Wednesday, August 28, 2013

 

Titus chapter 1 Qualifications to be a pastor

ทิตัสบทที่ 1 คุณสมบัติเป็นอาจารย์

Titus chapter 1 Qualifications to be a pastor

ทิตัส บทที่ 1 คุณสมบัติการเป็นอาจารย์

1Paul, a servant of God and an apostle of Jesus Christ, for the sake of the faith of God's elect and their knowledge of the truth, which accords with godliness,

1จาก เปาโล   ผู้รับใช้ของพระเจ้าและอัครทูตของพระเยซูคริสต์   เพื่อหนุนความเชื่อของผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้และให้รู้จักสัจจะตามธรรมนั้น

Paul says that he is a servant of God and an apostle of Jesus Christ, that is one who is sent as a special messenger. 

เปาโลบอกว่าท่านเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า   และเป็นอัครสาวกของพระเยซูคริสต์  คือเป็นคนหนึ่งที่ถูกส่งไปเป็นผู้สื่อสารพิเศษ

Paul says that he is a bond slave of God.

เปาโลบอกว่ท่านเป็นทาสรับใช้ของพระเจ้า

We know from the Old Testament that a bond slave was one who chose to remain a slave of his master for life.

เรารู้จากพระคัมภีร์เดิมว่าทาสรับใช้เป็นคนหนึ่งที่เลือกที่จะอยู่เป็นทาสของเจ้านายของเขาชั่วชีวิต

An apostle is one who has seen Jesus and has been chosen by Him.  

อัครสาวกเป็นผู้หนึ่งที่ได้พบพระเยซูและพระองค์ได้ทรงเลือกเขา

For what purpose is Paul writing and serving? 

เพื่อวัตถุประสงค์อะไรที่เปาโลกำลังเขียนจดหมายและทำงานรับใช้?

He says for the sake or the benefit of God’s elect, in other words for Christians, the people God has chosen. 

ท่านบอกว่าเพื่อเห็นแก่พระเจ้าที่ได้ทรงเลือกท่าน หรืออีกนัยหนึ่ง สำหรับคริสเตียน  คนที่พระเจ้าได้ทรงเลือก

2in hope of eternal life, which God, who never lies, promised before the ages began

2ด้วยหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์   ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ทรงมุสาเลยได้ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

1 John 1 ยอห์น 5:11 And this is the testimony, that God gave us eternal life, and this life is in his Son.

และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า   พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย   และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์

3and at the proper time manifested in his word through the preaching with which I have been entrusted by the command of God our Savior;

3แต่ในเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้   ก็ได้ทรงโปรดให้พระวาทะของพระองค์ปรากฏด้วยการประกาศ   ซึ่งข้าพเจ้าได้รับมอบไว้   ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้รอด  

God created man knowing that man would fail, we would fall in sin. 

พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์โดยรู้ว่ามนุษย์จะล้มลง   เราจะตกอยู่ในความบาป

But He also planned for us the method of being saved, purposing to send His Son to show His love, so that those that would believe in Him would have the hope of eternal life through Him. 

แต่พระองค์ยังทรงมีแผนการที่จะช่วยให้เรารอดได้  พระสัญญาที่จะส่งพระบุตรของพระองค์เพื่อแสดงความรักของพระองค์   เพื่อว่าผู้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์จะมีความหวังในชีวิตนิรันดร์โดยทางพระองค์

Next Paul says who specifically he has written this letter to.

ต่อไปเปาโลบอกว่าท่านได้เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อใครโดยเฉพาะ

4To Titus, my true child in a common faith: Grace and peace from God the Father and Christ Jesus our Savior.

4ถึงทิตัส   ผู้เป็นบุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อเดียวกัน  

ขอพระคุณและสันติสุขจากพระบิดาเจ้า   และพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า   จงดำรงอยู่กับท่านเถิด

In another English translation it says the Lord Jesus Christ. 

ในฉบับแปลภาษาอังกฤษอีกฉบับ  กล่าวว่าองค์พระเยซูคริสต์

If He is Lord, then we are the servants.

