Search the site

Calvary Chapel at the Bridge Phuket ThailandCalvary Chapel at the Bridge

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, December 29, 2013

 

1 John 1 ยอห์น 3:6 6 No one who abides in him keeps on sinning; no one who keeps on sinning has either seen Him or known Him.

6 ผู้ใดที่อยู่ในพระองค์   ผู้นั้นไม่กระทำบาป   ส่วนผู้ใดที่กระทำบาป   ผู้นั้นยังไม่เห็นพระองค์   และยังไม่รู้จักพระองค์

1 John 1 ยอห์น 4:4 4 Little children, you are from God and have overcome them, for He who is in you is greater than he who is in the world.

4 ลูกทั้งหลายเอ๋ย   ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า   และได้ชนะเขาเหล่านั้น   เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก

1 John 1 ยอห์น 5:13, 13I write these things to you who believe in the name of the Son of God that you may know that you have eternal life.

13 ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลาย   ที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์

I love that verse, as it teaches you can know you are saved, not just think so, maybe so.

ฉันรัก พระคัมภีร์ข้อนี้  มันสอนให้คุณรู้ว่าคุณสามารถรอดได้ไม่ใช่แค่ คิดอย่างนั้น หรืออาจจะ เป็นดังนั้น

This was the purpose of John, writing this book. 

นี่เป็นจุดประสงค์ที่ยอห์นเขียน หนังสือเล่มนี้

The Book of 1 John is a book of love and joy. It explains the fellowship we have with others and with Jesus Christ.

หนังสือ 1 ยอห์นเป็นหนังสือเรื่องความรัก และความยินดี   ซึ่งได้อธิบาย มิตรสัมพันธ์ที่เรามี กับผู้อื่นและ กับ พระเยซูคริสต์

It differentiates between happiness, which is temporary and fleeting, and true joy, which 1 John tells us how to achieve.

มันแยกความแตกต่างระหว่าง ความสุข ซึ่งชั่วคราวและ หายไปอย่างรวดเร็ว และความชื่นชมยินดีแท้จริงซึ่ง 1 ยอห์น บอกเราว่าจะบรรลุได้อย่างไร

If we take the words written by John and we apply them to our daily lives, the true love, commitment, fellowship, and joy we long for will be ours.

ถ้าเรานำพระคำ ที่เขียนโดย ยอห์นและ เรา นำไปใช้ ในชีวิต ประจำวันของเรา   ความรักที่แท้จริง ความมุ่งมั่น มิตรภาพ และความชื่นชมยินดี ที่เราปรารถนาก็จะเป็น ของเรา

The apostle John knew Christ well, remember in John he refers to himself as the “one who Jes us loved.”

อัครสาวกยอห์นรู้จักพระคริสต์ดี   จำได้ว่าในยอห์น เขากล่าวถึงตัวเองว่าเป็น" คนหนึ่งที่พระเยซูทรงรัก “

He is telling us that we can all have that close, intimate relationship with Jesus Christ.

เขากำลังบอก เราว่า เราทุกคนสามารถมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเยซูคริสต์

We have the witness of men who had direct and personal contact with Him.

เรามี คำพยานของ คนที่ได้สัมผัสส่วนตัวโดยตรงกับพระองค์

The Gospel writers present their solidly based testimony on a historical reality.

ผู้เขียนพระกิตติคุณนำเสนอคำพยานที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ตามความเป็นจริง ทางประวัติศาสตร์

How does that apply to our lives? It explains to us that Jesus came here as the Son of God to create a union with us based on His grace, mercy, love, and acceptance.

สิ่งนี้ นำไปใช้กับ ชีวิตของเราได้อย่างไร   มันอธิบายให้เราเห็นว่า พระเยซูได้เสด็จมาที่นี่ในฐานะพระบุตรของพระเจ้าที่จะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเราโดย พระคุณ ความเมตตา ความรัก และการยอมรับ

Many times people think Jesus is off in some faraway place and that He doesn't really concern Himself with our daily struggles, issues, and concerns.

