstborn of the dead, and the ruler of kings on earth.  To Him who loves us and has freed us from our sins by His blood

5 และจากพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพยานที่ซื่อสัตย์   และทรงเป็นผู้แรกที่ได้ฟื้นจากความตาย   และผู้ทรงครอบครองกษัตริย์ทั้งปวงในโลก  

แด่พระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย   และได้ทรงปลดเปลื้องบาปของเราด้วยพระโลหิตของพระองค์

6 and made us a kingdom, priests to his God and Father, to him be glory and dominion forever and ever. Amen.

6 และทรงตั้งเราไว้   ให้เป็นอาณาจักรและเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพระบิดาของพระองค์   พระเกียรติและไอศวรรย์จงมีแด่พระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์   อาเมน

7 Behold, He is coming with the clouds, and every eye will see Him, even those who pierced him, and all tribes of the earth will wail on account of Him. Even so. Amen.

7 ดูเถิด  พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ   และนัยน์ตาทุกดวง   และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์จะเห็นพระองค์   และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์   จะเป็นไปอย่างนั้น   อาเมน  

Colossians โคโลสี 3:4 4 When Christ who is your life appears, then you also will appear with him in glory.

4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ   ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย

At His first coming we are told that Jesus came as far as Bethany with His disciples there on the mount of Olives and then He ascended up into heaven and a cloud received Him out of there sight.  Two angels spoke to the disciples.

เรื่องการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู เราทราบว่าได้ทรงเสด็จมาไกลถึงแคว้นเบธานีพร้อมกับเหล่าสาวกของพระองค์ที่ภูเขามะกอกเทศ     และจากนั้นทรงเสด็จขึ้นไปยังสวรรค์และมีเมฆปกคลุมพระองค์ลับสายตา    ทูตสวรรค์สององค์พูดกับเหล่าสาวก

Acts กิจการ 1:11 11 and said, “Men of Galilee, why do you stand looking into heaven? This Jesus, who was taken up from you into heaven, will come in the same way as you saw him go into heaven.”

11 สองคนนั้นกล่าวว่า   “ชาวกาลิลีเอ๋ย   เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์   พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น   จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น”

Every eye shall see Him. He is going to come. It will be a public coming.

สายตาของทุกคนจะเห็นพระองค์    ทรงกำลังเสด็จมา    การเสด็จมาจะปรากฎแก่ประชาชน

Jesus is coming again to establish God's kingdom upon the earth.

พระเยซูกำลังจะเสด็จมาอีกครั้งเพื่อทรงสร้างอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

The recognition finally that Jesus is indeed the Messiah, the longed for Messiah that the nation of Israel has waited for and sought.

ในที่สุดจะมีการยอมรับว่าพระเยซูแท้จริงทรงเป็นพระมาซีฮา  พระเจ้าที่เรารอคอยมานาน   ที่ประเทศอิสราเอลได้รอและแสวงหา

That recognition will come, but only after Jeremiah's prophecy is fulfilled and Jacob has gone through a time of  trouble and great sorrow.

ได้มีการยอมรับว่าจะทรงเสด็จมา   แต่หลังจากที่คำพยากรณ์ของเยเรมีย์สำเร็จเป็นจริง   และยาโคบได้ผ่านพ้นเวลาทุกข์ยากลำบากและความเศร้าโศกครั้งใหญ่

But, "they will look upon Him whom they have pierced".  

แต่ "พวกเขาจะมองดูพระองค์ผู้ที่พวกเขาได้ทิ่มแทง"

The phrase "the time of Jacob's trouble" is a quote

วลีที่ว่า "เวลายากลำบากของยาโคบ" เป็นการอ้างอิง

Jeremiah เยเรมีห์ 30:7 7 Alas! That day is so great there is none like it; it is a time of distress for Jacob; yet he shall be saved out of it.

7 อนิจจาเอ๋ย วันนั้นใหญ่โตเหลือเกินไม่มีวันใดเหมือน    เป็นเวลาทุกข์ใจของยาโคบ   แต่เขาก็ยังจะรอดวันนั้นไปได้  
          In the previous verses of Jeremiah 30, we find that the Lord is speaking to Jeremiah the prophet about Judah and Israel (30:3-4).

