Sunday, November 3, 2013

 

Overcoming a temper is not accomplished overnight.

การเอาชนะอารมณ์จะไม่ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน

But through prayer, Bible study, and reliance upon God’s Holy Spirit, ungodly anger can be overcome.

แต่โดยการอธิษฐาน การศึกษาพระคัมภีร์ และโดยอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  เราก็จะชนะความโกรธที่ไม่ถูกตามแบบพระเจ้าสอน

We may have allowed anger to become entrenched in our lives by habitual practice, but we can also practice responding correctly until that, too, becomes a habit and God is glorified in our response.1

เราอาจเคยยอมให้ความโกรธครอบงำชีวิตของเราโดยการประพฤติเป็นนิสัย  แต่เรายังสามารถฝึกหัดการตอบสนองอย่างถูกต้อง จนกระทั่งมันจะกลายเป็นนิสัย  และพระเจ้าจะได้รับเกียรติจากปฏิกิริยาตอบสนองของเรา

21 Therefore put away all filthiness and rampant wickedness and receive with meekness the implanted word, which is able to save your souls.

21 เหตุฉะนั้นจงเลิกความโสมมทั้งหลายแหล่   และการชั่วร้ายอันดกดื่น   และจงน้อมใจรับพระวจนะที่ทรงปลูกฝังไว้แล้วนั้น   ซึ่งสามารถช่วยจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายให้รอดได้

We need to allow the Word of God and the Spirit of God to truly transform our lives. 

เราต้องยอมให้พระวจนะของพระเจ้าและพระวิญญาณของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างแท้จริง

Many words are spoken from the Bible here every Sunday and Wednesday, and hopefully you are reading the Word at home also. 

คำสอนมากมายจากคัมภีร์ที่นี่ทุกวันอาทิตย์และวันพุธ  และหวังว่าคุณกำลังอ่านพระคำที่บ้านด้วย

But the question is, are you just listening or actually doing what the Word says?    

แต่คำถามคือ  คุณเพียงแค่ฟังหรือประพฤติตามพระวจนะหรือไม่

22 But be doers of the word, and not hearers only, deceiving yourselves.

22 แต่ท่านทั้งหลายจงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น   ไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้น   ซึ่งเป็นการลวงตนเอง

23 For if anyone is a hearer of the word and not a doer, he is like a man who looks intently at his natural face in a mirror.

23 เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ   และไม่ได้ประพฤติตาม   ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา

24 For he looks at himself and goes away and at once forgets what he was like.

24 เพราะว่าเมื่อดูตัวเองแล้วก็ไป   และก็ลืมในทันทีนั้นว่าตัวเองเป็นอย่างไร

25 But the one who looks into the perfect law, the law of liberty, and perseveres, being no hearer who forgets but a doer who acts, he will be blessed in his doing.

25 แต่ผู้ที่พิจารณาดูในวิสุทธิบัญญัติ   ซึ่งเป็นพระบัญญัติแห่งเสรีภาพ   และตั้งอยู่ในพระบัญญัตินั้น   มิได้เป็นผู้ฟังแล้วก็หลงลืม   แต่เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตาม   ผู้นั้นก็จะได้รับความสุขเพราะการประพฤติปฏิบัติของตน  

26 If anyone thinks he is religious and does not bridle his tongue but deceives his heart, this person's religion is worthless.

26 ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าตัวเป็นคนมีธัมมะและมิได้สงบปากคำ   แต่หลอกลวงตัวเอง   ธัมมะของผู้นั้นก็ไม่มีประโยชน์

27 Religion that is pure and undefiled before God, the Father, is this: To visit orphans and widows in their affliction and to keep one’s self unstained from the world.

27 ธัมมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้น   คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน   และการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก

Religion can be defined as “belief in God or gods to be worshipped, usually expressed in conduct and ritual” or “any specific system of belief, worship, etc., often involving a code of ethics.”

คำตอบ: เราให้คำนิยามคำว่าศาสนาเป็น "ความเชื่อในพระเจ้าหรือเทพเจ้าที่เราบูชา   มักจะแสดงออกในรูปการปฏิบัติและพิธีกรรม" หรือ "ระบอบความเชื่อเฉพาะ การนมัสการ ฯลฯ มักเกี่ยวข้องกับกฎจรรยาบรรณ"

Well over 90% of the world’s population adheres to some form of religion.

ประชากรโลกประมาณ 90 % ที่ยึดมั่นในรูปแบบบางอย่างของศาสนา

The problem is that there are so many different religions. What is the right religion? What is true religion?
ปัญหาคือว่ามีศาสนาที่แตกต่างกันมากมาย  ศาสนาที่ถูกต้องคืออะไร ศาสนาที่แท้จริงคืออะไร
The two most common ingredients in religions are rules and rituals.

สองอย่างที่ประกอบกันที่พบมากที่สุดในศาสนาคือกฎและพิธีกรรม

Some religions are essentially nothing more than a list of rules, do’s and don’t's, that a person must observe in order to be considered a faithful adherent of that religion, and thereby, right with the God of that religion.