หลายครั้ง ที่คนคิดว่า พระเยซูประทับในสถานที่ ห่างไกล  และแท้จริงพระองค์ไม่ทรงห่วงพระองค์เองเลยในการดิ้นรนต่อสู้ประจำวัน ปัญหา และความวิตกกังวล

But John is telling us that Jesus is right here with us in everyday life and in the difficult and sorrowful times as well.

แต่ ยอห์นกำลังบอกเรา ว่าพระเยซู ทรงประทับในชีวิตเราทุกวันและใน เวลาที่ยากลำบาก และ ทุกข์ใจด้วยเช่นกัน

John testifies as a witness of his personal experiences that God became flesh and lived among men.

ยอห์น เป็นพยานประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ว่าพระเจ้ามาบังเกิดเป็น เนื้อหนัง และทรงพระชนม์อยู่ท่ามกลางมนุษย์

That means Christ came here to live with us and He still lives with us.

นั่นหมายถึง พระคริสต์เสด็จมาประทับที่นี่ กับเราและพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในเรา

As He walked the earth alongside John, so does He walk through each and every day with us.

เหมือนดังที่ทรงพระดำเนินไปกับยอห์น    พระองค์ทรงดำเนินกับเราแต่ละคนทุกวัน

We need to apply this truth to our lives and live as if Jesus were standing right next to us every second of the day.

เรา จำเป็นต้องใช้ ความจริงข้อนี้ ในชีวิตของเรา และใช้ชีวิต ราวกับว่า พระเยซู กำลังทรงประทับอยู่ใกล้ถัดจาก เราทุกๆ นาทีแต่ละวัน

If we put this truth into practice, Christ will add holiness to our lives, making us more and more like Him.1

ถ้า เรานำ ความจริงข้อนี้ไปปฏิบัติ    พระ คริสต์จะทรงทำให้กับชีวิตเราบริสุทธิ์สะอาดขึ้น   และเราจะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น

1 That which was from the beginning, which we have heard, which we have seen with our eyes, which we looked upon and have touched with our hands, concerning the word of life—

1 ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล   ซึ่งเราได้ยิน   ซึ่งเราได้เห็นกับตา   ซึ่งเราได้พินิจดู   และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต

2 the life was made manifest, and we have seen it, and testify to it and proclaim to you the eternal life, which was with the Father and was made manifest to us—

2(และชีวิตนั้นได้ปรากฏ   และเราได้เห็น   และเป็นพยาน   และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย   ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)

3 that which we have seen and heard we proclaim also to you, so that you too may have fellowship with us; and indeed our fellowship is with the Father and with his Son Jesus Christ.

3 ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น   เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา   เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา   และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์

John is stating he is an eyewitness of Jesus.  “I’ve seen Him, heard Him, and touched Him.

ยอห์นระบุว่าเขาเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์เรื่องพระเยซู " ผมเคยเห็นพระองค์  ได้ยินพระองค์ และได้สัมผัสพระองค์”

He states the sweet fellowship we have with fellow believers, no matter where they are from.

เขากล่าวถึงมิตรภาพแสนหวานที่เรามีกับเพื่อนผู้เชื่อทั้งหลาย ไม่ว่าพวกเขามาจากที่ใด

This also sound quite similar to:

เรื่องนี้ฟังดูค่อนข้างคล้ายกับ:

John  ยอห์น 1:1-3 1 In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

2 He was in the beginning with God.

2 ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า

3 All things were made through Him, and without Him was not any thing made that was made.

3 พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ   ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น   ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ

Philippians ฟีลิปปี 2:16 16 holding fast to the word of life, so that in the day of Christ I may be proud that I did not run in vain or labor in vain.