ในข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้าใน เยเรมีย์ 30   เราพบว่า พระเจ้ากำลังทรงตรัสกับเยเรมีย์ ผู้เผยพระวจนะเกี่ยวกับยูดาห์และอิสราเอล (30:3-4)

In verse 3, the Lord promises that one day in the future, He will bring both Judah and Israel back to the land that He had promised their forefathers.

ในข้อที่ 3 พระเจ้าทรง สัญญา ว่าวันหนึ่ง ในอนาคต  พระองค์จะทรงนำ ทั้ง ยูดาห์และ อิสราเอล กลับ ไปยังดินแดน ที่ทรงเคยสัญญาแก่บรรพบุรุษ ของพวกเขา

Verse 5 describes a time of great fear and trembling.

ข้อ 5 อธิบายถึง ช่วงเวลาของความกลัวและการสั่นสะเทือน

Verse 6 describes this time in a way that pictures men going through the pains of childbirth, again indicating a time of agony.

ข้อ 6 อธิบายว่าเวลานี้ เราเห็นภาพคนผ่าน ความเจ็บปวดของ การคลอดบุตร    อีกครั้ง แสดงให้เห็นช่วงเวลาของ ความเจ็บปวดสาหัส

But there is hope for Judah and Israel, for though this is called "the time of Jacob's trouble", the Lord promises He will save Jacob (referring to Judah and Israel) out of this time of great trouble (verse 7).

แต่ มีความหวังสำหรับยูดาห์และอิสราเอล    เพราะแม้ว่าจะ เรียกว่า " เวลาของความทุกข์ของยาโคบ " พระเจ้าทรง สัญญาว่าจะทรงช่วยยาโคบ (หมายถึง ยูดาห์และ อิสราเอล) พ้นจากเวลา ของความทุกข์ใหญ่หลวง (ข้อ 7)
          The Lord says He will destroy the nations who held Judah and Israel in captivity, and He will never allow Jacob to be completely destroyed.

พระเจ้าทรงตรัสว่าจะทรงทำลาย ประเทศทั้งหลายที่ จับ ยูดาห์และ อิสราเอลไว้เป็นเชลย และจะไม่ทรง ยอมให้ ยาโคบถูกทำลายโดยสิ้นเชิง

However, it should be noted that the Lord describes this as a time of discipline for His people.

อย่างไรก็ตาม  ราควรจะสังเกตว่าพระเจ้าทรงอธิบาย นี้ในเวลาที่ทรงอบรมสาวกของพระองค์

He says of Jacob, “Though I completely destroy all the nations among which I scatter you, I will not completely destroy you.

ทรงตรัสกับยาโคบว่า " แม้ว่า เราทำลายประชาชาติทั้งสิ้นในท่ามกลางพวกเจ้าที่เราทำให้กระจัดกระจายไป   เราจะไม่ทำลายพวกเจ้าจนหมดสิ้น

I will discipline you but only with justice; I will not let you go entirely unpunished.”
เราจะลงวินัยพวกเจ้า แต่โดย ความยุติธรรม   เราจะไม่ ยอมปล่อยเจ้าทั้งหมดไปโดยไม่ถูกลงโทษ"
Jeremiah 30:7 says, "That day is great, so that none is like it.”

เยเรมีย์ 30:7 กล่าวว่า "วันนั้นคือวันยิ่งใหญ่ที่ว่าไม่มีครั้งใดเหมือน"

The only time period that fits this description is the period of the Tribulation.

เวลาเดียวที่เหมาะสมกับคำอธิบายนี้เป็นช่วงเวลาของความทุกข์ยากลำบาก

This time is unparalleled in history.
เวลานี้ที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือนในประวัติศาสตร์

Jesus described the Tribulation using some of the same imagery as Jeremiah.

พระเยซูทรงอธิบายกลียุคโดยใช้การอุปมาอุปไมยบางตอนเช่นเดียวกับเยเรมีย์

In Matthew 24:6-8, He stated that the appearance of false christs, wars and rumors of wars, famines, and earthquakes are "the beginning of birth pains."
มัทธิว 24:6-8, ทรงบอกว่าการปรากฏตัวของพระคริสต์เทียมเท็จ    สงคราม   และข่าวลือเรื่องสงคราม   จะเกิดกันดารอาหาร  และแผ่นดินไหวเป็น "การเริ่มต้นความเจ็บปวดจากการคลอด"
       Paul, too, described the Tribulation as birth pains.