บางศาสนาไม่มีอะไรเป็นหลักมากกว่ารายการของกฎเกณฑ์ จงทำนี่และห้ามทำนั่น ซึ่งบุคคลนั้นต้องปฏิบัติตามเพื่อที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของศาสนานั้น  และชอบธรรมต่อพระเจ้าของศาสนานั้น

Two examples of rules-based religions are Islam and Judaism.

ตัวอย่างของทั้งสองศาสนาที่ยึดตามกฎเกณฑ์คือศาสนาอิสลามและยูดา

Islam has its five pillars that must be observed.

ศาสนาอิสลามมีเสาหลักข้อเชื่อห้าข้อที่จะต้องปฏิบัติ

Judaism has hundreds of commands and traditions that are to be observed.

ศาสนายูดามีคำสั่งและประเพณีหลายร้อยข้อที่จะต้องปฏิบัติ

Both religions, to a certain degree, claim that by obeying the rules of the religion, a person will be considered right with God.
ในระดับหนึ่ง  ทั้งสองศาสนาอ้างว่าโดยการเชื่อฟังกฎของศาสนา  คนนั้นจะได้รับการยอมรับว่าชอบธรรมต่อพระเจ้า
Other religions focus more on observing rituals instead of obeying a list of rules.

ศาสนาอื่นมุ่งเน้นที่การปฏิบัติพิธีกรรมแทนการเชื่อฟังกฎข้อบังคับที่บัญญัติไว้

By offering this sacrifice, performing this task, participating in this service, consuming this meal, etc., a person is made right with God.

โดยการถวายเครื่องบูชา การปฏิบัติพิธีกรรมนี้    การมีส่วนร่วมในการนมัสการ บริโภคอาหารนี้ ฯลฯ  บุคคลนั้นถูกนับว่าชอบธรรมต่อพระเจ้า

The most prominent example of a ritual-based religion is Roman Catholicism.

ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของศาสนาที่ยึดพิธีกรรมคือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

Roman Catholicism holds that by being water baptized as an infant, by partaking in the Mass, by confessing sin to a priest, by offering prayers to saints in Heaven, by being anointed by a priest before death, etc., etc., God will accept such a person into Heaven after death.

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกยึดถือว่าการรับบัพติสมาด้วยน้ำล้างบาปเด็กทารก   โดยการรับประทานในพิธีมิซซา โดยการสารภาพบาปต่อพระสงฆ์   โดยทูลเสนอคำอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนในสวรรค์   โดยพระสงฆ์ทำพิธีเจิมก่อนตาย ฯลฯ  พระเจ้าจะทรงยอมรับบุคคลเช่นนั้นเข้าในสวรรค์หลังความตาย

Buddhism and Hinduism are also primarily ritual-based religions, but can also to a lesser degree be considered rules-based.

พุทธศาสนาและศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่ยึดหลักพิธีกรรม แต่ยังนับเป็นรองลงมาเรื่องการยึดหลักในเรื่องกฎข้อบังคับ

Buddhism has the Four Noble Truths and the Eight Fold Path.

พุทธศาสนามีอริยสัจสี่และมรรคแปด

Asceticism comes from the Greek word askesis, meaning "exercise, training, practice."

การบำเพ็ญตบะมาจากคำกรีก อาคีสิส หมายถึง "การออกกำลังกาย การฝึกหัด การปฏิบัติ"

Ascetics renounce worldly pleasures that distract from spiritual growth and enlightenment and live a life of abstinence, austerity and extreme self-denial.

นักพรตสละความสุขความพอใจทางโลกที่หันเหไปจากการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและการตรัสรู้และดำรงชีวิตโดยการละกิเลศทางโลก     ยึดหลักเคร่งครัด     และปฏิเสธตัวตนอย่างสิ้นเชิง

Asceticism is common in Hinduism, Jainism, Buddhism, Judaism, and Islam.

การบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเรื่องธรรมดาในศาสนาฮินดู  เชน  พุทธศาสนา   ศาสนายูดาและศาสนาอิสลาม
True religion is neither rules-based nor ritual-based.

ศาสนาที่แท้จริงไม่ยึดติดกฎหรือพิธีกรรม

True religion is a relationship with God.

ศาสนาที่แท้จริงคือความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า

Two things that all religions hold are that humanity is somehow separated from God or evil and needs to be reconciled to Him or made righteous.

สองสิ่งที่ทุกศาสนายึดถือคือว่า มนุษยชาติได้ถูกแยกออกจากพระเจ้าหรือความชั่วร้าย  และจำเป็นต้องกลับไปคืนดีกับพระองค์หรือทำให้เป็นคนชอบธรรม

False religion seeks to solve this problem by observing rules and rituals.

ศาสนาเทียมเท็จพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและพิธีกรรมต่าง

True religion solves the problem by recognizing that only God could rectify the separation, and that He has done so.