16 จงยึดมั่นในพระวาทะแห่งชีวิต   เพื่อข้าพเจ้าจะมีที่อวดในวันของพระคริสต์ว่า   ข้าพเจ้าไม่ได้วิ่งเปล่าๆ   และไม่ได้ทำงานโดยเปล่าประโยชน์

1 John ยอห์น 1:4-7

4 And we are writing these things so that our joy may be complete.

4 และเราเขียนข้อความเหล่านี้  เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม

5 This is the message we have heard from him and proclaim to you, that God is light, and in him is no darkness at all.

5 นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์   และบอกแก่ท่านทั้งหลาย   คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง   และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย

6 If we say we have fellowship with him while we walk in darkness, we lie and do not practice the truth.

6 ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด   เราก็พูดมุสา   และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง

7 But if we walk in the light, as he is in the light, we have fellowship with one another, and the blood of Jesus his Son cleanses us from all sin.

7 แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง   เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง   เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน   และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์   ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น


“Walking in the light” is directly related to following Jesus.

"เดินไปในความสว่าง" จะเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับพระเยซู

To “walk” is, in short, to live one’s life. One’s lifestyle or way of life can be considered a “walk.”

โดยสรุป การ "เดิน" คือ   การใช้ชีวิตของคน    วิธีดำเนินชีวิตของคนหรือวิถีชีวิต สามารถคิดว่าเป็นการ "เดิน"

The word also indicates progress. Walking is related to growth; it is taking steps toward maturity.

คำนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นความคืบหน้า    การเดินเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต; มันจะดำเนินไปที่ละขั้นจนบรรลุเป็นผู้ใหญ่

“Light” in the Bible can be a metaphor for life, happiness, righteousness, or understanding.

"ความสว่าง" ในพระคัมภีร์สามารถเป็นคำอุปมาในชีวิต  ความสุข  ความชอบธรรมหรือความเข้าใจ

The Bible is clear that light comes from God.

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าความสว่างมาจากพระเจ้า

“Walking in the light” means growing in holiness and maturing in the faith as we follow Jesus.

"เดินไปในความสว่าง" หมายถึงการเจริญเติบโตในความบริสุทธิ์และจะเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อเมื่อเราติดตามพระเยซู

Psalm บทเพลงสดุดี 119:105 105 Your word is a lamp to my feet and a light to my path

105 พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์  
และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์  
John ยอห์น 1:9 9The true light, which enlightens everyone, was coming into the world.

9 ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้   แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก

Jesus, then, is the conduit or provider of light to the world.

พระเยซูทรงเป็นเหมือนท่อรางหรือผู้เตรียมการให้มีความสว่างไปทั่วโลก

Our Christian duty is to live in the light God gives, and share the light with others.

หน้าที่ของเราคริสเตียนคือการมีชีวิตในความสว่างที่พระเจ้าทรงประทานให้  และแบ่งปันความสว่างแก่คนอื่น ๆ

Ephesians เอเฟซัส 5:88for at one time you were darkness, but now you are light in the Lord. Walk as children of light

8เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด   แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า   จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง

9(for the fruit of light is found in all that is good and right and true),

9(ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น   คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น)

10and try to discern what is pleasing to the Lord.

10ท่านจงพิสูจน์ดูว่า   ทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า

11Take no part in the unfruitful works of darkness, but instead expose them.

11และอย่าเข้าส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล   แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า

When we walk in the light, we cannot walk in darkness.

เมื่อเราเดินอยู่ในความสว่าง  เราไม่สามารถเดินในความมืด

Sin is left in the shadows as we let our light “shine before men”

บาปถูกลบทิ้งไปเป็นเงาในขณะที่เราให้ความสว่าง "ฉายแสงไปท่ามกลางคนทั้งหลาย"

Matthew มัทธิว 5:14-16 14 “You are the light of the world. A city set on a hill cannot be hidden.

14 “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก   นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้

15 Nor do people light a lamp and put it under a basket, but on a stand, and it gives light to all in the house.

15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว   ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้   ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง   จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น

16 In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

It is God’s plan for us to become more like Christ,

พระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับเราที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์,

“Walking in the light” means we consider Jesus as “the light” in this world, and we “walk” in that light by following His precepts, living in His power, and growing in His grace.2

"เดินไปในที่ความสว่าง" หมายถึงเราจะยกพระเยซูเป็น "แสงสว่าง" ในโลกนี้    และเรา "เดิน" ในแสงสว่าง โดยทำตามคำสั่งสอนของพระองค์   มีชีวิตอยู่ในฤทธิ์อำนาจของพระองค์   และการเจริญเติบโตในพระคุณของพระองค์

John ยอห์น 8:12 12 Again Jesus spoke to them, saying, “I am the light of the world. Whoever follows Me will not walk in darkness, but will have the light of life.