ถ้าพระองค์คือพระองค์เจ้าข้า แล้วเราก็เป็นผู้รับใช้

If I call Him "Lord", the immediate relationship is I am servant.

ถ้าผมเรียกพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า" ความสัมพันธ์ในทันทีนั้นคือผมเป็นผู้รับใช้

By my calling Him "Lord", I am declaring myself His servant, His Subject, His slave.

โดยออกพระนามพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า" ผมกำลังประกาศตัวเองเป็นผู้รับใช้  เป็นสิ่งของของพระองค์   เป็นทาสของพระองค์

Luke ลูกา 6: 46-49 46“Why do you call Me ‘Lord, Lord,’ and not do what I tell you?

46“เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกข้าพเจ้าว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า'   แต่ไม่กระทำตามที่ข้าพเจ้าบอกนั้น

47Everyone who comes to Me and hears My words and does them, I will show you what he is like:

47ทุกคนที่มาหาข้าพเจ้าและฟังคำของข้าพเจ้า   และกระทำตามคำนั้น   ข้าพเจ้าจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด

48he is like a man building a house, who dug deep and laid the foundation on the rock. And when a flood arose, the stream broke against that house and could not shake it, because it had been well built.

48เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก   เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา   และเมื่อน้ำมาท่วม   กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง   แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้   เพราะได้สร้างไว้มั่นคง

49But the one who hears and does not do them is like a man who built a house on the ground without a foundation. When the stream broke against it, immediately it fell, and the ruin of that house was great.”

49ส่วนคนที่ได้ยินและมิได้กระทำตาม   เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึกบนดินไม่ก่อราก   เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่งตึกนั้น   ตึกนั้นก็พังทลายลงทันที   และความพินาศของตึกนั้นก็ใหญ่ยิ่งนัก”

About nine years ago, I went with some Talbot seminary students to visit Greece retracing the steps of Paul. 

ประมาณเก้าปีที่ผ่านมาผมกับนักศึกษาวิทยาลัยศาสนศาตร์ทัลบอต  ได้ไปเที่ยวประเทศกรีซ  ตามรอยเท้าเปาโล

One of the islands we went to in Greece was the island of Crete. 

เกาะหนึ่งที่เราไปเที่ยวกรีซเป็นเกาะครีต

There are several churches in Crete with markers remembering their pioneer pastor – Titus. 

มีโบสถ์หลายแห่งบนเกาะครีตที่มีเครื่องหมายรำลึกถึงอาจารย์ผู้บุกเบิกของพวกเขา- ทิตัส

The island of Crete is one of the largest islands in the Mediterranean Sea.

เกาะครีตเป็นหนึ่งในเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

5This is why I left you in Crete, so that you might put what remained into order, and appoint elders in every town as I directed you—

5เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต   ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย   และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน

Paul had traveled to Crete with Titus, according to what Paul writes here, though the trip is not mentioned in the book of Acts, except for Paul’s stop in the port town of Fairhaven when he was a prisoner on his way to Rome. 

เปาโลได้เดินทางไปยังเกาะครีตกับทิตัส   ตามสิ่งที่เปาโลเขียนไว้ในเล่มนี้  แม้ว่าการเดินทางไม่ได้กล่าวถึงในหนังสือกิจการ  ยกเว้นการที่เปาโลหยุดแวะที่ท่าเรือแฟร์เฮเว่น  เมื่อเขาเป็นนักโทษตอนเดินทางไปยังกรุงโรม

Titus served as a type of bishop or overseer over many churches that were started in towns across the island. 

ทิตัสทำหน้าที่รับใช้เป็นเหมือนบิชอปหรือผู้ปกครองที่โบสถ์หลายแห่ง   ที่ถูกก่อตั้งในเมืองต่าง ๆ ทั่วเกาะ

Paul had directed him to appoint elders or pastors for these churches and gives a list of qualifications for these men. 

เปาโลเคยสั่งสอนแนะนำเขาให้แต่งตั้งผู้ปกครองหรืออาจารย์ในโบสถ์เหล่านี้  และให้รายละเอียดคุณสมบัติสำหรับคนเหล่านี้

Which we will see is quite similar to the list Paul gave to Timothy and still used by churches today. 

