Wednesday, September 25, 2013

 

Faith and patience, these are the two things necessary in order to receive the promises of God.

ความเชื่อและความอดทนเหล่านี้เป็นสองสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับพระสัญญาจากพระเจ้า

Hebrews ฮีบรู11:6  And without faith it is impossible to please him, for whoever would draw near to God must believe that he exists and that he rewards those who seek him.

แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว   จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย   เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น   ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่   และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์

You must have faith in God's Word. Faith in God. Faith in the abilities of God.

คุณต้องมีความเชื่อมั่นในพระวจนะของพระเจ้า   ความเชื่อในพระเจ้า ความเชื่อมั่นในพระปรีชาสามารถของพระเจ้า

Faith to know that God is able to do that which He has promised. That which He has promised He is able also to perform.

มีความเชื่อที่จะรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถที่จะทำสิ่งที่ทรงให้สัญญา สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้พระองค์ทรงกระทำได้                                                                                                                       The second thing you must have is patience, because God doesn't always respond to your prayer the minute you pray.

สิ่งที่สองที่คุณต้องมีคือความอดทน   เพราะพระเจ้าไม่เคยตอบคำอธิษฐานของผมทันทีที่คุณอธิษฐาน

God allows many times the test of your faith and a period of time between your prayer and the answer to that prayer.

พระเจ้าทรงอนุญาตให้มีการทดสอบความเชื่อของคุณหลายต่อหลายครั้ง  ช่วงระยะเวลาระหว่างการอธิษฐานและตอบคำอธิษฐานของคุณ

That patience in which faith is tested. So let us be followers of those who through faith and patience inherit the promise.

เราจะถูกทดสอบความอดทนในความเชื่อ ดังนั้นให้เราตามอย่างคนเหล่านั้นที่ผ่านความเชื่อและความอดทนเพื่อจะรับมรดกตามพระสัญญา

Believe the promise and then wait patiently for God to keep His word.

เชื่อพระสัญญาแล้วอดทนรอพระเจ้าเพื่อทรงรักษาพระคำนั้น

But in the meantime, you hold on to the promise, because the promises of God are something that you can trust and rely upon.

แต่ในขณะเดียวกัน  คุณยึดมั่นในพระสัญญา เพราะพระสัญญาของพระเจ้าเป็นสิ่งที่คุณสามารถวางใจได้และพึ่งพาได้

13For when God made a promise to Abraham, since He had no one greater by whom to swear, He swore by Himself,

13เมื่อพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัมนั้น   โดยเหตุที่ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าพระองค์ที่พระองค์จะทรงอ้างได้นั้น   พระองค์ก็ได้ทรงอ้างพระองค์เอง

14saying, “Surely I will bless you and multiply you.”

14คือตรัสว่า   ข้าพเจ้า จะอำนวยพรเจ้าเป็นแน่ และจะให้เผ่าพันธุ์ของเจ้าทวีมากขึ้น

15And thus Abraham, having patiently waited, obtained the promise.

15เช่นนั้นแหละ   เมื่ออับราฮัมได้ทนคอยด้วยความเพียรแล้ว   ท่านก็ได้รับพระพรตามพระสัญญานั้น

There is nothing impossible with God, even child birth at old age. 

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า  แม้คนวัยชราก็ยังคลอดบุตรได้

In fact, I'll tell you there is nothing hard for God.

แท้จริง ผมจะบอกคุณว่าไม่มีอะไรที่ยากสำหรับพระเจ้า

There is nothing that puts God under pressure or strains Him in the least

ไม่มีอะไรที่ทำให้พระเจ้าอยู่ภายใต้แรงกดดันหรือความบีบคั้นในพระองค์แม้สักนิดเดียว

16For people swear by something greater than themselves, and in all their disputes an oath is final for confirmation.

16ส่วนมนุษย์นั้นต้องสาบานต่อหน้าผู้ที่เป็นใหญ่กว่าตน   แล้วเมื่อเกิดข้อทุ่มเถียงอะไรกันขึ้น   ก็ต้องถือคำสาบานนั้นเป็นคำยืนยันขั้นเด็ดขาด

17So when God desired to show more convincingly to the heirs of the promise the unchangeable character of His purpose, He guaranteed it with an oath,

17ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงประสงค์จะแสดงให้บรรดาผู้ที่ได้รับพระสัญญาเป็นมรดกรู้แน่ยิ่งขึ้นว่า   พระดำริของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง   พระองค์จึงได้ทรงยืนยันพระสัญญานั้นด้วยคำสาบาน

God is unchanging. He will not change.

พระเจ้าทรงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จะไม่ทรงเปลี่ยนแปลง

God will not make a promise to you and then back down on it.

พระเจ้าจะไม่ให้สัญญาคุณแล้วจะกลับมาเปลี่ยนแปลงอีก

18so that by two unchangeable things, in which it is impossible for God to lie, we who have fled for refuge might have strong encouragement to hold fast to the hope set before us.

