Saturday, January 25, 2014

 

Today Christians must be on guard for false doctrines which can so easily deceive us if we are not well versed in the Word.

วันนี้คริสตชน จะต้องเฝ้าระวังคำสอนเท็จซึ่ง สามารถหลอกลวงเราอย่างง่ายดาย  ถ้าเราไม่ได้ยึดข้อพระคัมภีร์ไว้อย่างดี

We need to know the Gospel to protect and defend it, and accept the Lordship of Christ, which is evidenced by a life-change.

เราต้องรู้จักพระกิตติคุณเพื่อป้องกันและปกป้องจากคำสอนเท็จ และ ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระเจ้าซึ่งพิสูจน์ให้เห็นโดยการเปลี่ยนแปลงชีวิต

Authentic faith always reflects Christ-like behavior.

ความเชื่อที่แท้จริงสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมที่ เหมือนพระคริสต์เสมอ

Our life in Christ should reflect our very own heart-knowledge that rests on the authority of the Almighty Creator and Father who puts faith into practice.

ชีวิตของเราในพระคริสต์ควรสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจทีรู้ว่าต้องวางอยู่ในสิทธิอำนาจของพระผู้ทรงสร้างที่ยิ่งใหญ่ และพระบิดาผู้ทรงทำให้เรานำความเชื่อไปปฏิบัติ

We need that personal relationship with Him; only then will we know His voice so well that we will follow no other.1

เราจำเป็นต้องติดสนิทกับพระองค์เป็นส่วนตัว  เพียงแค่นั้นแล้วเราจะได้รู้จักพระสุรเสียงของพระองค์ดีแล้วเราจะไม่ติดตามผู้อื่น

1Jude, a servant of Jesus Christ and brother of James,To those who are called, beloved in God the Father and kept for Jesus Christ:

1 ยูดา   ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์และเป็นน้องของยากอบ  

เรียน  คนทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงเรียกไว้   ผู้ซึ่งเป็นที่รักในพระเจ้าพระบิดา  และผู้ซึ่งทรงคุ้มครองรักษาไว้เพื่อพระเยซูคริสต์

Some translations use “sanctified” in verse 1. 

คำแปลบางอย่างใช้ "การชำระให้บริสุทธิ์" ในข้อ 1

In the Old Testament they built the tabernacle to worship God, they built the instruments that were to be used in the worship: the cup, the tables, and the plates and so forth, and they sanctified them.

ในพันธสัญญาเดิมที่พวกเขาสร้างพลับพลาที่จะนมัสการพระเจ้า  พวกเขาสร้างเครื่องมือที่จะใช้ในการนมัสการ ได้แก่ถ้วย โต๊ะและจานและอื่น ๆ และพวกเขาได้ชำระให้บริสุทธิ์

That is, they set them apart to be used exclusively in the worship of God, and therefore, were not to be used just in an ordinary sense.

นั่นคือ พวกเขาจัดแยกภาชนะไว้ต่างหากเฉพาะเพื่อที่จะใช้ในการนมัสการพระเจ้า และดังนั้น จะไม่นำมาใช้ในกรณีธรรมดา

In other words, if you were thirsty, you weren't to grab one of these cups and get yourself a drink out of it.

อีกนัยหนึ่ง ถ้าคุณกระหายน้ำ  คุณต้องไม่คว้าถ้วยหนึ่งใบเพื่อตัวเองจะดื่มจากนั้น

They were set aside for the worship of God. It was to be used exclusively in the worship of God. So they were said to be sanctified unto God.

ภาชนะเหล่านั้นจะถูกตั้งแยกไว้สำหรับการนมัสการพระเจ้า  มันต้องถูกนำมาใช้เฉพาะในการนมัสการพระเจ้า  ดังนั้นสิ่งเหล่านั้นจึงต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ถวายพระเจ้า

So when we commit our life completely unto God, sanctified, what it means is that your life has been set apart for God's use and you're really not to use it for your own purposes.2  

ดังนั้นเมื่อเราถวายชีวิตของเราอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้า  ชำระให้บริสุทธิ์  ก็หมายความว่าชีวิตของคุณได้ถูกตั้งแยกไว้เพื่อพระเจ้าทรงใช้ และคุณจริงๆไม่ได้ใช้เพื่อความประสงค์ของคุณเอง

You’ve been sanctified or kept for Jesus. 