ศาสนาแท้แก้ปัญหาโดยการตระหนักว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถให้เกิดสมานฉันท์ได้และว่าได้ทรงกระทำอย่างนั้น

True religion recognizes the following:

ศาสนาแท้จริงยอมรับข้อต่อไปนี้:

We have all sinned and are therefore separated from God (Romans 3:23).

เราทั้งหลายได้ทำบาปและดังนั้นจะถูกแยกออกจากพระเจ้า (โรม 3:23)

If not rectified, the just penalty for sin is death and eternal separation from God after death (Romans 6:23).

หากไม่ได้รับการคืนดีกัน โทษอย่างเดียวของความบาปคือความตาย และการแยกนิรันดร์จากพระเจ้าหลังความตาย (โรม 6:23)

God came to us in the Person of Jesus Christ and died in our place, taking the punishment that we deserve, and rose from the dead to demonstrate that His death was a sufficient sacrifice (Romans 5:8; 1 Corinthians 15:3-4; 2 Corinthians 5:21).

พระเจ้าเสด็จมาหาเราในสภาพของพระเยซูคริสต์และเสียสละพระชนม์ชีพแทนเรา  ยอมรับการลงโทษที่เราสมควรได้รับ   และทรงฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการเสียสละพระชนม์ชีพนั้นเพียงพอแล้ว (โรม 5:8; 1 โครินธ์ 15:3 - 4; 2 โครินธ์ 5:21)

If we receive Jesus as the Savior, trusting His death as the full payment for our sins, we are forgiven, saved, redeemed, reconciled, and justified with God (John 3:16; Romans 10:9-10; Ephesians 2:8-9).

หากเราได้รับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด    เชื่อในการสิ้นพระชนม์  ว่าเป็นการชำระหนี้เต็มจำนวนสำหรับความผิดบาปของเรา เราได้รับการอภัย  รอดแล้ว  ทรงไถ่เราแล้ว และถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้า (ยอห์น 3:16; โรม 10:9-10; เอเฟซัส 2: 8-9)

True religion does have rules and rituals, but there is a crucial difference.

ศาสนาที่แท้จริงจะมีกฎระเบียบและพิธีกรรมต่าง ๆ แต่มีความแตกต่างที่นัยยะสำคัญ

In true religion, the rules and rituals are observed out of gratitude for the salvation God has provided – NOT in an effort to obtain that salvation.

ในศาสนาแท้จริง กฎและพิธีกรรมต้องปฏิบัติด้วยความกตัญญูสำหรับความรอดที่พระเจ้าทรงประทานให้ - ไม่ใช่เป็นความพยายามที่จะได้รับความรอด

True religion, which is Biblical Christianity, has rules to obey (do not murder, do not commit adultery, do not lie, etc.) and rituals to observe (water baptism by immersion and the Lord’s Supper / Communion).

ศาสนาที่แท้จริง  ซึ่งเป็นคริสต์ศาสนา    มีกฎที่จะเชื่อฟัง (อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี   อย่าโกหก ฯลฯ ) และพิธีกรรมที่จะต้องปฏิบัติ (บัพติสมาด้วยน้ำ โดยการจุ่มน้ำและพิธี ศีลมหาสนิท)

Observance of these rules and rituals is not what makes a person right with God.

การปฏิบัติตามกฎและพิธีกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลนั้นชอบธรรมต่อพระเจ้า

Rather, these rules and rituals are the RESULT of the relationship with God, by grace through faith in Jesus Christ alone as the Savior.

แต่กฎเหล่านี้และพิธีกรรมเป็นผลมาจากความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าโดยพระคุณ  โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดองค์เดียว

False religion is doing things (rules and rituals) in order to try to earn God’s favor or self righteous merit.2

ศาสนาเท็จจะทำสิ่ง (กฎและพิธีกรรม) เพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานของพระเจ้าหรือบุญชอบธรรมของตนเอง

27 Religion that is pure and undefiled before God, the Father, is this: To visit orphans and widows in their affliction and to keep one’s self unstained from the world.

27 ธัมมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้น   คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน   และการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก

That's what it's really all about. Doing good for those that are in need. Reaching out to help those.

นั่นคือสิ่งที่เกี่ยวกับความจริงทั้งหมด  การทำดีต่อผู้ที่ขัดสน ยื่นมือออกไปช่วยคนเหล่านั้น

That's what it is to be a doer of the word.

นั่นคือสิ่งที่ผู้กระทำต้องประพฤติตามพระคำ

It's translated into positive actions of reaching out to help those in need. And to just keep yourself unspotted from the world.

เป็นการแปลการกระทำในเชิงบวกคือการยื่นมือออกไปช่วยผู้ที่ขัดสน  และรักษาตัวเองให้พ้นรอยด่างพร้อยของโลก For more see www.wdbydana.com/sermon.html

James 1d