Wednesday, January 1, 2014

 

1 John 2 Christ Our Advocate and Our Eternal Security

1 ยอห์น 2 พระคริสต์ ทนายแก้ต่างแทนเรา และความปลอดภัยนิรันดร์ของเรา

1 My little children, I am writing these things to you so that you may not sin. But if anyone does sin, we have an advocate with the Father, Jesus Christ the righteous.

1 ลูกของข้าพเจ้าเอ๋ย   ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลาย   เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป   และถ้าผู้ใดทำบาป   เราก็มีพระองค์ผู้ทูลขอพระบิดาเพื่อเรา   คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น

Jesus is the Advocate for Christians, meaning He is our great Defender.

พระเยซูทรงเป็นทนายแก้ต่างสำหรับคริสเตียน    หมายความว่าทรงเป็นผู้ปกป้องที่ดีของเรา

This is the intercessory role He currently fills for those who are His.

นี่คือบทบาทที่ทรงเข้ามาแทรกแซง ปัจจุบันทรงทำหน้าที่เป็นคนกลางแทนคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระองค์

Jesus is always pleading our case before the Father, like a defense lawyer on our behalf.

พระเยซูทรงอ้อนวอนกรณีของเราเสมอต่อพระพักตร์พระบิดาเหมือนทนายแก้ต่างเพื่อเห็นแก่เรา

Jesus is interceding for us while Satan (whose name means “accuser”) is accusing us, pointing out our sins and frailties before God, just as he did with Job.

พระเยซูทรงทำหน้าที่แทรกแซงแทนเราในขณะที่ซาตาน (ที่มีชื่อแปลว่า "โจทก์") กำลังกล่าวหาเรา  ชี้ให้เห็นความผิดบาปและความอ่อนแอของเราต่อพระเจ้า  เหมือนอย่างที่มารกระทำแก่โยบ

Job โยบ 1:6-12 6 Now there was a day when the sons of God came to present themselves before the LORD, and Satan also came among them.

6 อยู่มาวันหนึ่ง   เมื่อเทพบุตรทั้งหลายมารายงานตัวต่อพระเจ้า   ซาตานได้มาในหมู่เขาด้วย

7 The LORD said to Satan, “From where have you come?” Satan answered the LORD and said, “From going to and fro on the earth, and from walking up and down on it.”

7 พระเจ้าตรัสถามซาตานว่า  “เจ้ามาจากไหน”   ซาตานทูลตอบพระเจ้าว่า  “จากไปๆมาๆ  อยู่บนแผ่นดินโลก   และจากเดินขึ้นเดินลงบนนั้น”

8 And the LORD said to Satan, “Have you considered my servant Job, that there is none like him on the earth, a blameless and upright man, who fears God and turns away from evil?”

8 และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า   “เจ้าได้ไตร่ตรองดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่   ว่าในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา   เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม   เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย”

9 Then Satan answered the LORD and said, “Does Job fear God for no reason?

9 แล้วซาตานทูลตอบพระเจ้าว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆหรือ

10 Have you not put a hedge around him and his house and all that he has, on every side? You have blessed the work of his hands, and his possessions have increased in the land.

10 พระองค์มิได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา  และครัวเรือนของเขา   และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ   พระองค์ได้ทรงอำนวยพระพรงานน้ำมือของเขา   และฝูงสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน

11 But stretch out your hand and touch all that he has, and he will curse you to your face.”

11 แต่ขอยื่นพระหัตถ์เถิด  และแตะต้องสิ่งของทั้งสิ้น ที่เขามีอยู่   และเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์”

12 And the LORD said to Satan, “Behold, all that he has is in your hand. Only against him do not stretch out your hand.” So Satan went out from the presence of the LORD.

12 และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า  “ดูเถิด   บรรดาสิ่งที่เขามีอยู่ก็อยู่ในอำนาจของเจ้า   เพียงแต่อย่ายื่นมือแตะต้องตัวเขาเท่านั้น”   ซาตานจึงออกไปจากพระพักตร์ของพระเจ้า

But the accusations of Satan fall upon deaf ears in heaven, because Jesus’ work on the cross completely paid our sin debt in full; therefore, God always sees in His children the perfect righteousness of Jesus.

แต่ข้อกล่าวหาของซาตานตกอยู่กับคนหูหนวกในสวรรค์   เพราะภารกิจของพระเยซูบนกางเขนเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์    ทรงชดใช้หนี้บาปของเราครบถ้วน   ดังนั้นพระเจ้าทรงนับว่าลูก ๆ ของพระองค์มีความชอบธรรมที่สมบูรณ์แบบในพระเยซูเสมอ

When Jesus died on the cross, His righteousness (perfect holiness) was imputed to us, while our sin was imputed to Him at His death.

เมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน    ความชอบธรรมของพระองค์ (ความบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์แบบ) ทรงประทานให้กับเรา   ในขณะที่พระองค์ทรงแบกรับความบาปของเราโดยความตาย

This is the great exchange Paul talks about.

นี้เป็นการแลกเปลี่ยนกันตามที่เปาโลกล่าว

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:21 21For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in Him we might become the righteousness of God.

21 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์

That took away forever our sinful state before God, so God can accept us as blameless before Him.

ที่ได้นำเอาสถานภาพบาปของเราไปต่อพระพักตร์พระเจ้า   ดังนั้นพระเจ้าทรงสามารถยอมรับเราว่าปราศจากที่ตำหนิต่อพระพักตร์พระองค์

Finally, it is important to understand that Jesus is the only mediator between God and man.