       เปาโลก็เช่นกัน  อธิบายว่าความทุกข์ยากลำบากเหมือนเกิดอาการปวดจากการคลอด

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา5:3  3 While people are saying, “There is peace and security,” then sudden destruction will come upon them as labor pains come upon a pregnant woman, and they will not escape.

3 เมื่อเขาพูดว่า   “สงบสุขและปลอดภัยแล้ว”   เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงเขาทันที   เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงที่มีครรภ์   เขาจะหนีก็ไม่พ้น

This event follows the Rapture and the removal of the Church, in 1 Thessalonians 4:13-18.

เกิดเหตุการณ์การรับขึ้นไปสวรรค์ทั้งเป็นและการกวาดล้างคริสตจักรใน 1 เธสะโลนิกา 4:13-18

13 But we do not want you to be uninformed, brothers, about those who are asleep, that you may not grieve as others do who have no hope.

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว   เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า   อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง

14 For since we believe that Jesus died and rose again, even so, through Jesus, God will bring with him those who have fallen asleep.

14 เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์   และทรงคืนพระชนม์แล้ว   โดยพระเยซูนั้น   พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น   มากับพระองค์

15 For this we declare to you by a word from the Lord, that we who are alive, who are left until the coming of the Lord, will not precede those who have fallen asleep.

15 ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ   ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา   จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่

16 For the Lord Hmself will descend from heaven with a cry of command, with the voice of an archangel, and with the sound of the trumpet of God. And the dead in Christ will rise first.

16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง   ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า   และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน

17 Then we who are alive, who are left, will be caught up together with them in the clouds to meet the Lord in the air, and so we will always be with the Lord.

17 หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่   จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น   และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ   อย่างนั้นแหละ   เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์

In 1 Thessalonians 5:9, Paul reemphasizes the absence of the Church from this time period by saying,

ใน 1 เธสะโลนิกา 5:9 เปาโลตอกย้ำการหายไปของคริสตจักรจากช่วงเวลานี้ด้วยกล่าวว่า

9 For God has not destined us for wrath, but to obtain salvation through our Lord Jesus Christ,

9 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา   แต่สำหรับให้เข้าสู่ความรอด   โดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

The wrath spoken of here is God's judgment on the unbelieving world and His discipline of Israel during the Tribulation.
ที่นี่พระพิโรธที่กล่าวถึงคือการตัดสินของพระเจ้าต่อมนุษย์โลกที่ไม่เชื่อฟัง  และการลงวินัยอิสราเอลในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ครั้งใหญ่ของพวกเขา

These “birth pains” are described in detail in Revelation 6-12 Part of the purpose of the Tribulation is to bring Israel back to the Lord.
"ความเจ็บปวดจากการคลอด" เหล่านี้ ได้อธิบายละเอียดในวิวรณ์ 6-12  วัตถุประสงค์หนึ่งของความทุกข์ยากลำบาก คือการนำอิสราเอลกลับไปหาพระเจ้า

For those who have received Christ as Savior from sin, the time of Jacob's trouble is something for which we should praise the Lord, for it demonstrates that God keeps His promises.

สำหรับผู้ที่ได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป  เวลายากลำบากของยาโคบเป็นสิ่งที่เราควรสรรเสริญพระเจ้า  เพราะได้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์

He has promised us eternal life through Christ our Lord, and He has promised land, seed, and blessing to Abraham and his physical descendants.

พระองค์ได้ทรงสัญญากับเราว่าทรงประทานชีวิตนิรันดร์ทางพระคริสต์เจ้า   และแผ่นดินที่ทรงสัญญา  และพระพรแก่อับราฮัมและลูกหลานฝ่ายกายภาพของเขา

However, before He fulfills those promises, He will lovingly but firmly discipline the nation of Israel so that they return to Him.7

อย่างไรก็ตาม    ก่อนที่พระองค์ทรงทำให้พระสัญญาสำเร็จบริบูรณ์  พระองค์ทรงลงวินัยอย่างหนักด้วยความรักแก่อิสราเอลเพื่อให้พวกเขาหันกลับไปหาพระองค์

Revelation วิวรณ์ 1:8

8 “I am the Alpha and the Omega,” says the Lord God, “who is and who was and who is to come, the Almighty.”