12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “ข้าพเจ้า เป็นความสว่างของโลก   ผู้ที่ตามข้าพเจ้า  มาจะไม่เดินในความมืด   แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”

Matthew มัทธิว 5:14-15 14 “You are the light of the world. A city set on a hill cannot be hidden.

14 “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก   นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้

15 Nor do people light a lamp and put it under a basket, but on a stand, and it gives light to all in the house.

15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว   ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้   ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง   จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น

1 John  1 ยอห์น 1:8-9 8 If we say we have no sin, we deceive ourselves, and the truth is not in us.

8 ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป   เราก็ลวงตนเอง   และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย

9 If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

Why do we need to confess our sins if they have already been forgiven ?

ทำไมเราจำเป็นต้องสารภาพบาปของเราถ้าหากได้รับการอภัยแล้ว

The apostle Paul wrote:

อัครทูตเปาโลเขียนว่า:

Ephesians เอเฟซัส 1:7 7 In Him we have redemption through His blood, the forgiveness of our trespasses, according to the riches of His grace,

7 ในพระเยซูนั้น   เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์   คือได้รับการอภัยโทษบาป   ของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์

This is the judicial forgiveness that God gives us upon receiving Jesus Christ as Savior.

นี่คือการให้อภัยต่อคดีโทษ ที่พระเจ้าทรงช่วยเราเมื่อเราได้รับ พระเยซูคริสต์เป็นพระ ผู้ช่วยให้รอด

All our past, present, and future sins are forgiven on a judicial basis, meaning that we will not suffer eternal judgment for our sins.

ความบาปในอดีต ปัจจุบันและ อนาคตของเรา ได้รับการอภัยตามการพิจารณาคดี  ซึ่งหมายความว่า เราจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานต่อการตัดสินลงโทษความบาปนิจนิรนดร์

We still often suffer consequences of sin here and now.

เรามักจะ ทนทุกข์ต่อผลของความบาป ที่นี่ และตอนนี้

The difference between Ephesians 1:7 and 1 John 1:9 is that John is dealing with what we call “relational,” or “familial,” forgiveness—like that of a father and a son.

ความแตกต่างระหว่าง เอเฟซัส 1:7 และ 1 ยอห์น 1:9 คือว่า  ยอห์น จะพูดเรื่องเกียวกับสิ่งที่ เราเรียกว่า การให้อภัยแบบ " มีสายสัมพันธ์ " หรือ " เป็นครอบครัว "  เช่นระหว่าง พ่อและบุตร

For example, if a son does something wrong to his father—falling short of his expectations or rules—the son has strained his fellowship with his father.

ตัวอย่างเช่น ถ้าลูก ได้ทำผิดต่อพ่อของเขา     พลาดและหมดหวังจากกฎข้อบังคับ บุตรชายคนนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อตึงเครียด

He remains the son of his father, but the relationship suffers.

เขายังคง เป็นบุตรชายของ พ่ออยู่    แต่ต้องทุกข์ใจในความสัมพันธ์นั้น

Their fellowship will not be as sweet and close until the son admits to his father that he has done wrong.

มิตรภาพ ของพวกเขาจะไม่หวานชื่นและใกล้ชิดสนิท   จนกระทั่งบุตรชายยอมรับกับ พ่อของเขาว่า เขาได้ทำ ผิด

It works the same way with God; our fellowship with Him is hindered until we confess our sin.

มันก็เป็นแบบลักษณะเดียวกันกับพระเจ้า ; มิตรภาพ ของเรากับพระองค์มีอุปสรรคขวางกั้นจน กว่าเราสารภาพ บาป ของเรา

 

1 John 1 part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top