Saturday, October 12, 2013

 

Hebrews 9 The Blood of Jesus

ฮีบรูบทที่ 9 พระโลหิตของพระเยซู

The writer of Hebrews continues to make comparisons with the Temple and Heaven, the High priest of the Old Testament and our Great High Priest Jesus, the Old Testament and New Testament, and with blood of lambs, bulls and goats compared to the blood of Christ. 

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูยังคงใช้วิธีเปรียบเทียบ  พระวิหารกับสวรรค์ มหาปุโรหิตในพันธสัญญาเดิมและมหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่ของเราคือพระเยซู  พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ เลือดของลูกแกะ วัวและแพะเปรียบเทียบกับพระโลหิตของพระคริสต์

Verses 1-5

ข้อ 1-5

1Now even the first covenant had regulations for worship and an earthly place of holiness.

1แม้พันธสัญญาเดิมนั้น   ก็มีกฎในการนมัสการ   และมีโลกียศักดิ์สิทธิสถาน

2For a tent was prepared, the first section, in which were the lampstand and the table and the bread of the Presence. It is called the Holy Place.

2เพราะว่าได้มีเต็นท์กางขึ้นตกแต่งเสร็จแล้ว   คือห้องชั้นนอก   ซึ่งมีคันประทีป   โต๊ะ   และขนมปังหน้าพระพักตร์   ห้องนี้เรียกว่า   วิสุทธิสถาน

3Behind the second curtain was a second section called the Most Holy Place,

3ภายในม่านชั้นที่สองมีห้อง   ซึ่งเรียกว่า   อภิสุทธิสถาน

4having the golden altar of incense and the ark of the covenant covered on all sides with gold, in which was a golden urn holding the manna, and Aaron's staff that budded, and the tablets of the covenant.

4มีแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอม   และมีหีบหุ้มด้วยทองคำทุกด้าน   สำหรับบรรจุพันธสัญญา   ภายในหีบนั้น   มีโถทองคำใส่มานา   และมีไม้เท้าของอาโรนที่ออกดอกตูม   และมีศิลาสองแผ่นจารึกพันธสัญญา

5Above it were the cherubim of glory overshadowing the mercy seat. Of these things we cannot now speak in detail.

5และเหนือหีบนั้น   มีรูปเครูบแห่งพระสิริ   คลุมพระที่นั่งพระกรุณานั้น   สิ่งเหล่านี้   เราจะพรรณนาให้ละเอียดในที่นี้ไม่ได้

These are all a model of what the throne of God in heaven is like, surrounded by the cherubim, special angels.

เหล่านี้ล้วนเป็นรูปแบบของลักษณะสิ่งที่อยู่บนบัลลังก์ของพระเจ้าในสวรรค์   ล้อมรอบด้วยเครูบ ทูตพิเศษ 

6These preparations having thus been made, the priests go regularly into the first section, performing their ritual duties,

6เมื่อจัดตั้งสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างนั้นแล้ว   พวกปุโรหิตก็เข้าไปในเต็นท์ห้องชั้นนอกทุกครั้งที่ปฏิบัติกิจวัตร

7but into the second only the high priest goes, and he but once a year, and not without taking blood, which he offers for himself and for the unintentional sins of the people.

7แต่ในห้องที่สองนั้นมีมหาปุโรหิตผู้เดียวเท่านั้นที่เข้าไปได้ปีละครั้ง   และต้องนำเลือดเข้าไปถวายเพื่อตัวเอง   และเพื่อความผิดโดยไม่เจตนาของประชาชนด้วย

8By this the Holy Spirit indicates that the way into the holy places is not yet opened as long as the first section is still standing

8เพราะการปฏิบัติอย่างนี้เอง   พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงสำแดงว่า   ทางซึ่งจะนำเข้าไปในสถานศักดิ์สิทธิ์นั้นจะยังไม่เปิด   ในเมื่อเต็นท์ห้องชั้นนอกยังตั้งอยู่

When Jesus was crucified, we read that this veil in the temple was torn from the top to the bottom.

เมื่อพระเยซูทรงถูกตรึงบนกางเขน  เราอ่านว่าม่านในพระวิหารนี้ถูกฉีกออก จากด้านบนลงด้านล่าง

God ripped the veil at the death of Jesus Christ, signifying that the way into the presence of God is now available for all mankind.

