Saturday, December 28, 2013

 

1 John 1 The Word of Life and Light of the World

1ยอห์น 1 พระวจนะแห่งชีวิตและความสว่างของโลก

1, 2, and 3 John were written by the apostle John who also wrote the gospel of John and Revelation. 

1,2, 3 ยอห์น เขียนโดยอัครสาวก ยอห์น ผู้เขียน พระกิตติคุณยอห์น และ วิวรณ์

1 John was likely written between A.D. 85-95.  

1 ยอห์น เป็นไปได้ว่าได้เขียนขึ้น ระหว่าง คริสต์ศักราช 85-95

1 John seems to be a summary that assumes the readers' knowledge of the book of John and offers certainty for their faith in Christ.

1 ยอห์น ดูเหมือนว่าเป็นบทสรุปที่ถือว่าผู้อ่าน มีความรู้จากหนังสือยอห์นและมีความเชื่ออย่างมั่นคง ในพระคริสต์

The first epistle indicates that the readers were confronted with the error of gnosticism, which became a more serious problem in the second century.

จดหมายฉบับแรกแสดงให้เห็นว่า ผู้อ่านที่กำลังเผชิญกับข้อผิดพลาดในลัทธินอสติก ซึ่งกลายเป็นปัญหา ที่รุนแรงมากขึ้น ใน ศตวรรษ ที่สอง

As a philosophy of religion it held that matter is evil and spirit is good.

ในฐานะเป็นศาสนาแห่งปรัชญา  จึงถือว่าวัตถุสิ่งของนั้นชั่วร้าย และจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่ดี

The solution to the tension between these two was knowledge, or gnosis, through which man rose from the carnal body to the spiritual.

ข้อสรุปแก้ความตึงเครียดระหว่าง ทั้งสองคือความรู้ หรือนอสติก   โดยผู้ชายคนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาจากตายฝ่ายร่างกายกลายเป็นวิญญาณ

Those who taught this would often live sinfully but excuse it with saying the flesh is evil, but the spirit is good.

บรรดาผู้ที่ สอนแบบนี้ มัก จะมีชีวิตเลวร้าย   แต่ แก้ตัวโดยพูดว่าเนื้อหนังก็เป็น ความชั่วร้าย แต่ จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ดี

This led to two false theories concerning the person of Christ, Docetism—regarding the human Jesus as a ghost—and Cerinthianism—making Jesus a dual personality, at times human and at times divine.

นี่จะนำไปสู่ทฤษฎีที่เป็นเท็จ 2 อย่างที่เกี่ยวกับความเป็นบุคคลของพระคริสต์ คือ   โดสทิซึม – ยอมรับว่าพระเยซูในสภาพมนุษย์เป็นวิญญาณ  และเซเร็นเธียนิซึม--ทำให้พระเยซูมีบุคลิกภาพสองแบบ  หลายครั้งที่ เป็นมนุษย์และหลายครั้งที่เป็น พระเจ้า

The key purpose of 1 John is to clarify who Jesus is and to give believers assurance of their salvation.

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของ 1 ยอห์น คือการกล่าวชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด   และเพื่อให้ผู้เชื่อมั่นใจ ในพระสัญญาแห่งความรอด ของพวกเขา

The  word  "knowledge," occurs at least 13 times in the Book of 1 John.

คำว่า " ความรู้ " เกิดขึ้น อย่างน้อย 13 ครั้ง ในหนังสือ 1 ยอห์น

Again this has to do with Greek word Gnosis, which the Gnostics were using to claim they had a higher knowledge of God.

อีกครั้ง ที่สิ่งนี้เป็นเรื่องคำภาษากรีกว่านอสติก    ซึ่งพวกนอสติกกำลังใช้ในการอวดอ้างว่าพวกเขา มีความรู้เรื่อง พระเจ้าสูงกว่า

False spiritual teachers were a big problem in the early church.

ผู้สอนสอนฝ่ายวิญญาณเท็จ เป็นปัญหาใหญ่ ใน คริสตจักรยุคแรก

Because there was not a complete New Testament that believers could refer to, many churches fell prey to pretenders who taught their own ideas and advanced themselves as leaders.