ซึ่งเราจะเห็นว่าค่อนข้างคล้ายกับรายละเอียดที่ เปาโลได้ให้แก่ทิโมธี  และยังคงใช้ในคริสตจักรทุกวันนี้

In the New Testament the elders or pastors were always spoken of as being ordained, selected and ordained by the pastoral leadership.

ในพันธสัญญาใหม่ผู้ปกครองหรืออาจารย์ ต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเคร่งครัดในทางของพระเจ้า   และได้รับการคัดสรร  และผ่านพิธีสถาปนาแต่งตั้งโดยศาสนาจารย์ผู้นำ

And so he is telling him that he is to ordain pastors.

และท่านได้บอกเขาว่า   เขาจะต้องสถาปนาอาจารย์ผู้รับใช้

6if anyone is above reproach, the husband of one wife, and his children are believers and not open to the charge of debauchery or insubordination.

6คือตั้งคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   เป็นสามีของหญิงคนเดียว   บุตรของเขามีความเชื่อ   และไม่มีช่องทางให้ผู้ใดกล่าวหาว่า   บุตรนั้นเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อกระด้าง

The man who is to be a pastor should not have accusations of bad behavior, he should not be chasing after many relationships with women but remaining faithful to his one wife. 

ผู้ชายคนใดที่จะเป็นอาจารย์ไม่ควรมีข้อครหาถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม   เขาไม่ควรจะไล่ตามเพื่อมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน   แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อภรรยาของเขาเอง

He needs to be doing a good job of leading his family. 

เขาจำเป็นต้องทำงานดีและเป็นผู้นำของครอบครัว

7For an overseer, as God's steward, must be above reproach. He must not be arrogant or quick-tempered or a drunkard or violent or greedy for gain,

7เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น   ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า   ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง   ไม่เป็นคนเลือดร้อน   ไม่เป็นนักเลงสุรา   ไม่เป็นนักเลงหัวไม้   และไม่เป็นคนโลภมักได้

Men who are overly and habitually proud, drunk, quick tempered, violent, or greedy are disqualified.

คนที่ประพฤติสุดเหวี่ยง และนิสัยเย่อหยิ่ง    ชอบดื่มเหล้า อารมณ์ร้อน  คนหัวรุนแรง หรือโลภ จะถือว่าขาดคุณสมบัติ

There are some people that just can't handle power or responsibility.

มีหลายคนที่ไม่สามารถจัดการควบคุมอำนาจหรือความรับผิดชอบได้

It goes to their head and they become bossy mean tyrants.

ทำให้เรื่องพุ่งมาอยู่ที่พวกเขาและพวกเขากลายเป็นเผด็จการชอบเจ้ากี้เจ้าการ

We don’t want that to happen in the church.

เราไม่ต้องการให้เกิดแบบนั้นในคริสตจักร

8but hospitable, a lover of good, self-controlled, upright, holy, and disciplined.

8แต่เป็นคนมีอัชฌาสัยรับแขกดี   เป็นผู้รักความดี   เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนยุติธรรม   เป็นคนบริสุทธิ์   รู้จักบังคับใจตนเอง

9He must hold firm to the trustworthy word as taught, so that he may be able to give instruction in sound doctrine and also to rebuke those who contradict it.

9และเป็นคนยึดมั่นในหลักคำสอนอันแท้ตามที่ได้เรียนมาแล้ว   เพื่อจะสามารถเตือนสติด้วยคำสอนอันมีหลัก   และชี้แจงแก่ผู้ที่คัดค้านคำสอนนั้น

The pastor has got to know the Word of God, what he believes and why he believes it. 

อาจารย์ต้องมีความรู้พระวจนะของพระเจ้า   สิ่งใดที่เขาเชื่อและทำไมเขาเชื่อเช่นนั้น

He has to be able to teach the Word of God to others and rebuke those who contradict it. 

เขาต้องมีความสามารถที่จะสอนพระวจนะของพระเจ้าให้กับผู้อื่น    และตำหนิผู้ที่ขัดแย้งคำสอน


For more see www.wdbydana.com/sermon.html

 

Titus 1