พระเจ้าทรงฉีกม่านแห่งความตายของพระเยซูคริสต์, มีความหมายว่าเป็นวิธีการปรากฏตัวของพระเจ้าต่อหน้ามวลมนุษยชาติ

You and I can come now into the presence of God through Jesus Christ, we can enter ourselves right into the very presence of God through His work on our behalf.

คุณและผมสามารถตอนนี้มาอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์     เราสามารถเข้าไปปรากฏตัวต่อพระพักตร์ของพระเจ้า  โดยผ่านการกระทำของพระองค์เพื่อเรา

As long as the first tabernacle stood, the Holy Spirit was signifying that the way into the holiest, into the very presence of God, was not yet open to man but now is.

ตราบใดที่มีพลับพลาอันแรกตั้งอยู่  พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการส่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า ทางไปสู่ความบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าก็ยังไม่เปิดให้มนุษย์   แต่ในขณะนี้เปิดแล้ว

9(which is symbolic for the present age). According to this arrangement, gifts and sacrifices are offered that cannot perfect the conscience of the worshiper,

9(เต็นท์ห้องชั้นนอกเป็นเครื่องหมายแห่งยุคปัจจุบัน)   การถวายของกำนัลและเครื่องบูชา   ซึ่งจะกระทำกันตามแบบนี้   ไม่ชำระใจสำนึกผิดของผู้ถวายนั้น

10but deal only with food and drink and various washings, regulations for the body imposed until the time of reformation.

10เพราะเป็นเรื่องของกินของดื่ม   และพิธีชำระล้างต่างๆเท่านั้น   เป็นพิธีสำหรับการปฏิบัติทางกายที่ได้บัญญัติไว้   จนกว่าจะถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่  

11But when Christ appeared as a high priest of the good things that have come, then through the greater and more perfect tent (not made with hands, that is, not of this creation)

11แต่เมื่อพระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐ   ซึ่งมาถึงแล้ว   พระองค์ก็ได้เสด็จเข้าไปสู่เต็นท์อันใหญ่ยิ่งกว่าแต่ก่อน   (ที่ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือ   คือไม่ใช่เต็นท์แห่งโลกนี้)

12He entered once for all into the holy places, not by means of the blood of goats and calves but by means of His own blood, thus securing an eternal redemption.

12พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น   และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป   แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป   และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์

13For if the sprinkling of defiled persons with the blood of goats and bulls and with the ashes of a heifer sanctifies for the purification of the flesh,

13เพราะว่าถ้าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้   และเถ้าของลูกโคตัวเมีย   ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้

14how much more will the blood of Christ, who through the eternal Spirit offered Himself without blemish to God, purify our conscience from dead works to serve the living God.

14พระโลหิตของพระเยซูคริสต์   ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์   ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ   ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด   เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย   หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  

15Therefore He is the mediator of a new covenant, so that those who are called may receive the promised eternal inheritance, since a death has occurred that redeems them from the transgressions committed under the first covenant.

15เพราะเหตุนี้   พระองค์จึงทรงเป็นผู้กลางแห่งพันธสัญญาใหม่   เพื่อให้คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกมา   ได้รับมรดกนิรันดร์ตามพระสัญญา   เพราะการพลีชีวิตนั้นไถ่คนให้พ้นจากบาปอันเกิดใต้พันธสัญญาเดิมแล้ว

16For where a will is involved, the death of the one who made it must be established.

16เพราะว่าในกรณีที่เกี่ยวกับหนังสือพินัยกรรม   ก็จะต้องพิสูจน์ว่าผู้ทำหนังสือนั้นตายแล้ว

17For a will takes effect only at death, since it is not in force as long as the one who made it is alive.

17คนนั้นต้องตายเสียก่อน   หนังสือพินัยกรรมจึงจะใช้ได้   แต่ถ้าผู้ทำยังมีชีวิตอยู่   พินัยกรรมนั้นก็ใช้ไม่ได้

18Therefore not even the first covenant was inaugurated without blood.

18เหตุฉะนั้นแม้พันธสัญญาเดิมก็ไม่ได้ทรงตั้งขึ้นไว้โดยปราศจากเลือด

For more see www.wdbydana.com/sermon.html

Hebrews 9