8 พระเจ้าผู้ทรงอยู่เดี๋ยวนี้   ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน   ผู้จะเสด็จมานั้น   และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด   ได้ตรัสว่า   “เราเป็นอัลฟา   และโอเมกา”

Isaiah อิสยาห์ 41:4 4 Who has performed and done this, calling the generations from the beginning?  I, the LORD, the first, and with the last; I am He.

4 ผู้ใดได้ประกอบกิจและกระทำเช่นนี้   เรียกบรรดาชาติพันธุ์ทั้งหลายออกมาตั้งแต่ปฐมกาล  
  เราเองคือพระเจ้าผู้เป็นปฐม    และกับกาลอวสาน  ข้าพระองค์คือผู้นั้น  

Isaiah อิสยาห์ 44:6 6 Thus says the LORD, the King of Israel and his Redeemer, the LORD of hosts: “I am the first and I am the last; besides me there is no god.

6 พระเจ้า  พระบรมมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล   และผู้ไถ่ของเขา  พระเจ้าจอมโยธา  ตรัสดังนี้ว่า  
  “ข้าพระองค์เป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย   นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า  
Isaiah อิสยาห์ 48:12 12 “Listen to Me, O Jacob, and Israel, whom I called! I am He; I am the first, and I am the last.

12 “ฟังข้าพระองค์  โอ  ยาโคบเอ๋ย  และอิสราเอล  ผู้ซึ่งเราเรียก  ข้าพระองค์คือพระองค์ทีเดียว  

ข้าพระองค์เป็นต้นและข้าพระองค์เป็นปลาย  
Revelation วิวรณ์ 21:6-7 6 And He said to me, “It is done! I am the Alpha and the Omega, the beginning and the end. To the thirsty I will give from the spring of the water of life without payment.

6 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า   “สำเร็จแล้ว   ข้าพระองค์เป็นอัลฟาและโอเมกา   เป็นปฐมและอวสาน   ผู้ใดกระหาย  ข้าพระองค์จะให้ผู้นั้นดื่มจากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

7 One who conquers will have this heritage, and I will be his God and he will be My son.

7 ผู้ใดมีชัยชนะ   ผู้นั้นจะได้รับสิ่งเหล่านี้เป็นมรดก   และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา   และเขาจะเป็นบุตรของข้าพระองค์

Revelation วิวรณ์ 22:12-13 12 “Behold, I am coming soon, bringing my recompense with me, to repay everyone for what he has done. _

12 “ดูเถิด   ข้าพระองค์จะมาในเร็วๆนี้   และจะนำบำเหน็จของข้าพระองค์มาด้วย   เพื่อตอบแทนการกระทำของทุกคน

13 I am the Alpha and the Omega, the first and the last, the beginning and the end.”

13 ข้าพระองค์คืออัลฟาและโอเมกา   เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย   เป็นปฐมและเป็นอวสาน”  

Jesus and the Father are one, the Alpha and the Omega, the beginning and the end. 

พระเยซูและพระบิดาทรงเป็นอันเดียวกัน   เป็นอัลฟาและโอเมกา จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

God is in control, God is on the throne, that same God who did the good work in the beginning is here in the middle and will come through in the end.

พระเจ้าทรงควบคุม   พระเจ้าทรงประทับบนบัลลังก์    พระเจ้าองค์เดียวกันที่ทรงทำพระราชกิจตอนเริ่มต้น  มาถึงยุคกลาง  และจะมาถึงตอนสิ้นสุด

9 I, John, your brother and partner in the tribulation and the kingdom and the patient endurance that are in Jesus, was on the island called Patmos on account of the word of God and the testimony of Jesus.

9 ข้าพเจ้าคือยอห์น   พี่น้องของท่านทั้งหลาย   ผู้เป็นเพื่อนร่วมการยากลำบาก   และร่วมราชอาณาจักร   และร่วมความอดทน   ซึ่งเป็นประสบการณ์ในพระเยซู   ข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่ที่เกาะปัทมอสเนื่องด้วยพระวจนะของพระเจ้า   และเนื่องด้วยการเป็นพยานฝ่ายพระเยซู

Revelation 1

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top