ในที่สุดมันเป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้าใจว่าพระเยซูทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์

No one else—not Mary, not any previous Christian saints, not angels—has the power to intercede for us before the throne of the Almighty.

ไม่มีใครอื่น  ไม่ใช่พระแม่มาเรีย  ไม่ใช่นักบุญคริสเตียนก่อนหน้านี้   ไม่ใช่ทูตสวรรค์   -- ทีมีอำนาจที่จะเป็นคนกลางอ้อนวอนแทนเราต่อพระที่นั่งบัลลังก์ของพระเจ้า

Christ alone mediates and intercedes between God and man.1

พระคริสต์องค์เดียวที่ทรงเป็นคนกลางและทรงเข้าแทรกแซงระหว่างพระเจ้าและมนุษย์

1 Timothy 1ทิโมธี 2:5 5 For there is one God, and there is one mediator between God and men, the man Christ Jesus,

5  ด้วยเหตุว่ามีพระเจ้าองค์เดียว   และมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์   คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์

1 John 1 ยอห์น 2:2  2 He is the propitiation for our sins, and not for ours only but also for the sins of the whole world.

2 และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลาย   เพราะบาปของเรา   และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว   แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย

The word propitiation means appeasement, or satisfaction, specifically towards God.

คำว่า การปลอบโยน  หมายถึงการทำให้พอใจ  หรือความพึงพอใจ โดยเฉพาะต่อพระเจ้า

Propitiation is a two-part act that involves appeasing the wrath of an offended person and being reconciled to Him.

การปลอบโยนเป็นการกระทำสองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  คือการทำให้ความโกรธของผู้ที่ขัดเคืองได้สงบลง  และกลับคืนดีกันกับพระองค์

The Bible teaches that God Himself has provided the only means through which His wrath can be appeased and sinful man can be reconciled to Him.

พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าเองได้ทรงจัดเตรียมหนทางเดียว  ซึ่งโดยพระอาชญาของพระองค์สามารถจะรับการเล้าโลม    และคนบาปสามารถกลับไปคืนดีกับพระองค์

In the New Testament, the act of propitiation always refers to the work of God and not the sacrifices or gifts offered by man.

ในพันธสัญญาใหม่, การบรรเทาโทษ หมายถึงการทำงานของพระเจ้า  และไม่ใช่การเสียสละหรือของขวัญที่มนุษย์ทูลเสนอ

The reason for this is that man is totally incapable of satisfying God’s justice except by spending eternity in hell.

เหตุผลของเรื่องนี้คือว่า ความยุติธรรมของพระเจ้าไม่มีใครเลยสามารถทำให้ทรงพอพระทัย  ยกเว้นโดยการไปตกนรกนิรันดร์

There is no service, sacrifice or gift that man can offer that will appease the holy wrath of God or satisfy His perfect justice.

ไม่มีการนมัสการ การถวายบูชา  หรือของขวัญใดๆ ที่มนุษย์สามารถถวายเพื่อที่จะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้า   หรือทำให้พระเจ้าผู้ทรงความยุติธรรมพอพระทัยได้

The only satisfaction, or propitiation, that could be acceptable to God and that could reconcile man to Him, had to be made by God.

สิ่งเดียวที่เป็นความพึงพอใจ   หรือการบรรเทาโทษ  ซึ่งพระเจ้าอาจจะทรงยอมรับได้  และที่จะนำคนมาคืนดีกับพระองค์    จะต้องถูกกระทำโดยพระเจ้า

For this reason God the Son, Jesus Christ, came into the world in human flesh to be the perfect sacrifice for sin and make atonement.

ด้วยเหตุนี้  พระเจ้าพระบุตร  พระเยซูคริสต์  เสด็จเข้ามาในโลกในสภาพเนื้อหนังมนุษย์   ที่ต้องสละพระชนม์เพื่อเป็นการลบล้างไถ่บาปและเป็นเครืองถวายบูชาที่ทรงพอพระทัย

Hebrewsฮีบรู 2:17 17 Therefore He had to be made like His brothers in every respect, so that He might become a merciful and faithful high priest in the service of God, to make propitiation for the sins of the people.

17 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง   เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต   ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ   ในการกระทำกิจกับพระเจ้า   เพื่อลบล้างบาปของประชาชน

The word propitiation is used in several key verses to explain what Jesus accomplished through His death on the cross.

คำว่าการไถ่บาป ที่ใช้ในข้อพระคัมภีร์สำคัญหลายข้อ เพื่ออธิบายสิ่งที่พระเยซูทรงประสบความสำเร็จ  โดยผ่านการสิ้นพระชนม์บนกางเขน

Romansโรม 3:23-26 23 for all have sinned and fall short of the glory of God,

23 เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

24 and are justified by his grace as a gift, through the redemption that is in Christ Jesus,

24 แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม   โดยไม่คิดมูลค่า   โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว

25 whom God put forward as a propitiation by his blood, to be received by faith. This was to show God's righteousness, because in his divine forbearance he had passed over former sins.

25 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์   โดยความเชื่อจึงได้ผล   ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า   ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย   และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น

26 It was to show His righteousness at the present time, so that He might be just and the justifier of the one who has faith in Jesus.

26 และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม   และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย  


for more see www.wdbydana.com/sermon.html

1 John 2