คุณได้รับการชำระให้บริสุทธิ์หรือรักษาไว้เพื่อพระเยซู

2 May mercy, peace, and love be multiplied to you.

2 ขอพระเมตตาคุณ  สันติสุข  และความรักจงมีเพิ่มพูนแก่ท่านทั้งหลายยิ่งๆขึ้นเถิด

3 Beloved, although I was very eager to write to you about our common salvation, I found it necessary to write appealing to you to contend for the faith that was once for all delivered to the saints.

3 ท่านที่รักทั้งหลาย   ข้าพเจ้าได้ตั้งใจจะเขียนถึงท่านเรื่องความรอดร่วมกัน   แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า   จำเป็นจะต้องเขียนวิงวอนท่านให้ต่อสู้เพื่อหลักคำสอนที่เชื่อกันอยู่   ที่ได้ทรงโปรดมอบไว้แก่ธรรมิกชนครั้งเดียวเป็นพอนั้น

4 For certain people have crept in unnoticed who long ago were designated for this condemnation, ungodly people, who pervert the grace of our God into sensuality and deny our only Master and Lord, Jesus Christ.

4 เพราะว่ามีบางคนได้แอบแฝงเข้ามา   ซึ่งพระคัมภีร์ได้บ่งไว้นานแล้วว่า   เขาจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างนี้   เขาเหล่านั้นเป็นคนอธรรม   ที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเราเป็นเหตุให้กระทำความชั่วช้าลามกและเขาปฏิเสธพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว  

2 Peter 2 เปโตร 2:1 1 But false prophets also arose among the people, just as there will be false teachers among you, who will secretly bring in destructive heresies, even denying the Master who bought them, bringing upon themselves swift destruction.

1 แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นในชนชาตินั้น  เช่นเดียวกับที่จะมีผู้สอนผิดเกิดขึ้นในพวกท่านทั้งหลาย   ซึ่งจะลอบเอามิจฉาลัทธิอันจะให้ถึงความพินาศเข้ามาเสี้ยมสอน  จนถึงกับปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ได้ทรงไถ่เขาไว้   ซึ่งจะทำให้เขาพินาศโดยเร็วพลัน

There are false prophets - and false teachers today. They are among you, not only on the outside of the church. 

มีผู้พยากรณ์เท็จ - มีครูสอนเท็จวันนี้ พวกเขาอยู่ท่ามกลางพวกคุณ ไม่เพียงแต่ภายนอกคริสตจักร

Those who will secretly bring in destructive heresies: False teachers work secretly.  

บรรดาผู้ที่แอบนำคำสอนนอกรีตมาทำลาย  ครูสอนเท็จแอบทำงานลับๆ

Their teaching isn’t secret, but the deceptive nature of their teaching is hidden. 

คำสอนของพวกเขาไม่ได้เป็นความลับ  แต่ลักษณะไม่น่าไว้วางใจของคำสอนของพวกเขาถูกซ่อนปกปิดไว้

Of course, no false teacher will announce himself as a false teacher!

แน่นอน ไม่มีครูสอนเท็จคนใดประกาศว่าตัวเองเป็นครูสอนเท็จ!

False teachers bring in destructive heresies that destroy by telling lies about Jesus Christ and His work for us and in us.  By these heresies people are hurt and destroyed.  Heresy isn't harmless.3

ครูสอนเท็จนำคำสอนนอกรีตเข้ามาทำลายโดยการโกหกเรื่องพระเยซูคริสต์  และพระราชกิจของพระองค์สำหรับเราและในตัวเรา โดยคำสอนนอกรีต คนเหล่านี้เจ็บปวดและถูกทำลาย  คำสอนนอกรีตไม่ใช่ไม่เป็นอันตราย

Some false teachers even deny the Lord or His work to save us.

ครูบางเท็จบางคนยังปฏิเสธพระเจ้าหรือพระราชกิจของพระองค์ที่ทรงช่วยเราให้รอดด้วย

They may seem to be Christians but they are false, destructive teachers.

พวกเขาอาจดูเหมือนจะเป็นคริสเตียน แต่พวกเขาเป็นครูสอนเท็จที่คอยทำลาย

Just because a person has what appears to be a godly walk and relationship with Jesus Christ, they can still be bringing in destructive heresies. 

เพียงเพราะคนหนึ่งดูเหมือนมีทีท่าว่าจะเดินตามอย่างพระเจ้า และมีการติดสนิทกับพระเยซูคริสต์  พวกเขาก็ยังสามารถนำลัทธินอกรีตมาทำลายได้

Often times, the worst damage is done by a good man who teaches lies. 