เนื่องจากไม่มี พันธสัญญาใหม่ ที่สมบูรณ์ที่ผู้เชื่อสามารถอ้างถึง  คริสตจักรจำนวนมากตกเป็นเหยื่อต่อผู้แสร้งทำ   ที่อ้างสิทธิสอนความคิดของตัวเองและยกตัวเองก้าวหน้าเป็นผู้นำ

John wrote this letter to set the record straight on some important issues, particularly concerning the identity of Jesus Christ.

ยอห์นได้เขียนจดหมาย นี้เพื่อบันทึกตรงประเด็นที่สำคัญบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ของ พระเยซูคริสต์

Because John's letter was about the basics of faith in Christ, it helped his readers reflect honestly on their faith.

เพราะจดหมายของยอห์นเป็นเกี่ยวกับพื้นฐานของความเชื่อในพระคริสต์    มันช่วยให้ ผู้อ่านสะท้อนความซื่อสัตย์ในความเชื่อของตน


It helped them answer the question, Are we true believers?

มัน ช่วยให้พวกเขา ตอบคำถามว่า   เรา เป็นผู้เชื่อจริงหรือไม่

John told them that they could tell by looking at their actions.

ยอห์นได้บอกพวกเขาว่า พวกเขา สามารถบอกคนอื่นได้โดยพฤติกรรมของเขา

If they loved one another, that was evidence of God's presence in their lives.

ถ้า พวกเขารักซึ่งกันและกัน  นั่น เป็น หลักฐานแสดงว่ามีพระเจ้าในชีวิตของเขา

But if they bickered and fought all the time or were selfish and did not look out for one another, they were showing they did not know God.

แต่ถ้าพวกเขา ทะเลาะ และต่อสู้ตลอดเวลาหรือเห็นแก่ตัว และไม่ได้ดูแลกันและกัน   พวกเขา กำลังแสดงให้เห็นว่าไม่รู้จักพระเจ้า

That did not mean they had to be perfect, John recognized that believing involved admitting our sins and seeking God's forgiveness.

นั่นไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะดีพร้อม   ยอห์นได้ยอมรับว่าการเชื่อนั้นรวมทั้งการยอมรับ ความผิดบาปของเราและ แสวงหาการอภัยโทษจากพระเจ้า

Depending on God for cleansing from guilt, along with admitting our wrongs against others seeking forgiveness was another important part of getting to know God.

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ พระเจ้าในการชำระความผิด  พร้อมกับเรายอมรับที่เราทำความผิดต่อคนอื่น  การแสวงหาการให้อภัย เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งนอกจากการรู้จักพระเจ้า

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

1 John 1 ยอห์น 1:9 9If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

1 John 1 ยอห์น 2:16 16 For all that is in the world—the desires of the flesh and the desires of the eyes and pride in possessions—is not from the Father but is from the world.

16 เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก   คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา   และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา   แต่เกิดมาจากโลก

This is one of the most often-quoted passages regarding sin.

นี้เป็นหนึ่งในเนื้อหาพระคัมภีร์ที่ยกมาอ้างมากที่สุดเรื่องเกี่ยวกับบาป

In this passage, John describes the three aspects of sin that recall the first and most earth-shattering temptations in all of Scripture.

ในเนื้อหาเรื่องนี้  ยอห์นอธิบายลักษณะความบาป 3 อย่าง ที่หวนคิดถึงการการล่อลวงใจครั้งแรกที่ความหวังของโลกพังทะลายที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งหมด

The first sin—the disobedience of Eve—was the result of her yielding to the same three temptations :the lust of the flesh (“good for food”); the lust of the eyes (“pleasing to the eye”); and the pride of life (“desirable for gaining wisdom”).

ความบาปครั้งแรก--การไม่เชื่อฟังของอีวา-เป็นผลมาจากเธอยอมทำตามสิ่งล่อลวงใจเธอสามอย่างคือ: ตัณหาของเนื้อหนัง ("ดีสำหรับเป็นอาหาร"); ตัณหาของตา ("เจริญสายตา"); และ ความหยิ่งในชีวิต ("อยากได้เพื่อมีปัญญา")

Genesis ปฐมกาล 3:6 6 So when the woman saw that the tree was good for food, and that it was a delight to the eyes, and that the tree was to be desired to make one wise, she took of its fruit and ate, and she also gave some to her husband who was with her, and he ate.

6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า  ต้นไม้นั้นน่ากิน  และน่าดูด้วย   ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา   จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน   แล้วส่งให้สามีกินด้วย  เขาก็กิน

 

1 John 1