18เพื่อว่าโดยสองประการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้   (พระเจ้าจะไม่ตรัสมุสา)   ข้าพเจ้า ผู้ที่ได้หนีไปยึดความหวังซึ่งมีอยู่ตรงหน้า   ข้าพเจ้า จึงจะได้รับการชูใจอย่างมากมาย

The two unchanging things: God's Word, it doesn't change.

สองสิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง: พระวจนะของพระเจ้า ไม่มีวันเปลี่ยน

The Word of God is forever established and settled in heaven.

พระวจนะของพระเจ้าคงอยู่ตลอดไปและคงอยู่ในสวรรค์

Matthew มัทธิว24:35 Heaven and earth will pass away, but my words will not pass away.

ฟ้าและดินจะล่วงไป   แต่ถ้อยคำของข้าพเจ้า จะสูญหายไปหามิได้เลย

The oath is the second thing, when God made the oath to confirm His Word. 

คำสัญญาเป็นสิ่งที่สอง  เมื่อพระเจ้าทรงตรัสคำสัญญา  จะทรงยืนยันพระคำของพระองค์

God has declared to you what He will do for you and then He took an oath saying, "I will."

พระเจ้าได้ทรงประกาศให้คุณรู้สิ่งที่จะทรงทำเพื่อคุณ   และจากนั้นจะรักษาคำตรัสนั้นว่า "เราจะทำ"

Swearing by no greater as He has no greater to swear by, He swears by Himself.

คำสัตย์สาบานไม่ใหญ่กว่าพระองค์ที่ได้ตรัสคำสาบาน   ทรงรักษาคำสัญญาด้วยพระองค์เอง

Promising to do it, you've got two unchanging things.

การทรงสัญญาว่าจะทำ    ทำให้คุณได้รับสองสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

Whenever you run up against a difficult problem, go to the Word of God.

เมื่อใดก็ตามที่คุณเผชิญกับปัญหาที่ยาก   จงเปิดดูพระวจนะของพระเจ้า

Find a promise of God that is applying to you and to that situation, and then just hold on to that promise every time the Enemy would want you to doubt God.

ค้นหาพระสัญญาของพระเจ้าที่จะประยุกต์ใช้กับคุณและกับสถานการณ์นั้น  คุณเพียงแค่รักษาสัญญา   ทุกครั้งศัตรูต้องการให้คุณสงสัยพระเจ้าเสมอ

19We have this as a sure and steadfast anchor of the soul, a hope that enters into the inner place behind the curtain,

19ความหวังที่ข้าพเจ้า ยึดนั้นเป็นเสมือนสมอที่แน่และมั่นคงของจิตใจ   ความหวังนั้นที่นำไปสู่อภิสุทธิสถานข้างหลังม่าน

So in prayer we come boldly to the throne of grace that we might find mercy and grace in our time of need.

ดังนั้นในการอธิษฐานเรามาถึงพระบัลลังก์แห่งพระคุณอย่างกล้าหาญ   ที่เราอาจจะได้รับความเมตตาและพระคุณในเวลาที่เราจำเป็น

Before only the High Priest of Israel could go behind the curtain in the Temple for a special annual prayer for the people, but now within the curtain I can come right into the Father, because Jesus has made the way. 

ก่อนหน้านี้ จะมีเพียงมหาปุโรหิตของอิสราเอลจะเข้าไปอยู่หลังม่านในพระวิหารเพื่ออธิษฐานประจำปีเป็นพิเศษสำหรับประชาชน  แต่ตอนนี้ภายในม่าน ผมสามารถมายืนต่อหน้าพระบิดา เพราะพระเยซูได้ทรงเปิดทางแล้ว

Our great High Priest the Lord Jesus has entered into heaven for us.

มหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่ของเรา พระเยซู ได้เสด็จสู่สวรรค์เพื่อรอรับเรา

By Him and through Him we can come boldly now right to the Father within the veil and stand upon the Word.

โดยพระองค์และโดยทางพระองค์  เราสามารถมาอย่างกล้าหาญ  ในขณะนี้มีสิทธิมาถึงพระบิดาผ่านผ้าม่านนั้นและยืนอยู่โดยพระคำ

20where Jesus has gone as a forerunner on our behalf, having become a high priest forever after the order of Melchizedek.

20ที่พระเยซูผู้ทรงนำหน้าได้เสด็จเข้าไปก่อนเพื่อข้าพเจ้า แล้ว   เพราะพระองค์ได้ทรงรับการแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตเป็นนิตย์   ตามแบบอย่างเมลคีเซเดคนั้น

So this morning, are you anchored in the Word of God?  

ดังนั้นเช้าวันนี้คุณกำลังพักสงบอยู่ในพระวจนะของพระเจ้าหรือ

Are you believing the Bible to be true and applicable to your life?

คุณเชื่อไหมว่าพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นจริงและใช้กับชีวิตของคุณได้

Have you trusted Jesus as your Lord and Savior?

คุณได้วางใจพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณหรือ

Romansโรม10:9 9  because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved.

9 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

Are you abiding in Jesus?  Are you bearing fruit and maturing in Christ?

คุณกำลังพักสงบในพระเยซูไหม  คุณกำลังเกิดผลและเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์หรือเปล่า

For more see www.wdbydana.com/sermon.html

Hebrews 6b and 7