บ่อยครั้ง ความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดเกิดจากการกระทำโดยคนดีที่สอนเท็จ

His lies are accepted far more easily because of the good character of the man.

คำโกหกของเขาได้รับการยอมรับง่ายกว่าเพราะบุคลิกลักษณะที่ดีของคนนั้น

2 And many will follow their sensuality, and because of them the way of truth will be blasphemed.

2 จะมีคนหลายคนประพฤติชั่วตามอย่างเขาและเพราะคนเหล่านั้นเป็นเหตุ   ทางของสัจจะจะถูกกล่าวร้าย

3 And in their greed they will exploit you with false words. Their condemnation from long ago is not idle, and their destruction is not asleep.

3 และด้วยใจโลภเขาจะกล่าวตลบตะแลงค้ากำไรจากท่านทั้งหลาย   การลงโทษคนเหล่านั้นที่ได้ถูกพิพากษานานมาแล้วจะไม่เนิ่นช้า   และความวิบัติที่จะเกิดกับเขาก็หาสลายไปไม่  

Jude ยูดา 1:5 5 Now I want to remind you, although you once fully knew it, that Jesus, who saved a people out of the land of Egypt, afterward destroyed those who did not believe.

5 ถึงแม้ว่าท่านรู้ข้อความเหล่านี้ตลอดแล้วก็ตาม  ข้าพเจ้าก็ปรารถนาให้ท่านทั้งหลายระลึกถึงว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ชนชาติหนึ่ง  รอดจากแผ่นดินอียิปต์แล้ว  ภายหลังพระองค์ก็ได้ทรงทำลายคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อพระองค์เสีย

Numbers กันดารวิถี 26:64-65 64But among these there was not one of those listed by Moses and Aaron the priest, who had listed the people of Israel in the wilderness of Sinai.

64แต่ตามรายชื่อเหล่านี้ไม่มีชายสักคนหนึ่งซึ่ง โมเสสและอาโรนได้นับไว้ ครั้งเมื่อนับคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารซีนาย

65For the LORD had said of them, “They shall die in the wilderness.” Not one of them was left, except Caleb the son of Jephunneh and Joshua the son of Nun.

65เพราะพระเจ้าตรัสเรื่องเขาเหล่านั้นว่า  “เขาจะต้องตายในถิ่นทุรกันดาร”  ไม่มีชายสักคนหนึ่งเหลืออยู่  นอกจากคาเลบบุตรเยฟุนเนห์และโยชูวาบุตรนูน

16For who were those who heard and yet rebelled? Was it not all those who left Egypt led by Moses?

16ใครหนอที่ได้ยินแล้วแต่ยังได้กบฏก็คือ  ทุกคนที่โมเสสได้นำออกจากประเทศอียิปต์มิใช่หรือ

17And with whom was he provoked for forty years? Was it not with those who sinned, whose bodies fell in the wilderness?

17และใครหนอที่พระองค์ได้ทรงพระพิโรธตลอดสี่สิบปีนั้น  ก็คนเหล่านั้นที่กระทำบาป  และซากศพของเขาทิ้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารมิใช่หรือ

18And to whom did He swear that they would not enter His rest, but to those who were disobedient?

18และแก่ใครหนอที่พระองค์ได้ทรงปฏิญาณว่า  เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งพระองค์ทรงประทาน  ก็คนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อฟังมิใช่หรือ

19So we see that they were unable to enter because of unbelief.

19ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงรู้ว่า  เขาไม่สามารถเข้าไปสู่การพำนักนั้นได้ก็เพราะเขาไม่ได้เชื่อ

Again, there is the exhortation towards perseverance. 

อีกครั้ง  มีคำแนะนำตักเตือนให้มีความอดทนอดกลั้น

Keep on believing, keep on trusting.

จงรักษาความเชื่อไว้ต่อไป  จงมีความไว้วางใจต่อไป

It is important for us to notice their failure was the failure of faith.

เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะสังเกตเห็นความล้มเหลวนั้นคือการล้มลงในความเชื่อ

They did not believe God was able to bring them into the land.

พวกเขาไม่เชื่อพระเจ้า ว่าทรงสามารถที่จะนำพวกเขาเข้าไปยังดินแดนนั้น

They, somehow, were looking at their own resources and looking at the power of their enemies.

บางที  พวกเขากำลังหาวิธีการด้วยตนเอง  และกำลังมองหาอำนาจจากศัตรูของเขา

They were saying, "We can't do it. We're unable to go in."

พวกเขากำลังพูดว่า "เราไม่สามารถทำได้ เราไม่สามารถเข้าไปที่นั่น"

Many times we find that it is our unbelief that keeps us from entering into that full rich life that God would have us to experience and to enjoy.

หลายครั้งที่เราพบว่ามันเป็นความไม่เชื่อของเราที่ทำให้เราไม่ได้เข้าอยู่ในชีวิตที่เต็มบริบูรณ์แบบที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราได้สัมผัสและมีความสุข

Our problem is our looking at our own abilities and looking at the power of the enemy.

ปัญหาของเราคือเรากำลังมองที่ความสามารถของเราเองและกำลังมองไปที่อำนาจของศัตรู

Always when we get our eyes off the Lord and onto the Enemy, terror fills our heart, and unbelief.

เรามักจะละสายตาของเราออกจากพระเจ้า และดูที่ศัตรู  ใจของเราเต็มไปด้วยความกลัวและความสงสัย

We've got to know that there is greater power with us than that which is against us.

เราได้รู้ว่ามีพลังอำนาจที่เหนือกว่าเมื่อเปรียบกับอำนาจที่ต่อต้านเรา

Israel, the first example of those who did not enter into God's full blessings because of unbelief.

อิสราเอล เป็นตัวอย่างแรกของผู้ที่ไม่ได้เข้าในแผ่นดินที่เป็นพระพรจากพระเจ้า เพราะพวกเขาขาดความเชื่อวางใจ

6 And the angels who did not stay within their own position of authority, but left their proper dwelling, he has kept in eternal chains under gloomy darkness until the judgment of the great day—

6 และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจอธิปไตยที่ทรงประทานให้  แต่ได้ละทิ้งถิ่นฐานอันเหมาะสมของตนนั้น  พระองค์ก็ได้ทรงจองจำไว้ด้วยเครื่องพันธนาการอันไม่รู้จักสลาย  ขังไว้ในที่มืดจนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น

2 Peter 2 เปโตร 2:4 4 For if God did not spare angels when they sinned, but cast them into hell and committed them to chains of gloomy darkness to be kept until the judgment;

4 เพราะว่าถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงยกเว้นพวกทูตสวรรค์ที่ได้ทำบาปนั้น  แต่ได้ทรงผลักเขาลงไปสู่ทุคติ  และได้ขังเขาไว้ในขุมนรกมืด  คุมไว้จนกว่าจะถึงเวลาทรงพิพากษา

The Bible indicates that perhaps as many as a third of the angels rebelled with Satan against the authority and the government of God.

พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่า บางทีมีทูตสวรรค์มากถึงหนึ่งในสามที่ก่อกบฏร่วมกับซาตาน  ต่อต้านผู้มีสิทธิอำนาจและการปกครองของพระเจ้า

In the book of Revelation, "John saw the dragon being cast out of heaven with his tail he drew a third part of the stars," and stars are often used in the scripture as a reference to the angels.

ในหนังสือวิวรณ์ " ยอห์นได้เห็นพญานาคที่ถูกขับออกจากสวรรค์พร้อมกับบริวารของมัน  ที่มันลากเอาดวงดาวออกมาหนึ่งในสาม" และดวงดาว มักจะใช้ในพระคัมภีร์ ที่หมายถึงทูตสวรรค์

We know that there are angels which did not keep their first estate. They are mentioned here. It was this co-mingling of angels with men before the flood that brought the flood upon the world

เรา รู้ว่ามีทูตสวรรค์ที่ไม่ได้รักษาสถานะอันดับหนึ่งของตน  พวกเขาถูกกล่าวถึงที่นี่   มันเป็นการร่วมมั่วสุมกันของทูตสวรรค์กับมนุษย์ ก่อนน้ำท่วมแผ่นดินโลก.

The sons of God saw the daughters of men that they were fair, and they went unto them, and their offspring were giants. Genetic manipulation before the flood.

บุตรของพระเจ้าได้เห็นลูกสาวสวยของคนเหล่านั้น และพวกเขาก็ไปสมสู่กัน และเกิดลูกหลานออกมาร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์   มีการจัดการทางพันธุกรรมก่อนสมัยน้ำท่วม

So these no doubt are the angels kept not their first estate that God has now in chains of darkness awaiting the Day of Judgment.

ดังนั้นเหตุนี้เองจึงไม่มีข้อสงสัยว่าทูตสวรรค์มิได้รักษาสถานะอันดับหนึ่งของตน ดังนั้นพระเจ้าทรงผูกมัดเขาไว้ในความมืดขณะนี้ รอคอยวันแห่งการพิพากษา

Jude